Wiki review


แร็ปสุดชีวิต พิชิตใจเธอ


เกม Parappa the Rapper นั้น วางจำหน่ายครั้งแรกบนเครื่อง PlayStation 1 ในปีค.ศ. 1996 ในญี่ปุ่น (ส่วนในฝั่งตะวันตกก็วางจำหน่ายในปีถัดมา) คาดว่าเกมเมอร์ในบ้านเราหลายรายที่อยู่ในยุคบุกเบิกของ PlayStation ก็น่าจะเคยเล่นเกมนี้ที่เราต้องรับบทเป็น Parappa สุนัขขาแร็ปที่ฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่างด้วยการร้องเพลงแร็ปกันมาบ้าง ซึ่งหลายคนก็มองว่าเกมนี้ถือเป็นหนึ่งในเกมดนตรีเกมแรกๆ เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าตัวเกมอันเป็นเอกลักษณ์และการเล่นที่แปลกใหม่ก็ทำให้โด่งดังจนมีภาคเสริมให้เราได้เล่นเป็นแกะสาวขาร็อคใน Um Jammer Lammy รวมถึงภาคต่ออย่าง Parappa the Rapper 2 เช่นกัน เกมภาคแรกเคยได้รับการนำกลับมาจำหน่ายบน PSP อีกครั้งในปีค.ศ. 2006 จนล่วงเลยมาในปีค.ศ. 2017 นี้ เกมภาคแรกก็ถูกนำมารีมาสเตอร์เพื่อขายในรูปแบบ HD บน PS4 อีกครั้ง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเล่นเกมนี้มาตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อตัวเกมถูกนำมารีมาสเตอร์อีกครั้งผมก็ไม่รอช้าที่จะนำกลับมาเล่นใหม่ทันที


เนื้อเรื่อง

เนื้อหาของเกมนั้นเข้าใจง่าย เมื่อ Parappa สุนัขผู้หมายมั่นจะพิชิตใจเพื่อนสาวร่วมกลุ่มอย่าง Sunny Funny มาให้ได้ แต่ตลอดเกมก็เจออุปสรรคต่างๆ นานาที่ทำให้ Parappa จะต้องร้องเพลงแร็ปเพื่อฝ่าฟันให้สำเร็จ หากจะว่าไปแล้วด้วยความที่ตัวเกมเป็นเกมดนตรี เนื้อหาของเกมจึงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเท่าไหร่นัก แต่ถึงอย่างนั้นตัวละครแต่ละตัวในเรื่องก็ออกแบบมาได้มีเอกลักษณ์และน่าจดจำ โทนเรื่องนั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับการ์ตูนสำหรับเด็กเต็มไปด้วยความขบขันและมุกตลกที่หยอดเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ตัวเกมสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัยไร้พิษภัยแน่นอน

สถานการณ์ที่ Parappa ต้องเผชิญก็มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนการต่อสู้เพื่อการเป็นชายชาตรีกับ Master Onion การสอบใบขับขี่กับ Instructor Mooselini และไปจบที่ฉากสุดท้ายด้วยการแร็ปสดบนเวทีไลฟ์โชว์กับ MC King Kong Mushi เพื่อพิชิตใจเพื่อนสาวอย่าง Sunny Funny ให้ได้



You gotta do what? I gotta believe!


กราฟิก

เกมนี้เลือกใช้รูปแบบการนำเสนอเป็นโมเดล 3D ตามมาตรฐานเกมในปัจจุบัน แต่เอกลักษณ์ประการหนึ่งคือการพยายามทำให้โมเดลตัวละครทุกตัวแบนราบเสมือนเป็นแผ่นกระดาษ จึงทำให้ดูแปลกตากว่าเกมอื่นๆ ตัวเกมดูมีมิติแต่ในขณะเดียวกันก็แบนราบ ดูผ่านๆ เหมือนเป็นการ์ตูน 2D แต่แท้จริงแล้วเป็นโมเดล 3D ประหนึ่งเป็นโพลีกอนของชโรดิงเจอร์ก็ว่าได้


โมเดลในเกมจะเป็นโพลีกอน 3D ที่จงใจทำให้เป็น 2D 


การนำกลับมารีมาสเตอร์ในคราวนี้ เรียกได้ว่าทำออกมาสวยงามตามรูปแบบของเกม โมเดลตัวละครในฉากเล่นได้รับการปรับแต่งให้แสดงผลแบบ HD ได้คมชัดความละเอียดสูง แต่น่าเสียดายที่ฉากเนื้อเรื่องต่างๆ ซึ่งนำเสนอในรูปแบบของ FMV นั้นยังคงมีความละเอียดเหมือนสมัยที่วางจำหน่ายบน PlayStation 1 ภาพจึงออกมาแตกและมัวอย่างช่วยไม่ได้ (ซึ่งสิ่งนี้เป็นปัญหาที่เกมรีมาสเตอร์พบเจอกันทุกเกม)


คัตซีนเนื้อเรื่องระหว่างฉากจะมีความละเอียดต่ำ
หากเทียบกับซับไตเติลจะเห็นได้ชัดเจน


แม้เกมนี้จะไม่มีกราฟิกอลังการงานสร้างแบบเกมในปัจจุบันแต่เมื่อพิจารณาจากการนำเสนอแล้วก็ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งแล้วครับ


