Wiki article


กลัวติดเกมให้น้อยลง แต่เพิ่มความเป็นคนให้มากขึ้น

โดย กุมภฤทธิ์ พุฒิภิญโญ

วันสองวันที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนจะเกิดประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลของไทย เกี่ยวกับวงการเกมในบ้านเราอีกแล้วนะครับ

เรื่องของเรื่องก็คือ มีคุณหมอท่านหนึ่งได้โพสบทความลงบนแฟนเพจของตัวเอง เกี่ยวกับการที่ครอบครัวของคุณหมอและภรรยา ได้ทำการ “ปกป้อง” ลูกๆ จากภัยร้ายอันเป็นบ่อนทำลายชีวิตอย่างวีดีโอเกมอย่างเต็มที่ โดยการปิดกั้น ห้าม งด ไม่อนุญาตให้ลูกๆ ของคุณหมอข้องเกี่ยวกับวีดีโอเกมเลยแม้แต่น้อย เพราะมันเป็นทางเลือกที่ “ฉลาด” ไม่ “โง่เขลา” หรือ “หน่อมแน้ม” เหมือนกับพ่อแม่ครอบครัวอื่นที่ประสบปัญหาลูกติดเกมอย่างหนักจนไม่สามารถแก้ไขได้ อย่างที่คุณหมอได้กล่าวเอาไว้ในบทความ

คุณหมอยังกำชับเอาไว้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่า “ใครอยากให้ลูกเล่นก็เล่นไป ไม่ต้องมาโน้มน้าวหรืออภิปราย” เพราะคุณหมอตั้งใจแน่วแน่ดีแล้วไม่คิดเปลี่ยนใจ แถมใครมีปัญหาเรื่องลูกติดเกมจะแก้ไขยังไงดี ก็ไม่ขอตอบ “เชิญไปพบจิตแพทย์ที่ท่านสะดวก” กันเอาเอง
ตายเลยสิครับแบบนี้ ผมเองในฐานะคนที่เล่นเกมมาตั้งแต่เด็กจนโตรวมไปถึงเพื่อนสนิทมิตรสหายหลายต่อหลายท่าน ที่ทุกวันนี้ก็ยังคงวงเวียนอยู่ในวงการ หลายคนก็ประกอบสัมมาอาชีพเกี่ยวกับเกมโดยตรง บางคนก็ยังใช้มันสร้างความบันเทิงในชีวิตประจำวันอยู่ อย่างที่อาจจะได้พบเห็นในช่องคอมเม้นต์ของบทความของคุณหมอก็มีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันมากมายเต็มไปหมด แต่ดูเหมือนสิ่งที่พวกเราพยายามจะพูดคงไม่มีประโยชน์เสียแล้ว ในเมื่อเราอยากอธิบายแต่อีกฝ่ายไม่มีใจจะฟัง เราก็คงจะทำอะไรไม่ได้

วันนี้ผมคงไม่คิดจะโต้เถียงกับคุณหมอ เพราะใครใคร่จะเลี้ยงดูบุตรหลานของตัวเองยังไง ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของครอบครัวนั้นๆ ผมเองคงไม่ขอไปก้าวล่วง แต่กระนั้นก็คงต้องถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจกับสังคมเพิ่มเติม เกี่ยวกับประเด็นของวีดีโอเกมเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างโลกของคนที่มี และไม่มีวีดีโอเกม ให้เห็นภาพเดียวกันและอยู่ร่วมกับมันได้อย่างกสมานฉันท์มากขึ้นบ้างนะครับ

วีดีโอเกมเป็นสิ่งเลวร้ายในสังคมไทยมาช้านาน โดยปัญหาใหญ่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เป็นประจำก็คือ ปัญหาเด็กติดเกม ที่ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัส ทำลายอนาคตของชาติและสถาบันครอบครัวไปนักต่อนัก โดยที่ก็ไม่มีใครมองเห็นหนทางออกหรือวิธีแก้ไขที่ชัดเจน
นี่คือความจริงที่สังคมเองก็ต้องยอมรับว่า เด็กติดเกมมีจริง และมันเป็นปัญหาจริงๆ แต่จะมีสักกี่คนที่มีการวิเคราะห์หรือค้นหาเหตุผลเบื้องหลังของมันอย่างจริงจัง เมื่อปัญหามันคาราคาซังไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการแก้ไข ในขณะเดียวกันก็ยังมีครอบครัวที่ต้องเดือดร้อนทุกข์ยากทรมานเพราะเรื่องนี้มากขึ้นทุกวัน ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนกลุ่มนึงมองหาทางออกจากวิธีที่ง่ายที่สุดเอาไว้ก่อน ซึ่งก็คือ มันแย่ มันไม่ดี ไม่มีประโยชน์ งั้นไม่ต้องเล่น และไม่ต่อชีวิตเรา ตัดมันออกไปจากชีวิตของเราและลูกหลานได้เลย

