Wiki article

คอลัมน์ Gamer’s Diary ตอน "Final Fantasy XV"


คำเตือน: เนื้อหาภายในบทความนี้ มีสปอย์ตัวเกม FFXV อย่างรุนแรง ใครยังเล่นไม่จบควรหลีกเลี่ยงนะครับ


เฮ้อ.....ผมจำต้องถอนใจเฮือกใหญ่ เมื่อต้องเขียนบันทึกอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเกม FFXV ที่เพิ่งเล่นจบไปหมาดๆ ความรู้สึกต่างๆ มันหลากหลายปนเป จุกอยู่ในหัว มวนอยู่ในท้อง อธิบายเป็นคำพูดยากเหลือเกิน....

ออกตัวกันไว้ก่อน ว่าผมเองไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ซีรี่ส์ FF แต่เห็นเกมฟอร์มใหญ่ก็อดจะติดตามเอาใจช่วยไม่ได้ เพราะส่วนตัวผมก็ไม่ได้อยากเห็นเกมไหนประสบความล้มเหลว โดยเฉพาะกับเกมที่สั่งสมบารมีชื่อเสียงมายาวนานแบบนี้ และสุดท้ายเราทุกคนก็คงอยากจะได้เกมดีๆ สนุก และคุ้มค่า ให้ได้เล่นกันอยู่แล้วจริงไหม?

FFXV สำหรับผม คือความพยายามของ dev ญี่ปุ่น(ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ Square-Enix) ที่พยายามจะก้าวกลับมาอยู่ในแถวหน้าของแวดวง RPG อีกครั้ง เพราะจากวันที่เกมประกาศครั้งแรกในปี 2006 โลกของ RPG มันเปลี่ยนไปมหาศาล

Mass Effect ออกไตรภาค Dragon Age อีกสามภาค Fallout สามภาค The Elder Scrolls สองภาค และ Witcher 3: Wild Hunt ยอด RPG ในดวงใจผมอีก นี่ยังไม่นับเกมจากซีรี่ส์ FF เอง ทั้งไตรภาค Lightning และ XIV Dragon Quest อีกสอง Dark Souls สามภาค Ni No Kuni ฯลฯ โอย....ไม่ไหวจะนับ

ทีมงานพยายามที่จะทำ open world RPG ดีๆ ขึ้นมา และพวกเขาก็ทำสำเร็จในระดับหนึ่ง ตั้งแต่ Chapter 1-8 ที่แม้ผมจะรู้สึกงงๆ กับการตัดสินใจของทีมงานบางด้านในช่วงต้นเกม เช่น ระบบการเดินทางด้วยรถและการ fast travel ที่แปลกๆ, side quest ที่ไม่น่าติดตาม(น่าจะเรียกว่า fetch quest มากกว่า), ระบบการต่อสู้ที่เปลี่ยนใหม่ หลายๆ อย่างที่ตอนแรกผมไม่ชิน แต่หลังจากใช้เวลาปรับตัวกับมันสักระยะก็เริ่มเข้าใจ รับได้ และสนุกไปกับมัน ข้อดีเห็นๆ เลยคือ แมพกว้างจริง เควสเยอะจริง ระบบงานอดิเรกของตัวละครอย่าง ถ่ายภาพ ตกปลา ทำอาหาร ก็น่าสนุก ผมเริ่มชื่นชอบความสัมพันธ์และมิตรภาพของเหล่าสี่ตัวเอกที่น่ารัก น่าเอาใจช่วย

แต่แล้ว หลังจาก Chapter 9 เป็นต้นไป ทุกอย่างก็เริ่มดิ่งลงเหว

บอสตัวแรกที่สร้าง WTF โมเม้นให้กับผม เริ่มต้นจากบอสไฟต์ ริไวอาซัน ซึ่งเป็นหนึ่งในมนต์อสูรที่เราจะสามารถเรียกใช้ได้ สู้กันไปเรื่อยๆ เหงื่อยังไม่ทันจะออก พระเอกเราได้พลังยอดมนุษย์มาแล้วปราบเทพได้อย่างง่ายดาย นี่ดอกที่หนึ่ง

