Wiki article

Nier: Automata อาจเรียกได้ว่าเป็นเกมที่ได้รับการกล่าวถึงในหมู่เกมเมอร์ช่วงนี้อยู่พอสมควร ด้วยความที่ใน PSN นั้นได้มีการปล่อยเดโมมาให้ลองเล่นกัน ซึ่งนอกจากระบบเกมเพลย์ที่รวดเร็วฉับไวตามเอกลักษณ์ของทีมสร้าง Platinum Games แล้ว รูปลักษณ์ของตัวเอกอย่างแอนดรอยด์ YoRHa No. 2 Model B ผู้เป็นตัวเอกก็ออกแบบมาได้โดนใจชายหนุ่มเสียเหลือเกิน แต่เราเชื่อว่ามีหลายคนที่อาจยังไม่เคยเล่น Nier ภาคแรกในสมัยที่วางจำหน่ายบน PS3 และ Xbox360 เราจึงอยากนำเสนอมาให้ทุกท่านได้อ่านเบื้องต้นกันก่อนครับ

Nier ภาคแรกนั้น มีการวางจำหน่ายใน 2 รูปแบบด้วยกันซึ่งมีชื่อว่า Nier: Gestalt และ Nier: Replicant โดยที่ทั้ง 2 รูปแบบนั้นมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย นั่นคือภาค Gestalt ที่เป็นฉบับวางขายในระดับสากลนั้นตัวเอกผู้มีชื่อว่า Nier จะมีรูปลักษณ์ที่กำยำดูมีอายุผู้ซึ่งต้องคอยดูแล Yonah บุตรสาวของตน ในขณะที่ภาค Replicant ซึ่งวางขายในญี่ปุ่นตัวเอกจะถูกปรับรูปลักษณ์ให้มีความหล่อเหลาและดูหนุ่มกว่าพร้อมกับเปลี่ยนสถานะจากพ่อมาเป็นพี่ชายของ Yonah แทน
 


Nier ในฉบับ Gestalt





Nier ในฉบับ Replicant


ในด้านเนื้อหาของเกมนั้น หากดูผิวเผินก็เหมือนกับพล็อตสไตล์เกมแนวแฟนตาซีทั่วไปอันดำเนินเรื่องในโลกอนาคตที่ห่างจากยุคสมัยของเราไปอีกนับพันปีที่ซึ่งอารยธรรมปัจจุบันที่เราคุ้นเคยนั้นไม่หลงเหลือแล้ว มีเพียงซากปรักหักพังที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตเท่านั้น แต่ในโลกเช่นนี้มนุษย์ก็ยังคงดำรงชีวิตกันต่อไปได้ และในโลกนี้เองที่พ่อ⁄พี่ชายอย่าง Nier ต้องออกเดินทางและฝ่าฟันอันตรายเพื่อหาทางรักษา ลูกสาว⁄น้องสาวของตนเองจากโรคร้ายที่เรียกว่า Black Scrawl ที่ปรากฏลวดลายสีดำตามร่างกายและทำให้เกิดอาการป่วยไข้ แน่นอนว่าการเดินทางนั้นไม่ได้ราบรื่น นั่นเพราะภายในโลกนี้ปรากฏสิ่งที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ร่อนเร่อยู่ทั่วไป นั่นคือ Shade ที่มีรูปร่างประหนึ่งเงาดำมืดที่ก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างและมันจะคอยเข้าโจมตีมนุษย์ในทันทีที่พบเห็น 


