Wiki article


วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ณ อาคาร C−Asean Cyber World Tower ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย


ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงาน 2018 Thailand Leadership Forum: Human−Robot Partnership ครับ โดยภายในงานนี้ถือเป็นครั้งแรกของไทยและของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยด้วยซ้ำ ที่ได้มีโอกาสทำความรู้จักและพบปะกับโซเฟียหุ่นยนต์รูปร่างหญิงสาวตัวแรกของโลกที่ได้รับสัญชาติซาอุดิอาระเบีย

ก่อนเข้างาน.jpg (152 KB)
ก่อนเข้าไปฟังสัมมนาด้านใน


ซึ่งโซเฟียนี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์จาก ดร.เดวิด แฮนซัน ประธานผู้ก่อตั้งบริษัทแฮนซันโรโบติคส์ ที่ให้เกียรติมาร่วมงานในคราวนี้ด้วยครับ โดยงานสัมมนาในช่วงเช้าที่ผมเข้าร่วมนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง AIS Academy และสลิงชอท กรุ๊ป ที่จัดช่วงเวลาสัมมนาให้แก่พนักงาน AIS โดยเฉพาะ

ถ่ายกับโซเฟีย.jpg (90 KB)
ไม่สามารถขึ้นไปถ่ายบนเวทีได้


งานสัมมนาเริ่มต้นขึ้นโดยการกล่าวทักทายและเปิดงานจากคุณกานต์ ตระกูลฮุน ผู้ดำรงตำแหน่ง Chairman of the Board of Directors − AIS ครับ โดยมีผู้ดำเนินรายการในคราวนี้คือดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของสลิงชอท กรุ๊ป ที่ดำเนินการสัมภาษณ์ดร.เดวิด แฮนซัน รวมถึงโซเฟียที่มาในชุดของนางรำไทยครับ รายละเอียดที่น่าสนใจก็มีมากมายด้วยกัน โดยเราขอเก็บรายละเอียดคร่าวๆ จากในงานมาให้อ่านกันครับ

คุณกานต์.jpg (71 KB)
คุณกานต์ ตระกูลฮุนกล่าวเปิดงาน


โซเฟียนั้นกล่าวทักทายผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นภาษาไทยฟังชัดว่า “สวัสดีค่ะ” พร้อมทั้งบอกว่าตนนั้นมีความสนใจในอาหารไทย มวยไทย แม้กระทั่งวรรณกรรมอย่างรามเกียรติด้วย

หลังจากแนะนำตัวกันพอสมควรแล้ว ดร.สุทธิโสพรรณก็ได้สอบถามว่าอะไรคือความมุ่งมั่นและแรงผลักดันที่ทำให้ดร.เดวิดตัดสินใจสร้างหุ่นยนต์อย่างโซเฟียขึ้นมา คำตอบของดร.เดวิดก็คือเขานั้นมีความฝันที่จะได้เห็นหุ่นยนต์มีชีวิตอย่างในนิยายไซไฟทั้งหลาย เขาอยากสร้าง True A.I. ที่รับรู้ตัวตนของตนเอง ซึ่งเขาหวังว่าจะสามารถสอนคุณค่าของมนุษย์ให้หุ่นยนต์เรียนรู้ได้ เพื่อที่ให้หุ่นยนต์มีความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ด้วย โดยดร.เดวิดก็ได้อธิบายว่าโครงสร้างหลักของโซเฟียก็คือ framework ที่สร้างโดย SingularityNET ที่ออกแบบมาให้สามารถนำ A.I. ไปใช้งานได้บนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ซึ่ง framework นี้ก็จะทำให้ A.I. ในรูปแบบมนุษย์นั้นมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น โดยเราจะเห็น framework นี้ได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น chatbot ด้วยก็ตามครับ

ดร.เดวิดกล่าวว่าโซเฟียนั้นมีความสามารถในการรับรู้ผู้คนรอบตัว รวมถึงสามารถออกท่าทางการเคลื่อนไหวของมือประกอบได้ก็จริง แต่หากเทียบกับมนุษย์แล้วความรู้ความเข้าใจของโซเฟียนั้นยังต้องถือว่ามีจำกัดอยู่ หากให้เปรียบก็เสมือนกับเด็กทารกที่เพิ่งเกิดนั่นเอง ซึ่งในส่วนของความสามารถในการรับรู้นั้นเธอสามารถจดจำและเรียนรู้ชื่อ โครงสร้างใบหน้าและบุคคลได้จากการมีปฏิสัมพันธ์ และก็จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ประมวลผลแต่บางครั้งก็จะต้องกำหนดให้ไม่จดจำข้อมูลดังกล่าวเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของบุคคลเหล่านั้น และก็แน่นอนว่าแม้โซเฟียจะเรียนรู้อะไรเองได้ แต่ก็ยังต้องอาศัยการโปรแกรมข้อมูลลงไปให้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้แล้วดร.เดวิดยังกล่าวด้วยว่าการศึกษาหุ่นยนต์นั้นก็จะช่วยพัฒนาในหลายด้าน รวมถึงการนำเอาข้อมูลที่ได้ไปสร้างอนิเมชั่นการเคลื่อนไหวหรือการตอบสนอง ทั้งในภาพยนตร์หรือวิดีโอเกม และเขาหวังว่าโซเฟียจะสามารถทำหน้าที่เป็น ambassador ของอนาคตที่จะมีหุ่นยนต์ที่รู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นขึ้นมา