เมื่อแนวคิดแบบนี้ออกมาจากปากของบุคคลที่มีสถานะสำคัญ มีหน้ามีตา มีอาชีพเป็นที่ยอมรับในสังคม อย่างเช่น นักกฎหมาย ตำรวจ นักการเมือง หรือแม้แต่กระทั่ง หมอ ก็ทำให้ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับอย่างก้าวขวาง และสุดท้ายมันก็กลายเป็นกระแสสังคมไปในที่สุด
ถ้าบ้านเราจะให้คุณค่าและความสำคัญกับบุคลากรในสายงานอาชีพแพทย์สาขาต่างๆ เป็นพิเศษแล้วละก็ ลองมาฟังความเห็นของคุณหมอท่านนี้ดูไหมครับ? รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หัวหน้าสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอีกหลายท่าน เคยได้มีการศึกษาและทำงานวิจัยเกี่ยวกับกรณีปัญหาเด็กติดเกมเอาไว้โดยตรง ซึ่งผมขอคัดย่อบางส่วนมาไว้ในบทความนี้

“การวิจัยครั้งนี้ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ป.4 - ม.3 พร้อมผู้ปกครองจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ ราชบุรี สุรินทร์ และสุราษฎร์ธานี จำนวน 2,452 คู่ ผลการวิจัยที่สำคัญ มีดังนี้ เด็กและวัยรุ่นในกลุ่มที่ศึกษาร้อยละ 13.3 จัดอยู่ในกลุ่มที่กำลังติดเกม ซึ่งพบปัจจัยที่มีผลทำให้ติดเกมสูงขึ้น ได้แก่ เด็กมีความเครียดและขาดทักษะในการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม โดยเด็กใช้การเล่นเกมเพื่อคลายเครียดสูงเป็น 6 เท่าของเด็กที่ไม่ติดเกม”

"สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองที่ใช้อารมณ์ในการอบรมสั่งสอนลูก ลูกจะมีโอกาสติดเกมสูงกว่าเด็กที่ผู้ปกครองใช้เหตุผลในการเลี้ยงดูเกือบ 7 เท่า”

นายภีรวัฒน์ นนทะโชติ นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)

“การแก้ปัญหาเด็กติดเกม ดูเหมือนว่ายิ่งแก้ก็ยิ่งหาทางออกไม่เจอ ทั้งนี้ สาเหตุมาจากการกำหนดมาตรการต่างๆ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่มองว่า เกมเป็นปัญหาเชิงลบเพียงด้านเดียว และแยกเด็กออกจากเกมโดยไม่ได้ศึกษาวัฒนธรรมของเด็ก ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงเป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้น ประกอบกับนโยบายของภาครัฐไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งได้แก่

1. การสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว ซึ่งสถานศึกษาจะต้องจัดสัมมนา หรือกิจกรรมระหว่างผู้ปกครองและนักเรียน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัว

2. ส่งเสริมศักยภาพด้านความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง โดยสนับสนุนการสร้างหลักสูตรการเรียนการสอน ที่ส่งเสริมศักยภาพของตนเองในแง่บวก และตระหนักในความสามารถของตนเอง

3. พัฒนาสภาพแวดล้อมทางสังคม สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้น่าอยู่ ปราศจากเกมและการพนัน

4. การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองและนักเรียน รู้ถึงโทษของการเล่นเกม รวมทั้งต้องควบคุมเกมคอมพิวเตอร์ที่ไม่เหมาะสม และไม่มีลิขสิทธิ์ ตลอดจนผลักดันปัญหาเด็กติดเกมเป็นวาระแห่งชาติ”

ดร.เพ็ญนภา กุลนภาดล นักวิจัยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ระบุว่า ได้ศึกษาปัญหาเด็กติดเกมในสังคมเมืองภาคตะวันออก กลุ่มตัวอย่างมี 3,840 คน ประกอบด้วย เด็กและผู้ปกครองติดเกม 1,920 คน เด็กและผู้ปกครองเด็กไม่ติดเกม 1,920 คน ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่ติดเกมมีความเห็นว่าปัจจัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่ทำให้มีการเล่นเกมอยู่ในระดับมากเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ส่วนเด็กปกติมีความเห็นว่า ปัจจัยต่างๆ มีผลต่อการเล่นเกมในระดับน้อย
"ผลการวิเคราะห์การอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองพบว่า เด็กติดเกมไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมมากที่สุด การพัฒนาเด็กจึงควรให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ในฐานะสถาบันหลักที่จะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้"

ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต นักวิจัยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการสร้างภูมิคุ้มกันการติดเกมออนไลน์สำหรับเยาวชน กล่าวว่า จากการศึกษาบทบาทของภาครัฐในการกำกับดูแลเกมออนไลน์นั้น กระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน อาทิ การบังคับใช้กฎหมาย การเฝ้าระวังและการตรวจสอบ และการจัดระดับความเหมาะสมของเกมคอมพิวเตอร์และเกมออนไลน์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมไม่ควรเข้ามากำกับในเรื่องนี้โดยตรง เพราะไม่มีความรู้เรื่องเกม

"ประเทศต้นแบบที่แก้ปัญหาเด็กติดเกมได้อย่างดี คือ เกาหลี เนื่องจากมีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มีการตั้งหน่วยงานเฉพาะ มีกฎหมายรองรับ มีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็ก ส่วนเด็กติดเกมแล้วนำไปเข้าค่ายอบรมใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยยังไม่มี เป็นโจทย์ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ปัญหา"

ข้อมูลทั้งหมดจากเวปไซด์ https://goo.gl/xakZqk

ใครที่สนใจงานวิจัยฉบับต่างๆ ที่ผมอ้างอิง สามารถไปสืบค้นตรวจสอบได้จาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นะครับ แต่ถ้ามันยาวหรือละเอียดเกินไป ผมแนะนำให้ทุกท่านลองดูซีรี่ส์ดีๆ บน Youtube ที่มีชื่อว่า LET ME GROW พลิกชีวิตเด็กติดเกม ซึ่งจัดทำโดยค่าย GDH559 และคณะแพทยศาสตร์ศิริราช มีทั้งหมดด้วยกันทั้งหมด 7 ตอน ความยาวตอนละแค่ 20 นาทีเท่านั้น หลังจากรับชมจนจบแล้ว ผมเชื่อว่าพ่อแม่หรือบุคคลทั่วไปน่าจะมีความเข้าใจและทัศนะคติที่ดีต่อเกมมากขึ้นนะครับ ตามลิ้งค์นี้ได้เลยครับ https://goo.gl/VHQqqL

จากการศึกษามิติต่างๆ ของปัญหาเด็กติดเกมทั้งหมด ทุกอย่างชี้นำไปที่สาเหตุใหญ่นั่นก็คือ ความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว หากเด็กได้รับการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนที่ดี ให้เขามีวินัย รู้จักการแยกแยะ แบ่งเวลาเป็น มีความรับผิดชอบ จะติดเกมหรือจะเล่นเกมหรือไม่ เป็นเรื่องของรสนิยมล้วนๆ

ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า เกมคือศิลปะ ซึ่งมีคุณค่าเทียบเท่ากับหนังสือดีๆ เพลงเพราะๆ รูปสวยๆ ภาพยนตร์หรือละครต่างๆ และศิลปะส่งผลต่อจิตใจคนในระดับที่แตกต่างกันไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งเร้าที่ทรงประสิทธิภาพ ทำไมบางคนฟังเพลงแล้วร้องไห้? ทำไมอ่านหนังสือแล้วโกรธเกลียดตัวละครทั้งที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตา? ศิลปะบันดาลได้ทั้งความโศกเศร้าและสุขสันต์ ให้ข้อคิดดีๆ หรือยกระดับจิตใจของผู้คนได้ อยู่ที่ผู้รับสารว่าจะสามารถคัดกรองเอาเนื้อหาและประโยชน์จากมันได้มากน้อยแค่ไหน วีดีโอเกมก็เป็นเช่นนั้น
ถ้าเราจะบอกว่า จิตใจคนหวั่นไหวเพราะสิ่งเร้า ถ้าสิ่งเร้านำพาเราไปในทางที่ไม่ดี เราก็ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับมันไม่ใช่หรือ? ก็อาจจะได้ครับ แต่นั่นก็หมายความว่าใจเราเองที่ไม่เข้มแข็งและพร้อมจะตอบสนองต่อสิ่งยั่วเย้าตลอดเวลา

