Wiki article

ชีวิตของผมได้เข้ารีตความเชื่อทางศาสนาศาสนาหนึ่งมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว มันคือศาสนาที่มีเครื่อง Playstation เป็นเสมือนคัมภีร์แห่งพันธะสัญญา (ตอนนี้ก็เข้าสู่พันธะสัญญาใหม่เล่มที่ 4) และด้วยการปวารณาตัวต่อหน้าโต๊ะหมู่บูชาแบบ HD มาเป็นเวลานานนี้เอง ทำให้ผมเริ่มมองชีวิตตัวเองและคนรอบข้างเปรียบเทียบกับเกมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากที่ผมเคยเปรียบเทียบตัวเองเป็นตัวละครในหนังหรือนิยายอีกหลายเรื่อง และจังหวะชีวิตตอนนี้ของผมกับคนรอบตัวอีกหลายคนดันเข้าทำนองไปกับเกมอย่าง Dark Soul ซะได้ 


สำหรับท่านที่ไม่ได้มีวัตรปฏิบัติแบบฮาร์ดคอร์เกมเมอร์และอาจไม่คุ้นกับชื่อเกมนี้เท่าไรนะครับ ผมขออธิบายคร่าวๆ ว่าในวงการเกม Dark Soul เป็นเกมที่มีชื่อเสียงพอตัวเลยทีเดียว มันเป็นเกมแนวแอคชันสวมบทบาทในโลกที่เปิดกว้าง มีฉากในโลกแฟนตาซียุคกลาง และออกมาหลายภาคแล้ว (ภาคแรกใช้ชื่อ Demon’s Soul) ฟังดูแล้วก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่ แต่ชื่อเสียงของมันสั่งสมมาจากความยากเข้าขั้นนรกไม่เปิดประตูรับของมันนี่แหละครับ ซึ่งคนเล่นเกมในไทยมักเรียกแบบรวมๆ ว่า เกมในตระกูล Soul ซึ่งเป็นเกมตระกูลที่มีองค์ประกอบคร่าวๆ คือมีศัตรูที่โหดเหี้ยม มีการลงโทษผู้เล่นที่ตายอย่างสาหัส เช่น ผลักผู้เล่นให้ไปเกิดในจุดที่ไกลแสนไกลจากจุดที่ตาย ทำให้ต้องเสียเวลาเดินใหม่ทั้งหมด มีกับดักหลอกตาที่สามารถเคี้ยวคุณเป็นอาหารได้ทันที และมีเส้นทางหลายสาย คดเคี้ยว ไม่รู้ว่าจะเริ่มจุดไหนก่อน


ความยากอย่างสุดท้ายนี่แหละครับที่ทำให้ผมอยากพูดถึงมันในกระดาษแผ่นนี้ ขอเล่าสั้นๆต่ออีกหน่อยคือเกมนี้ทุกภาคเมื่อคุณเริ่มเกมไปไม่นาน มันก็จะมีสอนระบบการเล่นเบื้องต้นคล้าย Tutorial เกมทั่วๆ ไป ประมาณสิบกว่านาที หลังจากนั้นคุณจะถูกทิ้งไว้ในโลกเบื้องหน้าที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่ทุกเส้นทางที่อยู่ตรงหน้าคุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันจะนำไปสู่อะไร เกมจะไม่ขึ้นลูกศรบอกทางไปหรือเป้าหมายให้คุณแม้แต่น้อย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการทดลองและลองผิดลองถูกด้วยชีวิตตัวละครของคุณเอง


ผมมาหวนระลึกและเปรียบเทียบกับชีวิตของผมและคนวัยไม่ห่างกันรอบตัวก็พบว่าเรากำลังประสบกับสภาวะเช่นเดียวกับตัวละครที่ถูกปล่อยเกาะใน Dark Soul ซึ่งเราสามารถบรรจุสภาวะนี้ให้อยู่ในคำว่า เคว้ง ได้พอเหมาะพอเจาะที่สุด มันคืออาการที่ใกล้เคียงกับการไม่รู้ทิศ จะหันหน้าไปเส้นทางไหนก็เกิดความรู้สึกที่ทั้งใช่และไม่ใช่ สำคัญที่สุดคือการยึดกุมเป้าหมายในชีวิตไม่ได้ หลายเป้าหมายที่เราเคยเชื่อมั่นในอดีตเมื่อสายตาเรากร้านโลกมากขึ้นก็ทำให้เรามองมันว่าไร้สาระและเพ้อฝันขึ้นเรื่อยๆ มิตรสหายที่เคยอยากเป็นนักเขียนคนหนึ่งถึงขนาดเคยพูดกับผมเอาไว้ว่า รพินทร์ ไพรวัลย์ ในตัวของเขาวางปืนลงแล้วและเขาควรไปในเส้นทางอื่น (สำหรับผมก็คงเป็นแกนดัล์ฟที่ใกล้จะวางไม้เท้าเข้าทุกที)


