Wiki review


เพลิงแค้นนักรบวิปลาส

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ Berserk ขึ้นมา เหล่าผู้ที่ชื่นชอบมังงะและอนิเมคงจะคุ้นหูคุ้นตากันไม่น้อย เพราะเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานจากแผ่นดินอาทิตย์อุทัยที่ได้รับการขนานนามว่ามีเนื้อหาอันดิบเถื่อน โหดเหี้ยมอำมหิต เมื่อผนวกเข้ากับลายเส้นอันสุดจะดุดันของอาจารย์มิอุระ เคนทาโร่เข้าไป ยิ่งทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าโลกใน Berserk คือสถานที่อันเหมาะสมกับคำว่า Dark Fantasy อย่างยิ่งยวด ที่ซึ่งทุกชีวิตผู้อาศัยในโลกดังกล่าวมีโอกาสประสบเคราะห์กรรมถึงแก่ความตายอย่างทั่วถึงกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศใด วัยใด หรือแม้แต่สาขาอาชีพใด และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้คนชื่นชอบและติดตามผลงานชิ้นนี้อย่างเนืองแน่น

Berserk เคยถูกนำไปทำเป็นเกมมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกนั้นลงเครื่อง Dreamcast ส่วนครั้งถัดมาลงให้กับ PlayStation 2 ซึ่งทั้ง 2 ครั้งที่ว่าก็มีคุณภาพของตัวเกมอยู่ในระดับที่พอใช้ ไม่ได้หวือหวาอะไรนัก แต่สำหรับผู้ที่หลงใหลในโลกของ Berserk ก็เป็นอะไรที่น่าดีใจไม่น้อย และในคราวนี้ที่เกมถูกพัฒนาลง PlayStation 4 ก็น่าสนใจว่าจะออกมาในรูปแบบใดและทำได้ดีแค่ไหน


เนื้อหา

สำหรับเนื้อหาในส่วนของตัวเกมคราวนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการนำเอาต้นฉบับมาดัดแปลงได้ครบครันที่สุดเท่าที่มีมาก็ว่าได้ เพราะตัวเนื้อหาของเกมจะเริ่มต้นตั้งแต่คราวที่กัทส์ตัวเอกของเรื่องใช้ชีวิตเป็นทหารรับจ้างอยู่ไปวันๆ จนกระทั่งได้พานพบกับกริฟฟิธแห่งกองพันเหยี่ยว ซึ่งนั่นก็ทำให้ชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล (แต่ก็แน่นอน ตัวเกมเลือกที่จะไม่เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กของกัทส์ที่ต้องโดนกระทำย่ำยี แต่นั่นก็พอเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง)

ในเกมนี้จับเอาเหตุการณ์สำคัญตามท้องเรื่องมาให้ได้เล่นกันอย่างแทบไม่ตกหล่น ไม่ว่าจะเป็นการที่กองพันเหยี่ยวเป็นกองหน้าบุกตีป้อมโดลเดรย์จนกองทัพมิดแลนด์สามารถมีชัยในสงครามร้อยปีได้ การเผชิญหน้ากับนักรบอมตะอย่างนอสเฟอราตูว์ซ็อดด์ การปะทะกับกองทัพหมาดำของไวอัลด์ หรือแม้แต่ฉากที่ขาดเสียไม่ได้อย่างการสังเวยกองพันเหยี่ยวเพื่อให้กริฟฟิธได้จุติใหม่เป็นก็อดแฮนด์ ลากยาวไปจนถึงการต่อสู้กับจักรพรรดิคณิชกะที่กัทส์จำยอมต้องร่วมมือกับซ็อดด์ในการเอาชนะ ล้วนแล้วแต่ใส่มาพร้อมสรรพ (หากแต่เนื้อหาที่น่าสนใจอย่างช่วง Lost Children กลับไม่มีให้เล่น แต่ด้วยความรุนแรงของเนื้อหาก็พอเข้าใจได้)

รูปแบบในการเล่าเรื่องของเกมนี้ อาจแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ ด้วยกัน แบบแรกที่จะเห็นได้บ่อยมากในส่วนของเนื้อหาช่วง Golden Age ก็คือการใช้อนิเมเล่าเรื่อง ซึ่งตัวอนิเมก็นำมาจากฉบับภาพยนตร์ทั้ง 3 ภาคที่เคยออกฉายในปี 2012-2013 มาทั้งหมด หากแต่อาจมีการตัดทอนบางส่วนออกไปบ้างเพื่อความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นฉากต่อสู้ที่อย่างไรเสียเราก็ต้องเล่นเอง หรือฉากโป๊เปลือยแสดงถึงการมีเพศสัมพันธ์ของตัวละครนั้นจะถูกตัดทอนออกไปอย่างไม่ต้องคาดหวังจะได้เห็น