Yonah


การเสาะแสวงหาวิธีรักษาโรคของ Yonah นั้น ทำให้ Nier ได้พบกับคัมภีร์พูดได้เล่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า Grimoire Weiss ซึ่งเจ้าคัมภีร์เล่มนี้มีพลังเวทย์มนต์มหาศาล และเมื่อทั้งคู่ร่วมมือกันก็ทำให้สามารถฝ่าอันตรายมากมายมาได้ ในระหว่างการเดินทางทั้งสองได้ทราบว่าโรคร้ายของ Yonah นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังแห่งความมืด จึงทำให้ Nier หวังว่าเวทย์มนต์ของ Weiss นั้นจะช่วยขจัดความมืดและรักษา Yonah ได้ในท้ายที่สุด นอกจากความร่วมมือของทั้งสองแล้ว ยังมีผู้ร่วมทางอีก 2 รายนั่นคือ Kainé สาวนักสู้ผู้อารมณ์ร้อนแต่ตัวเธอเองกลับมีพลังของ Shade ในตัว และ Emil เด็กหนุ่มผู้มีดวงตาที่เพียงจ้องมองสิ่งใดสิ่งนั้นก็จะกลายเป็นหินไปในบัดดล ทว่าครั้งหนึ่งในการเดินทางนั้น Kainé ยอมกลายเป็นหินไปพร้อมกับ Shade สุดร้ายกาจเพื่อให้ทุกคนรอดไปได้ แต่แล้ว Yonah กลับโดนเจ้าแห่ง Shade ที่รู้จักกันในนามของ Shadowlord ลักพาตัวไป โดยที่ตัว Shadowlord เองนั้นก็มีคัมภีร์ที่คล้ายกับที่ Nier มี ซึ่งคัมภีร์นั้นคือ Grimoire Noir


Kainé


กาลเวลาผ่านไป กองกำลังของ Shadowlord ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกที ในขณะที่ Emil เองก็บอกกับ Nier ว่าตนค้นพบวิธีการถอนคำสาปและช่วยให้ Kainé หลุดพ้นจากสภาวะการเป็นหินได้ ทั้งคู่เดินทางเข้าสู่ห้องวิจัยลับใต้คฤหาสน์ของ Emil และค้นพบหลักฐานว่าเคยมีการทดลอง Gestalt Project ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งน้องสาวของ Emil นั้นถูกนำไปทดลองเป็นสุดยอดอาวุธในขณะที่ตัว Emil เองถูกเก็บเอาไว้เป็นตัวสำรอง และในตอนที่ทั้งคู่พบกับ Halua ผู้เป็นน้องสาว Emil นั้น เธอก็อยู่ในสภาพของสิ่งมีชีวิตรูปทรงโครงกระดูกที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวไปแล้ว Nier จึงจำเป็นต้องกำจัดเธอลงไปพร้อมกับที่ Emil พยายามสะกดพลังของน้องสาวตนเอง ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว Emil ก็ต้องโดนเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายของตนเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปทรงโครงกระดูกลอยได้ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ Emil ก็สามารถใช้เวทย์มนต์ได้ตามใจ ทั้งคู่มุ่งหน้าไปคลายการเป็นหินของ Kainé และร่วมมือกันกำจัด Shade ตัวร้ายนั้นลงได้ จากนั้นทั้งสามก็ออกเดินทางเพื่อตามหา Shadowlord ต่อไป



                                                       
                                                                                     

