Wiki article

ROGUE ONE: A STAR WARS STORY (9/10...ภาค spin-off สุดทรงพลัง กับวีรกรรมที่นำมาสู่ยุทธการยาวิน)

(บทรีวิวโดยคุณ Puk_Prig)
.

จำได้ว่าในตอนที่เทรลเลอร์ตัวแรกออกมา ความรู้สึกแรกเลยคือผมยังนึกไม่ออกว่าจะเอาเหตุการณ์แค่เพียงเหตุการณ์เดียวที่เกิดก่อนภาค4 ออกมาขยายยังไงให้น่าสนใจและมีความยาวพอจะเป็นภาคแยกออกมาได้ ที่สำคัญคือ “นี่คือสตาร์ วอร์ส ที่ไร้การดวลไลท์ เซเบอร์ระหว่างเจไดกับซิธ” อีกทั้งจากความสำเร็จในการกลับมาของภาค 7 ก็น่าจะยิ่งทำให้ Gareth Edwards แบกรับแรงกดดันอยู่พอสมควร ซึ่งผมเองก็เป็นคนที่หนึ่งรู้สึกไม่มั่นใจกับผกก.คนนี้
.


แต่หลังจากดูรอบแรกจบไป ความกังวลทั้งหลายก็กลายเป็นความรู้สึกผิด ผิดที่สบประมาทภาคนี้ไปอย่างรุนแรง เพราะในด้านพล็อตเรื่องแล้ว ทีมเขียนบทสามารถเอาธีมของภาค4มาขยายได้อย่างมีมิติโดยการหยิบยกเอาความสำนึกทางศีลธรรมกับความสัมพันธ์ในครอบครัวเข้ามาใช้ในการผูกเรื่อง แม้แต่ในหมู่ตัวละครสมทบก็มีมิติความสัมพันธ์ระหว่างกันที่สามารถดึงออกมาใช้สร้างอารมณ์ร่วมของคนดูได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่เคยดูภาค 4 กันมาแล้ว เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้...คงไม่ยากเกินไปที่จะคาดเดาตอนจบได้ จึงเป็นโจทย์ยากในการที่จะทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกประทับใจกับตอนจบของเรื่อง นับว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ทีมงานภาคนี้ทำสำเร็จอย่างงดงาม
.
ลำดับการเล่าเรื่องในช่วงครึ่งแรกชวนง่วงชวนหาวอยู่เหมือนกัน แต่สามารถเข้าใจได้เพราะต้องใช้เวลาครึ่งแรกไปกับการปูพื้นตัวละคร ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีสำหรับการใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนดูกับตัวละคร โดยเฉพาะกับเจ้าหุ่น K-2SO นี่ทำออกมาได้ดีมากๆ(มากกว่าตัวละครที่เป็นสิ่งมีชีวิตเสียอีก) หลังจากการปูพื้นตัวละครและเข้าสู่ไคลแม็กซ์ของเรื่อง(ที่จะกลายมาเป็นธีมหลักของภาค4) คุณจะได้พบกับความสนุกและตื่นเต้นจนไม่อยากลุกไปเข้าห้องน้ำ(และคูณสองเข้าไปอีกในกรณีที่ดูในโรง4DX)
.
ต่อข้อกังวลของผมกับเรื่องที่ภาคนี้จะไร้ซึ่งการดวลไลท์ เซเบอร์ ราวกับว่าผู้สร้างจะรับรู้ถึงข้อกังวลนี้ครับ เพราะมันถูกทดแทนด้วยการรบภาคพื้นดินที่ดุเดือดกับฉากการปะทะระหว่างยานรบที่สนุกที่สุดใน 7 ภาคที่ออกมาก่อนหน้า แต่ทั้งๆที่ภาคนี้ทำฉากรบกลางอวกาศได้น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ ผมกลับรู้สึกทะแม่งๆกับการที่ฝูงบินออกจากไฮเปอร์ไดร์ฟที่มันดูทื่อๆห้วนๆพิกล และกราฟฟิกของยาน “สตาร์ เดสทรอยเยอร์” ที่มันดูอย่างกับพลาสติกราคาถูกที่ลอยเท้งเต้งอยู่กลางอวกาศ ไม่รู้สึกถึงความดุดันน่าเกรงขามเหมือนภาคก่อนๆเลย แต่ถ้าพูดแบบสายอวยคือ...เขาจงใจให้มันเหมือนกับภาค 4เพื่อจะเชื่อมโยงกันสนิทครับ(ประชด) ในขณะที่เหล่าหุ่นรบต่างๆตอนท้ายเรื่องกลับทำออกมาได้ดีมากๆ โดยเฉพาะเจ้าหุ่น “เต่าขายาว” ที่ไม่ก๊องแก๊งแล้ว
.
ดนตรีประกอบภาคนี้ก็ถือว่ามีความเป็นตัวของตัวเองดีครับ แว่บแรกที่ดนตรีเปิดเรื่องขึ้นมาผมหลงคิดว่าจะใช้ของเดิมจากภาคหลัก แต่มันไม่ใช่ครับ มีการปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองเพื่อบอกว่า "ฉันไม่ใช่ภาคหลักนะเออ" นอกนั้นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงเป็นพิเศษครับ ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานของจักรวาลสตาร์ วอร์ส


