Wiki article


2016 ในความทรงจำ




The Division ครั้งแรกที่เห็นเจ้าเกมนี้เปิดตัวมาเมื่อหลายปี 2013 ผมก็คงรู้สึกเหมือนหลายๆ คน คือ ว้าว! มันดูน่าตื่นตาตื่นใจ น่าเล่น แต่เมื่อเกาะกระแสติดตามข่าวคราวนานวันเข้า ยิ่งเกมปล่อยตัวอย่างออกมาให้เห็นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเกมน่าจะจืดชืดอยู่เหมือนกัน ก็แหม่ เกมเมอร์อย่างเราๆ ยิงกันมาหมดแล้วทั้งซอมบี้ ทั้งเอเลี่ยน ทั้งปีศาจจากนรก พอศัตรูของเกมคือมนุษย์ธรรมดา ที่ใช้อาวุธธรรมดาเข้าห้ำหั่นกัน ก็ดึงดูดใจผมไม่ค่อยจะได้แล้วละ แล้วยิ่งเป็น MMO ยิ่งรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าทางตัวเองเท่าไร นี่ยังไม่ต้องมองถึงเรื่องการดาว์นเกรดกราฟฟิกของเกมซึ่งจุดนั้นไม่ได้กวนใจผมมากนัก


แต่ถึงกระนั้นเมื่อเกมวางจำหน่ายจริงๆ ก็ซื้อมา หวด Season Pass ไปเสียด้วย เนื่องจากว่าเพื่อนสนิทมิตรสหายของผมเล่นกันทั้งกลุ่ม ทั้งยังดูตั้งหน้าตั้งตารอคอยเกมนี้เอามากๆ ผลปรากฎว่าเบื่อครับ เบื่อเร็วกว่าชาวบ้านเขาเยอะมาก เพราะมันธรรมดาอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ เนื้อเรื่องก็การไล่ล่า Rogue Agent ก็ไม่ได้เร้าใจขนาดนั้น ก็เลยรู้สึกค่อนข้างเสียใจกับมันนิดหน่อย แม้เมื่อไม่นานมานี้จะมีอัฟเดตแพช 1.04 ที่ดูจะเปลี่ยนระบบของเกมไปมาก แต่ผมเองก็ยังไม่มีโอกาสกลับไปสัมผัสมันสักที ยังไงถ้ามีโอกาสก็ยังอยากกลับไปดูว่าเขาพัฒนาอะไรไปบ้างเหมือนกัน




Battleborn เกมที่ส่วนตัวผม “ไฮป์” มันเสียเต็มที่มากเพราะชอบส่วนตัว เกมมี art style โดนใจ แถมเป็นผลงานของทีมสร้าง Borderlands เกมโปรด แล้วทำไมจะไม่ชอบละ? ปรากฎว่าเมื่อเกมออกมากระแสทั้งในบ้านเราและทั่วโลกเงียบสนิท ด้วยความที่โหมดเนื้อเรื่องทำออกมาคุณภาพค่อนข้างจะหย่อนไปนิด จนถึงขนาดที่ทำให้เกมเพลย์สไตล์ MOBA ซึ่งจริงๆ แล้วก็สนุกใช้ได้ กับคาแรคเตอร์สวยๆ ก็ไม่สามารถช่วยอะไรเกมนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจจริงๆ บางคนอาจจะบอกว่าเป็นความซวยของทีมงานที่ดันมาออกช่วงเวลาใกล้เคียงกับอภิมหาเกมของ Blizzard ตัวเก็ง Game of The Year แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อว่ามันมีปัญหาที่ตัวของมันเองมากกว่า ที่ทำออกมาคุณภาพไม่ถึง




Overwatch นี่คือเกมที่ได้รางวัล Game of The Year มาจากหลายสำนักอย่างสมศักดิ์ศรี ส่วนตัวผมเองก็มองว่าในปีนี้เกมนี้เหมาะสมที่จะได้ตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ไปครองแล้วหล่ะ