Emil


กระนั้น ในตอนที่ทั้งสามใกล้จะไปเผชิญหน้ากับ Shadowlord นั้น ทั้งสามกลับโดนขัดขวางโดยฝาแฝดสาวประจำหมู่บ้านที่ Nier อาศัยอยู่นั่นคือ Popola และ Devola และที่นี่เองที่ความจริงก็ถูกเปิดเผยออกมาว่าบรรดามนุษย์ที่อาศัยอยู่ในโลกแห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นเพียงเปลือกที่ถูกสร้างขึ้นมาในโครงการ Gestalt Project และถูกเรียกว่าเป็น Replicant เท่านั้น โดยที่โครงการดังกล่าวถือกำเนิดขึ้นมาราว 1‚300 กว่าปีก่อนเพื่อไม่ให้มนุษย์ต้องสูญพันธุ์ไปจากไวรัสร้ายชนิดหนึ่ง และโครงการนี้เป็นการแยกวิญญาณมนุษย์ออกจากร่างกายเพื่อรอการย้ายเข้าสู่ร่างใหม่ที่ปราศจากไวรัสร้ายดังกล่าวทั้งปวง หากแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป Replicant ที่ควรจะเป็นเพียงแค่เปลือกและรอวิญญาณกลับเข้าร่างนั้นกลับเกิดจิตสำนึกของตนเองขึ้นมา จนทำให้วิญญาณมนุษย์ดั้งเดิมไม่อาจกลับเข้าสู่ร่างกายของตนได้ และความเกรี้ยวกราดของวิญญาณเหล่านั้นก็มาจากความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่ต้องการกลับเข้าร่างของตนนั่นเอง หรือกล่าวอีกอย่างก็คือบรรดา Shade ทั้งหลายที่ Nier และผองเพื่อนกำจัดไปนั้นก็คือมนุษย์ที่แท้จริงด้วยกันหมดทั้งสิ้น ส่วน Devola และ Popola ก็เป็นผู้ที่คอยดูแลโครงการนี้ให้ดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ทั้งสองเข้าต่อสู้กับ Nier และผองเพื่อนแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไป แต่ชัยชนะของ Nier ก็แลกมาด้วยการที่ Emil ยอมสละตัวเองให้ Nier และ Kainé ได้มุ่งหน้าต่อไป


                                                                                 

 Devola & Popola


เมื่อทุกคนได้เผชิญหน้ากับ Shadowlord แล้ว ความจริงก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาอีกอย่างว่าตัวจริงของ Shadowlord ก็คือ Nier ตัวจริงซึ่งเป็นผู้ที่เข้ารับการทดลองใน Gestalt Project เช่นกัน แน่นอนว่า Nier ผู้นี้ก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปกป้อง Yonah ไม่ต่างดัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้ลักพาตัวเธอมาเพื่อหวังจะให้วิญญาณของ Yonah ได้กลับเข้าร่างอีกครั้ง ทว่าวิญญาณของ Yonah ก็ปฏิเสธที่จะช่วงชิงร่าง Replicant ของเธอกลับมานั่นเพราะเธอได้ยินเสียงที่ร้องเรียกหา Nier ผู้เป็น Replicant เช่นกัน จิตวิญญาณของเธอจึงออกจากร่างไป การต่อสู้ระหว่าง Nier Replicant และ Nier Gestalt จึงเริ่มต้นขึ้น ทว่า Grimoire Weiss นั้นกลับสูญสลายหายไปปล่อยให้ Nier Replicant ต้องสู้เพียงลำพัง ภายหลังการต่อสู้อันยาวนาน ชัยชนะก็ตกเป็นของ Nier Replicant ในที่สุดและ Yonah ก็ฟื้นจากการหลับไหล เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย Kainé ก็จะขอตัวจากไป แต่ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะจากไปนั้น ร่างกายของเธอกลับเกิดอาการผิดปกติขึ้นและกลายเป็น Shade เต็มตัวทำให้ Nier ต้องเข้าต่อกรกับเธอ เมื่อ Nier ได้รับชัยชนะแล้วพลันเสียงของ Shade ที่อยู่ภายในร่างกายของ Kainé ก็เอ่ยขึ้นมาให้ Nier ทราบว่าสามารถช่วย Kainé ได้สองวิธีนั่นคือฆ่าเธอซะเพื่อปลดปล่อยเธอจากความทรมาน หรืออีกวิธีก็คือ Nier ยอมสละตัวตนของตนเองไปทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือเธอ

และด้วยความที่ทั้งหมดเดินทางร่วมกันมานาน สุดท้ายแล้ว Nier เลือกที่จะยอมโดนลบเลือนตัวตนทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือ Kainé ซึ่งเมื่อ Nier หายไปแล้วทั้ง Yonah และ Kainé ต่างก็จำอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้เลย หากแต่เมื่อ Kainé เก็บดอกไม้ lunar tear ที่ร่วงหล่นลงกับพื้นแล้วเธอกลับนึกถึงภาพของ Nier ขึ้นมาได้คลับคล้ายคลับคลา แล้วเกมก็จบลงเท่านั้น ส่วน Emil ที่สละชีพตนเองไปจากแรงระเบิดนั้นก็ยังไม่ตายแต่เหลือเพียงศีรษะ ด้วยเหตุนี้ Emil จึงทำการเดินทางโดยการกลิ้งหัวของตนไปกับพื้นเพื่อมุ่งหน้าไปหาพวกพ้องต่อไป





ที่กล่าวไปทั้งหมดด้านบน คือเนื้อหาของตัวเกม Nier ภาคแรกไม่ว่าจะภาค Replicant หรือ Gestalt ก็ตามที หากอ่านแต่เพียงเท่านี้ก็อาจมองได้ว่าตัวเกมนั้นจบลงโดยสมบูรณ์และสงบสุข แต่แท้จริงแล้วเนื้อหามันมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็นในตัวเกมมากมายครับ

ก่อนอื่นเลยก็คงต้องขออธิบายว่าเนื้อหาของเกม Nier ภาคแรกนั้น ถือกำเนิดขึ้นมาจากอีกเกมหนึ่งในสมัย PS2 นั่นคือ Drag-on Dragoon หรือ Drakengard นั่นเอง โดยที่ในเกมนั้นมีฉากจบด้วยกันทั้งหมด 5 แบบครับ แบ่งเป็น A, B, C, D และ E ซึ่งฉากจบแบบ A นั้นจะเชื่อมต่อเรื่องราวไปยัง Drag-on Dragoon 2 (Drakengard 2) ในขณะที่ฉากจบแบบ E นั้นจะมาเชื่อมต่อยังเกม Nier นั่นเองครับ

สำหรับฉากจบแบบ E นั้น ตัวเอกของเกมอย่าง Caim ได้กระโจนขึ้นหลังมังกรแดง Angel (อ่านว่าอังเฮล) เพื่อเข้าต่อกรกับ Queen Beast ผู้เป็นประหนึ่งมวลรวมแห่งความชั่วร้าย แต่ในขณะที่กำลังต่อกรกันอยู่นั้น ทั้งสามกลับโดนข้ามกาลเวลาและมิติจนมาปรากฏตัวกลางกรุงโตเกียวในยุคปัจจุบัน แต่การต่อสู้ของทั้งสามก็ดำเนินต่อไป จบลงที่ชัยชนะของ Caim และ Angel แต่ทว่าในตอนที่ยังไม่ทันจะได้ยินดีกับชัยชนะนั้น ทั้งคนและมังกรก็โดนจรวดมิสไซล์จากเครื่องบินรบแห่งกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นยิงเข้าใส่จนสิ้นชีพไปทั้งคู่กลางอากาศ แล้วเรื่องราวของ Caim และมังกรแดงก็จบลงเพียงเท่านั้น


Queen Beast


ทว่า เนื้อหานี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่ง Nier ครับ เพราะเศษซากที่เหลืออยู่ของ Queen Beast นั้นแพร่กระจายไปทั่วชินจูกุและผู้คนที่สัมผัสกับอนุภาคละอองสีขาวนั้นต่างล้มตายด้วยโรคที่เรียกว่า White Chlorination Syndrome ซึ่งจะทำให้ผู้คนกลายสภาพเป็นเกลือ หรือไม่ก็กลายเป็นอสูรกายสีขาวที่เรียกว่า Legion แทน ซึ่งการที่ผู้คนกลายสภาพเป็นเช่นนั้นก็เพราะเมื่อสัมผัสกับอนุภาคดังกล่าวถือเป็นการ "ทำสัญญา" กับเทพเจ้าซึ่งหากใครที่ปฏิเสธร่างกายก็จะกลายเป็นเกลือ แต่หากยอมรับก็จะกลายสภาพเป็น Legion อสูรกายที่ไร้ความคิดของตนเอง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ต้องมีการก่อกำแพงขึ้นล้อมรอบชินจูกุจนกลายเป็นดินแดนที่ไม่มีผู้ใดอยู่อาศัยอีกต่อไป