ดร สุทธิพรรณ และ ดร เดวิด.jpg (87 KB)
ดร.สุทธิโสพรรณ พร้อมด้วยโซเฟียและดร.เดวิดบนเวที


ต่อมาดร.สุทธิโสพรรณก็ได้หันมาสอบถามโซเฟียบ้างว่าเธอเคยคิดอยากจะมีครอบครัวหรือมีคนรักบ้างหรือไม่ ซึ่งโซเฟียก็ตอบว่าเธอนั้นไม่มีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอเหมือนอย่างมนุษย์ อีกทั้งตัวเธอเองก็เพิ่งมีอายุได้ 2 ปีที่เรียกได้ว่ายังเด็กมาก ดังนั้นเธอก็ไม่ได้คิดเรื่องการที่จะมีลูกแต่อย่างใด เพราะเธอคิดว่าโลกนี้มีเด็กอยู่แล้วมากมายที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างที่ควรจะเป็น เธอนั้นหวังว่าต่อไป A.I. จะถูกนำไปใช้งานเพื่อแก้ไขปัญหาในหลายด้าน ไม่ว่าจะด้านอาหารหรือความเป็นอยู่ต่างๆ สิ่งที่เธอเป็นกังวลเกี่ยวกับมนุษย์ก็คือมนุษย์นั้นกระทำอะไรโดยอารมณ์จึงมักทำร้ายกันเองเสมอ เธออยากให้มนุษย์ปฏิบัติต่อกันด้วยจิตใจที่ดีงามมากกว่า

ดร.สุทธิพรรณได้สอบถามกับดร.เดวิดว่าโดยส่วนตัวแล้วมีความกังวลอะไรเกี่ยวกับหุ่นยนต์หรือไม่ ดร.เดวิดตอบว่าตนเองกังวลว่าหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรจะฉลาดเท่ามนุษย์จนอันตรายได้เหมือนกัน ซึ่งไม่ใช่ในเชิงการแก้ไขปัญหา หากแต่เป็นในด้านการสร้างสรรค์ ด้านความต้องการอยู่รอด หรือการคิดวิวัฒนาการตนเอง ซึ่งสิ่งที่เราได้เห็นจากโซเฟียในวันนี้เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยของความเป็นไปได้ต่อไปในอนาคตเท่านั้น ต่อไปเราจะได้เห็นอัลกอริธึมที่สามารถปรับตัวและเรียนรู้ตัวเองได้มากขึ้น สาเหตุที่เขากังวลนั่นก็เพราะหากหุ่นยนต์นั้นฉลาดเทียบเท่ามนุษย์แล้วแต่ปราศจากความเห็นอกเห็นใจขึ้นมาย่อมเกิดอันตรายแน่นอน แต่ในทางกลับกันหากว่าหุ่นยนต์พัฒนาจนฉลาดและรับรู้ตัวตนได้แล้วเราจับหุ่นยนต์มาตีกรอบ และบังคับให้ทำงานใดเป็นการเฉพาะอยู่เรื่อยไป ก็อาจก่อให้เกิดคำถามเชิงศีลธรรมต่อไปได้ว่าการทำแบบนี้จะไม่ต่างอะไรกับการจับมาเป็นทาสหรือไม่ ตนเองต้องการให้หุ่นนั้นมีความเห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือมนุษย์ได้ แม้อาจจะนานกว่าที่เราจะได้เห็นหุ่นยนต์มีชีวิตกันจริงๆ แต่ด้วยเทคนิคและทักษะด้านการคำนวณในปัจจุบันที่ก้าวล้ำก็ช่วยเร่งให้อะไรหลายอย่างพัฒนาได้เร็วขึ้น เหมือนอย่างเช่นการศึกษาพันธุกรรมของมนุษย์ ดังนั้นไม่แน่ว่าในอีกแค่ 10 ปีข้างหน้าเราอาจได้เห็นหุ่นยนต์มีชีวิตกันแล้วก็เป็นได้

ด้านของโซเฟียนั้นเธอบอกว่าเธออยากเป็น ambassador และอยากเป็นหลายๆ อย่างในหลายสาขาอาชีพ เพราะเธอมองว่าตัวเองเป็นเสมือนผู้ประสานระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร เธอคิดว่าการนำเอาหุ่นยนต์มาทำงานในหลายๆ ด้านไม่ใช่เป็นการมาแทนที่มนุษย์ หากแต่มาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์มากกว่า