ตั้งแต่ ดีไซน์ตัวละครที่มีเสน่ห์ มีสีสันที่ฉูดฉาดทั้ง น่ารัก เซ็กซี่ เท่ ดุดัน คาแรกเตอร์ดีไซน์นี่ต้องให้ 10/10 เลยจริงๆ ประกอบกับเกมเพลย์ที่ฉาบหน้าด้วยความสนุก แต่ลึกซึ้งสุดยอดในเรื่องของแท็คติก ความใส่ใจในรายละเอียดของทีมสร้างที่สัมผัสได้จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ การทำมาร์เก็ตติ้งที่ทรงประสิทธิภาพอย่างการทำการ์ตูนสั้นทุกตอนที่สนุกเหลือเกิน และที่สำคัญที่สุดคือมันสร้าง Cultural Impact ออกไปนอกวงการเกมจนแม้จะไม่ใช่คนที่เล่นเกมก็ยังรู้จัก ซึ่งมีไม่กี่เกมเท่านั้นที่ทำได้




Uncharted 4: A Thief’s End ภาคปิดตำนานนักผจญภัย นาธาน เดรก ที่โดยรวมแล้วก็ทำออกมาได้ดีสมมาตรฐานชื่อชั้นแฟรนไซด์และค่ายทีมสร้าง กราฟฟิกเยี่ยม เกมเพลย์แน่น มัลติเพลยเยอร์ก็เด็ด แต่ส่วนที่ผมชอบที่สุดก็คงจะไม่พ้นจุดที่ว่า เกมนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่วีดีโอเกมเมื่ออยู่ในมือของทีมงานคุณภาพ มันมีความสามารถที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่มีน้ำหนัก (อย่างในกรณีนี้คือความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างพี่น้อง สามีภรรยา การค้นพบตัวเอง) และซาบซึ้งกินใจได้ไม่แพ้สื่อบันเทิงชนิดไหนๆ เลย และยังเป็นภาคที่จบเรื่องราวได้บริบูรณ์ อิ่มอกอิ่มใจดีจริงๆ




Rainbow Six: Siege จริงอยู่ว่าเจ้าเกมนี้วางจำหน่ายเมื่อปลายปี 2015 และไม่น่าจะถูกรวมอยู่ในทำเนียบเกมปี 2016 แต่เรื่องที่น่าสนใจมากในเคสของเกมนี้ก็คือ “มันเป็นเกมชู้ตติ้งเกมเดียวในประวัติศาสตร์ ที่มีจำนวนผู้เล่นมากขึ้นหลังจากวันที่เกมวางจำหน่าย”
โดยปกติแล้วนั้นเมื่อเกมอะไรก็ตามวางขาย เราก็มันจะได้เห็นจากสถิติว่ามีผู้เล่นเข้ามาเล่นเกมในช่วงแรกมากที่สุดหลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ลดลงทีละน้อยตามระยะเวลา จะด้วยเหตุผลว่าเบื่อแล้ว เก่าแล้ว หรือมีเกมใหม่ออกมาดึงดูดความสนใจไปก็แล้วแต่ แต่ R6S เป็นเกมที่ฉีกกฏนั้น


ถ้าจะถามหาเหตุผลเบื้องหลังก็คงจะไม่มีอะไรซับซ้อน นั่นก็เพราะเกมเพลย์ที่สุดยอด ทั้งในแง่ของความสนุกเร้าใจ สมดุล และแปลกใหม่ ผมกล้าพูดว่านี่คือเกมที่มีระบบการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกมหนึ่งในบรรดาเกมชู้ตติ้งยุคนี้ อีกทั้งทีมงานผู้พัฒนาที่มีการอัฟเดตเพิ่มคอนเท้นต์ใหม่ๆ และแก้ปัญหาบัคจุกจิกกวนใจทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเท่านั้นในสายตาของผม มันเป็นเกมที่มีโมเดลธุรกิจในการขาย Season Pass ที่แฟร์และดีที่สุด ซึ่งมันก็สะท้อนออกมาด้วยการที่ Ubisoft ค่ายต้นสังกัดได้ปล่อย Year Two Season Pass ออกมาอีกเพื่อต่ออายุให้กับเกมยังอยู่ในตลาดต่อไปอย่างน้อยอีกหนึ่งปี ไม่น่าเชื่อว่าเกมชู้ตติ้งที่ไม่มีโหมดเนื้อเรื่อง ซึ่งดูจะเหมือนเป็นคำสาปของเกมยิงทั้งหลายจะประสบความสำเร็จได้ในระดับนี้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้ R6S เป็นเกมชู้ตติ้งที่สามารถเดินอย่างองอาจผึ่งผาย เฉิดฉายท้าทายเกมหน้าใหม่ที่วางจำหน่ายในปีนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ




Doom ถ้านับกันเฉพาะที่โหมดเนื้อเรื่อง Doom ภาคนี้คือ Game of The Year ของผม ต้องยกย่องความสามารถของทีมงาน id Software ที่สามารถทำเกมเพลย์ที่พาเราย้อนกลับไปหาความคลาสิกและดั้งเดิมเมื่อครั้งอรุณรุ่งของเกมชู้ตติ้ง การยิงแหลก ฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้า และไม่มีเวลาให้ถอยหนี ไม่การรีโหลดปืน ไม่มีระบบ Health Regen เกมนำเอาเกมเพลย์เมื่อมาสอดประสานรวมกันเป็นเนื้อเดียวกับความเร้าใจของเกมยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว ดนตรีร๊อคหนักๆ ที่คลอเคล้าอยู่เบื้องหลัง ผสานเสียงปืน เสียงกระโหลกระเบิด ม้ามไหล ไส้แตก จนกลายทำนองแห่งความตายและขุมนรกที่ข้นคลั่งสะใจจริงๆ


อีกสองโหมดที่ตัวเกมใส่มาให้อย่าง Multiplayer และ Snap Map นั้น ดูจะได้รับเครดิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็นไปมาก มองโดยผิวเผนโหมดมัลติเพลยเยอร์ของเกมดูจะตื้นเขิน วุ่นวายโกลาหลจนเกินจะเข้าใจ(ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเผลอคิดแบบนั้นเช่นกัน) แต่หลังจากกลับมาเล่นมันจริงจังก็พบว่า มันมีเอกลักษณ์หาเล่นในเกมไหนไม่ได้เลยในยุคนี้ เกมเร็ว ไม่มีเวลาให้คิดถึงแทคติกแก้เกม เตี๊ยมกับเพื่อน หรือหนี นี่คือ “FPS in the purest form” ที่คุณจะต้อง “ฆ่า” เพื่อเอาตัวรอดอย่างเดียวเท่านั้น และด้วยความเรียบง่ายของมัน จึงทำให้เป็นเกมที่จะหยิบจับกลับมาเล่นตอนไหนก็ได้แบบไม่ต้องเตรียมตัว


ส่วน Snap Map เป็นโหมดสุดคุ้ม ทีมงานตั้งใจว่าอยากจะให้มันเป็นโหมดสร้างเกม ที่คอมมูนิตี้ช่วยกันสร้างด่านและตั้งกฎให้ผู้เล่น ขึ้นมาได้เองตามต้องการ ผลที่ออกมาทำให้เราได้เกมเพลย์ที่ครีเอตสร้างสรรค์มากมาย อย่างจะเล่นโหมดเล่นคนเดียวยากๆ เหรอ? ก็มีทั้งผู้เล่นคนอื่นและทีมงานช่วยกันสร้างด่านใหม่ๆ ขึ้นมาอีกมากมายหลายด่าน, อยากเล่น Co-op กับเพื่อนก็มีโหมดที่เอาไว้เล่นช่วยกัน แบบโหมด Zombie ของ Call of Duty ก็มีคนทำไว้, หรือจะเป็นมินิเกมซัมมอนปีศาจจากนรกออกมาสู้กันแทนเรา ความเป็นไปได้ของโหมดนี้นั้นไร้ขีดจำกัดอยู่ที่จินตนาการของผู้เล่นจะสรรค์สร้าง


