Wiki article

บทสัมภาษณ์แบบเต็ม Bryan Dechart และ Amelia Rose Dechart (Blaire) จากงาน PSX SEA 2018

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ GMM Live House เซ็นทรัลเวิลด์ เราได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์กลุ่มคุณ Bryan Dechart และคุณ Amelia Rose Dechart (Blaire) ที่เกมเมอร์รู้จักพวกเขาในบทบาทของแอนดรอยด์อย่าง Connor และ Traci ในเกม Detroit: Become Human นั่นเองครับ

คำถามเหล่านี้เป็นการรวบรวมจากสื่อมวลชนในห้อง และเลือกถามโดยล่ามแปลภาษาของ SIES ครับ เราจึงขอนำคำถามและคำตอบทั้งหมดมาให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้ เชิญครับ

*เพื่อความกระชับ ในบทสัมภาษณ์นี้เราจะแทนคุณBryan ว่า B ส่วนคุณ Amelia จะแทนว่า A ครับ
----------

ถาม “คิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Detroit: Become Human ประสบความสำเร็จ?”
.
B “เอ่อ แฟนๆ ชาวไทยครับ ฮ่าๆๆ อ่า ผมคิดว่าการที่เราสามารถเล่นเกมในแบบที่ต่างกันมากมายได้แล้วคุณสามารถนำประสบการณ์ที่ได้รับไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่เพื่อนๆ ของคุณได้รับ มันทำให้ผู้เล่นได้ควบคุมการกำกับเรื่อง ควบคุมการแสดง และยังการเขียนบทด้วยน่ะ ผมคิดว่านี่มันเป็นอะไรที่ใหม่...ไม่สิก็ไม่เชิงว่าใหม่ แต่มัน...”
.
A “มีเอกลักษณ์?”
.
B “ใช่ๆ มันเหมือนกับว่าคุณมีของเล่นทั้งหมดอยู่ในกล่อง แล้วคุณก็เทของเล่นทั้งหมดออกมาแล้วก็เล่นไปตามใจแบบไหนก็ได้น่ะครับ”
----------

ถาม “Detroit: Become Human เป็นอีกเกมที่ใช้เทคโนโลยีโมชันแคปเจอร์เพื่อสร้างภาพอันสมจริงขึ้นมา อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดของคุณในการแสดงให้กับวิดีโอเกมนี้ที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว และข้อแตกต่างระหว่างการถ่ายทำให้กับวิดีโอเกมและการถ่ายทำทางโทรทัศน์และภาพยนตร์คืออะไร?”
.
A “สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันแน่ๆ ระหว่างการถ่ายทำเพื่อฉายบนโทรทัศน์และการถ่ายทำโมชันแคปเจอร์ก็คือมันไม่มีการเซ็ตฉากน่ะค่ะ ไม่ต้องทำผมอะไรด้วย ไม่มีชุด ทุกอย่างคือจินตนาการของเราหมดเลย นั่นแหละคือจุดแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดจุดหนึ่งเลย และก็ด้วยความที่ไม่มีเซ็ตฉากและไม่มีชุดด้วย คุณก็เลยสามารถถ่ายทำได้หลายฉากมากๆๆๆๆๆๆๆ ในวันเดียวกัน เพราะงั้น...งานก็หนักเอาเรื่องค่ะ ฮ่าๆๆ”
.
B “สำหรับผม ความแตกต่างใหญ่อย่างนึงก็คือผู้เล่นสามารถเลือกตัวเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นสามเหลี่ยม วงกลม กากบาท สี่เหลี่ยมใช่ไหมล่ะ? แล้วบทพูดแต่ละตัวเลือกก็จะต้องอัดแบบต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้นคุณอาจจะพูดอะไรบางอย่างกับ Hank จากนั้นผมก็จะตอบ แล้วเราก็จะหยุดไปครู่หนึ่ง จากนั้นผมก็จะตอบอีกบทพูดหนึ่งที่ต่างกัน จากนั้นก็หยุดแล้วพูดตัวเลือกที่สาม จากนั้นก็ตัวเลือกที่สี่ แล้วจากนั้นก็ค่อยพูดบทสนทนาต่อไป มันเลยไม่เหมือนเวลาถ่ายทำกับโทรทัศน์ ภาพยนตร์หรือละครเวทีแบบนั้น ที่แต่ละคนจะสลับกันพูดแล้วมันจะเป็นธรรมชาติมากกว่าเหมือนคนคุยกันจริงๆ แต่สำหรับการเล่าเรื่องในการทำโมชันแคปเจอร์แบบนี้ เราต้องถ่ายทำตัวเลือกกันเยอะมากไปพร้อมกันทีเดียว ซึ่งเราก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าวงจรในตอนถ่ายทำน่ะครับ เรียกได้ว่าในช่วงระหว่างของแต่ละตัวเลือกที่คุณจะต้องหยุด แล้วก็มาจินตนาการใหม่ว่า เอาล่ะตอนนี้ต้องโกรธนะ จากนั้นก็หยุดแล้วก็ เอาล่ะตอนนี้ต้องใจดีนะ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำพร้อมกันทีเดียว และมันเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเลยสำหรับนักแสดงครับ”
-----------

