Wiki article

รู้ไว้ไม่เสียหาย
Götterdämmerung ชื่อนี้มีที่มา


ใครที่เล่น Final Fantasy VII Remake แล้วปราบบอสลับอย่าง Pride and Joy Prototype ลงได้ก็คงทราบกันแล้วว่ารางวัลคือเครื่องประดับชื่ออ่านยากนั่นคือ “เกิทเทอเดมมาร์รง” (Götterdämmerung) ที่เมื่อใส่ให้ใครแล้วก็จะเข้าสู่การต่อสู้ด้วยเกจ Limit Break เต็มปรี่ เรียกได้ว่าถ้าเจอบอสทั่ว ๆ ไปก็เปิดใส่ด้วยท่าไม้ตายได้เลย แถมหลังใช้แล้วเกจยังค่อย ๆ ฟื้นฟูโดยอัตโนมัติอีกต่างหาก ถือเป็นรางวัลสำหรับคนที่ฝ่าฟันบอสลับมาได้ให้เอาไปไล่รังแกบรรดาศัตรูที่ทำคุณหัวร้อนมาก่อนหน้านี้ทั้งเกมได้

Pride and Joy Prototype.jpg (980 KB)
ภาพขนาดเต็ม
Pride and Joy Prototype บอสลับของเกม


ว่าแต่เจ้าเครื่องประดับนี้มันมีที่มาอะไรยังไงล่ะ?

เครื่องประดับ FF remake.jpg (879 KB)
ภาพขนาดเต็ม
หน้าตาของเครื่องประดับที่ได้จากการปราบบอสลับในเกม


Götterdämmerung เป็นภาษาเยอรมันที่แปลเป็นอังกฤษได้ว่า The Twilight of the Gods หรือก็คือสนธยาแห่งทวยเทพนั่นเอง ชื่อนี้คือชื่อของอุปรากร (Opera) บทที่สี่จากทั้งหมดสี่บทที่เรียกรวมกันว่า “แหวนแห่งนีเบลุงก์” (Der Ring des Nibelungen) ครับ อุปรากรชุดนี้เป็นอุปรากรประเภทที่เรียกกันว่าลิเบรตโต (Libretto) หรือก็คืออุปรากรประเภทที่เน้นเนื้อเรื่องและบทละครเป็นสำคัญ ซึ่งแหวนแห่งนีเบลุงก์นี้ผู้ประพันธ์คือริชาร์ด วากเนอร์ (Richard Wagner) ชาวเยอรมันครับ โดยอุปรากรชุดนี้เปิดแสดงเป็นครั้งแรกในปีค.ศ.1876

Richard Wagner.jpg (619 KB)
ภาพขนาดเต็ม
ภาพเหมือนของ Richard Wagner
โดย Franz von Lenbach ในปีค.ศ.1882


สำหรับรายชื่อของอุปรากรทั้งสี่บทนั้นก็คือ “ทองแห่งไรน์”  (Das Rheingold) “วัลคิรี่” (Die Walküre) “ซิกฟรีด” (Siegfried) และบทสุดท้ายคือ “สนธยาแห่งทวยเทพ” (Götterdämmerung) ที่เป็นหัวข้อในครั้งนี้นั่นเองครับ

อุปรากรชุดแหวนแห่งนีเบลุงก์ของริชาร์ด วากเนอร์นี้ เขาประพันธ์ขึ้นมาเพราะตัวเขาเองชื่นชอบเรื่องราวเล่าขานและตำนานวีรบุรุษต่าง ๆ ของนอร์ส (Norse) และเยอรมันเป็นทุนเดิม รวมถึงมหากาพย์ในยุคกลางของเยอรมันอย่าง “บทเพลงแห่งนีเบลุงก์” (Nibelungenlied) ด้วยเหตุนี้เรื่องราวต่าง ๆ ในอุปรากรแหวนแห่งนีเบลุงก์จึงมีองค์ประกอบของเรื่องราวและตัวละครต่าง ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจ (หรืออาจจะเรียกเป็นการตีความใหม่) ของตำนานนอร์สและบทเพลงแห่งนีเบลุงก์เสียเป็นส่วนมาก อาจมีส่วนที่คล้ายของเดิมและบางส่วนที่เป็นการประพันธ์ของวากเนอร์เองครับ


