Wiki article

รู้ไว้ไม่เสียหาย: Dracula ในความเป็นจริงและเรื่องแต่ง

Dracula ถือเป็นชื่อที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันบ่อยครั้ง ชื่อนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของแวมไพร์ผู้ทรงอำนาจที่สุดเท่าที่เคยมีมา เรียกได้ว่าหากมีวรรณกรรมหรือสื่อบันเทิงใดที่มีการเอ่ยถึงแวมไพร์แล้ว ย่อมอดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงชื่อนี้

หากแต่ Dracula นี้คือใครกันแน่ และมีตัวตนจริงหรือไม่? เราขอนำเสนอให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

แดรคคูล่า (Dracula) ของบราม สโตคเกอร์ (Bram Stoker) นั้นเป็นแวมไพร์ที่มีอายุหลายร้อยปี ทั้งยังเป็นพ่อมดและชนชั้นสูงแห่งทรานซิลเวเนีย (Transylvania) ซ้ำยังอ้างว่าตนสืบเชื้อสายมาจากแอตติล่าเดอะฮัน (Attila the Hun) อีกด้วย แดรคคูล่าใช้ชีวิตในปราสาทอันเสื่อมโทรมภายในหุบเขาคาร์พาเธียน (Carpathian Mountains) ซึ่งบทสนทนาระหว่างแดรคคูล่าและโจนาธาน ฮาร์คเกอร์ (Jonathan Harker) ตัวเอกในนิยายนั้นได้เปิดเผยว่าตัวแดรคคูล่าภาคภูมิใจในวัฒนธรรมโบยาร์ (Boyar) ของตนมากเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้วตามท้องเรื่องยังระบุว่าแดรคคูล่าศึกษามนต์ดำจากสำนักโชโลมันซ์ (Scholomance) ในหุบเขาคาร์พาเธียน ใกล้กับเมืองซิบิว (Sibiu) นั่นเอง ต่อมาฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า (Francis Ford Coppola) ก็ได้นำเนื้อหาในนิยายของสโตคเกอร์มาทำเป็นภาพยนตร์ในปี 1992 พร้อมเสริมแต่งประวัติของแดรคคูล่าเอาไว้ ว่าเดิมทีแดรคคูล่าเคยเป็นอัศวินที่ออกรบเพื่อศาสนจักร ทว่าในขณะที่การรับกำลังติดพันนั้น ฝ่ายข้าศึกได้ปล่อยข่าวลวงว่าแดรคคูล่าเสียชีวิตในการศึก ทำให้เอลิซาเบธา (Elisabeta) ภรรยารักของเขาทิ้งร่างลงมาจากยอดหอคอยเพื่อหวังสิ้นชีพตามสามีไป เมื่อแดรคคูล่าทราบข่าวจึงรีบรุดกลับมาทันที ทว่าบรรดานักบวชกลับเปิดเผยข้อเท็จจริงประหนึ่งมีดกรีดซ้ำกลางอกของเขาว่าด้วยเหตุที่เอลิซาเบธาฆ่าตัวตายนี่เอง นางจึงได้กระทำบาปขั้นสูง วิญญาณของนางจึงจะไม่มีทางไปสู่แดนสวรรค์ของพระเจ้าได้ตลอดกาล แดรคคูล่าที่ได้ยินเช่นนั้น ศรัทธาที่เคยมีมาตลอดชีวิตพลันพังทลาย เขาตัดสินใจหันหลังให้พระเจ้าพลันสาบานตนว่าจะขอสาปแช่งพระเจ้าไปชั่วนิรันดร์ และนั่นก็เป็นจุดกำเนิดของมารร้ายในที่สุด

แล้วแดรคคูล่าในซีรีส์แคสเซิลเวเนีย (Castlevania) ล่ะ? มีที่มาอย่างไร? คงต้องกล่าวว่าประวัติที่มาของแดรคคูล่าในเกมซีรีส์ดังกล่าว ค่อนข้างได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า มาพอสมควรครับ ในเกมนั้น แดรคคูล่าเดิมมีชื่อว่าแมธไธอัส ครองควิสต์ (Mathias Cronqvist) ผู้เป็นเสนาธิการทหารฝีมือดีของกองอัศวินศาสนจักร หากแต่ว่าในขณะที่เขากำลังติดพันในการรบนั่นเอง เอลิซาเบธา (Elisabetha) ภรรยารักของเขากลับป่วยหนักจนสิ้นใจ ทำให้เขาโศกเศร้าอย่างหนักจนพาลสาปแช่งพระเจ้าที่พรากคนรักของเขาไปทั้งที่อุทิศตนเพื่อพระเจ้ามาตลอด สุดท้ายเขาจึงหลอกใช้ลีออน เบลมอนต์ (Leon Belmont) เพื่อนสนิทของเขาให้จัดการแวมไพร์ฝีมือดีอย่างวอลเตอร์ (Walter) เพื่อที่ตนจะช่วงชิงศิลานักปราชญ์ไปและทำให้ตนเองกลายเป็นเจ้าชายแห่งความมืดในท้ายที่สุด และโชคชะตาของตระกูลเบลมอนต์กับแดรคคูล่าก็พัวพันกันมานับแต่นั้นอย่างไม่จบสิ้น