ถาม “ขั้นตอนการทำโมชันแคปเจอร์เป็นอย่างไร ช่วงไหนที่น่าจดจำที่สุดสำหรับคุณ?”
.
B “อืม การได้ทำงานร่วมกับ Amelia สนุกมากครับ มีหลายครั้งในเซ็ตถ่ายทำนะครับที่ถ้าคุณไม่สวมชุดซึ่งมีปุ่มโมชันแคปเจอร์แปะตามตัวก็แทบจะเรียกได้ว่าคุณนั้นล่องหนในฉากเลยล่ะ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถถ่ายนักแสดงคนเดียวในฉาก แล้วให้ใครก็ได้อ่านบทให้ฟังแล้วจากนั้นก็ไปถ่ายฉากของนักแสดงอีกคนแยกต่างหากได้ ดังนั้นจึงสามารถถ่ายห่างกันเป็นหลายเดือนก็ยังได้ จากนั้นค่อยนำฉากมารวมกัน ส่วนผมกับเอมิเลียน่ะพวกเราโชคดีที่ได้ถ่ายทำในฉากพร้อมกัน มันก็เลยออกมาในรูปแบบคล้ายถ่ายละครเวทีที่เราสามารถจะโต้ตอบระหว่างกันได้ทันที แทนที่จะเป็นการถ่ายแยกแล้วนำมาตัดต่อรวมกันในช่วงโพสต์โปรดัคชันครับ”
.
A “นั่นช่วงที่น่าจดจำที่สุดของเธอแล้วเหรอ?”
.
B “ก็คิดว่าใช่นะ อ้อ ผมได้ร่วมงานกับ Clancy Brown ด้วยไง เขาเป็นคนที่สนุกมาก”
-----------

ถาม “เราทราบมาว่าระหว่างถ่ายทำก็มีฉากที่คุณด้นสดเหมือนกัน ฉากไหนที่คุณชื่นชอบที่สุด? แฟนๆ เดากันว่าน่าจะเป็นฉากที่ Connor ตบหน้า Hank กันน่ะ”
.
B “ฮ่าๆๆ ใช่ครับ คือ David Cage เขาก็บอกผมตอนถ่ายทำนะว่าให้ Connor ทำอะไรทุกอย่างให้ดูง่ายๆ น้อยๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เคลื่อนไหวแบบมีประสิทธิภาพที่สุด อย่างเช่น ถ้าเป็นมนุษย์เวลาจะเปิดประตูคุณก็จะมีท่าทางเคลื่อนไหวมากมาย (ทำท่าโน้มตัวยื่นแขนไปจับลูกบิด) แต่สำหรับ Connor (ทำท่าตัวตรงตั้งศอกแล้วยืดแขนออกไปจับลูกบิด) ดังนั้นตอนที่ Hank หลับไม่ได้สติ แล้วก็ต้องปลุกให้ตื่นวิธีง่ายสุดก็คือ ป้าบ! ลงไปน่ะครับ แต่ผมก็จำได้นะว่าผู้กำกับอย่าง David Cage บอกผมตอนถ่ายทำเหมือนกันว่า ‘ไม่ต้องเล่นใหญ่ขนาดน้าน เอาแค่ตบแปะๆ ก็พอ’ แต่ผมก็ ‘แต่นี่มัน Connor นะเออเพราะงั้น’ ป้าบ!”
----------

