Wiki review


บ้านวิปริต ครอบครัววิปลาส


ตัวผมกับซีรีส์ Resident Evil นั้นรู้จักกันมาตั้งแต่ที่เกมวางจำหน่ายภาคแรกในปีค.ศ.1996 สมัย PlayStation ตัวแรก ในยุคนั้นคงเรียกได้ว่า Resident Evil เป็นเกมที่เปิดศักราชให้กับเกมแนวสยองขวัญเอาตัวรอดก็ว่าได้ ด้วยความที่ตัวเกมมีความแปลกใหม่กว่าเกมอื่นๆ ที่วางจำหน่ายทั้งบรรยากาศกดดัน ปริศนาที่ต้องแก้ไขเพื่อหาทางไปต่อ เนื้อเรื่องลึกลับชวนค้นหา พร้อมบรรดาอสูรกายจากการทดลองที่ดาหน้ามาจู่โจมผู้เล่นอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งหมดทั้งมวลส่งผลให้ Resident Evil ดังเป็นพลุแตกจนหลายบริษัทต่างก็เข็นเกมแนวเดียวกันของตนเองออกมาจนเกลื่อนตลาด แต่ส่วนมากก็ไปไม่ถึงดวงดาวกันเสียเท่าไหร่

กาลเวลาผ่านไปเกม Resident Evil ก็พัฒนาไปตามยุคสมัย จากเดิมที่เราต้องเอาตัวรอดออกจากสถานที่ปิด กลายมาเป็นการบุกฝ่าดงอสูรกายชีวะโดยบรรดาเหล่าตัวเอกผู้มีความสามารถประหนึ่งยอดมนุษย์ที่สามารถพุ่งเข้าปะทะศัตรูได้แทบจะหนึ่งต่อร้อยอย่างสบาย แถมขอบเขตของเนื้อเรื่องก็ยกระดับไปเป็นการต่อกรกับภัยก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ พร้อมด้วยกลุ่มก้อนองค์กรมหาศาลที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดจนคนเล่นจดจำชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว ทำเอาซีรีส์นี้เข้าสู่สภาวะที่หลายคนเรียกกันว่า Series Fatigue ซึ่งคงแปลเป็นไทยเข้าใจง่ายๆ ได้ว่าอาการ “เอียน” นั่นเอง

ผมคิดว่า Capcom ที่เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ก็คงรู้ตัวดี ถึงได้ประกาศออกมาในตอนพัฒนา Resident Evil 7 ว่าจะกลับไปสู่รากเหง้าดั้งเดิมที่เคยทำให้มันดังเปรี้ยงปร้างและยืนหยัดในวงการได้จนปัจจุบัน คำประกาศนั้นทำเอาแฟนหน้าเก่าหลายคนดีใจ และแฟนหน้าใหม่ที่ชื่นชอบการเล่นแบบบู๊ล้างผลาญต้องหวั่นใจ ทว่าสิ่งหนึ่งที่แฟนทั้งสองกลุ่มร่วมใจกันวิตกก็คือ ตัวเกมภาคนี้เปลี่ยนมาใช้มุมมองแบบ FPS หรือมุมมองผ่านสายตาตัวเรานั่นเอง แน่นอนว่านี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซีรีส์นี้ใช้มุมมอง FPS ดำเนินเรื่อง แต่นั่นก็เพราะภาคเหล่านั้นเป็นเพียงภาคเสริม ไม่ใช่ภาคหลักแต่อย่างใด แม้ตัวผมเองก็เกิดอาการมีอคติขึ้นมาในแวบแรกเช่นกัน เพราะเมื่อดูจากการนำเสนอแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าซีรีส์ที่แทบจะเรียกเป็นบิดาแห่งเกมแนวสยองขวัญเอาตัวรอดกลับเลือกที่จะไปดำเนินรอยตามแนวเกมสยองขวัญในยุคหลังอย่างเช่น Outlast หรือ Amnesia ที่เน้นการหนีเอาตัวรอดจากผู้ไล่ล่าแต่เพียงอย่างเดียว

และเมื่อตัวเกมมาอยู่ในมือผม นับตั้งแต่เริ่มต้นเล่นจนถึงเล่นจบผมได้รู้ตัวแล้วว่าที่ผมคิดมาก่อนหน้านี้มันผิดไปหมดเลย ซึ่งผมจะขอแจกแจงออกมาให้อ่านกันเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ครับ