ฉากสานสัมพันธ์ของกัทส์และแคสก้านำมาจากฉบับภาพยนตร์ทั้งหมด
แต่คุณจะได้เห็นแค่ใบหน้าเขินอายของแคสก้าก่อนภาพจะตัดฉับอย่างไร้เยื่อใย


แบบที่สองคือการใช้โมเดลตัวละครยืนคุยกันพร้อมกับมีกรอบคำพูดปรากฏให้เห็นควบคู่ไปกับเสียงพากย์ การเล่าเรื่องแบบนี้จะไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวของตัวละครให้ผู้เล่นได้เห็นมากนัก หากจะมีการเคลื่อนไหวก็น้อยนิด อาจมีการขยับปากแสดงสีหน้าท่าทาง หรือขยับแขนขาเล็กน้อยเท่านั้น


หลวงพ่อมอซกุสผู้มีศรัทธาแรงกล้า


แบบสุดท้ายคือการเล่าเรื่องโดยใช้ CG movie ซึ่งมักจะเห็นได้ในตอนที่เกมต้องการจะแสดงความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่เราต้องเผชิญ เช่น การต่อกรกับบรรดาสาวกขนาดใหญ่ต่างๆ หรือการนำเสนอเนื้อหาในช่วงนั้นจำเป็นจะต้องแสดงฉากซึ่งเป็นที่จดจำของผู้ที่ติดตามผลงานต้นฉบับมาก่อนเพราะการใช้เพียงโมเดลตัวละครยืนคุยกันอาจสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกหรือความกดดันของฉากนั้นได้ไม่ดีพอ


ฉากม้าที่ร่ำลือแต่เสียใจด้วยที่คุณจะไม่ได้เห็นขาที่ห้าของมันหรอก


การเล่าเนื้อหาโดยใช้ทั้งสามรูปแบบควบคู่กันไปก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้บางครั้งรู้สึกได้ว่าตัวเกมไม่ค่อยจะเป็นเนื้อเดียวกันเท่าไหร่นัก แต่นั่นก็เพราะฉบับภาพยนตร์ได้มีการทำเนื้อหาเอาไว้เพียงแค่ช่วง Golden Age เท่านั้น เนื้อหาหลังจากนั้นมาทีมสร้างจึงจำเป็นต้องสร้างฉากในการดำเนินเรื่องขึ้นมาใหม่แทน


เกมเพลย์

หากใครที่เคยเล่นซีรีส์ Dynasty Warriors ⁄ Samurai Warriors มาก่อนก็จะทำความเข้าใจเกมนี้ได้ไม่ยากเลย เพราะรูปแบบการเล่นนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนแม้แต่น้อย การโจมตีหลักของเราใช้อยู่ 2 ปุ่มคือปุ่มโจมตีธรรมดาและปุ่มโจมตีหนัก การโจมตีธรรมดาจะใช้เพื่อต่อคอมโบ ส่วนการโจมตีหนักจะใช้เพื่อเป็นท่าปิดคอมโบ แน่นอนว่าเกมนี้ก็มาพร้อมกับเกจพลังที่เรียกว่า Frenzy Gauge ที่เมื่อกดใช้แล้วจะทำให้ผู้เล่นเป็นอมตะตราบที่เกจยังไม่หมดพร้อมกับทำให้พลังโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และในขณะที่ใช้งาน Frenzy Gauge ผู้เล่นก็จะสามารถใช้ท่าสังหารได้หากว่า Death Blow Gauge ของตนเต็มเปี่ยม

นอกจากการโจมตีธรรมดาแล้ว เกมนี้ยังมีระบบการใช้งานอาวุธสำรองที่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละตัวละคร และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเป็นกัทส์ในชุดนักรบดำจะมีอาวุธสำรองที่คุ้นเคยจากต้นฉบับให้ได้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นปืนใหญ่ติดแขนกล ระเบิดมือ ธนูกลยิงต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งมีดสั้น โดยอาวุธสำรองเหล่านั้นเมื่อใช้งานไปแล้วจะต้องรอเวลาครู่หนึ่งจนกว่าจะสามารถกลับมาใช้ได้อีก นอกจากนั้นแล้วผู้เล่นยังสามารถเลือกได้ว่าจะนำไอเท็มชนิดใดมาใช้ในฉากซึ่งผลลัพธ์ของไอเท็มเหล่านั้นก็เข้าใจได้ไม่ยาก เช่น เติมพลังชีวิต เพิ่มพลังโจมตีชั่วขณะ เป็นต้น รวมถึงยังสามารถเลือกชนิดของม้าที่จะนำมาใช้งานในการเล่นได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผู้เล่นยังสามารถเลือกของสวมใส่ที่จะช่วยเพิ่มค่าพลังต่างๆ ได้หลายชิ้นด้วยกัน ซึ่งของสวมใส่เหล่านี้ยังสามารถอัพเกรดได้หากมีวัตถุดิบเพียงพอ หรือจะนำเอาของสวมใส่ชิ้นอื่นมาเสริมค่าพลังให้ชิ้นที่เราชื่นชอบก็ทำได้เช่นกัน

