Wiki review


อดีตแห่งเหล่ามือสังหาร ปฐมกาลแห่งภาคี

Assassin’s Creed: Origins นี้ถือเป็นภาคล่าสุดของซีรีส์ที่หากนับอายุก็ 10 ปีเข้าไปแล้ว ชื่อเสียงของซีรีส์นี้ก็คงไม่ต้องกล่าวถึงมากนักและถือเป็นซีรีส์ทำเงินหลักของ Ubisoft เลยด้วยซ้ำ หากแต่ด้วยความผิดพลาดในช่วงวางจำหน่ายของภาค Unity ที่มีเสียงตอบรับในแง่ลบมากมายก็ทำให้ชื่อเสียงมัวหมองไปพอสมควร แม้ว่าภาคที่ออกต่อมาอย่าง Syndicate จะมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ก็กลับไม่ช่วยกู้ชื่อกลับมาได้มากนัก ซ้ำร้ายภาพยนตร์คนแสดงที่ฉายในปี 2016 ที่ผ่านมาก็มีเสียงตอบรับที่ไม่ดีนักเช่นกัน จึงทำให้ Ubisoft ต้องกลับไปขบคิดทำการบ้านอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ Assassin’s Creed กลับมาอยู่ในใจของเกมเมอร์ได้อีกครั้ง

คำตอบนั้นก็คือภาค Origins ล่าสุดนี้เองครับ


เนื้อเรื่อง

เอกลักษณ์และมนต์เสน่ห์ของซีรีส์นี้ก็คือการให้เราได้รับบทบาทเป็นมือสังหารในอดีตผู้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคสมัยและแต่ละประเทศนั่นเอง โดยการนำเสนอในแต่ละภาคก็ล้วนแล้วแต่แนบเนียนชนิดที่ว่าถ้าไม่ไปตามอ่านประวัติศาสตร์ของจริงแล้วก็คงจะหลงเชื่อไปได้ง่ายๆ เลยเช่นกัน

ในภาคนี้เราจะได้ติดตามช่วงชีวิตของบาเย็คและอาย่า คู่สามีภรรยาผู้มีชีวิตอยู่ในประเทศอียิปต์ในรัชสมัยของฟาโรห์ปโตเลมีที่ 13 เธออส ฟิโลพาธอร์ และคลีโอพัตราที่ 7 ฟิโลพาธอร์ (ผู้ซึ่งสานสัมพันธ์กับไกอุส จูเลียส ซีซาร์แห่งโรมัน) ซึ่งเดิมทีพวกเขานั้นรับตำแหน่งเป็นเมดไจย์ (Medjay) ซึ่งทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นกองกำลังพิทักษ์ความสงบของอียิปต์ซึ่งจะคอยคุ้มครองประชาชนอียิปต์รวมถึงภักดีต่อฟาโรห์ หากแต่เมื่อช่วงชีวิตของพวกเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันสุดแสนจะหนักหน่วงจึงทำให้พวกเขาอุทิศชีวิตเพื่อการตามล่าล้างแค้นแทน หากแต่เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาจะเริ่มตระหนักว่าสุดท้ายแล้วชีวิตพวกเขานั้นสามารถอุทิศเพื่อเสรีภาพที่แท้จริงของทุกคนได้หาใช่เพียงเพื่อการล้างแค้นเท่านั้น และผลลัพธ์สุดท้ายก็นำไปสู่การจัดตั้งภาคี The Hidden Ones อันเป็นต้นกำเนิดของ Assassins Brotherhood ในที่สุด มิหนำซ้ำยังสามารถผูกเข้ากับ lore ของเกมภาคก่อนได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย

การนำเสนอเรื่องราวของบาเย็คและอาย่านั้นทำได้น่าติดตามและน่าสนใจ เรารับรู้อย่างชัดเจนว่าแรงขับและผลักดันของพวกเขาคืออะไร และสิ่งที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ทำคืออะไร ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็นำเสนอออกมาได้ดีตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบทสรุปสุดท้ายของทั้งคู่