นอกจากนั้นแล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจสอบอนุภาคดังกล่าวและศพของมังกรแดงที่ค้นพบจนทราบว่าแท้จริงแล้วยังมีโลกต่างมิติอยู่ พร้อมกับที่ได้มีการเริ่มนำเวทย์มนต์มาใช้งานในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 กระนั้นภัยของ Legion ก็ยังคงไม่ลดน้อยถอยลงไป จนในที่สุดได้มีการใช้ระเบิดนิวเคลียร์เพื่อทำลายฝูงอสูรกายสีขาวเหล่านั้น แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าการทำเช่นนั้นกลับเป็นการทำให้อนุภาคปลิวกระจายไปทั่วโลกหลังจากนั้น นั่นเพราะอนุภาคเหล่านั้นไม่อาจถูกทำลายได้ด้วยวิธีการใดๆ จะมีก็แต่เพียงการส่งกลับไปยังมิติดั้งเดิมของมันโดยใช้เวทย์มนต์ หากแต่ในขณะที่ยังไม่สามารถส่งมันกลับไปได้หมดนั้นอนุภาคดังกล่าวก็ยังเป็นภัยร้ายแรงของโลกอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของแต่ละประเทศจึงได้ร่วมกันคิดค้นแผนรับมือขึ้นมา นั่นคือการแยกวิญญาณของทุกคนออกจากร่างกายซึ่งก็คือการสร้าง Gestalt และทำการสร้างร่างกายใหม่ขึ้นมาที่เป็นเพียงเปลือกเพื่อให้ปลอดภัยจาก White Chlorination Syndrome นั้นเพราะการทำสัญญากับเทพเจ้าจะต้องมีองค์ประกอบสองอย่าง นั่นคือมีกายเนื้อและมีวิญญาณอยู่ด้วยกัน หากขาดสิ่งใดไปก็จะไม่อาจทำสัญญาได้ ซึ่งบรรดา Replicant ที่แทบจะปราศจากความรู้สึกนึกคิดของตนเองจะต้องทำตามคำสั่งของบรรดาแอนดรอยด์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการขจัดอนุภาคสีขาวเหล่านั้นกลับไปจนกว่าจะหมดสิ้นไม่เหลือ

แต่ถึงอย่างนั้น แผนการดังกล่าวก็ประสบปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งนั่นคือเมื่อ Gestalt ออกจากร่างนานเกินไปแล้วก็จะทำให้เกิดอาการคลั่งขึ้นมาและทำร้ายผู้คนไม่เลือกหน้า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการสร้างคัมภีร์เวทย์ซึ่งก็คือบรรดา Grimoire ที่เราเห็นในเกมขึ้นมา โดยหากมีใครที่สามารถเชื่อมต่อตนเองเข้ากับคัมภีร์ได้อย่างสมบูรณ์ก็จะกลายเป็น Original Gestalt ที่สามารถคงสติสัมปชัญญะของตนไว้ได้ภายหลังผ่านกระบวนการกลายเป็น Gestalt แล้ว ซึ่งผู้ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Grimoire Noir ได้อย่างสมบูรณ์ก็คือ Nier ผู้ที่เป็นมนุษย์และเป็นคนที่เราบังคับเล่นได้ในตอนต้นเกมนั่นเอง โดยที่ในตัวเกมตอนต้นนั้น ทั้ง Nier และ Yonah ติดอยู่ในชินจูกุที่โดนปิดกั้นโดยสิ้นเชิงจากภายนอกแล้ว ซึ่ง Nier นั้นได้ไปรับความช่วยเหลือจากองค์กรการกุศลที่แจกอาหารและยาให้แก่ผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ แต่แทนที่จะได้อาหารและยานั้นตัวเขาและผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ กลับได้คัมภีร์ Grimoire Noir มาแทน เพราะแท้จริงแล้วองค์กรการกุศลนั้นทำการทดลองเพื่อหา Original Gestalt นั่นเอง ซึ่งผู้รอดชีวิตคนอื่นๆที่สัมผัสกับ Grimoire ต่างก็กลายสภาพเป็น Gestalt ที่เสียสติและเข้าโจมตีพวกเขาทั้งสอง โดยในช่วงชุลมุนนั้น Yonah ได้สัมผัสเข้ากับคัมภีร์ ทำให้ร่างกายของเธอเริ่มเกิดอาการเสื่อมถอยและกลายเป็น Gestalt ให้เห็น 