หลังจากเวลานับสิบปีที่ถูกกำหนดให้ยืนบนสายพานที่ผ่านกระบวนการ (เปรียบเทียบได้กับช่วง Tutorial ในเกม) ทั้ง ประถม มัธยม มหาลัย ผมเคยคิดว่าอาการหลงทิศหลงทางของตัวเองจะจบไปแล้วตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นประมาณมัธยม แต่เอาเข้าจริงสภาวะนี้กลับรุนแรงมากในช่วงเวลาที่พ้นจากรั้วมหาลัยมาได้ จากที่เคยเป็นฝ่ายถูกป้อนเป้าหมาย หรือ Objective ก็คือ เรียนให้จบ เรียนให้จบ สอบให้ได้ มาตลอดเวลา เมื่อถึงช่วงที่ต้องเลือกที่จะหาทางเดินเองจริงๆ ก็ถึงขนาดทำให้ผมหวนคิดว่าความว้าวุ่นที่ได้เจอในช่วงมัธยมมันไม่ใช่อาการดิ้นรนค้นหาตัวตนจริงๆหรอก ช่วงเวลานี้ต่างหากที่ผมต้องเตือนตัวเองทุกวันว่า ที่กูกำลังเจออยู่นี่ต่างหากคือของจริง


ความแตกต่างอาจมีอยู่ว่า ถึง Dark Soul จะเป็นเกมที่ยาก แต่เส้นทางในเกมก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าอย่างน้อยที่สุดเส้นทางนั้นย่อมนำไปสู่อะไรบางอย่าง มันจะมีของรางวัลอยู่ตรงหน้าเสมอถ้าคุณแข็งแกร่งพอ ที่สำคัญถึงเกมมันจะโหดร้ายกับคุณแค่ไหน มันก็มีจุดจบและมีหลักชัยที่มันกำหนดเอาไว้แล้ว แต่ในชีวิตจริงนั้นประตูแห่งความเป็นไปได้ตั้งอยู่รอบตัวเรานับล้านๆ บาน ที่สำคัญมันอาจไม่นำไปสู่ของรางวัลอะไรแม้แต่น้อย และแย่ที่สุดคือมันไม่มีภารกิจหรือเป้าหมายมาคอยกำกับคุณ 


มันเลยทำให้ผมมาคิดว่าหรือโลกที่ผมกำลังเผชิญอยู่มันกำลังเรียกร้องทักษะบางอย่าง ทักษะที่คุณจะต้องสามารถสร้างเป้าหมายให้ตัวเองและพิชิตมันเอาเอง พูดภาษาเกมก็คือต้องสร้างภารกิจหรือ Quest เอง แล้วก็จบมันด้วยตัวเอง ผมคิดว่ามันเป็น "ทักษะ" ก็เพราะว่าการตั้งเป้าหมายให้เคี้ยวได้พอดีคำเป็นเรื่องที่ต้องผ่านประสบการณ์ระดับหนึ่งคุณถึงจะรู้ว่าคุณจะออกแบบเป้าหมายยังไงที่ทำให้มันหล่อเลี้ยงรสความท้าทายบนลิ้นของชีวิตเอาไว้ โดยที่ไม่ขมปาดคอเกินไป


คิดแล้วผมคงต้องมาฝึกฝนตัวเองเพื่อลงแต้มให้ทักษะการออกแบบเป้าหมายนี้ให้มี Level สูงขึ้นหน่อย และภาวนาว่ามันคงจะไม่สายเกินไป
Post by [Reviewer Ocelot]
TOP