ในส่วนของเนื้อหายุคปัจจุบันนั้น อาจเรียกได้ว่าเริ่มมีการขยับและเดินหน้าไปในทิศทางที่ควรจะเป็นนานแล้ว เพราะในช่วงหลังมานี้ Ubisoft ดูจะไม่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาในโลกยุคปัจจุบันเท่าไหร่ ซึ่งนับตั้งแต่ตัวละครดำเนินเรื่องในโลกปัจจุบันอย่างเดสมอนด์จบชีวิตตัวเองลงไปก็เหมือนทีมสร้างจะกั๊กๆ กลัวๆ ไม่ยอมเดินเรื่องในยุคปัจจุบันต่อซักที แต่สำหรับในภาค Origins นี้ได้มีการนำเสนอตัวละครใหม่อย่างเลย์ลา ฮัสซันผู้ที่ย้อนดูความทรงจำของบาเย็คเพื่อต้องการพิสูจน์ตัวเองหลังจากที่เธอไม่ได้รับโอกาสจาก Abstergo ให้ดำเนินโครงการตามที่คิดฝันไว้ (ซึ่งก็แน่นอนล่ะ ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น) และแม้ว่าเรื่องราวของเธอจะยังไม่จบลงในภาคนี้แต่ก็ดูมีแนวโน้มที่จะมีเหตุการณ์สำคัญต่อไปในภาคหน้าแน่นอน

จุดที่ต้องชมอีกประการสำหรับเนื้อเรื่องในโลกยุคปัจจุบันก็คือการที่เชื่อมโยงเข้ากับเกมอีกซีรีส์หนึ่งของ Ubisoft อย่าง Watchdogs ได้อย่างแนบเนียน จนชวนให้คิดว่าไม่แน่ต่อไปทั้งสองซีรีส์นี้อาจได้มาครอสโอเวอร์กันเป็นงานเป็นการมากขึ้น


เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นในภาคนี้ คงต้องใช้คำว่ายกเครื่องใหม่หมดเลยก็คงไม่ผิดนัก จากเดิมที่ซีรีส์นี้จะใช้ระบบการต่อสู้สไตล์ free flow ที่เมื่อเราจัดการศัตรูไปรายหนึ่งแล้วเราสามารถพุ่งไปจัดการอีกรายหนึ่งต่อเนื่องได้เลยอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด และแม้จะโดนล้อมหน้าหลังกลุ้มรุมโจมตี เพียงแค่กดปุ่มสวนการโจมตีก็ไม่อาจมีอะไรมากระทบผิวหนังของเราได้ ซึ่งระบบเดิมนี้แม้มันจะทำให้เราได้รับชมท่าสังหารเท่ๆ ของตัวละคร และให้ความรู้สึกว่าเป็นสุดยอดมือสังหารผู้ไร้เทียมทานก็ตาม แต่ในแง่การเล่นแล้วมันแทบไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องวางแผนอะไรมาก ไม่ต้องใช้ฝีมือมาก เพียงแค่ดักรอกด win button ก็จบแล้ว

ภาพฉากสู้.jpg (557 KB)

รูปแบบการต่อสู้ที่ปรับเป็นแอ็คชั่นเต็มตัว


อาจจะเพราะด้วยเหตุที่หลายคนวิจารณ์ว่าระบบเกมขาดความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ทำให้ผู้เล่นต้องใช้ความพยายามอะไรนักนี่เอง จึงทำให้ภาคนี้ทีมพัฒนาโละระบบเดิมออกหมด ไม่มีระบบ chain kill อัตโนมัติ ไม่มีปุ่มเคาเตอร์สวนการโจมตี การต่อสู้ในเกมนั้นเป็นเกมแอ็คชั่นเต็มรูปแบบ ที่หากใครคุ้นเคยกับซีรีส์ Dark Souls หรือเกม Nioh มาแล้วก็จะทำความเข้าใจได้ในทันทีเพราะใกล้เคียงกันมาก และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาวุธที่มีให้เลือกใช้นั้นมากมายหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะดาบธรรมดา ดาบโค้ง หอกยาว ดาบใหญ่ (ขวาน) ค้อน พลองยาว ดาบสั้นคู่ อาวุธแต่ละประเภทมีข้อดีและรูปแบบการใช้งานที่ต่างกันไป สามารถเลือกใช้ได้ตามความถนัดหรือตามสถานการณ์

