Wiki article

ก่อนหน้านี้เราได้ลงข่าวไปว่าสื่อเกมประจำประเทศอินโดนีเซียนั่นคือ Jagat Play มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ Shuhei Yoshida ผู้เป็น President ของ Sony’s Worldwide Studios ร่วมกับสื่ออื่นๆ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในงาน E3 2018 ที่ผ่านมา แต่พวกเขาไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เพราะยังมีโอกาสได้สัมภาษณ์กับคุณ Cory Barlog (โครี่ บาร์ล็อก) ผู้กำกับเกม God of War ภาคล่าสุดร่วมกับสื่ออื่นๆ ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าพวกเขาได้ทำการสรุปบทสัมภาษณ์ทั้งหมดเอาไว้ในเว็บเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมาในชื่อบทความว่า JagatPlay di E3 2018: Wawancara dengan Cory Barlog! (สามารถเข้าชมได้ที่http://jagatplay.com/2018/06/playstation3/jagatplay-di-e3-2018-wawancara-dengan-cory-barlog/) เราจึงขออาสาแปลมาให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ
---------------------------

หนึ่งในสิ่งที่เราสงสัยใคร่รู้มากที่สุดก็คือวิธีที่ God of War ภาคล่าสุดนำเสนอภาพของตำนานนอร์สออกมานั่นเอง ในสื่ออันหลากหลายที่มีบนโลกนี้ไม่ว่าจะภาพยนตร์หรือนิยายต่างๆ ก็ล้วนแต่ให้เหล่าเทพ Aesir (เอซีร์) และ Vanir (วานีร์) รับบทเป็นตัวเอก ส่วนเหล่า Giants (เผ่ายักษ์) ก็ล้วนเป็นตัวร้ายเสมอมา แต่พอเป็นเกมอย่าง God of War แล้วมันกลับตาลปัตรไปเลย เพราะในเกมนี้ค่อนข้างเน้นย้ำว่าพวกยักษ์นั้นคือฝ่ายดีไปเสียอย่างนั้น ซึ่งโครี่เองก็ยอมรับเสียด้วย

เขากล่าวว่าจากที่เขาได้อ่านตำนานดั้งเดิมของนอร์สแล้ว เขามองว่ามันไม่มีฝ่ายไหนที่เรียกได้ว่าเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายร้ายแบบชัดเจนขนาดนั้น แต่ว่าพวกเผ่ายักษ์นี่มักจะอยู่ในสถานะของ “สถาปนิก” หรือ “นักก่อสร้าง” ในตำนานเสมอ และนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไม่ใคร่จะไยดีสงครามเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกันพวกเทพเอซีร์และวานีร์ต่างคอยเข้าปะทะและไล่ล่าเผ่ายักษ์เสมอ รวมถึง Thor (ธอร์) ที่สังหารยักษ์ไปมากมายด้วยเช่นกัน ซึ่งในตำนานจริงๆ มันก็เป็นเช่นนั้น เขายังกล่าวด้วยว่าแนวทางนำเสนอของสื่ออื่นๆ ก็น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่สำหรับ God of War แล้วนี่ถือเป็นกระจกสะท้อนภาพตรงข้ามของการตีความเหล่านั้นเลยก็ว่าได้
----------------------------

ในระหว่างสัมภาษณ์นั้น คุณโครี่ก็กล่าวว่าเขาเองก็ได้เห็นและเพลินไปกับ Death Stranding จาก Hideo Kojima (ฮิเดโอะ โคจิม่า) เหมือนกัน เขายอมรับว่าใบหน้าเขาแทบจะ “ละลาย” ไปเลยตอนที่ได้เห็นและก็แน่นอนว่าเขาก็เหมือนเกมเมอร์คนอื่นๆ นั่นแหละ ที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าโคจิม่าต้องการจะนำเสนออะไร แต่อย่างนึงที่เขามั่นใจก็คือเขาทึ่งกับสิ่งที่ได้เห็นมาก ต่อมาก็ได้มีการคุยกันถึงความลับต่างๆ ที่ยังไม่ชัดเจนใน God of War ซึ่งเขาก็ได้บอกกับเกมเมอร์ว่าไม่ต้องเป็นกังวลไปเลย เพราะทุกอย่างที่เขาวางเอาไว้ในเกม มันถูกจัดวางเอาไว้อย่างประณีตถึงขั้นที่ว่าถ้าในอนาคตมีภาคต่อออกมา ความลับทุกอย่างและข้อสงสัยทุกประการจะมีคำตอบให้ผ่านคำบอกใบ้ และเป็นคำบอกใบ้ที่พวกเขาใส่เอาไว้ในภาคล่าสุดนี้ด้วย และพวกคุณจะสนุกตื่นเต้นไปกับการขุดคุ้ยหาความจริงเพื่อทราบว่าในตอนไหนช่วงไหนที่เหตุการณ์มันเกิดขึ้น จะมีหลายอย่างที่โยงกลับมาในช่วงเริ่มต้นแน่นอน