ถ้าดูละครเห็นพระนางข่มขืนกันแล้วอยากออกไปข่มขืนคนอื่นบ้าง...ละครผิด

ฟังเพลงกระตุ้นแล้วเกิดความฮึกเหิม อยากจะออกไปตีรันฟันแทงกัน....เพลงผิด

ดูหนังแล้วเห็นโจรปล้นฆ่าเท่ดีเลยอยากเป็นบ้าง....หนังผิด

อ่านนิยายฆาตกรรมแล้วอยากฆ่าคน...หนังสือผิด

สรุปแล้วเราไม่ผิดอะไรเลยอย่างนั้นหรือ? ความสามารถพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมีคือการแยกแยะความจริงกับความบันเทิงออกจากกัน หากใครไม่สามารถแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ คนๆ นั้นมีปัญหาแน่นอนครับ และมันไม่ใช่เพราะสิ่งเร้าใดๆ ทั้งสิ้นด้วย

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมก็ขอยืนยันสักครั้งว่า ความคิดเห็นของคุณหมอไม่ใช่เรื่องผิด ทุกคนย่อมมีความเชื่อเป็นของตัวเอง และคุณหมอก็คงจะสามารถเลี้ยงดูลูกได้ตามเป้าประสงค์ส่วนตัวที่ไม่ต้องการให้เด็กๆ ได้รู้จักกับวีดีโอเกมเลย ซึ่งมันคงเป็นเส้นทางที่คุณหมอเองก็คงพอใจ แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือในเมื่อผมเคารพในความเห็นของคุณหมอในเรื่องนี้ แล้วคุณหมอจะเคารพในความคิดเห็นของผม ที่มองเห็นเกมว่ามีคุณประโยชน์ และมีค่าคู่ควรอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีศักดิ์ศรีและเป็นที่ยอมรับ ว่าเป็นแนวคิดที่มีคุณค่าทัดเทียมกันได้หรือไม่?เพราะการยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความแตกต่าง มันเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข เราจะสอนเด็กๆ ของเราให้เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ยังไง ในเมื่อเรายังต่อว่าคนที่มีความคิดไม่เหมือนเราว่าโง่?

ถ้าคุณหมอยอมรับได้ ก็อย่าเที่ยวเรียกคนอื่นที่เห็นต่างว่าโง่เขลาเลยครับ
ผมยอมรับครับ ว่าปัญหาเด็กติดเกมเป็นปัญหาใหญ่ที่รุนแรงและแก้ไขได้ยาก แต่ที่ว่าแก้ไขยากมันเกิดจากการที่ผู้ใหญ่ต้องมาร่วมปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการอบรมเลี้ยงดูลูกหลาน ให้เกียรติและเชื่อมั่นในตัวเขา เห็นเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว เพราะคำว่าครอบครัวมันไม่ได้มีแต่ พ่อแม่ ความต้องการและความเข้าใจของเด็กๆ ก็มีส่วนสำคัญเหมือนกัน ไม่ใช่เอะอะก็โทษสิ่งเร้าและโทษเด็ก จนลืมดูตัวเองว่าผู้ใหญ่ทำอะไรผิดบ้าง
สำหรับเกมเมอร์อย่างเรา คงเจอเรื่องแบบนี้กันเป็นประจำอยู่แล้ว สิ่งที่ผมอยากจะฝากก็คือ พวกเราคือเครื่องพิสูจน์ ว่าวีดีโอเกมไม่ใช่ปัญหา มันไม่ได้ทำร้ายใคร และมันควรจะเป็นที่ยอมรับ

สังคมกำลังจ้องมองเราอยู่ โลกใบนี้ยืนอยู่บนหลักการของหลักฐาน เราต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ว่าคำพูดที่เราพร่ำบอกคนอื่นว่าเกมมันไม่ได้ต่ำทรามเลวร้ายนั้นเป็นเรื่องจริง การด่าทอก้าวร้าวต่อคนที่คิดต่างจากเราไม่ได้ช่วยให้เราเป็นฝ่ายที่ถูกยอมรับมากกว่าเดิม เหตุผลและตัวอย่างเท่านั้น ที่จะโน้มน้าวคนมีสติสัมปะชัญญะได้ ส่วนใครที่ไม่เปิดใจก็ปล่อยผ่านไปครับ เพราะเราต้องอยู่ร่วมกับเขาให้ได้เช่นกัน

Bad Seed มันมีอยู่ทุกที่ ทุกสังคม ทุกวงการ เราทำตัวเองให้ดีก็เพียงพอแล้วครับ

Post by [coolerist]
TOP