การต่อสู้กับศัตรูในเกมนี้ส่วนใหญ่จะไม่หนีไปจากซีรีส์ Warriors ที่มีมาเลย นั่นคือเราคนเดียวฝ่ากองทัพนับพัน แม้ว่าในต้นฉบับกัทส์จะสามารถสังหารฝั่งตรงข้ามได้ชนิด 1 ต่อ 100 แต่ก็ชนะมาได้แบบทุลักทุเล หากแต่เมื่อเป็นเกมนี้การจะสังหารคู่ต่อสู้ 100 ศพเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งกว่าอะไร เพราะไม่นานจำนวนศัตรูที่โดนเราสังหารก็จะวิ่งขึ้นไปหลัก 1000 ได้โดยแทบไม่ต้องเสียเหงื่อ


จุดแดงตามแผนที่คือเหล่าศัตรูที่รอให้เราไปบี้เป็นมดปลวก


แต่ถึงอย่างนั้นการต่อสู้กับเหล่าสาวกที่มีรูปร่างเป็นอสูรกายอัปลักษณ์นั้นก็ช่วยให้ตัวเกมมีความหลากหลายขึ้นมาได้บ้าง เพราะศัตรูเหล่านี้ถือเป็นระดับบอสที่มีความอึดที่มากกว่าศัตรูธรรมดาทั่วไปไม่ใช่เป็นเพียงทหารเลวที่รอคอยให้เราจัดการ แต่น่าเสียดายว่าสุดท้ายแล้วรูปแบบการต่อสู้ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการรัวปุ่มโจมตีและกระหน่ำอัดอาวุธสำรองที่มี พลางระเบิดเกจเข้าแลกกับศัตรูจนชนะ นอกจากนั้นแล้ว ด้วยความที่บรรดาสาวกแต่ละตัวมีรูปร่างใหญ่โตนี่เองการใช้ระบบล็อคเป้าที่ตัวศัตรูจึงกลายเป็นผลเสียกับผู้เล่นมากกว่าผลดี เพราะบ่อยครั้งที่มุมกล้องจะโฟกัสแต่ที่ตัวสาวกจนเรามองตัวเองไม่เห็น ยิ่งถ้าเราติดกำแพงเมื่อไหร่เราอาจต้องโดนโจมตีฟรีๆ หลายครั้งกว่าจะปรับมุมกล้องใหม่ได้และหลุดออกจากการติดมุม


มุมกล้องมักสร้างปัญหาให้ผู้เล่นได้มากกว่าความเก่งของศัตรูขนาดใหญ่เสียอีก


ระบบเกมอย่างหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าแตกต่างจากซีรีส์ Warriors อื่นๆ ก็คือระบบแปลงร่างที่จะทำให้ตัวละครที่เราบังคับมีพลังโจมตี ความเร็ว ความอึดเพิ่มขึ้นจากเดิมทวีคูณรวมถึงท่าการโจมตีก็จะเปลี่ยนไปด้วย แต่ก็แน่นอนว่าการแปลงร่างนั้นจะคงสภาพได้แค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เว้นแต่ผู้เล่นจะสามารถเคลียร์ Eclipse Mode ที่ชั้น 100 ได้ก็จะได้รางวัลเป็นการปลดล็อคร่างแปลงของตัวละครนั้นที่สามารถใช้ได้ไม่มีขีดจำกัดมา โดยตัวละครที่จะสามารถแปลงร่างได้ก็มีเพียง 4 ตัวละครนั่นคือ กัทส์ กริฟฟิธ ซ็อดด์ และไวอัลด์ ซึ่งอาจดูน้อยไปสักหน่อย แต่หากเทียบกับจำนวนตัวละครทั้งหมดที่มีให้เล่นนั่นคือเพียง 8 ตัวละครก็คงพอกล่าวได้ว่าจำนวนตัวละครที่พิเศษกว่าปกติก็มีจำนวนครึ่งนึงของทั้งหมดแล้ว และก็เป็นที่น่าเสียดายว่าในบรรดา 8 ตัวละครนั้นกลับไม่สามารถเลือก Skull Knight มาเล่นได้