.
คุณสามารถดูภาคนี้ให้สนุกได้โดยที่ไม่ต้องดูภาคอื่นๆมาก่อนเลยครับ แต่คงต้องบอกว่าคุณจะไม่รู้สึกอินเท่าคนที่ติดตามมหากาพย์แห่งกาแลคซี่นี้มาโดยตลอดอย่างแน่นอน และสำหรับคนที่ดูภาคนี้แล้วค่อยไปตามดูภาค 4 ทีหลัง คุณจะต้องรู้สึกขัดใจทั้งกับงานที่ดรอปลงด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและกับ Plot Hole ที่มันไม่ลงล็อคกับภาค 4 ในบางจุด(เช่น คุณจะไม่พบการพูดถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของหน่วย Rogue One เลยแม้แต่นิดเดียว) ทางที่ดีผมแนะนำให้หาภาค 4 มาดูก่อนนะครับ และทางที่ดีกว่าคือไล่ดูตามลำดับ 4-5-6-1-2-3-7 เลยครับ
.
โดยสรุปแล้ว ถ้าเอาความประทับใจจริงๆต้องยอมรับว่าน้อยกว่าภาค7 ครับ แต่ด้วยความที่มันเป็นภาคspin-off จึงทำให้ความด้อยกว่าภาคหลักในแง่ความลึกของเนื้อเรื่อง กลายเป็นประเด็นที่พอหยวนๆได้ ในขณะเดียวกันมันก็ต้องแบกรับเนื้อเรื่องหลักที่ขนาบหน้า-หลังโดยสองไตรภาคที่จบสมบูรณ์ไปแล้ว การสร้างภาคนี้ออกมาจึงถือว่าเป็นงานยากที่จะทำให้เกิดPlot Hole น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็ต้องถือว่าทำได้ดี แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับผมก็คือ งานโปรดักชั่น(ภาพ/เสียง)เพียวๆมันทำออกมาได้ไม่แพ้ภาคหลักเลยครับ แต่ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัว ผมว่ามันดีกว่าภาคหลักอย่างไตรภาคแรกเสียอีก และเพื่อไม่ให้เป็นการอวยจนเกินไป ขอหัก 1คะแนนสำหรับงานภาพที่ดูดรอปลงในบางจุด กับ Plot Hole เล็กๆน้อยๆและการเล่าเรื่องครึ่งแรกที่ชวนหลับครับ
.
แถมท้ายอีกนิด...หากดูในเทลเลอร์คุณจะคิดว่าท่านลอร์ดดาร์ธ เวเดอร์ จะออกมาน้อย ซึ่งมันก็น้อยจริงๆครับแต่มันได้เน้นๆเลย ทั้งฉากเปิดตัวที่ไม่ซ้ำกับภาคไหนๆและมันทำให้คุณรับรู้ถึงความทรมานของพิษบาดแผลจากภาค 3 ยิ่งกว่าฉากถอดหน้ากากในภาค 6 หลายเท่าเลย ผมพยายามจะไม่สปอยล์อะไรมากไปกว่านี้แม้จะคันปากยิบๆ เพราะไม่อยากให้ท่านที่หลงเข้ามาอ่าน”เกิดความคาดหวัง”มากจนเกินไป แต่มั่นใจว่าแฟนานุแฟนของลอร์ดเวเดอร์จะต้องฟินกันแน่ๆ(สำหรับผม...ถึงขั้นยอมเข้าไปดูอีกรอบทันทีเพราะฉากที่รวมๆแล้วไม่เกิน10 นาทีของท่านลอร์ดนี่แหละ)
.
.
ปล. ภาคนี้ไม่พลาดที่จะใส่ “I have a bad feeling about this” มาด้วยนะเออ อยู่ฉากไหนและใครพูด...ลองสังเกตกันดูเล่นๆนะ(คนดูพากษ์ไทยคงไม่เจอ >//<)

TOP