Wiki article



รู้ไว้ไม่เสียหาย: The Last of Us Part II

เปิดปูมอสุรกาย แรงบันดาลใจจากโลกจริง


*บทความนี้มีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนของเกม The Last of Us Part II*


จนถึงตอนนี้ คาดว่าหลายคนน่าจะได้เล่น The Last of Us Part II กันไปไม่มากก็น้อยแล้ว และหนึ่งในสิ่งที่เซอร์ไพรส์ผู้เล่นหลายคนมากที่สุดก็คงไม่พ้นการที่เราได้เล่นและรับรู้เรื่องราวในมุมมองของ Abby นั่นเอง และไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบในส่วนนี้อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อคุณเล่นเป็นเธอไปถึงจุดหนึ่ง คุณจะได้พบกับผู้ติดเชื้อชนิดใหม่สุดสะพรึงด้วยรูปร่างประหนึ่งเป็นปิศาจร้ายจากนรก นั่นคือ RAT KING ที่วนเวียนตระเวนอยู่ในชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลซีแอตเทิลมาเป็นเวลานาน รูปร่างของมันคือการผสมผสานผู้ติดเชื้อในหลายขั้นของการติดเชื้อเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะ Bloater หรือ Stalker และ Clicker ซึ่งแต่ละตัวที่เดิมควรจะแยกกันกลับโดนผสานเป็นเนื้อเดียวกันด้วยเชื้อราที่เป็นต้นตอของการติดเชื้อนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ผู้เล่นจึงได้เห็นแขนขาจำนวนมากที่แกว่งไกวไปมา


รูปร่างหน้าตาของ RAT KING ที่ปรากฏในเกม

กดเพื่อชมภาพ

*ถ้าใครอยากเล่นไปเจอเอง ก็อย่ากดดูในสปอยล์นะครับ*


สาเหตุที่พวกมันกลายพันธุ์มาได้จนถึงขั้นนี้ก็ไม่มีการอธิบายแน่ชัด แต่เมื่อพิจารณาจากความเห็นของ Nora ที่ว่าโรงพยาบาลซีแอตเทิลคือที่แรกที่รับผู้ติดเชื้อกลุ่มแรก ๆ มารักษาก็เป็นไปได้ว่าการกลายพันธุ์ขั้นนี้เป็นผลพวงมาจากการติดเชื้อที่สะสมมายาวนานเป็นเวลา 25 ปีนั่นเอง

ว่าแต่แล้วทำไมเกมถึงตั้งชื่อเจ้านี่ว่า RAT KING กันล่ะ?


RAT KING หรือราชาหนู (หรือบ้างก็เรียกว่าพญาหนู ⁄ พญามุสิก) นั้น เป็นคำเรียกขานถึงปรากฏการณ์หนึ่งในโลกความเป็นจริงครับ ปรากฏการณ์ที่ว่านี้คือการที่หนูหลายตัวมีหางที่โดนพันเข้าด้วยกันจนไม่สามารถดิ้นหลุดกันเองได้ โดยที่สาเหตุในการเกิดปรากฏการณ์เช่นว่านี้ก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดจนถึงปัจจุบัน โดยที่บันทึกเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับ RAT KING นั้นมาจากปีค.ศ.1576 โดยปรากฏบนภาพพิมพ์ไม้ครับ

ถ้าจะให้ขยายความมากกว่านั้นคือ Johannes Sambucus ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวฮังการี ได้ตีพิมพ์หนังสือ Emblemata ฉบับที่ 4 ของตนออกมา (เป็นหนังสือรวมภาพในยุคนั้น)  ที่ชื่อ Emblemata cum aliquot nummis antiqui operis ซึ่งภายในหนังสือดังกล่าว Sambucus ได้ลงรายละเอียดว่าข้ารับใช้ของตนในเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ได้พบกับหนูเจ็ดตัวที่หางขมวดพันเข้าด้วยกันเป็นปมเอาไว้ และนั่นก็ถือเป็นครั้งแรกที่โลกได้รับรู้รับทราบเกี่ยวกับ RAT KING ครับ

roi de rats Emblemata Sambucus 1569.jpg (70 KB)
ภาพวาดของ Rat King ที่ปรากฏใน Emblemata ของ Sambucus
(ที่มาของภาพโดย Wellcome Images: CC–BY–4.0)


ก่อนปี ค.ศ.2005 นั้น มี RAT KING จำนวน 58 ชุดที่ได้รับการบันทึกรายละเอียดเอาไว้ และมี 6 ชุดที่ได้รับการเก็บรักษาเอาไว้ด้วย โดยที่จำนวนของหนูในชุดก็มีตั้งแต่ 3 ตัวไปจนถึง 32 ตัวเลยก็มี ทั้งนี้บันทึกต่าง ๆ ระบุว่ามีการพบ RAT KING บ่อยครั้งในเยอรมนี‚ ฝรั่งเศส‚ โปแลนด์‚ เนเธอร์แลนด์‚ เบลเยียม และอินโดนีเซีย และส่วนมากพันธุ์หนูที่พบเห็นมักจะเป็นหนูดำ (black rat) เว้นแต่ที่อินโดนีเซียที่มีการพบเห็นเป็นหนูนา (field rat) แต่ก็มีข้อมูลว่าหนูเมาส์หรือกระรอกก็สามารถก่อให้เกิด RAT KING ได้เช่นกัน