กราฟิก
ในส่วนของกราฟิกในเกม ส่วนตัวผมมองว่ามันมีความสวยงามตามสิ่งที่ตัวเกมต้องการนำเสนอ โมเดลของอาคาร ตัวคน ตัวสัตว์ประหลาด ต่างทำออกมาดูดีใช้ได้เลยทีเดียว พื้นผิวที่เป็นเมือกข้นเหนียวก็ทำให้เรารู้สึกได้ถึงสิ่งนั้น ตัวอาคารที่เก่าแก่ผุพังราวกับไร้คนดูแลและคนอาศัยแต่ก็ทำให้เราหวาดวิตกว่ามีอะไรบางอย่างรอคอยเราอยู่ในเงามืดไปพร้อมกัน แม้แต่วัตถุประกอบฉากอย่างอวัยวะภายในบนโต๊ะอาหารของครอบครัวเบเคอร์ก็ทำออกมาได้น่าสะอิดสะเอียนในแรกเห็น สีหน้าท่าทางของตัวละครแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้นได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เล่นอินและเข้าถึงกับตัวเกมได้ไม่ยากเลย


ผิวหนังมันเลื่อมเป็นเมือกสวยงาม...


การนำเสนอ
สิ่งที่ต้องชมเป็นอย่างยิ่งสำหรับภาคนี้คือการนำเสนอเรื่องราวครับ ด้วยความที่ภาคนี้ตัวเรามีสถานะเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้รับการฝึกฝนการต่อสู้มาเป็นพิเศษนี่เอง จึงทำให้ผู้เล่นสามารถแทนตนเองเป็นอีธานตัวเอกของเกมได้ไม่ยาก แทบทุกคนจะสามารถรับรู้และเข้าถึงสภาวะจิตใจของอีธานที่มีต่อสิ่งที่เผชิญได้ง่ายมากเพราะเขาไม่มีความสามารถในการตีลังกาเกลียวสองรอบครึ่งหลบการโจมตี ไม่มีทักษะที่จะกระโดดเตะเสยปลายคางศัตรู ไม่กำยำถึงขนาดที่ต่อยศัตรูหัวระเบิดได้ เขาสู้ได้เพียงเพราะเขามีอาวุธในมือเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ยิ่งช่วยเน้นย้ำความร้อนรนในการหนีเอาตัวรอดจากเหล่าผู้ไล่ล่าทั้งหลายได้ดีทีเดียว

นอกจากนั้นแล้วจังหวะจะโคนในการบอกเล่าเรื่องราวก็ทำได้ยอดเยี่ยม เพียงแค่ชั่วโมงแรกของเกมผู้เล่นจะเกิดความสงสัยถาโถมเข้าใส่อย่างมากมายทันที และยิ่งทำให้เกิดความกระหายใคร่รู้ อยากจะทราบเรื่องราวต่อไปว่าจะเป็นอย่างไรและอยากจะรู้ว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคงต้องยกประโยชน์ให้กับการ “กล้า” ที่จะนำเสนอตัวเกมแบบอัด physical horror เข้ามาอย่างไม่มีกั๊ก ภาพของร่างกายที่หลุดขาดออกจากกัน สภาพการตายของตัวละครบางตัวที่ไร้ความคำนึงถึงมนุษยธรรม ล้วนแล้วแต่ไปกระตุ้นความหวาดหวั่นในใจผู้เล่นได้เป็นอย่างดีและยิ่งย้ำผู้เล่นว่าอีธานก็คือคนธรรมดาเหมือนเราๆ ท่านๆ เจ็บได้ตายเป็น มีความกลัวตายมีความวิตกกังวลเหมือนอย่างที่ผู้เล่นรู้สึกได้


ใจเย็นๆ ก่อนลุง ผมมาดีนะ!


เกมเพลย์

ในภาคนี้ หากมองเพียงครู่แรก ตัวเกมอาจเหมือนเกมสไตล์หนีตายที่มีออกมาจนล้นตลาด แต่แท้จริงแล้วโดยเนื้อแท้ของมัน มันยังคงเป็น Resident Evil ครับ เพราะตัวคุณสามารถต่อกรกับเหล่าสิ่งมีชีวิตผิดธรรมชาติทั้งหลายได้ด้วยสรรพาวุธในเกม แต่คุณจะไม่สามารถยิงทิ้งขว้างแจกกระสุนมั่วซั่วได้ การจะยิงแต่ละนัดต้องมั่นใจว่าโดนเพราะกระสุนมักจะให้มาค่อนข้างพอดีๆ กับการผ่านฉากในจุดนั้น (แต่หลังๆ ก็มีให้เยอะขึ้น) เรียกได้ว่าในบางจุดหากหลบเลี่ยงการเผชิญหน้าได้ก็หลบจะดีกว่า ซึ่งการที่เราต้องบริหารทรัพยากรที่มีแบบนี้ล่ะคือแง่มุมที่หายไปในภาคก่อนที่เป็นเกมแอ็คชั่นเต็มตัว กล่าวได้ว่าภาคนี้ใกล้เคียงกับตัวเกมในภาคดั้งเดิมมากๆ สิ่งที่ต่างมีเพียงอย่างเดียวคือมุมมองในการเล่นเท่านั้น ระบบการผสมของที่หลายคนคุ้นเคยก็กลับมาในภาคนี้เช่นกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากเดิมคือหลายๆ ครั้งคุณอาจต้องเลือกว่าจะผสมอะไรมาใช้งาน หากผสมยาเติมพลังก็อาจจะขาดกระสุนไว้ใช้ต่อสู้ แต่หากผสมกระสุนก็ไม่รู้ว่าเมื่อเล่นไปแล้วจะมีเหตุให้ต้องใช้ยาเติมพลังหรือไม่ ระบบนี้ทำให้ผู้เล่นต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่อาจจะเลือกผสมอะไรออกมามั่วๆ ได้

และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแก้ปริศนาและขบคิด ตัวเกมก็ใส่มาให้ในระดับที่ไม่มากไปไม่น้อยไป ไม่ได้ยากจนต้องปาจอย แต่ก็ไม่ได้ง่ายเพียงแค่การหาของหากุญแจมาใช้ตามจุดที่กำหนดแต่เพียงอย่างเดียว ในแง่นี้ต้องชมทีมงานว่าสามารถวางสมดุลของการเล่นแบบแอ็คชั่นและการแก้ปริศนาออกมาได้รสชาติกลมกล่อมกำลังดีเลยครับ

แน่นอนว่าในภาคนี้มีอาวุธและไอเท็มพิเศษให้ผู้เล่นปลดออกมาใช้ได้มากมายหากทำตามเงื่อนไขที่เกมกำหนด พร้อมกับบรรดาไอเท็ม collectibles อีกบานตะเกียง นอกจากนี้แล้วแม้คุณจะจบไปแล้วหนึ่งรอบแต่เมื่อคุณลองขยับไปเล่นในระดับความยากแบบ Madhouse ก็จะได้ความรู้สึกที่แปลกและแตกต่างไปจากเดิม เพราะไม่เพียงแต่จำนวนศัตรูที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่บรรดาคีย์ไอเท็มต่างๆ ยังสลับตำแหน่งไปหมด ทำให้คุณไม่สามารถใช้ความคุ้นเคยจากการเล่นรอบแรกได้เลย พูดได้ว่าแม้จะเล่นรอบสองแต่ก็เหมือนกำลังเล่นคนละเกมเลยทีเดียว (ลองนึกถึง Arrange Mode ของภาคแรกฉบับ Director’s Cut ดูครับ คล้ายๆ แบบนั้น)


เจ้าเหล็กเย็นๆ กระบอกนี้ล่ะ ติดตัวไว้อุ่นใจ


เสียงพากย์และเพลงประกอบ

เพลงประกอบของภาคนี้โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันไม่ติดหูเท่าภาคก่อนเท่าไหร่ แต่มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ดี ในจังหวะที่เรากำลังโดนไล่ล่าเพลงก็จะตื่นเต้นเร้าใจ แต่เมื่อมาถึงห้องเซฟเพลงก็จะบรรเลงเบาๆให้เราผ่อนคลายอารมณ์

ทว่าสิ่งที่ผมยกให้เป็นพระเอกในส่วนนี้คือเสียงพากย์ครับ ต้องยอมรับว่าภาคนี้คัดนักพากย์มาได้คุณภาพสูงมาก และคิดว่าสคริปต์บทพูดก็มีส่วนสำคัญเพราะมันลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่อนไหนที่ฟังแล้วขัดหูหรือแปร่งๆ เมื่อบวกกับน้ำเสียงของนักพากย์แต่ละคนที่เข้าถึงอารมณ์แล้วมันช่วยขับเนื้อหาของเกมให้โดดเด่นได้จริงๆ เมื่อเราเล่นเรารู้สึกได้ว่าอีธานกำลังตื่นกลัวหวาดวิตก เมื่อเราโดนคนตระกูลเบเคอร์ไล่ล่าน้ำเสียงของพวกมันเย้ยหยันแสดงออกถึงการเป็นผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าได้อย่างชัดเจน