กัทส์ในเกราะนักรบคลั่งแทบเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน


สิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือเฟรมเรตของเกมนี้ การเล่นบน PlayStation 4 ธรรมดาจะแสดงผลที่ 30FPS แต่ถ้าเป็น PlayStation 4 Pro ก็จะแสดงผลที่ 60FPS แต่ถึงกระนั้นหากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมหาศาลก็จะเกิดอาการเฟรมตกให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเพราะกราฟิกของเกมนี้ก็ไม่ได้อลังการงานสร้างอะไรมากมายนัก


กราฟิก

กราฟิกอาจเรียกไม่ได้ว่าเป็นจุดแข็งของเกมนี้ เพราะคุณภาพของโมเดลในเกมยังให้ความรู้สึกเป็นเกมจากสมัย PlayStation 3 อยู่ พื้นผิวของวัตถุออกแนวเรียบง่ายไม่เน้นรายละเอียดอะไรมากนัก หากแต่ดูจะไปเน้นหนักที่การแสดงผลของเอฟเฟคต์ต่างๆ มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นคลื่นจากการฟันดาบ เลือดเนื้อที่สาดกระเซ็นจากการโจมตี เปลวเพลิงจากการระเบิด ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่จะปรากฏบนหน้าจอของผู้เล่นบ่อยครั้ง จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทีมสร้างดูจะไม่ใส่ใจกับรายละเอียดของวัตถุต่างๆ เท่าสิ่งดังกล่าวก็เป็นได้ หรืออีกแง่หนึ่งอาจเป็นเพราะการทำให้กราฟิกมีความสมจริงอย่างยิ่งยวดนั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของทีมสร้างแต่แรกเพราะต้องการจะดัดแปลงต้นฉบับออกมาเป็นเกมให้ได้ใกล้เคียงที่สุดก็เป็นไปได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลอะไรก็ต้องบอกว่าคุณภาพกราฟิกนั้นยังไม่ดีเท่าที่ควรอยู่ดีนั่นเอง


เอฟเฟคต์ปนเปบนหน้าจอคือสิ่งที่พบเจอได้ทั้งเกม


เพลงประกอบ

เพลงประกอบของเกมนี้อาจเรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีเพลงไหนที่ติดหูและน่าจดจำเท่าไหร่นัก และก็น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ทีมสร้างไม่ได้เลือกใช้เพลงประกอบของซูซูมุ ฮิราซาวะที่เคยทำเพลงประกอบชั้นเยี่ยมมาให้แก่อนิเมและเกม Berserk ก่อนหน้านี้มาโดยตลอด หากใครคาดหวังที่จะได้ยินบทเพลงชั้นครูอย่าง Forces, Sign, Aria หรือ Hai Yo แล้วล่ะก็คงต้องแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ เพราะคุณจะไม่ได้ฟังเพลงเหล่านี้ในเกมแน่นอน สำหรับส่วนตัวผู้เล่นมองว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างหนึ่ง หากมีการนำเอาบทเพลงที่แฟนๆ คุ้นเคยมาใส่ลงในเกมก็อาจทำให้ตัวเกมเป็นที่น่าจดจำมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความเพลงประกอบของตัวเกมนั้นเลวร้ายแต่อย่างใด เพียงแค่ยังไม่ติดหูเท่าแต่ละเพลงที่ว่ามาเท่านั้นเอง


สรุป

Berserk and the Band of the Hawk หรือ Berserk Musou ถือเป็นเกมที่คงมาตรฐานของเกมแอ็คชั่นซีรีส์ Warriors เอาไว้ได้ตามเคย นั่นคือการเล่นที่เข้าถึงง่าย ไม่ว่าใครก็สามารถเล่นได้ แต่เพราะความง่ายของมันนี่เองที่ทำให้ตัวเกมขาดความหลากหลายลึกซึ้งอันเป็นปัญหาของซีรีส์ Warriors  มาโดยตลอด แม้ว่าเกมนี้จะมีการใส่ระบบปลีกย่อยต่างๆ เสริมเข้ามาแต่สุดท้ายแล้วรูปแบบการเล่นหลักก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน อีกทั้งผู้เล่นอาจต้องทำใจว่าถึงแม้เกมจะใส่ความรุนแรงเข้ามาในระดับหนึ่งก็ตามที ทีมสร้างก็ยังไม่อาจหาญพอที่จะแตะประเด็นอันหมิ่นเหม่ตามที่ต้นฉบับได้นำเสนอเอาไว้ได้อย่างไม่มีหมกเม็ด ถึงอย่างนั้นหากคุณชื่นชอบผลงานต้นฉบับและอยากได้เกมที่เล่นง่ายไม่ต้องการอะไรซับซ้อน เกมนี้ก็อาจเหมาะกับคุณ

คะแนน 3 ⁄ 5

ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก PC&A Consulting และ Sony Interactive Entertainment มา ณ โอกาสนี้

Post by [G-jang]
TOP