ต่อมาในภายหลัง องค์กรที่อยู่เบื้องหลัง Gestalt Project ก็ได้ยื่นข้อเสนอที่จะรักษาสภาพของ Yonah Gestalt ให้อยู่ในสภาพจำศีลเพื่อรอวันที่จะได้กลับเข้าร่างอีกครั้งหนึ่ง แลกเปลี่ยนกับการที่ Nier จะต้องคอยรักษาสติสัมปชัญญะให้กับบรรดา Gestalt ทั้งหลาย และด้วยเหตุนี้เองบรรดา Shade ในเกมที่มีสติสัมปชัญญะต่างก็มีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับ Shadowlord และนั่นก็ย่อมหมายความว่าหากวันใดที่ Shadowlord หรือ Nier Gestalt ต้องจบชีพลงไปก็หมายถึงการสูญสิ้นสติสัมปชัญญะของบรรดา Gestalt ทั้งหมด

กาลเวลาได้ล่วงเลยจากตอนต้นเกมในปีค.ศ.2049 ไปอีก 1300 กว่าปีด้วยกันจนเข้าสู่ช่วงเวลาของตัวเกมหลัก ซึ่งเป็นเวลาที่เหล่าอนุภาคจากต่างมิติทั้งหลายโดนส่งกลับไปยังมิติดั้งเดิมจนหมดสิ้น ส่วนเหล่า Replicant ต่างก็พัฒนาสติปัญญาของตนขึ้นมาและใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุข จนถึงตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก็มีเพียงการนำเอาคัมภีร์เวทย์ทั้งสองเล่มคือ Grimoire Weiss และ Grimoire Noir มาผสานรวมกันอีกครั้งเพื่อทำให้บรรดา Gestalt ทั้งหมดได้กลับเข้าสู่ร่าง Replicant ของตนอย่างที่ควรจะเป็น หากแต่ว่าในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา เหล่า Gestalt ก็ได้เกิดอาการบ้าคลั่งไปมากมาย และเหล่า Replicant ต่างก็มองว่าพวก Gestalt นั้นเป็นอสูรกายที่เฝ้าคอยจะยึดร่างของพวกตนไป มิหนำซ้ำทั้ง Gestalt และ Replicant ต่างก็ไม่อาจสื่อสารกันให้เข้าใจได้ 

ตลอดทั้งเกม ผู้ที่คอยชี้นำทางให้ Nier ก็คือ Devola และ Popola ที่เป็นแอนดรอยด์ซึ่งคอยทำหน้าที่ดูแลโครงการให้ดำเนินไปได้ด้วยดี แน่นอนว่าก็เป็นทั้งสองเช่นกันที่ชี้ทางให้ Nier ได้ไปพบเจอกับ Grimoire Weiss แต่ก็เพราะวัตถุประสงค์ในการที่จะให้ Weiss ได้ผสานรวมเข้ากับ Noir อีกครั้ง หากแต่กาลเวลาที่ล่วงเลยไปนั้นทำให้ Weiss ลืมเลือนวัตถุประสงค์ของตัวเองไปจนหมดสิ้น การผสานรวมก็ไม่เป็นผล จนนำไปสู่การต่อสู้ที่ทำให้ทั้ง Devola และ Popola ต้องโดนกำจัดลงไป พร้อมกับการตายของ Shadowlord ในท้ายที่สุดโดยที่ Nier Replicant เองไม่ได้ทราบแม้แต่น้อยว่าแท้จริงแล้วพวกตนก็เป็นคนเดียวกัน

