Wiki review

รีวิว Assassin’s Creed The Movie จากเกมฟอร์มยักษ์ สู่เด็กน้อยหัดเดินบนจอเงิน


เชื่อว่าเกมเมอร์จำนวนมาก น่าจะรู้จักกับซีรี่ส์ Assassin’s Creed เป็นอย่างดี เพราะมันเป็นซีรี่ส์ดังที่มีแฟนอยู่มากมายทั่วโลก ด้วยเนื้อเรื่องอันโดดเด่นของการที่ทำให้เราได้ผจญภัยย้อนไปในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์โลก และหลังจากที่ต้นสังกัดอย่าง Ubisoft ได้สร้างวีดีโอเกมมาแล้วกว่า 10 ภาค ในปีนี้ พวกเขาเลือกที่จะหยุดเส้นเรื่องในส่วนของวีดีโอเกมเอาไว้ แล้วมาสานต่อเรื่องราวของ AC ในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ชื่อเดียวกับเกมแทน



ตัวหนังยกเอาโครงเรื่องหลักของเวอร์ชั่นวีดีโอเกมมาใช้ปูเรื่องราวโลกและจักรวาลของหนัง นั่นก็คือในโลกของเรานั้น มีการต่อสู้ของสององค์กรอันยิ่งใหญ่ ซึ่งมีอายุต่อเนื่องยาวนานหลายพันปี ระหว่างกลุ่มอัศวินเทมพลาร์ และภารดรแห่งมือสังหาร(ในเวอร์ชั่นหนังใช้คำว่า “สัตยาบัน”) เพื่อแย่งชิงเอาวัตถุโบราณที่มีชื่อว่า Apple of Eden (แอปเปิ้ล ออฟ อีเดน) ซึ่งภายในบรรจุ Free Will หรือ “เจตจำนงเสรี” ของมนุษย์เอาไว้ โดยฝ่ายเทมพลาร์หวังที่จะควบคุมและนำมันมาใช้ ส่วนฝ่ายมือสังหารต้องการที่จะปกป้องมันไม่ให้อยู่ใต้การครอบครองของใคร



ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ที่เราอาจจะคุ้นหน้าเขาจากบท แมกนีโต้ ในซีรี่ส์ X-Men รับบทเป็น คาลลัม ลินช์ นักโทษประหารจากคดีอุจฉกรรจ์ ผู้ถูกช่วยเหลือโดยมูลนิธิ แอ๊ปสเตอร์โก ซึ่งเป็นฉากหน้าของเหล่าเทมพลาร์ นำโดย สองพ่อลูก ด๊อกเตอร์ โซเฟีย ริคคิน และ อลัน ริคคิน ที่ต้องการใช้ความทรงจำของบรรพบุรุษของ ลินซ์ เมื่อราว 500 ปีก่อน ผู้มีนามว่า Aguilar de Nerha (อากีล่า เดอ เนอฮา) มือสังหารในช่วงยุค “การไต่สวนศรัทธาของสเปน” (Spanish Inquisition) เพราะเขาคือเบาะแสสุดท้ายที่จะสามารถตามหาแอปเปิ้ลให้กับเหล่าเทมพลาร์ได้ โดยการนำตัว ลินซ์ มาเข้าเครื่อง “แอนิมัส” เครื่องจักรที่สามารถเจาะเอาความทรงจำของบรรพบุรุษจากร่างกายของตัวทายาทออกมาได้



ถ้ามองจากมุมคนดูหนัง โดยรวมแล้วหนังดูสนุกใช้ได้ครับ แอคชั่นสนุก ภาพสวย และนักแสดงตัวหลักทุกคนก็ทำหน้าที่ได้สมบทบาทดี ทำให้มันเป็นหนังแอคชั่นที่ดูเพลินๆ ได้ไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหาเสียทีเดียว อย่างแรกเลยก็คือ ตัวหนังปูเนื้อเรื่องอารัมภบทค่อนข้างบางเบา และอธิบายอะไรไม่ละเอียดเอาเสียเลย ทั้งยังมีหลายอย่างที่ไม่เหมือนกับวีดีโอเกมอีกด้วย แน่นอนว่าการเล่นเกมมาก่อน คงจะทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปบางส่วนได้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่ใช่เกมเมอร์คงต้องมีงงกันบ้าง เช่นว่า Bleeding Effect คืออะไร? แอนิมัสมันเครื่องอะไรและมันใช้งานยังไงมีเหตุผลอะไรรองรับ? หรือเจ้าแอปเปิ้ลที่ต้องแย่งชิงกันนี่มันทำอะไรได้กันแน่?