เกมเพลย์

ระบบเกมหลักนั้นเป็นเกมดนตรีที่เราต้องกดปุ่มตามจังหวะที่เห็นบนหน้าจอ ถ้ากดถูกจังหวะคะแนนเราก็จะเพิ่มแต่ถ้ากดพลาดบ่อยครั้งค่า Rating ของเราก็จะลดระดับลงไปเรื่อยๆ จนอาจทำให้เกมโอเวอร์กลางคันก่อนจบเกม โดยที่ Rating ของแต่ละฉากจะมีทั้งหมด 4 ระดับ เรียงจากดีสุดไปแย่สุดคือ 1.Cool 2.Good 3.Bad 4.Awful แต่ถ้าจบเพลงแล้วเรายังไม่ได้ Rating ที่ Good ก็จะถือว่าไม่ผ่านฉากจนต้องเล่นใหม่เช่นกัน

จำนวนฉากที่มีให้เล่นทั้งเกมคือ 6 ฉาก ซึ่งอาจถือว่าน้อยไปหน่อยสำหรับมาตรฐานเกมในปัจจุบัน แต่หากนับว่าหลังจากจบเกมไป 1 รอบเราจะสามารถกลับมาเล่นฉากเดิมใหม่ได้ ซึ่งคราวนี้เราจะสามารถไต่ระดับขึ้นไปเป็น Cool ได้แล้ว (การเล่นรอบแรกยังไงก็ไม่มีทางได้ Cool แต่จะตันอยู่ที่ Good เท่านั้น) ซึ่งการที่เราจะขึ้นไประดับ Cool ได้นั้น เราจะต้องทำการด้นสดและสร้างจังหวะแร็ปใหม่ๆ ของตัวเองขึ้นมา ถ้าตัวเกมต้องการให้เรากด 2 จังหวะเราสามารถกดเพิ่มได้เองเป็น 3 หรือ 4 จังหวะได้เลย และเมื่อเราไต่ระดับขึ้นไป Cool ได้ ตัวฉากก็จะเปลี่ยนไปพร้อมกับที่ตัวละครซึ่งเป็นคนนำจังหวะในแต่ละฉากก็จะชิ่งหนีไปปล่อยให้เราได้โชว์ลวดลายแร็ปตามลำพังไปจนกว่าจะจบเพลง



เพราะความ Cool อาจารย์จึงเพียงเฝ้ามองจากที่ไกลๆ
ประหนึ่งฉากจากหนังจีนกำลังภายในคลาสสิค


ถึงอย่างนั้น ปัญหาที่ผมจำได้ตั้งแต่สมัยเล่นบน PlayStation 1 ก็ยังอยู่ครับ นั่นคือจังหวะในการกดนั้นจะไม่ค่อยตรงกันกับภาพบนจอเท่าไหร่ ถ้าเรากดตามที่เห็นจังหวะบนหน้าจอ ตัวเกมก็มักจะถือว่าเป็นการกดพลาดไป หากจะกดให้ผ่านก็จะต้องกดก่อนไอคอนจะมาถึงสัญลักษณ์ปุ่มเล็กน้อย (หรืออาศัยการฟังแล้วกดตามจังหวะที่หูได้ยินก็จะแม่นยำกว่าเช่นกัน) ดังนั้นถ้าใครที่กดตามจังหวะของภาพบนหน้าจอเป๊ะ ก็อาจมีอาการหัวเสียได้เมื่อเล่นไม่ผ่านครั้งแล้วครั้งเล่า


เพลงประกอบ

ในด้านของเพลงประกอบนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเกมนี้เลยก็ว่าได้ (แหงล่ะ เกมดนตรีนี่) รูปแบบของเพลงก็มีแต่แร็ปทั้งหมดสมชื่อเกม แต่ว่าในแต่ละฉากก็จะมีจังหวะช้าเร็วต่างกันไปซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ทำออกมาได้สนุกสนานและเหมาะกับธีมของเกมมาก แม้คนที่ไม่ชอบเพลงแร็ปก็สามารถเล่นได้และฟังได้อย่างไม่ขัดหู


สรุป

การกลับมาในคราวนี้ของ Parappa ช่วยให้เกมเมอร์รุ่นเก่าหายคิดถึงและหวังว่า SIE จะปลุกชีพซีรีส์นี้ขึ้นมาใหม่โดยการทำภาคต่อในเร็ววัน และยังแสดงให้เราเห็นว่าแม้จะผ่านมา 20 ปี ซีรีส์นี้ก็ยังคงมีที่ยืนในโลกยุคปัจจุบันที่มีเกมหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้นมาใหม่มากมาย ด้วยราคาที่ขายแบบดิจิตอลเพียง 490 บาท หากใครอยากรำลึกความหลังก็เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะซื้อมาเล่นอีกครั้ง แต่ใครที่ไม่เคยสัมผัสกับซีรีส์นี้มาก่อนนี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่คุณจะได้ลองสัมผัสเกมดนตรียุคบุกเบิก และใครที่อยากได้เกมที่เล่นแล้วให้บรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย เกมนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน

คะแนน 3.5 ⁄ 5

Post by [G-jang]
TOP