ซึ่งเมื่อปราศจาก Shadowlord ที่คอยควบคุมสติสัมปชัญญะของบรรดา Shade แล้ว ไม่ช้าไม่นานเหล่า Shade ก็จะเกิดอาการคุ้มคลั่งจนไม่มีอะไรหยุดยั้งได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่ามนุษย์จากยุคอดีตอาจต้องถึงคราวสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปในที่สุด อีกทั้งในเกมก็ไม่ได้บอกรายละเอียดแน่ชัดว่าเหล่า Replicant นั้นสามารถสืบเผ่าพันธุ์ด้วยตนเองได้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องอาศัยบรรดาแอนดรอยด์คอยทำการสร้างขึ้นมาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะทางใดก็ถือเป็นความสิ้นหวังของเผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นเดียวกัน

สำหรับอาการ Black Scrawl นั้นก็หาใช่โรคระบาดอย่างที่เข้าใจกันในเกม แต่แท้จริงเป็นอาการผิดปกติที่เกิดกับร่างกายของ Replicant ซึ่งมีผลมาจากการเสื่อมถอยของ Gestalt ที่เป็นเจ้าของร่างนั่นเอง และหากเมื่อใดที่ Gestalt รายนั้นเกิดอาการเสื่อมถอยอย่างสมบูรณ์ ข้อมูลที่จะถูกนำมาสร้างเป็น Replicant ก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะตัวระบบจะไม่สามารถดึงข้อมูลจาก Gestalt มาสร้างเป็น Replicant รายนั้นใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ อาการ Black Scrawl ของ Yonah นั้นจะเกิดขึ้นเสมอนั่นเพราะร่าง Gestalt ของเธอมีการเสื่อมถอยไปบางส่วนในขณะที่โดนจำศีลนั่นเอง

(รวบรวมและเรียบเรียงเนื้อหามาจาก http://lparchive.org/NIER/Update%20123/)



ทั้งหมดนั้นคือเนื้อหาและเรื่องราวทั้งหมดของ Nier ภาคแรกที่ผมสามารถเล่าได้ในคราวนี้ครับ ถึงอย่างนั้นหากเรามาพิจารณาเนื้อหากันแล้วเราอาจจะสามารถตั้งข้อสงสัยได้มากมายว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมจึงยังคงมีมนุษย์หลงเหลืออยู่ใน Nier: Automata? เหล่ากองทัพจักรกลจากต่างโลกนั้นมีที่มายังไง? และที่สำคัญคือเหตุใดตัวละครที่ควรจะตายไปแล้วอย่างเช่น Devola และ Popola ถึงยังรอดอยู่ได้ในภาคล่าสุดนี้? ไหนจะ Emil ที่ยังไม่ทราบว่าจะมีบทบาทอย่างไรต่อไปอีก คำตอบของคำถามเหล่านี้ มารอค้นหาไปด้วยกันในเดือนมีนาคมปีหน้ากันนะครับ (หากใครอ่านภาษาญี่ปุ่นออกก็จะได้รู้คำตอบกันตอนปลายกุมภาพันธ์ล่ะนะ)



                                                                     

 Emil ตามที่ปรากฏใน Nier: Automata


หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านได้เข้าใจโลกของ Nier และสามารถเล่นได้อย่างสนุกขึ้นครับ

Post by [G-jang]
TOP