ถาม “คุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Detroit: Become Human ได้อย่างไรตั้งแต่แรก?”
.
B “ผมไปคัดตัวเพื่อเล่น Detroit หลายครั้งครับ บางครั้งในการคัดตัวเพื่อแสดงภาพยนตร์หรือซีรีส์โทรทัศน์คุณต้องไปคัดตัวแค่หนึ่ง สอง หรือไม่ก็สามครั้ง แต่สำหรับ Detroit: Become Human นี่ผมไปคัดตัวตั้งห้าหรือหกครั้งนี่ล่ะมั้งนะกว่าจะได้มาเล่น การคัดตัวครั้งแรกสุดเลยก็คือบทพูดจากเทคเดโมของ Kara นี่แหละครับ ก็คิดว่าปี 2012 เลยน่ะ ที่ตอนนั้นเป็น Valorie Curry แล้วพวกเขาโชว์เทคเดโมซึ่งสร้างจากเอ็นจิ้นเกมตัวใหม่ ซึ่งนั่นก็เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของ Detroit: Become Human เหมือนกัน ตัวสคริปต์ที่พวกเขาให้ผมเล่นเพื่อคัดตัวก็คือบทพูดเดี่ยวของ Kara จากเทคเดโมตัวนั้นนั่นเอง ที่ในวิดีโอเธอจะลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพวกเขาพูดว่า ‘เฮ้ย เธอมีอารมณ์ความรู้สึก’ ก่อนที่พยายามจะปิดเครื่องเธอจากนั้นเธอก็จะพูดว่า ‘อย่านะ ฉันอยากจะมีชีวิตอยู่!’ บทพวกนี้นี่แหละครับที่นำมาใช้คัดบทของ Connor”
-----------

ถาม “เราได้ยินมาว่าสคริปต์ทั้งหมดมีประมาณสองพันหน้าเลย คุณจะยืนยันได้รึเปล่า?”
.
B “ผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วสคริปต์มันเยอะแค่ไหนหรอกครับ เพราะผมเห็นแค่ในส่วนของ Connor ผมรู้ว่าในส่วนของ Connor มันจะแบ่งออกมาเป็นตัวเลือกบทพูดในสถานการณ์ต่างๆ ดังนั้นผมเลยทำโน้ตในบทที่ได้มาในแต่ละส่วนของสามเหลี่ยม วงกลม กากบาท สี่เหลี่ยม เพื่อที่ผมเองจะได้จำตัวเลือกในแต่ละครั้งได้ แล้วผมก็ใช้สีมาช่วยด้วย เพราะบทมันเยอะมากแถมทางแยกย่อยก็มหาศาล บางครั้ง Connor อาจจะเป็นเครื่องจักรไปเลย แต่บางครั้งก็อาจกลายเป็น deviant ดังนั้นผมเลยใช้กงล้อสีในโฟโต้ช็อป ผมนำแถบสีพวกนี้ไปใส่ตารางสไตล์ DND (Dungeon and Dragons) ที่ระบุว่า อันนี้คือ chaotic neutral อะไรแบบนั้น ซึ่งผมก็ตีตารางแบบนั้นแล้วก็ทำสัญลักษณ์ที่สคริปต์ อย่างเช่น อันนี้เขียว อันนี้แดง อันนี้น้ำเงิน อันนี้ม่วง เพื่อตอบสนองในแต่ละอย่าง เมื่อถ่ายฉากนึงเสร็จแล้วผมก็จะมาดูสคริปต์ที่ทำไว้ เช่น อ๊ะ สายนี้มาสีแดง สายนี้สีน้ำเงิน เพื่อที่ผมจะได้คอยติดตามตัวเลือกต่างๆ ได้น่ะครับ”
.
A “Bryan ก็เป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศอยู่แล้วด้วยค่ะ การที่เขาสามารถจดจำบทสนทนาทั้งหมดได้น่ะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก ตอนที่เขาไปถ่ายทำในปารีสฉันก็จะอยู่ในลอสแองเจลิส แล้วเราก็จะคุยสไกป์กัน ฉันมักจะคุยกับเขาในช่วงเช้าซึ่งที่นั่นก็จะเป็นกลางคืนของเขาพอดี แล้วเราก็จะซ้อมบทพูดกันผ่านสไกป์ค่ะ”
.
B “เธอเป็นโค้ชผมครับ ฮ่าๆๆ”
-----------