นางเอกอย่าง ลูน่าเฟรย่า ซึ่งตลอดช่วงเกมที่ผ่านมามีบทน้อยมาก ก็โดนทีมงานจับฆ่าไปเสียดื้อๆ! เหมือนกับพยายามจะสร้างความดรามาให้กับเนื้อเรื่องเหมือนอย่างตอน FFVII แต่ตอนนั้น เราเดินเล่นกับ เอริธ ไปค่อนเรื่องเข้าไปแล้ว ความผูกพันมันคนละระดับกัน การฆ่าตัวละครตัวนี้แทบไม่สร้างความกินใจใดๆ ให้กับผมเลย

โลกของเกมหลังจากนั้น ตัดเอาความ open world ออกไปโดยสิ้นเชิง เราได้ไปเมืองใหญ่อย่าง เทเนอไบร, เมืองหลวงของ นิฟเฟลไฮม์ และ เมืองบ้านเกิดอย่างอินซอมเนีย แต่ทุกเมืองกลายเป็นการผจญภัยแบบเส้นตรง แบบเดียวกับที่ FFXIII โดนตำหนิมาก่อนแล้วทั้งนั้น ไม่มีการสำรวจ ไม่มีเควส ไม่มีแมพกว้างๆ และที่สำคัญที่สุดเนื้อเรื่องส่วนสำคัญบางส่วนโดนตัดหายไปดื้อๆ กองทัพจักรวรรดิ จักรพรรดิและเหล่าแม่ทัพนายกองที่ปูเรื่องมาให้เป็นตัวร้ายก็หายไป หายไปเฉยๆ เลยจริงๆ

อาวุธชุดเกราะในตำนาน หรือมนต์อสูรแรงๆ ไม่ต้องไปเสียแรงดั้นด้นค้นหา ทุกอย่างเอามาประเคนให้เราถึงที่ ศึกใหญ่หลังจากนี้แทบทั้งหมด เอาชนะได้อย่างไม่ยากเย็นเลย เราไม่ต้องก้าวเข้าร้านอาวุธเพื่อหาซื้ออาวุธชิ้นใหม่ๆ ด้วยซ้ำ เมื่อต่อสู้จนเข้าถึงช่วงเวลาคับขัน เราก็เรียกซัมมอนออกมาช่วยพลิกสถานะการณ์ได้เสียเฉยๆ หลักการว่าทำยังไงซัมมอนจึงจะออกมาจนถึงตอนนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ แม้กระทั้งบอสใหญ่ผมก็ยังใช้อาวุธที่ได้มาฟรี กับ Hi-Potion ไม่ถึง 10 ขวด ผมก็จบเกมได้ ทั้งๆ ที่เป็นคนโง่เง่า ในการเล่นเกม RPG สุดๆ แล้ว

กระนั้นหลังจากจบเกม แต่การผจญภัยของเราไม่จบตามครับ เราสามารถกลับมาทำเควสที่คั่งค้าง หรือสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ ดันเจี้ยนใหม่ๆ ในโลก open world สำหรับเลเวลสูงๆ กว่าตอนจบเกมได้ ก็ยังดีที่ความสนุกของเกมมันไม่จบไปกับเนื้อเรื่อง ส่วนตัวผมยังไม่ได้เล่นดันเจี้ยนเหล่านั้น ถ้าได้เล่นแล้วมีความประทับใจอะไร ก็จะมาอัฟเดตเพิ่มเติมให้ได้อ่านกัน
มันเกิดอะไรกับ Final Fantasy? ทำไมถึงตัดสินใจใส่อะไรแบบนี้ลงไปในเกม? ในใจผมไม่มีความขุ่นแค้นเคืองโกรธนะครับ มีแต่ความเสียดาย ทิศทางของเกมช่วงต้นเรื่องถือว่ามาดีมาถูกแล้ว แต่ท้ายเกมนี่เอาทุกอย่างมาเททิ้งอย่างไม่ใยดีแบบนี้ มันเป็นปริศนาที่น่าฉงนจริงๆ เพราะงบหมด? เวลาไม่พอ? หรือเหตุผลอะไรกันแน่?

หรือว่า ทุกอย่างอาจจะดีขึ้นโดย Season Pass?

Post by [Coolerist]
TOP