ในส่วนของธนูนั้นก็มีมากมายหลายประเภทไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะ Hunter Bow ที่จะแรงขึ้นเมื่อเหนี่ยวธนูค้างไว้ Light Bow ที่ทำหน้าที่เสมือนปืนกลกึ่งอัตโนมัติที่สามารถยิงต่อเนื่องได้หลายดอก Warrior Bow ที่เปรียบเสมือนปืนลูกซองเพราะยิงทีเดียวพร้อมกันหลายดอก หากเป้าหมายยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งบาดเจ็บหนัก และ Predator Bow ที่ประหนึ่งเป็นปืนสไนเปอร์ไรเฟิลที่ระยะโจมตีไกลสุดและหากเราอัพสกิลก็จะสามารถบังคับลูกศรได้ประหนึ่งเป็นจรวดติดตามเป้าหมายเลยทีเดียว ซึ่งความหลากหลายของชนิดธนูนี่ใครที่เคยเล่น Horizon: Zero Dawn มาก็คงเข้าใจได้ไม่ยากเช่นกัน

หน้าจออาวุธ.jpg (362 KB)

อาวุธแต่ละชนิดมีเลเวลและสกิลพิเศษของตัวเอง
หากเราชอบชิ้นไหนเป็นพิเศษก็ไปอัพเลเวลได้ที่ร้านตีดาบ


อาวุธแต่ละชนิดนั้นยังมีความสามารถพิเศษประจำอาวุธช่วยให้การต่อสู้ของเราสะดวกมากขึ้นอีกด้วย บ้างก็ทำให้โจมตีแล้วสามารถเพิ่มพลังชีวิตตัวเราเองได้เลย บ้างก็โจมตีแล้วทำให้ศัตรูติดพิษ ฯลฯ เรียกได้ว่าองค์ประกอบของเกม RPG นั้นมีครบครัน

ถึงอย่างนั้น ตัวเกมก็ไม่ได้ทิ้งอัตลักษณ์การเป็นเกมลอบเร้นของตนเองไป แต่นำเอารูปแบบการเล่นเดิมของตนมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น การลอบเข้าป้อมค่ายแต่ละครั้ง เราสามารถใช้งาน Eagle Vision อันเป็นการมองผ่านสายตาของเซนู นกอินทรีคู่ใจบินโฉบไปมาเพื่อระบุตำแหน่งของศัตรูในป้อมค่ายนั้นๆ หรือแม้แต่ใช้ระบุตำแหน่งจุดที่น่าสนใจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางลับ หีบสมบัติ หรือแม้แต่เป้าหมายที่เราต้องไปสังหารหรือช่วยออกมา หากกล่าวไปแล้วระบบนี้ก็เป็นระบบเดียวกับที่เกมอื่นๆ ในสังกัดของ Ubisoft เองมีนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยโดรนเพื่อสำรวจฉากแบบใน Ghost Recon: Wild Lands หรือแม้แต่การใช้นกฮูกบินสำรวจฉากอย่างใน Far Cry: Primal ก็เช่นเดียวกัน