น่าเสียดายที่โดยส่วนตัวผมมองว่า Doom ภาคนี้เป็นเกมที่ถูกมองข้ามมากที่สุดเกมหนึ่ง ดังนั้นจึงอยากจะใช้โอกาสนี้ชวนเชิญให้ใครที่ยังลังเล ลองหามาเล่นกันดูครับ รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน




PlayStation VR ผมไม่เชื่อเรื่อง VR ผมไม่คิดว่ามันจะมาเปลี่ยนแปลงโลกของวีดีโอเกมได้ และหลังจากที่มันวางจำหน่ายช่วงเดือนกันยายนมาจนถึงตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม แต่เวลาสำหรับการพิสูจน์ตัวเองของมันนั้นก็ยังอีกยาวไกล ไม่แน่ว่าปี 2017 เราจะได้สัมผัสกับเกมใหม่ๆ ที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจ (...บางทีอาจจะเป็น Resident Evil 7…) ก็เป็นได้


Gears of War 4 เกียร์ภาคใหม่คือเกมมีทุกอย่างที่เป็นส่วนประกอบของยอดเกมชู้ตติ้ง โหมดแคมเปญลำดับเรื่องราวและเหตุการณ์ได้เยี่ยม มีการนำเสนอระบบใหม่ๆ โผล่มาเปลี่ยนจังหวะของเกมให้เราสนุกตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย อีกทั้งมัลติเพลยเยอร์ก็ช่วยย้อนรำลึกความมันสะใจของ “Shotgun gore fest” ที่เราได้เคยสัมผัสเมื่อหลายปีก่อนกลับมาอีกครั้ง เสียง “โพล๊ะ” ของศัตรูที่ถูกเรายิงลูกซองแสกหน้าในเกมนี้ น่าจะหาไม่ได้จากเกมไหนๆ อีกแล้ว ไหนจะ Horde Mode ต้นตำหรับที่ได้รับการปรับปรุงมาให้ดียิ่งขึ้น Gear of War 4 จึงเป็นเกม Full Package ที่ชาว Xbox One ควรภูมิใจ




Dishonored 2 ภาคแรกทำทุกอย่างได้ดีมาก และภาคนี้ก็ต่อยอดจากภาคแรกมาได้เยี่ยม เกมเพลย์สนุกขึ้น เร้าใจขึ้น ฉลาดขึ้น บางคนอาจจะชื่นชอบที่จะได้ใช้พลังต่างๆ สังหารโหดศัตรูอย่างอำมหิตภายในเกม แต่สำหรับผมการได้ค้นหาเส้นทางหรือวิธีจัดการศัตรูที่เงียบเชียบโดยไม่มีใครรู้ตัวและจบด่านโดยไม่มีใครเสียชีวิตหรือโดนเจอเลย ถือเป็นความบันเทิงใจสูงสุดสำหรับผมแล้ว มันเป็นเกมแอคชั่นที่สนุกมาก ใครอยากได้เกม stealth ยากๆ AI โหดจนน่าหงุดหงิด แนะนำเกมนี้ครับ อย่าพลาดเชียว




Battlefield 1 และ Titanfall 2 สองเกมจากค่าย EA ที่แม้จะเป็นชู้ตติ้งแต่ก็คนละแนวกันเลย เกมหนึ่งจำลองสนามรบขนาดใหญ่ที่สมจริงและโกลาหลวุ่นวาย โดยมีฉากหลังเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ส่วนอีกเกมคือแอคชั่นชู้ตติ้งไซไฟ ที่ผู้เล่นจะเรียกหุ่นยนต์ขนาดยักษ์ออกมาร่วมรบได้