แล้วข้อมูลล่าสุดที่โครี่เคยพูดเอาไว้ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดก่อนหน้านี้ล่ะ? ที่เขาบอกว่าจนถึงตอนนี้ยังมีความลับอยู่อีกหนึ่งอย่างที่ยังไม่มีใครค้นหาเจอน่ะ?เราเองก็ได้พยายามจะคุ้ยแงะความจริงจากเขาในช่วงสัมภาษณ์นี้ แต่โชคไม่ดีที่ไม่เป็นผล เขาบอกว่าเขาจะเปิดเผยข้อมูลก็ต่อเมื่อมีคนค้นพบความลับดังกล่าวแล้วเท่านั้น เขายืนยันว่ามันไม่ใช่อะไรที่ “เป็นเรื่องใหญ่” ขนาดนั้น แต่ถ้าเกมเมอร์ค้นพบก็จะเป็นอะไรที่งดงามอยู่ดี แต่สำหรับตอนนี้เขาก็ขอให้เกมเมอร์เฝ้าค้นหาต่อไปก่อนก็แล้วกัน
--------------------------

เมื่อพูดถึงความลึกลับของ God of War ภาคนี้แล้ว เราจึงใช้โอกาสนี้ถามถึงทฤษฎีสุดขั้วที่แฟนๆ คิดขึ้นมาว่าทฤษฎีไหนที่เตะตาต้องใจพวกเขามากที่สุดในตอนนี้ โครี่จึงบอกว่ามีทฤษฎีของแฟนๆ มากมายเต็มไปหมด แต่ก่อนที่เกมจะวางจำหน่ายเขาได้มีเวลาอ่านหลายๆ ทฤษฎีว่า Atreus (อเทรอัส) นั้นจริงๆ แล้วเป็นใคร แล้วก็ยังมีทฤษฎีอื่นๆ อีกมากว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นอีกในซีรีส์ เขาดีใจที่ได้เห็นปฏิกิริยาของแฟนๆ แต่สำหรับตัวเขาแล้วเขามีความตั้งใจจนเกือบจะเป็นความหมกมุ่นว่าเขาจะให้เนื้อเรื่องมันผูกโยงกันให้หมดถ้าหากมีการวางจำหน่ายภาคต่อในอนาคต
--------------------------------

โครี่ได้พูดถึงโหมด New Game+ ด้วย เขาบอกว่านี่เป็นโหมดหนึ่งที่เขาตั้งใจเอาไว้แต่แรกแล้ว แต่เขาตัดมันออกไปเพราะคิดว่าตัวเกมมันก็ไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น ดังนั้นโหมด New Game+ จึงไม่ใช่อะไรที่จำเป็นเท่าไหร่ แต่พอได้เห็นปฏิกิริยาของแฟนๆ แล้วเขาจึงตัดสินใจใส่กลับเข้ามาเพื่อสนองความต้องการล้วนๆ เลย แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังพูดอะไรไม่ได้เยอะแต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำตามคำเรียกร้องของเกมเมอร์ที่ให้การสนับสนุนเกมของตนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งในขณะเดียวกัน โครี่ก็ไม่อยากจะวางจำหน่าย DLC หรือ expansion pack ให้เกมเมอร์ต้องจ่ายเพิ่ม ถึงแม้ว่าตัวเกม God of War จะถูกตัดทอนไปจากทีแรกก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น Muspelheim (มุสเปลไฮม์) ที่เดิมเขาคิดเอาไว้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าในเกมจริงถึง 3 เท่าเลยทีเดียว
--------------------------------