สิ่งที่ต้องกล่าวถึงของภาคนี้คือระบบการอัพสกิลและอัพเลเวลนี่เอง ด้วยความที่เกมนำเอาองค์ประกอบของเกม RPG มาใช้มากมาย แม้แต่กระทั่งการโจมตีศัตรูยังมีตัวเลขบ่งบอกความเสียหายที่เกิดขึ้น การเก็บเลเวลตัวละครและการอัพสกิลจึงมีความสำคัญมาก นั่นเพราะหากเมื่อใดที่เราต้องไปสู้กับศัตรูที่เลเวลสูงกว่าเราราว 2-3 เลเวลเมื่อไหร่ การต่อสู้นั้นจะตึงมือขึ้นมาทันที แม้แต่การลอบสังหารด้วย Hidden Blade ก็ไม่อาจปลิดชีพศัตรูได้ในคราวเดียว และถ้าเมื่อใดที่เลเวลห่างกันเกินไปจนถึงขั้นเลเวลของศัตรูกลายเป็นสัญลักษณ์หัวกะโหลกแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคือการเผ่นหนีไปจนกว่าจะเลเวลสูงพอมางัดกับมันในครั้งหน้านั่นเอง (หากนึกไม่ออกลองคิดถึง The Witcher 3: Wild Hunt ดูก็ได้) ส่วนสกิลในเกมก็มีให้เลือกใช้งานตามความถนัด หากเป็นสายบู๊ตรงก็เน้นอัพสกิลสาย Warrior ที่เน้นประโยชน์ด้านการต่อสู้ซึ่งหน้า หากเป็นสายลอบเร้นก็เน้นอัพสกิลสาย Hunter ที่จะเน้นสกิลธนูและการลอบสังหาร สุดท้ายคือสาย Seer ที่เสมือนเป็นสายสนับสนุนที่จะช่วยให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น เช่นการสามารถนำเอาสัตว์ป่ามาเป็นเพื่อนร่วมทางได้ เป็นต้น โดยวิธีที่จะได้ EXP มาเพิ่มเลเวลที่สะดวกที่สุดก็คือการตระเวนไปทำไซด์เควสต์อันมีมากมายมหาศาลทั่วทั้งเกม

หน้าจออัพสกิล.jpg (430 KB)

สกิลที่มีให้อัพนั้นมากมาย


นอกเหนือไปจากการอัพเลเวล การอัพสกิลและการหาอาวุธใหม่ๆ มาเพิ่มความแข็งแกร่งแล้ว ในภาคนี้เรายังสามารถอัพเกรดชิ้นส่วนเกราะประจำตัวได้ ซึ่งแต่ละส่วนก็จะให้ผลลัพธ์ต่างกัน เช่น เกราะแขนขวาจะทำให้พลังโจมตีประชิดสูงขึ้น เกราะแขนซ้ายจะทำให้พลังโจมตีธนูสูงขึ้น เกราะแผงคอจะทำให้ค่าพลังชีวิตสูงขึ้น เป็นต้น ส่วนชุดต่างๆ ในเกมภาคนี้ให้ผลแค่ความสวยงามเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อค่าพลังแต่อย่างใด ซึ่งวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการอัพเกรดก็มาจากการตามล่าสัตว์ป่าน้อยใหญ่ในเกม ไม่ว่าจะเป็นจระเข้ สิงโต หมาใน ฯลฯ หรือวัตถุดิบบางอย่างก็ได้จากการตระเวนเปิดหีบสมบัติหรือเก็บได้จากศัตรู เช่น ไม้ แร่เหล็ก เป็นต้น

อย่างที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าไซด์เควสต์ในเกมนี้มีมากมายมหาศาล สอดคล้องกับแผนที่ของเกมที่กว้างใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่มีแค่เพียงเควสต์หลักกับไซด์เควสต์เท่านั้น เพราะในแต่ละพื้นที่จะมีจุดให้เราสำรวจมากมายเพื่อเก็บไอเท็มและเงินไปใช้จ่าย ซึ่งหากเราสามารถเคลียร์เงื่อนไขแต่ละจุดได้ก็จะได้ EXP มาตอบแทนอีกด้วย เช่น ป้อมค่ายก็อาจมีเงื่อนไขให้เรากำจัดหัวหน้าประจำป้อม หากเป็นรังโจรก็จะมีเป้าหมายให้เราเก็บสมบัติให้หมด เป็นต้น แต่ที่ท้าทายความสามารถผู้เล่นที่สุดก็คือการต่อกรกับช้างอินเดียตัวเขื่องนั่นเอง นอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วตัวเกมยังมีกิจกรรมอื่นให้ได้ลอง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งรถม้าใน Hippodrome หรือแม้แต่การวัดฝีมือใน Arena ที่รางวัลก็จะเป็นเงินกับอาวุธหรือชุดหายากนั่นเอง