BF1 นั้นกระตุกต่อมอยากเล่นของผมที่เป็นคนบ้าประวัติศาสตร์ เนื้อเกมนั้นยอดเยี่ยมอยู่แล้วเพราะยังคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของซีรื่ส์เอาไว้ ส่วน TF2 ก็ตอบโจทย์ความเป็นเด็กบ้า mech ในส่วนลึกของจิตใจ ตอนเห็นทริลเลอร์ที่แนะนำหุ่นทั้งหกเป็นครั้งแรก ผมได้แต่กรีดร้องด้วยความตื่นเต้น ห่าจรวดที่ถูกซัลโวออกมา พุ่งเข้าหาเป้าหมาย โอ้วพระเจ้า!!! ฟินกันเลยทีเดียว ทั้งสองเกมเป็นชู้ตติ้งคุณภาพ สองรสชาติที่แตกต่างลงตัว น่าเล่นทั้งคู่ครับ




Final Fantasy XV ผมพูดหลายต่อหลายครั้งในหลายวาระโอกาส ว่าผมเสียดายเกมนี้จริงๆ ทุกอย่างทำออกมาได้เกือบจะลงตัวดีอยู่แล้ว แต่ดันมาตกม้าตายช่วงท้ายเกมเนื่องจากช่องโหว่ของเกมเพลย์ และเนื้อเรื่องที่มากจนไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาถมให้เต็มได้ ผมได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ทีมงานไม่ทอดทิ้งเกมหลังวางขายและพยายามที่จะผสานแผลในใจเกมเมอร์ให้ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง และขอให้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับ Final Fantasy VII Remake ที่กำลังพัฒนาอยู่ด้วยด้วยเถิด




The Last Guardian เกมคือศิลปะ และซีรี่ส์นี้ช่วยตอกย้ำความอาร์ทของสื่อที่เราเรียกว่าวีดีโอเกมได้เป็นอย่างดี ในส่วนของเกมเพลย์ ผมชอบปริศนาที่ชาญฉลาดของมัน ในส่วนของเนื้อหาก็มีการเล่าเรื่องที่น่าติดตามพอสมควร ใครที่สนใจอยากจะลองเล่นเกมนี้ ผมแนะนำว่าพยายามหาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเกมให้น้อยที่สุดครับ ยิ่งน้อยยิ่งดี เราจะได้เสพเนื้อเรื่องและตีความมันด้วยตัวเองเต็มๆ โดยไม่มีความคิดใครมาครอบ แม้สำหรับหลายๆ คนมันอาจจะจืดชืดไปบ้าง แต่สำหรับผม ผมชอบที่จะมีมันอยู่มากกว่า




Killing Floor 2 เกมที่ผมหมายตาเอาไว้นาน แต่ก็ไม่คิดมาก่อนว่ามันจะสนุกขนาดนี้ ด้วยความที่เป็นแฟนซีรี่ส์อย่าง L4D เจ้าเกมนี้จึงกลายเป็นเกมที่ถูกจริตอย่างมาก คน 6 คน ร่วมมือกันฝ่าฝูงซอมบี้ (ที่เกมเรียกว่า เซด) ที่จะบุกออกมาเป็นเวฟ โดยเราจะต้องเลือกตัวละครและคลาสจากทั้งหมด 10 คลาส ซึ่งมีอาวุธ ความสามารถและบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน และช่วยกันเอาชีวิตรอดไปให้ได้ เพราะเจ้า เซด ที่จะออกมานั้นปริมาณท่วมท้นล้นจอ ล้อมหน้าล้อมหลังเราทุกทิศทาง ปริมาณกระสุนที่จำกัด เงินที่ใช้อัฟเกรดอันแสนจะหายาก ฉากและบรรยากาศที่วังเวง จะสร้างความกดดันให้เรา ก่อนจะพาเราเข้าสู่รอบการละเลงเลือดที่แสนสะใจ KF2 คือตัวอย่างที่ดีว่า เกมดีไม่จำเป็นต้องเป็น AAA ราคาแพง เราก็สามารถสนุกกับมันได้

Post by [coolerist]
TOP