เราได้ถามโครี่ตรงๆ ด้วยว่าเขามีทัศนะยังไงเกี่ยวกับเกม God of War ที่ขายไปแล้ว? มีอะไรที่เขาคิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่าเดิมรึเปล่า? เขาตอบเราทันทีเลยว่ามีครับ อย่างหนึ่งเลยที่เขาคิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ก็คือในตอนที่อเทรอัสนั้นค้นพบ “ตัวตน” ของตนเอง ในตอนที่เขาพบว่าตัวเองก็เป็นเทพเจ้า โครี่บอกว่าด้วยบุคลิกลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปแบบนี้ จริงๆ แล้วมันควรจะต้องใช้เวลาชีวิตเป็นปีเลยถึงจะออกมาน่าเชื่อถือและสมจริงที่สุด แต่ว่าพวกเขาทำแบบนั้นไม่ได้ แถมยังต้องตัดเนื้อหาออกไปราว 2 ชั่วโมงจากที่วางแผนเอาไว้แต่แรกอีก การที่นิสัยของอเทรอัสเปลี่ยนจากเด็กดีกลายเป็นเด็กเวรเลยออกมาดูประหลาดและห้วนไปหน่อย ดังนั้นวิธีแก้ไขอย่างเดียวที่ทำได้ก็คือเชื่อมมันเข้าไปในเกมเพลย์แล้วก็รักษาสถานะแบบนั้นเอาไว้ โครี่บอกว่าอยากจะแก้ในจุดนั้นครับ

หลังจากนั้นเขาก็ได้ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะบอกว่าตัวเขาเองก็มีข้อวิจารณ์ในแง่ของการออกแบบValkyrie ตัวสุดท้ายเป็นการส่วนตัวเหมือนกัน เพราะเขาอยากให้เป็นหนึ่งในบอสที่ยากที่สุดใน God of War เลย เขาอยากจะแก้ไขอะไรบ้างเหมือนกัน แต่ก็ยังมองว่างอย่างที่ออกมามันก็เป็นการต่อสู้ที่ท้าทาย, ยาวนานแต่น่าพอใจแล้ว เพราะโดยส่วนตัวเขาได้ลองสู้ดูแต่ก็ไม่ชนะแม้จะนั่งเล่นต่อเนื่อง 2 ชั่วโมงครึ่งแล้วก็ตาม นอกจากนั้นเขายังกล่าวอีกว่าเดิมทีตั้งใจจะใส่อะไรลงมาในเกมมากมายแต่สุดท้ายก็ต้องตัดออกไป รวมถึงเจ้านกยักษ์ Hraesvelg (ฮเรสเวลก์) ที่อยู่ใน Helheim (เฮลไฮม์) ด้วย เดิมเจ้านกนั่นจะต้องมีเนื้อเรื่องของมันเอง แล้วแบบนี้เราจะได้เห็นนกนั่นมีบทบาทต่อไปในอนาคตรึเปล่า? โครี่เองก็ยังตอบอะไรไม่ได้ในตอนนี้และบอกแค่ว่า “อาจจะนะ”
------------------------

สิ่งน่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ โครี่ได้กล่าวถึง “รากฐาน” ที่ยืนยันว่าตำนานจากที่ต่างๆ กันดำรงอยู่ควบคู่กันไปในคราวเดียวกันด้วย เขาบอกว่าผู้คนจากต่างวัฒนธรรมอาจมองไม่เห็น แต่ว่าเป็นไปได้ที่เทพเจ้าจากต่างตำนานจะพบกับเทพเจ้าจากตำนานอื่นๆ หากแวะเวียนไปยังดินแดนของเทพเหล่านั้น อย่างใน God of War ภาคล่าสุดนี่ก็คือสิ่งที่เทพอย่าง Tyr (เทียร์) เดินทางไปตามที่ต่างๆ นั่นเอง

ในเกมภาคล่าสุดจะมีฉากที่เราได้เข้าไปสู่คลังสมบัติของเทียร์ ซึ่งเกมเมอร์ก็จะได้เห็นว่าเทียร์ได้เดินทางไปยังดินแดนของเทพอียิปต์และเทพกรีกด้วย ในเกมนี้เทียร์มีภาพลักษณ์เป็นเทพที่มี “สายสัมพันธ์” อยู่ทั่วโลก ในขณะที่ Odin (โอดิน) นั้นถูกนำเสนอในลักษณะที่มีความวิตกจริตใจแคบและกังวลกับพลังอำนาจใดๆ ก็ตามที่จะต่อกรกับตนได้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้กล่าวต่อว่าความเชื่อมโยงกับตำนานอื่นๆ จะถูกนำเสนอในอนาคตต่อไปหรือไม่ครับ
-------------------------

จบกันไปแล้วนะครับสำหรับการแปลบทสัมภาษณ์ในคราวนี้ของเรา ถ้าเราพบเจอสิ่งน่าสนใจเราจะหยิบมานำเสนอกันต่อไปครับ และสำหรับวิดีโอตอนที่โครี่พูดถึงเนื้อหาที่โดนตัดออกไปจากเกมนั้นรับชมได้จากแชนเนล Jagat Review ซึ่งอยู่ในเครือของ Jagat Play ครับ https://www.youtube.com/watch?v=SUMQzSOKvSo

Post by [G-jang]
TOP