แข่งรถม้า.jpg (742 KB)

การเบียดกระแทกจนรถคู่แข่งพังยับเยินคือเรื่องธรรมดา

หน้าจออารีน่า.jpg (419 KB)

รายชื่อคู่ต่อสู้ในอารีน่าที่ Cyrene
หากเป็นที่ Krokodilopolis ก็จะต่างออกไป


สำหรับภาคนี้ Naval Battle ที่หลายคนชื่นชอบตั้งแต่ภาค 3 เป็นต้นมานั้นกลับมาอีกครั้ง โดยระบบส่วนใหญ่ยังคงคล้ายเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถล่องเรือไปไหนมาไหนได้อิสระอย่างเช่นภาค Black Flag เพราะการรบทางเรือจะมีให้เล่นตามเนื้อเรื่องเท่านั้น และวิทยาการในยุคนั้นยังไม่มีการใช้งานปืนใหญ่โจมตีกัน แต่การได้เห็นรูปแบบการรบทางน้ำของอียิปต์โบราณที่เข้าโรมรันกันพร้อมมีพลธนูยืนเรียงกันเป็นทิวแถวบนดาดฟ้าเรือพลางสาดธนูเข้าใส่กันเป็นห่าฝน โดยมีคนกระหน่ำตีกลองระรัวให้จังหวะโดยไม่สนความปลอดภัยของตัวเองก็เป็นภาพที่แปลกตาไม่น้อยเลย

การรบทางเรือ.jpg (411 KB)

Alalalalala!


กราฟิก

สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องเอ่ยปากชมสำหรับภาคนี้เลยจริงๆ กราฟิกนั้นงดงามมาก เมื่อเดินทางท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างก็รู้สึกได้ถึงไอร้อนระอุ สถาปัตยกรรมต่างๆ ในเกมล้วนทำออกมาได้สวยงามจนอยากไปเห็นของจริงด้วยตาตนเอง มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (พีระมิดแห่งคูห์ฟู) นั้นใหญ่โตจนน่าทึ่ง หอสมุดแห่งอเล็กซานเดรียก็โอ่โถงสมเป็นหอสมุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคเก่า สถาปัตยกรรมทุกอย่างในเกมนั้นหากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบอารยธรรมอียิปต์เป็นทุนเดิมคุณจะยิ่งเพลิดเพลินไปกับเกมแน่นอน

เมื่อกราฟิกงดงามแบบนี้ ทีมสร้างจึงได้ทำการใส่ Photo Mode ลงมาในเกมให้ด้วยซะเลย เพื่อให้ผู้เล่นสามารถหยุดเกมโดยไม่มีผลเสียใดๆ พร้อมทั้งสามารถหมุนมุมกล้องหาช็อตเด็ด หรือจะใส่ฟิลเตอร์ให้ได้โทนภาพที่ต้องการได้ตามใจชอบ เรียกได้ว่าในบางครั้งผู้เล่นอาจมัวแต่หามุมเหมาะๆ ถ่ายภาพในเกมจนแทบไม่ได้เล่นอะไรเลยเหมือนกัน

บนยอดพีระมิด.jpg (521 KB)