และด้วยความประหลาดของปรากฏการณ์นี้ จึงทำให้หลายคนสงสัยว่า RAT KING อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นอกจากนั้นแล้วแม้จะมีตัวอย่างที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย เช่นที่พิพิธภัณฑ์ Otago ในประเทศนิวซีแลนด์ หรือที่พิพิธภัณฑ์ Mauritianum แห่งเมืองอัลเทนเบิร์ก ในประเทศเยอรมนี แต่นั่นก็อาจเป็นสิ่งที่คนทำขึ้นมาเพื่อหวังขายเอาเงินก็เป็นได้ (โดยเฉพาะในแถบยุโรปช่วงยุคกลางที่เคยมีบันทึกว่าพ่อค้าหัวใสเอาปีกค้างค้าวมาทากาวติดกับตุ๊กแกแล้วอ้างว่าเป็นมังกรมาแล้ว)

ถึงกระนั้นความลึกลับ (และน่าแขยง) ของมันก็ก่อให้เกิดเรื่องเล่าขาน เรื่องแต่ง หรือถูกนำไปปรับใช้มากมาย บ้างก็ว่าเป็นลางร้ายที่บอกถึงโรคระบาดที่จะมาถึง บ้างก็นำไปข้องเกี่ยวกับไสยศาสตร์มนตร์ดำต่าง ๆ แล้วสมมติว่า RAT KING คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติล่ะ? อะไรที่ทำให้มันหางพันกันได้แบบนี้?


Rat King ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วยจำนวน 32 ตัว
ถูกพบในปีค.ศ.1828 จากรัฐเธอริงเงิน ประเทศเยอรมนี
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Mauritianum ในเมืองอัลเทนเบิร์ก ประเทศเยอรมนี

กดเพื่อชมภาพ
(ภาพประกอบจาก NATURKUNDLICHES MUSEUM MAURITIANUM ALTENBURG: CC BY–SA 3.0)

*คำเตือน! ไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อนนะครับ*


ในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 นั้น นักธรรมชาติวิทยาได้เสนอทฤษฎีว่าหางของพวกมันอาจพันกันในระหว่างที่คลอดก่อนจะติดกันสนิทหลังจากที่คลอดออกมาแล้ว บ้างก็เสนอทฤษฎีว่า หนูตัวที่แข็งแรงดีนั้นได้พันหางตัวเองเข้ากับตัวที่อ่อนแอกว่าเพื่อสร้างรังขึ้นมา แต่ทั้งสองทฤษฎีก็ดูจะเป็นไปได้ยาก คำอธิบายที่ดูจะสมเหตุสมผลที่สุดก็คือหนูดำนั้นมีหางที่ยาว และในช่วงฤดูหนาวพวกมันจะต้องอาศัยอยู่ด้วยกันในพื้นที่แคบ ๆ และหางมันอาจจะไปสัมผัสกับสสารที่เหนียวหรือแข็งตัวเช่นไขจากผิวหนัง หรืออาจจะยางไม้‚ อาหาร‚ อุจจาระ‚ ปัสสาวะที่แข็งตัวหรือแม้แต่เลือดที่แข็งตัวก็เป็นได้ แล้วในตอนที่พวกมันหลับสสารเหล่านี้ก็แข็งตัว จนเมื่อพวกมันตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าหางตัวเองติดกันพวกมันก็พยายามจะดิ้นรนหนีจนทำให้หางรัดกันเป็นปมแน่นกว่าเดิมเข้าไปอีกนั่นเอง

ถึงกระนั้น แม้ว่าคำอธิบายข้างต้นจะฟังดูสมเหตุสมผลเพียงใด นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ยังมีข้อโต้แย้งอย่างดีด้วยเหตุผลที่ว่าหนูมันเป็นสัตว์ที่กัดนั่นกัดนี่โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ามันพบว่าหางพันกันจนดิ้นไม่หลุดมันก็จะกัดหางตัวเองให้ขาดเพื่อเอาชีวิตรอด เพราะมนุษย์ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันก็มักทำเช่นนั้นเหมือนกัน หรือต่อให้มันไม่กัดหางตัวเองจนขาด มันก็จะออกแรงดึงจนหางขาดอยู่ดีนั่นล่ะ

ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าตกลง RAT KING นั้นเกิดขึ้นเองจริง ๆ ตามธรรมชาติหรือมีใครสักคนเริ่มต้นทำขึ้นมาจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่คนเลียนแบบตาม ๆ กัน แต่ที่แน่นอนก็คือด้วยรูปลักษณ์ของหนูจำนวนมากที่พันกันจนราวกับเป็นเนื้อเดียวกันเช่นนี้ คือแรงบันดาลใจของบอส RAT KING ใน The Last of Us Part II อย่างไม่ต้องสงสัยครับ

tlou2 แอ็บบี้ เอลลี่.png (1.66 MB)
ภาพขนาดเต็ม
ทั้งสองคนที่เปรียบเสมือนเหรียญคนละด้าน


ที่มาของข้อมูล

http://www.kirj.ee/public/Ecology/2007/issue_1/bio-2007-1-7.pdf


https://www.atlasobscura.com/articles/the-complicated-inconclusive-truth-behind-rat-kings

https://www.mentalfloss.com/article/506504/almost-comprehensive-history-rat-kings

http://www.quailbellmagazine.com/the-real/the-myth-of-the-rat-king

Post by [G-jang]
TOP