แหวนแห่งนีเบลุงก์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทพธิดาแห่งแม่น้ำไรน์ (Rhine) ที่มีทองจำนวนมากในครอบครอง หากแต่วันหนึ่งคนแคระ (Dwarf) แห่งนีเบลุงก์ที่ชื่ออัลเบริค (Alberich) ได้ช่วงชิงทองไปจากแม่น้ำ ซึ่งอัลเบริคนี้เป็นผู้ที่โชคร้ายในความรัก เขาจึงประกาศละทิ้งรักทั้งหมดและมุ่งที่จะเป็นผู้มั่งมีทรัพย์สินแทน ซึ่งในบรรดาทองแห่งไรน์ทั้งปวงนั้นมีแหวนวิเศษที่จะมอบฤทธามหาศาลให้แก่ผู้สวมใส่อีกด้วย

ในอีกด้านหนึ่งเหล่าทวยเทพต่างก็เฝ้ารอให้วังแห่งใหม่ของพวกตนอย่างวัลฮัลลา (Valhalla) ให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งวังแห่งนั้นได้รับการสร้างโดยยักษ์อย่างฟาฟเนอร์ (Fafner) และฟาซอลต์ (Fasolt) โดยราคาที่ทวยเทพจะต้องจ่ายก็คือเฟรยา (Freia) ผู้เป็นเทพธิดาแห่งความงามและความเยาว์วัย ทว่าราชาแห่งทวยเทพอย่างโวตัน (Wotan) กลับเสนอจ่ายเป็นอย่างอื่นให้แก่พวกยักษ์แทน นั่นก็คือแหวนวิเศษที่อยู่ในความครอบครองของอัลเบริคนั่นเอง

เมื่อตัดสินใจได้เช่นนั้นโวตันก็ไปหาอัลเบริคและใช้กลอุบายแย่งชิงแหวนมาจากอัลเบริคได้ แต่แน่ล่ะอัลเบริคย่อมไม่พอใจเขาจึงได้ใส่คำสาปลงไปในแหวนด้วย เมื่อเหล่าทวยเทพได้แหวนมาแล้วก็นำไปมอบให้แก่ยักษ์ทั้งสองทันที และก็ด้วยคำสาปของอัลเบริคนี่เอง ทำให้ฟาฟเนอร์และฟาซอลต์โต้เถียงกันจนในที่สุดฟาฟเนอร์ก็สังหารฟาซอลต์เพื่อยึดครองแหวนเป็นของตนเอง

แต่เรื่องราวหลังจากนั้นก็พัวพันวุ่นวายมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยความที่โวตันเองก็วางแผนที่จะช่วงชิงแหวนที่ยกให้แก่ฟาฟเนอร์ไปกลับมาเป็นของตน แผนการของโวตันดำเนินไปข้ามผ่านชั่วอายุคน จนหลานชายของโวตันนั่นคือซิกฟรีด (Siegfried) ซึ่งสืบตระกูลมาจากคราวที่เขามีสัมพันธ์กับหญิงสาวชาวมนุษย์สามารถสังหารฟาฟเนอร์ลงได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านั้นซิกฟรีดยังได้ครองคู่กับบรุนฮิลด์ (Brünnhilde) ผู้เป็นอดีตวัลคิรี่และลูกสาวอีกคนของโวตัน เรื่องราวเหมือนจะจบลงด้วยดี หากแต่คำสาปของแหวนนั้นแรงกล้านัก