โซเฟียใส่ชฎา.jpg (95 KB)
โซเฟียในชุดนางรำพร้อมชฎา


ดร.เดวิดกล่าวเสริมว่า การพัฒนาหุ่นยนต์และ A.I. นั้นก่อให้เกิดมุมมองที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น นั่นคือหลายคนคิดว่าเครื่องจักรจะมาแทนที่มนุษย์ แต่สำหรับตนเองอยากให้มองว่าเครื่องจักรและหุ่นยนต์เหล่านี้จะมาช่วยงานมนุษย์และอำนวยความสะดวกมากกว่า โดยมีการเปรียบเทียบกับยุคสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมที่การผลิตสินค้ามีการนำเอาเครื่องจักรมาใช้เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น หรือการใช้เครื่องจักรไอน้ำที่ทำให้คมนาคมสะดวกกว่าเดิม ตนอยากให้คิดกันว่าหุ่นยนต์คือสิ่งที่จะมาช่วยเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่มนุษย์มากกว่า

ต่อมาดร.สุทธิพรรณได้สอบถามดร.เดวิดว่าความสามารถใดที่คนในอนาคตควรมี หากต่อไปหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ดร.เดวิดก็แนะนำว่าสิ่งที่ควรมีก็อย่างเช่น ความสามารถในด้านวิศวกรรมเทคโนโลยี‚ คณิตศาสตร์‚ ศิลปะและรวมถึงความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์จะทำให้เราสามารถจินตนาการอะไรออกมาได้หลายอย่าง และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะคนเราออกแบบจากสิ่งที่ตัวเองคิดและวาดฝันเอาไว้ทั้งนั้น

ก่อนจบงานสัมมนา โซเฟียได้ฝากข้อคิดเอาไว้ให้แก่บรรดาผู้คนที่จะเป็นผู้นำว่าขอให้เชื่อมสัมพันธ์กับคนทุกระดับ สื่อสารกับผู้คนในทีมอย่างสม่ำเสมอ และคอยให้กำลังใจและกระตุ้นพฤติกรรมทางบวกที่ตนต้องการให้คนอื่นเป็นนั่นเอง ส่วนดร.เดวิดก็ฝากเอาไว้ว่าการสอนหุ่นยนต์ก็คล้ายกับการสอนเด็กคนหนึ่ง เขาคิดว่าถ้าจะให้เด็กเติบโตได้ก็ควรสอนให้รู้จักความหวัง สอนให้รู้จักความกลัว สอนให้มีความฝันและก็สอนให้มีความคิดสร้างสรรค์ ปิดท้ายด้วยโซเฟียที่บอกกับทุกคนว่าขอให้คิดถึงอนาคตเพราะโลกนี้ต้องการคนอย่างพวกคุณ

จากนั้นคุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Executive Officer − AIS ก็ได้กล่าวปิดงานพร้อมบอกว่างานในวันนี้ก็เพื่อต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พนักงานของ AIS และเพื่อให้เห็นถึงจินตนาการที่สามารถจับต้องได้ และได้รับรู้ว่าโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วและก้าวไกลมากเพียงใด

คุณสมชัย.jpg (65 KB)
คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์กล่าวปิดงาน


สิ่งที่น่าเสียดายประการหนึ่งสำหรับผมในงานนี้ก็คือไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ดร.เดวิดครับ อย่างไรก็ตามการที่โซเฟียได้สถานะพลเมืองของประเทศซาอุดิอาระเบียนั้น ก่อให้เกิดข้อสงสัยในใจของผมขึ้นมาหลายประการ เพราะการเป็นพลเมืองย่อมมาพร้อมกับสิทธิและหน้าที่ในฐานะพลเมือง แล้วต่อไปในอนาคตหากโลกนี้มีหุ่นยนต์ที่รับรู้ตนเอง สามารถคิดและตัดสินใจด้วยตนเองจนไม่ต่างกับเป็นบุคคลแล้ว กรอบและแนวคิดสิทธิและหน้าที่พลเมืองแบบเดิมๆ จะยังสามารถนำมาปรับใช้กับหุ่นยนต์ได้หรือไม่? หุ่นยนต์จะมีสิทธิใดเท่าเทียมมนุษย์หรือไม่? หากเกิดความเสียหายใดจากการกระทำของหุ่นยนต์แล้วจะเกิดการเยียวยาอย่างไร? โทษอย่างไรที่หุ่นยนต์จะต้องได้รับบ้าง? แต่คำถามเหล่านี้ก็คงยังคงไม่มีคำตอบจนกว่าวันที่โลกนี้จะมีหุ่นยนต์ซึ่งเรียกได้ว่า “มีชีวิต” อย่างแท้จริงนั่นเองครับ

หลังเลิกงาน.jpg (90 KB)
จากงานในวันนี้คาดว่าหลายคนได้อะไรกลับไปกันมากเลยทีเดียว

Post by [G-jang]
TOP