หากแต่แดรคคูล่าในความเป็นจริงนั้น คงไม่อาจเรียกได้ว่ามารร้ายแต่อาจเรียกได้ว่าเป็นวีรบุรุษของโรมาเนียด้วยซ้ำไป เพราะอะไรลองอ่านต่อไปได้เลยครับ



*ภาพวาด Vlad the Impaler and the Turkish Envoys โดย Theodor Aman
------------------------------------

บุคคลในประวัติศาสตร์ที่สโตคเกอร์นำไปเสริมแต่งด้วยจินตนาการจนกลายเป็นแดรคคูล่าก็คือวแลดที่สามหรือวแลด เทเปซ (Vlad III หรือ Vlad Tepes) ผู้เป็นเจ้าชายแห่งวัลเลเคีย (Wallachia) หรือที่มีฉายากระฉ่อนว่าวแลดจอมเสียบ (Vlad the Impaler) นั่นเอง


ชื่อเรียกแดรคคูล่านั้นมีที่มา เพราะในปี 1431 นั้น กษัตริย์ซิกิสมุนด์แห่งฮังการี ผู้จะกลายมาเป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในภายหลัง ได้รับบิดาของวแลดเข้าสู่ภาคีอัศวินที่มีชื่อว่า ภาคีแห่งมังกร ด้วยเหตุนี้เองวแลดผู้พ่อ (ซึ่งก็คือวแลดที่สอง) จึงมีนามสกุลใหม่ว่าแดรคุล (Dracul) ซึ่งเป็นคำภาษาโรมันโบราณที่แปลว่ามังกรหรือก็คือ drac นั่นเอง ดังนั้นวแลดที่สามผู้เป็นลูกชายจึงเป็นที่รู้จักในชื่อของบุตรแห่งแดรคุลในภายหลัง ซึ่งก็คือ Dracula ที่เป็นภาษาโรมันโบราณนั่นเอง ทว่าในภาษาโรมันยุคปัจจุบัน คำว่า drac ก็มีอีกความหมายหนึ่งนั่นคือปิศาจร้าย นั่นจึงเป็นที่สโตคเกอร์นำคำนี้ไปใช้ตั้งชื่อตัวละครของตนเองโดยเลือกใช้คำนี้โดยอ้างอิงความหมายในฐานะที่เกี่ยวข้องกับปิศาจอย่างเดียวเท่านั้น


หน้าที่ของภาคีแห่งมังกรนั้นมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการกำจัดพวกเติร์กหรือก็คือจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) และด้วยเหตุที่ดินแดนวัลเลเคียตั้งอยู่ระหว่างยุโรปที่นับถือคริสต์กับจักรวรรดิออตโตมันที่นับถืออิสลาม แผ่นดินนี้จึงเป็นสถานที่เปิดศึกนองเลือดมากมายจากการที่กองทัพออตโตมันหมายกรีฑาทัพเข้าสู่ยุโรปให้จงได้ ส่วนกองทัพคริสเตียนก็ยกกำลังเข้าต้านต่อผู้รุกรานอย่างสุดกำลัง


แต่ถึงกระนั้น ในปี 1442 ตอนที่วแลดที่สองมุ่งหน้าไปเจรจาการทูตกับสุลต่านมูแรดที่สองแห่งออตโตมัน (Murad II) นี่เอง เขาได้พาลูกชายสองคนคือวแลดที่สามและราดู (Radu) ทว่าการเจรจานั้นเป็นกับดัก ทั้งสามจึงถูกจับกุมตัวเป็นเชลยในที่สุด ไม่นานนักวแลดผู้พ่อก็โดนปล่อยตัวกลับมาโดยจำเป็นต้องทิ้งลูกชายทั้งสองไว้กับพวกออตโตมันเพื่อเป็นหลักประกันว่าตนจะไม่เข้ามาวุ่นวายในสงครามระหว่างตุรกีกับฮังการีเด็ดขาด