ถาม “ทุกวันนี้เรามีนักแสดงจากทีวีซีรีส์และภาพยนตร์ในวิดีโอเกมมากมาย คุณคิดว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นนอร์ม (norm) ในยุคต่อไปรึเปล่า?”
.
B “ผมคิดว่าวิดีโอเกมคืออนาคตนะ ผมคิดว่าเทคโนโลยีต่อไปจะยิ่งเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น คนเราอาจจะสามารถทำโมชันแคปเจอร์กันได้ง่ายๆ ไม่ใช่แค่ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หรือโทรทัศน์เท่านั้น มันจะเข้าถึงได้เป็นการทั่วไปสำหรับนักพัฒนาอิสระและก็นักเรียนนักศึกษาด้วย ผมคิดว่าเทคโนโลยีที่เราใช้ใน Detroit: Become Human เนี่ย บรรดานักเรียนนักศึกษา นักพัฒนา หรือนักพัฒนาอินดี้ต่างๆ น่าจะช่วยทำให้เทคโนโลยีวิวัฒนาการได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก อาจจะใช้เวลาประมวลผลน้อยลงอาจจะสามารถทำได้ทันที ผมเคยเห็นเทคโนโลยีที่นักแสดงในฉากกลายมาเป็นตัวละครดิจิทัลได้ในทันที ผมเลยคิดว่าถ้ายิ่งเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้ผู้เล่นได้มีทางเลือกมากขึ้น ให้ผู้เล่นควบคุมเนื้อเรื่องและพฤติกรรมของตัวละครได้มากขึ้น”
----------

ถาม “มีข้อแนะนำอะไรสำหรับนักแสดงรุ่นใหม่บ้างหรือไม่ หากต้องการมาแสดงในวิดีโอเกม?”
.
B “ศึกษาเรียนรู้ครับ เรียนรู้การออกเสียง เรียนรู้ด้านกายภาพ การเต้นรำ การเคลื่อนไหว ในการถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์คุณจะรู้ว่ากรอบจอมันอยู่ตรงไหน ดังนั้นคุณจะทำอะไรก็ได้ที่อยู่ในจอ แต่สำหรับการทำโมชันแคปเจอร์นั้น ทุกอย่างจะอยู่รอบตัวเราแบบ 360 องศาเลย ถ้าเป็นอย่างการแสดงละครเวทีเราจะเห็นแววตาของอีกคน เห็นเท้าของอีกคน เห็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของมือ เราจะเห็นด้านหลังเวลาเขาหันตัว แล้วประเด็นของการทำโมชันแคปเจอร์ก็คือคุณจะต้องจัดท่าทางของคุณตลอดเวลา เพราะถ้าเป็นการถ่ายทำลงจอโทรทัศน์น่ะ อะไรก็ตามที่ไม่ได้เข้าจอจะทำอะไรก็ทำไปเลย แต่โมชันแคปเจอร์นี่คุณต้องใช้ทั้งร่างกายจริงๆ”
.
A “ฉันแค่อยากจะเสริมว่ามันต้องใช้ร่างกายเยอะมาก มันต่างกับการถ่ายทำลงจอโทรทัศน์ที่มันจะมีกรอบจออยู่ แต่การทำโมชันแคปเจอร์คุณต้องใช้ทั้งตัวในการถ่ายทำทุกอย่าง”
----------

ถาม “ถ้ามีแอนดรอยด์ในอนาคตอันใกล้ คุณอยากมีแอนดรอยด์ไว้ใช้งานรึเปล่า? และแอนดรอยด์แบบไหนที่อยากใช้งาน?”
.
B “โอ้ว โอ้โห เธออยากตอบรึเปล่า?”
.
A “อืม เป็นคำถามที่เอาเรื่องอยู่นะ เพราะหลังจากเล่นเกม Detroit: Become Human มาแล้ว สัญชาตญาณบอกฉันว่า ไม่ ฉันไม่อยากได้หรอก แต่มันก็คงจะดีถ้าจะมีใครมาช่วยล้างจาน ช่วยซักผ้า ทำกิจวัตรอะไรที่คุณไม่อยากทำแบบนั้น แต่ฉันก็คงจะรู้สึกแย่และปล่อยพวกเขาเป็นอิสระค่ะ”
.
B “ผมขอเสริมว่า ผมปฏิบัติตัวดีมากกับโทรศัพท์ของผมนะครับ ผมมักจะพูดว่า ‘Siri จ๋า ช่วยตั้งนาฬิกาปลุกให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ?’ น่ะครับ เผื่อไว้ก่อนน่ะครับ”
----------

*ถามนอกรอบโดย ThaiGameWiki*
.
ถาม “คุณได้ลองกินทุเรียนแล้วรึยังครับ?”
.
B “ยังเลยครับ มีแต่คนแนะนำให้กินทั้งนั้นเลยตั้งแต่มาที่นี่ จะว่าไปมีให้ลองกินไหมครับนี่? ฮ่าๆ”

Post by [G-jang]
TOP