ลุงเป็นคนไฟแรง แม้จะเกรียมแบบนี้ก็ยังเยาะเย้ยเราได้


เนื้อเรื่อง
ในขณะที่ภาคก่อนหน้านี้เนื้อเรื่องโดนขยายขอบเขตออกไปกว้างใหญ่จนมีสภาพเหมือนเป็นปัญหาระดับสากล ภาคนี้กลับเลือกที่จะลดขอบเขตของเรื่องราวลงมาให้ใกล้ตัวผู้เล่นมากขึ้น เลือกนำเสนอสิ่งที่ผู้เล่นจะรู้สึกอินไปกับมันได้ นั่นเพราะธีมหลักในการนำเสนอของภาคนี้คือ “ครอบครัว” ครับ ครอบครัวอันเป็นหน่วยทางสังคมขนาดเล็กที่สุดแต่ก็มีความสำคัญกับทุกคนมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เองมันจึงส่งผลให้ผู้เล่นเข้าถึงได้มากกว่าการบอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับองค์กรนับร้อยแปดเสียอีก นั่นเพราะแม้ว่าผู้เล่นอาจจะคุ้นเคยกับบรรดากลุ่มก้อนองค์กรต่างๆ ที่พบเห็นมาตลอดซีรีส์ แต่สำหรับตัวเอกของเรื่องอย่างอีธานแล้วเขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการยืนยันว่าภรรยาของตนยังมีชีวิตอยู่ เขาหวังว่าจะหาเธอพบเพื่ออยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวอีกครั้งและเอาตัวรอดไปจากวิบากกรรมครั้งใหญ่สุดในชีวิตไปให้ได้แค่นั้น ส่วนองค์กรไหนจะทำอะไรยังไงเขาไม่ได้อยากรับรู้ไม่ได้อยากสนใจด้วยซ้ำ

นอกจากนั้นแล้ว ตัวเนื้อเรื่องยังมีการใส่จุดหักมุมเข้ามาให้ผู้เล่นต้องขมวดคิ้วทั้งเกม แม้กระทั่งตอนจบเกมก็ยังทำให้บรรดาผู้ที่เล่นจบแล้ว (หรือผู้ที่รู้ฉากจบแล้ว) ยังต้องถกเถียงกันจนถึงตอนนี้ว่าแท้จริงแล้วความจริงมันคืออะไรกันแน่



ถ้าคุณคิดว่ากำลังเดาเรื่องราวถูก เกมนี้จะหักมุมคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก


ข้อติ
แม้ผมจะชมเชยเกมภาคนี้ไปมากมาย แต่ก็ใช่ว่าภาคนี้จะไม่มีข้อเสียครับ สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นปัญหาสำหรับผมก็คือความเร็วในการเคลื่อนไหวของเราที่ค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับเกม FPS อื่นๆ เรียกได้ว่าในตอนที่พยายามวิ่งหนีจากผู้ไล่ล่าเรามักจะโดนตามทันเสมอ ตัวเกมแทบไม่เปิดช่องให้เราสามารถวิ่งทิ้งระยะได้สักเท่าไหร่ และมักเกิดปัญหาเวลาถึงฉากบังคับสู้ด้วยเพราะในจังหวะที่เราพยายามวิ่งหนีสร้างระยะนั้นเมื่อเราหันกลับมาศัตรูก็แทบจะถึงตัวเราบ่อยครั้ง

การเล็งยิงก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่อาจสร้างความลำบากให้หลายคน เพราะเป้าเล็งในเกมนี้มีลักษณะเป็น “จุด” ไม่ใช่เป็น crosshair เหมือนเกมอื่นทั่วไป หากศัตรูเราโยกหัวหลบเล็กน้อยเราก็จะเสียกระสุนไปเปล่าๆ ทันทีหนึ่งนัด เมื่อผนวกกับความพยายามที่จะต้องเล็งยิงหัวศัตรูอันเป็นจุดอ่อนจึงสร้างความทุลักทุเลได้ในบางครั้งเช่นกัน

สรุป
Resident Evil 7 ถือเป็นภาคที่สร้างความประหลาดใจให้ผมได้เพราะตัวเกมนั้นมีดีกว่าที่คิดเอาไว้ทีแรก และสามารถปรุงในส่วนของแอ็คชั่นและการแก้ปริศนาออกมาได้กลมกล่อม เมื่อผนวกกับรูปแบบการนำเสนอที่ดีและเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่น่าติดตาม จึงทำให้ภาคนี้กลายเป็นภาคที่ดีภาคนึงของซีรีส์เลยทีเดียว หากใครเป็นแฟนซีรีส์นี้ อย่าให้มุมมอง FPS มาปิดกั้นคุณและปฏิเสธที่จะเล่นมัน แต่หากใครไม่เคยเล่นซีรีส์นี้จะเริ่มเล่นที่ภาคนี้ก็ไม่เสียหายอะไรและอาจทำให้คุณอยากทำความรู้จักกับซีรีส์นี้มากขึ้นก็เป็นได้

คะแนน 4.5 ⁄ 5

Post by [G-jang]
TOP