จุดติสำคัญของผม คือ หนังเดินเรื่องโดยเน้นในส่วนของโลกปัจจุบันมาก จนแทบไม่ใส่ใจรายละเอียดของโลกอดีตเลย เรียกได้ว่าแทบจะมีก็เพื่อให้เราได้ดูซีนแอคชั่นเท่ๆ เท่านั้นเอง (ตรงจุดนี้ต่างจากซีรี่ส์วีดีโอเกมมาก ที่ค่อนข้างให้ความสำคัญหนักไปทางโลกอดีตแต่ละเลยโลกปัจจุบัน) ส่งผลให้น้ำหนักของโลกอดีตนั้นน้อยเกินไป ทำให้ยากที่จะเกิดอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวของตัวละครในยุคนั้น ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่ดีทั้งคู่ครับ ทีมงานคงไม่สามารถหา “บาล๊านซ์” ที่เหมาะสมในการนำเสนอ โลกอดีตและโลกปัจจุบันให้พอดีกัน เพราะสื่อที่ใช้นำเสนอทั้งสองแบบมีลักษณะที่ไม่เหมือนกันเลย



สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ยูบิซอฟต์ สร้างให้ AC เวอร์ชั่นภาพยนตร์ เป็น original story ครับ คือนอกจากโครงเรื่องที่ผมกล่าวไปตอนต้นแล้ว เวอร์ชั่นหนังแทบจะเป็นการทำเส้นเรื่องใหม่ไปเลยโดยไม่สนใจเนื้อหาของเกมที่สร้างมาก่อนหน้า เช่นว่า ลินซ์ เป็นคนๆ เดียวที่จะตามหาแอปเปิ้ลได้ชนิดที่เรียกว่าข้ามหน้าข้ามตาพระเอกคนก่อนๆ หมดทุกคน, การตีความตัวแอปเปิ้ลที่ไม่เหมือนกับในเกม หรือเครื่องแอนิมัสที่ออกแบบมาใหม่หมดเลย จุดนี้ใครจะมองว่าดีก็ดีครับ เพราะทำให้ทีมงานมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ใครจะมองว่าแย่เพราะมันเป็นการทรยศกับเนื้อหาของเกม หรือไม่ซื่อตรงต่อวัตถุดิบที่เอามาใช้สร้างภาพยนต์ก็ได้เหมือนกัน สำหรับผมแล้ว ชอบที่มันไม่เหมือนวีดีโอเกมมากนักมากกว่า

การที่ตัวหนังย่อหย่อนในด้านการเล่าเรื่องและอธิบายเหตุผลที่จะมาใช้รองรับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ไม่ดี ทั้งๆ ที่ตัวเกมเองทำได้สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักประมาณนึงแต่ก็ไม่ถูกนำมาใช้ ทำให้คนดู “อินยาก” กับบทบาทและความสำคัญของตัวละคร จึงทำให้เหลือเพียงฉากแอคชั่นมาเป็นจุดขายของหนังเพียงอย่างเดียว และถ้าหากเราพิจารณาถึงข้อนี้ หนังแอคชั่นที่ดีกว่า ก็มีอยู่เกลื่อนกลาดในโลกฮอลลีวู้ด ทำให้ความสนุกของตัวหนังลดลงไปมากกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ คล้ายจะถูกกำหนดมาให้คลี่คลายในภาคต่อๆ ไป ซึ่งจะมีหรือไม่นั้นก็คงต้องรอดูว่าหนังจะประสบความสำเร็จในระดับไหนกันอีกที แต่สำหรับผมแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่ของมันได้ไม่เลว จนอยากจะให้พวกเขา “ต่อยอด” และขยายความยิ่งใหญ่ของมันออกไปให้สมกับที่แฟนๆ คาดหวังไว้มากกว่านี้ ถ้ามีโอกาสคราวหน้าขอจัดหนักกว่านี้ก็ดีครับ


คะแนนที่ให้ 3/5 ดาว



Post by [coolerist]
TOP