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเชลยศึกของออตโตมันแต่วแลดที่สามกับน้องชายก็ได้รับการดูแลอย่างดีพอควร รวมถึงการสอนวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์, ปรัชญาและศิลปะ ภายใต้การดูแลของออตโตมันนี่เองที่วแลดได้กลายมาเป็นทหารม้าและนักรบฝีมือดี หากแต่ในขณะที่ราดูนั้นมีใจเอนเอียงไปยังฝ่ายเติร์กแล้ว วแลดกลับเก็บความแค้นเอาไว้ในอกและรอวันเอาคืนนั่นเอง


ในระหว่างที่วแลดและราดูอยู่ใต้อาณัติของออตโตมันนั้น วแลดผู้พ่อก็เพียรออกศึกเพื่อรักษาสถานะของตนในฐานะวอยโวด (voivode เป็นตำแหน่ง war-lord) ของวัลเลเคียเอาไว้ หากแต่ในปี 1447 นี่เอง วแลดที่สองก็โดนขับไล่จากเหล่าชนชั้นสูงท้องถิ่นและโดนสังหารในบึงใกล้บัลเทนิ (Balteni) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างทาร์โกวิสเต (Targoviste) และบูคาเรสต์ (Bucharest)


ต่อมาในปี 1448 วแลดก็ได้ออกทัพเพื่อช่วงชิงตำแหน่งของบิดากลับมาจากวแลดิสลาฟที่สอง (Vladislav II) ที่เป็นผู้ปกครองวัลเลเคียคนใหม่ ซึ่งในการศึกนี้เขาพึ่งพากำลังทหารจากเจ้าเมืองออตโตมันตลอดแนวแม่น้ำดานูบ (Danube) ในบัลแกเรียตอนเหนือ ซึ่งวแลดก็อาศัยจังหวะที่วแลดิสลาฟไม่อยู่เพราะต้องไปออกศึกที่บอลข่าน (Balkan) เพื่อต่อกรกับออตโตมันให้แก่ผู้ปกครองฮังการีในขณะนั้นคือจอห์น ฮันยาดี (John Hunyadi) เข้ายึดบัลลังก์ได้สำเร็จ


หากแต่หลังจากครองตำแหน่งได้สองเดือน วแลดิสลาฟที่สองก็กลับมาชิงบัลลังก์ของวัลเลเคียคืนไปได้โดยการสนับสนุนของฮันยาดี ทำให้ต่อมาวแลดตัดความสัมพันธ์กับเจ้าเมืองออตโตมัน และหันไปขอการสนับสนุนจากกษัตริย์ลาดิสลาอุสที่ห้าแห่งฮังการี (Ladislaus V) แทน


ในปี 1453 ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) แตกนั้น ทัพออตโตมันก็พร้อมที่จะรุกรานยุโรปเต็มอัตรา ทำให้วแลดที่สร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะผู้ที่ต่อต้านออตโตมันมาโดยตลอด ได้รับการแต่งตั้งเป็นวอยโวดแห่งวัลเลเคียในปี 1456 ที่สุด และภารกิจแรกในตำแหน่งนี้ของเขาก็คือการยุติบรรณาการรายปีให้แก่สุลต่านออตโตมันนั่นเอง



*ภาพพิมพ์ไม้ปี 1499 ที่แสดงให้เห็นถึงวแลดผู้ทานอาหารท่ามกลางซากศพที่โดนเสียบกับหลาว
---------------------------------------

ภายหลังจากที่วแลดได้รับตำแหน่งวอยโวดแล้ว เขาก็ทราบดีว่าจำเป็นต้องสร้างรากฐานตำแหน่งของตนให้มั่นคง ดังนั้นการดับความขัดแย้งภายในที่อาจเกิดขึ้นในหมู่โบยาร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ว่ากันว่าวแลดได้เชื้อเชิญโบยาร์จำนวนนับร้อยเพื่อมาร่วมงานเลี้ยง ก่อนสั่งการให้ทหารใช้ดาบแทงแขกของตนก่อนจะนำร่างที่ยังคงกระตุกอยู่ไปเสียบไว้กับหลาวให้กระตุกคาไว้อย่างนั้น