บนยอดพีระมิดอันสูงลิบ


เพลงประกอบ

เพลงประกอบในภาคนี้ก็น่าชื่นชมครับ ดนตรีนั้นให้ความรู้สึกถึงอารยธรรมอียิปต์ได้ดีมากตั้งแต่เพลงเปิดในฉากไตเติลเลย ฟังแล้วให้ความรู้สึกเวิ้งว้างและลึกลับน่าค้นหา ส่วนดนตรีฉากสู้นั้นก็เร้าใจกระตุ้นให้เลือดในกายสูบฉีดพร้อมไล่ทะลวงทุกป้อมค่ายในทุกขณะจิต ยิ่งโดยเฉพาะดนตรีในฉากการรบทางเรือนั้นเมื่อผสานเข้ากับเสียงกลองที่เร่งเร้าก็ชวนให้อยากจมเรือฝั่งตรงข้ามและครองเจ็ดคาบสมุทรเสียเหลือเกิน และใครที่คิดถึงท่วงทำนองอันโด่งดังจากภาค 2 อย่าง Ezio’s Family นั้นก็มีให้ได้ฟังกันเป็นเซอร์ไพรส์ด้วยครับ


ระบบ Microtransaction

สิ่งนี้น่าจะเป็นอะไรที่หลายคนค่อนข้างเป็นกังวล กับการใช้เงินจริงเพื่อซื้อเครดิตในเกมและนำมาใช้แลกเป็นไอเท็มต่างๆ ไม่ว่าจะเงินในเกม อาวุธระดับสูง วัตถุดิบ ชุดพิเศษหรือม้าพิเศษต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเล่นเลยครับ ตลอดระยะเวลาในการเล่นกว่า 80 ชั่วโมงของผม ผมไม่ได้ใช้เงินจริงซื้อ Helix Credit มาแลกไอเท็มพิเศษต่างๆ เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะอาวุธหรือไอเท็มที่หาได้จากการเล่นนั้นเพียงพอต่อการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ แล้ว แต่ใครที่อยากได้อาวุธรูปทรงสวยๆ งามๆ เท่บาดใจ หรืออยากได้วัตถุดิบมาเลยโดยไม่ต้องเสียเวลาไปล่าสัตว์ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ระบบ microtransaction ของเกมนี้เข้าลักษณะเป็นมีก็ดีแต่ไม่มีก็ไม่เป็นอะไรครับ


สรุป

หากจะมีอะไรที่กล่าวถึงเกมภาคนี้ได้ชัดเจนที่สุด ผมพลันนึกถึงภาษิตประจำเหล่าภาคีมือสังหารได้ขึ้นมาทันทีเลยครับ “Nothing is true. Everything is permitted.” ไม่มีสิ่งใดหรอกที่จะเป็นสัจธรรมอันเที่ยงแท้ เราสามารถทำได้ทุกอย่างที่เราปรารถนา ซึ่งภาษิตนี้ถูกขยายความโดยเอซิโอ้ในภาค Revelations ว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรลงไปก็แล้วแต่เราสามารถทำได้หมด แต่สุดท้ายเราต้องยอมรับผลจากการกระทำที่ตามมาไม่ว่าจะรุ่งโรจน์หรือเลวร้ายก็ตามที แน่นอนล่ะ ผมคิดว่าสิ่งที่ทีมสร้างทำไปทั้งหมดในภาคนี้มันก็คือการเดินตามภาษิตที่ว่านี้นั่นล่ะครับ พวกเขากล้าที่จะทิ้งรูปแบบเดิมของตนเองและพร้อมรับผลที่จะตามมาอย่างเห็นได้ชัด โดยสำหรับผมแล้วผลของการกระทำในครั้งนี้มันรุ่งโรจน์มากครับ

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาหลายอย่างจะเป็นการหยิบยืมมาจากหลายเกมหลายซีรีส์ แต่เมื่อผสมเข้าด้วยกันแล้วผลที่ออกมานั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย และผมก็จะรอสัมผัสทิศทางใหม่ของ Assassin’s Creed ในครั้งนี้ต่อไปเช่นกัน

คะแนน 5 / 5

Post by [G-jang]
TOP