ในบทสุดท้ายของอุปรากรนั่นคือสนธยาแห่งทวยเทพนั้น ซิกฟรีดจบชีวิตลงภายใต้คมดาบของฮาเกน (Hagen) ผู้เป็นลูกชายของอัลเบริคเพื่อหวังแย่งชิงแหวนมาเป็นของตน ถึงกระนั้นแม้ฮาเกนจะอยากได้แหวนเพียงใด แต่แขนจากร่างไร้ชีวิตของซิกฟรีดก็กวัดแกว่งไปมาอย่างมุ่งร้าย ทำให้ฮาเกนไม่อาจทำอะไรได้ บรุนฮิลด์ที่เศร้าโศกเสียใจจึงได้จัดให้มีการเผาศพของซิกฟรีด นางแจ้งข่าวการตายของซิกฟรีดไปยังวัลฮัลลาก่อนจะกระโจนขึ้นหลังม้าและควบเข้ากองไฟตายตกตามซิกฟรีดไป

Valhalla in flame.jpg (1.27 MB)
ภาพขนาดเต็ม
ภาพวัลฮัลลาในเพลิงอัคคีนี้วาดในปีค.ศ.1894
โดย Max Brückner ผู้เป็นหนึ่งในนักออกแบบฉากของอุปรากร


เปลวเพลิงนั้นพุ่งสูงขึ้นเสียดฟ้า แม่น้ำไรน์ก็ท่วมสูงขึ้นและแหวนก็ได้กลับสู่ความครอบครองของเทพธิดาแห่งแม่น้ำไรน์อีกครั้ง ฮาเกนที่ยังไม่ละความพยายามก็เข้าช่วงชิงแหวนจนตนเองต้องจมน้ำตายไป เปลวเพลิงจากการเผาศพซิกฟรีดยังคงพุ่งสูงขึ้นไปไม่หยุดและในที่สุดก็ไปถึงวัลฮัลลาจนวังของทวยเทพก็โดนเผาผลาญมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านตกตามกันไปในไม่ช้าเป็นอันสิ้นสุดยามสนธยาของเหล่าทวยเทพ

ก่อนจะจากกันไปในคราวนี้ Götterdämmerung ก็คือการแปลคำภาษานอร์สโบราณมาเป็นภาษาเยอรมันแบบตรงตัวความหมายไม่ผิดเพี้ยน และคำภาษานอร์สโบราณที่ว่าก็คือ Ragnarök นั่นเองครับ


การที่เครื่องประดับสุดเพาเวอร์ฟูลใน Final Fantasy VII Remake เลือกใช้ชื่อนี้ ก็อาจมีนัยยะสื่อถึงพลังอำนาจของแหวนวิเศษที่หลายต่อหลายคนช่วงชิงกันในอุปรากรแหวนแห่งนีเบลุงก์นี่เองล่ะครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือคำบรรยายของเครื่องประดับที่ระบุว่า “สร้อยคอที่ส่องแสงอันทรงพลังจนสามารถสร้างชะตากรรมใหม่ได้” ถ้าพิจารณาว่าอุปรากรนี้บอกเล่าถึงจุดสิ้นสุดของทวยเทพ และเป็นการเริ่มต้นใหม่ของโลกและมนุษย์เหมือนอย่างที่ปกรณัมนอร์สสื่อถึงใน Ragnarök แล้ว ก็อาจสื่อถึงธีมหลักของการรีเมคครั้งนี้ด้วยเช่นกันครับ

ที่มาของข้อมูล
Encyclopedia Britannica

University of Michigan
Wikipedia


Cloud Limit break.jpg (1.09 MB)
ภาพขนาดเต็ม
เครื่องประดับที่ใส่แล้วเกจ Limit Break เต็มแต่แรก
ก็คงไม่แปลกที่ใช้ชื่อซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับแหวนอันทรงอำนาจ

และโชคชะตาที่ถูกเขียนขึ้นใหม่นั่นเอง

Post by [G-jang]
TOP