เหตุการณ์ความโหดเหี้ยมครั้งนั้นรวมถึงครั้งอื่นๆ ทำให้เขาได้รับฉายาว่าวแลดจอมเสียบ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นก็ถูกบันทึกเอาไว้ในภาพพิมพ์แกะไม้ต่างๆ แม้ว่าจะน่ากังขาอยู่บ้างถึงความถูกต้องเพราะเรื่องราวเหล่านั้นเป็นสิ่งที่บอกเล่ากันมาปากต่อปาก แต่เมื่อพิจารณาว่าภาพพิมพ์หลายภาพก็บอกเล่าเหตุการณ์ความโหดเหี้ยมคล้ายๆ กัน จึงทำให้น่าเชื่อได้ว่ามีความถูกต้องตามประวัติศาสตร์อยู่เช่นกัน


อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นที่กล่าวถึงก็คือการที่ในปี 1456 วแลดจับพ่อค้าชาวแซคซอน (Saxon) จำนวนหนึ่งในกรุงครอนสตาดท์ (Kronstadt ซึ่งปัจจุบันคือบราซอฟหรือ Brasov นั่นเอง) เพราะคนเหล่านี้เคยเป็นพันธมิตรกับเหล่าโบยาร์ทั้งหลายและในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คณะเดินทางของออตโตมันได้ขอเข้าพบวแลด แต่ปรากฎว่าคณะเดินทางดังกล่าวปฏิเสธที่จะถอดผ้าโพกหัวโดยอ้างว่าทำตามข้อบังคับของศาสนา เมื่อได้ยินเช่นนั้น วแลดก็กล่าวชื่นชมคณะเดินทางที่อุทิศตนปฏิบัติตามศาสนาอย่างมุ่งมั่น จึงสั่งการให้ทหารทำการตอกตะปูยึดผ้าโพกหัวเหล่านั้นติดไว้กับกะโหลกของคณะเดินทางตลอดไป


ต่อมาในปี 1462 นั้น เมห์เมตที่สอง (Mehmet II) ผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้รุกรานมายังวัลเลเคีย เมห์เมตที่สองสามารถกรีฑาทัพมาจนถึงทาร์โกวิสเตอันเป็นเมืองหลวงของวัลเลเคียได้สำเร็จ แต่ก็พบว่าเมืองถูกทิ้งร้างไว้แล้ว ในขณะเดียวกันที่ด้านหน้าของเมืองก็พบกับศพเชลยศึกออตโตมันที่วแลดจับมาเสียบกับหลาวไว้ทุกคน


อย่างไรก็ตามชัยชนะของวแลดที่มีต่อกองทัพออตโตมันก็ได้รับการแซ่ซ้องไปทั่ววัลเลเคีย และทั่วยุโรปเลยทีเดียว และในโรมาเนียเองเขาก็มีชื่อเสียงในฐานะของผู้ปกครองที่ยุติธรรมแต่เด็ดขาดมากด้วยซ้ำไป


กระนั้น ไม่นานหลังจากเหตุการณ์ที่เชลยศึกออตโตมันโดนจับเสียบหลาวนั่นเอง ในเดือนสิงหาคมปี 1462 วแลดก็จำต้องลี้ภัยในฮังการีเพราะไม่อาจเอาชนะทัพของเมห์เมตที่สองได้อย่างเด็ดขาด และในระหว่างที่ลี้ภัยนี้เขาก็ถูกจองจำเป็นเวลาหลายปีเช่นกัน


ในระหว่างนั้น ราดูน้องชายของวแลดที่เข้ากับฝ่ายออตโตมันก็ได้ขึ้นมาปกครองวัลเลเคียแทน แต่หลังจากที่ราดูสิ้นชีพลงในปี 1475 นั้น บรรดาโบยาร์ทั้งหลายต่างก็สนับสนุนให้วแลดกลับเข้าสู่ตำแหน่งตามเดิม ทำให้ในปี 1476 วแลดสามารถชิงตำแหน่งผู้ปกครองของวัลเลเคียกลับมาได้อีกครั้ง ด้วยแรงสนับสนุนจากวอยโวดแห่งโมลดาเวีย (Moldavia) นั่นคือสตีเฟนที่สามเดอะเกรท (Stephen III the Great) ทว่าหลังจากที่เขากลับขึ้นครองตำแหน่งได้ไม่นาน เขาก็ออกเดินทัพเพื่อไปทำศึกกับพวกออตโตมันเช่นเคย และในครั้งนี้วแลดโดนลอบโจมตีจนต้องเสียชีวิตลงในที่สุ


เป็นอันจบชีวิตอันโลดโผนของชายผู้หนึ่งที่ชีวประวัติโดนหยิบยกมาเสริมแต่งจนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของอสูรกายผู้ทรงพลังแห่งโลกบันเทิงจนปัจจุบันนี้ครับ




Post by [G-jang]
TOP