Wiki review


หากจะพูดถึงสุดยอดซีรี่ส์เกม Exclusive ของ PlayStation หลายคนคงจะชวนคิดไปถึงซีรี่ส์ดังอย่าง God of War หรือ Uncharted หรือแม้แต่ซีรี่ส์น้องใหม่อย่าง The Last of Us แต่หากพูดถึงความสำเร็จทั้งในด้านยอดขายหรือคำวิจารณ์ Grand Turismo ถือว่าครองตำแหน่งแห่งเกียรติยศสูงสุด ด้วยยอดขายรวมเฉพาะแค่ภาคหลักทุกภาคสูงถึงเกือบ 64 ล้านชุดด้วยกัน

ความสำเร็จของ GT นั้น น่าจะอยู่ที่ความเป็น Genre Defining หรือความเป็นผู้บุกเบิกเกมแนว Drive Simulation ที่ใส่ใจรายละเอียดชนิดที่เรียกว่า “เก็บทุกเม็ด” ซึ่งสร้างทั้งความแปลกใหม่ และทิ้งความประทับใจไว้ในความทรงจำของเกมเมอร์ทั่วโลกมายาวนาน

มาถึงวันนี้ ครบรอบ 20 ปีที่ล่วงเลยผ่าน GT กลับมาทวงบัลลังก์ราชาแห่งเกมขับรถเสมือนจริงอีกครั้ง ในภาคล่าสุด GT Sport ซึ่งนับว่าเป็นภาคหลักภาคที่ 7 ของซีรี่ส์กันแล้ว และห่างจาก Grand Turismo 6 ภาคก่อนหน้าถึงสี่ปีด้วยกัน แต่การกลับมาในครั้งนี้ จะถือได้ว่าสตูดิโอ Polyphony Digital ทำภารกิจอันหนักอึ้งนี้สำเร็จหรือไม่


พรีเซนเทชั่นที่เลิศหรู

จุดเด่นของ GT ที่นอกจากเป็นเกม Drive Sim ที่ยอดเยี่ยม มีระบบการขับขี่ที่สมจริง มีรายละเอียดที่ลุ่มลึก และกราฟิกที่รีดเค้นขุมกำลังของเครื่องคอนโซลออกมาได้อย่างอลังการที่สุด เอกลักษณ์อีกประการหนึ่ง คือการจำลองสุนทรีย์ในการขับขี่ ที่ทำให้ผู้เล่นสัมผัสได้ถึงความหรูหรา เหนือระดับ และพรีเมี่ยม ซึ่งสะท้อนให้เห็นตั้งแต่หน้าจอก่อนเข้าเกม ที่โชว์กราฟิกเอนจิ้นอันทรงพลัง รังสรรค์ภาพบนหน้าจอได้อย่างวิจิตรบรรจง คลอเคล้าไปกับบเสียงเปียโนอันแสนละเมียดละไม นี่ไม่ใช่แค่เกมขับรถธรรมดา แต่มันคือการดื่มดำความงดงามราวงานศิลปะ ของผู้หลงใหลในยานยนต์อย่างซาบซึ้ง ซึ่ง GT Sport ก็ยังคงรักษาความเข้มขลังนั้นไว้ได้อย่างดี

สิ่งแรกที่ต้องชมเลยคืองานภาพ ที่สามารถเจาะลึกดีเทลต่างๆ ของตัวรถได้อย่างละเอียดยิบ ตั้งแต่ตัวรถด้านนอก ห้องผู้โดยสาร แสงเงาต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลา ชนิดว่าแทบจะแยกภาพในเกมกับภาพถ่ายไม่ออก ทั้งภายนอกและภายในสนามเราจะได้เห็นรถทุกคันขัดเงามันสวยงามตลอดเวลา และสำหรับใครชอบงานถ่ายภาพรถสวยๆ ในเกมมีโหมด Scapes ที่เปรียบเทียบได้กับโหมดถ่ายภาพ ให้เราสามารถนำรถที่เรามีไปวางไว้ในซีนสวยๆ ที่ทีมงานเก็บมาให้จากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะญี่ปุ่น อิตาลี ปารีส โปรตุเกส ลอนดอน และอื่นๆ อีกมากมาย แถมยังสามารถจัดวางตำแหน่งรถได้อิสระ ปรับให้อยู่ในแอคชั่นต่างๆ  เช่น เปิดไฟหน้า ไฟเลี้ยว บิดพวงมาลัย หรือจะใส่ลูกเล่นเป็นเอฟเฟคภาพจากกล้องได้สารพัด เรียกได้ว่าถ้าคุณเป็นคนคลั่งไคล้รถหรือการถ่ายรูป ก็สามารถเพลิดเพลินกับโหมดนี้เป็นชั่วโมง โดยที่มือยังไม่ทันแตะพวงมาลัยด้วยซ้ำ โหมดการเล่นของเกมจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ Campaign, Arcade และ Sport


เริ่มต้นเส้นทางนักแข่งในโหมด Campaign

ในโหมด Campaign นั้น จะมีส่วนประกอบสามส่วนคือ Driving School, Mission Challenge และ Circuit Experience มันไม่ได้มีเนื้อเรื่องหรือเข้มข้นหรือตามติดชีวิตดรามานักแข่งรถอย่างที่เราเคยพบเห็นในเกมแข่งรถอื่นๆ ในท้องตลาด สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ อาจจะต้องทำความเข้าใจกับระบบการขับขี่ที่แตกต่างจากเกมแข่งรถทั่วไปเสียก่อน โหมดนี้จะเปรียบเสมือนโหมดการสอบใบขับขี่ของผู้เล่น เพราะมันเป็นโหมดที่จะช่วยฝึกฝนให้เราเข้าใจพื้นฐานของ Driving Simulator ว่าการตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่ง หรือการดริฟท์ใส่ทุกโค้งที่เราเจอโดยไม่จำเป็นนั้น ไม่สามารถทำให้เราเป็นนักแข่งรถที่เก่งฉกาจ เพราะโลกของเกมแข่งรถแนวนี้ คือการจำลองการขับขี่จริงชนิดที่เรียกว่ามีวิทยาศาสตร์มาเกี่ยวข้องในทุกรายละเอียด โดยเราต้องเริ่มตั้งแต่เรื่องง่ายๆ อย่างการออกตัว เหยียบเบรก ดูไลน์เข้าโค้ง จับจังหวะการเหยียบเบรกให้ถูกต้องตามเทคนิคพื้นฐานของนักแข่งรถ และค่อยๆ ไต่ระดับความยากขึ้นไปเรื่อยๆ ในรูปแบบแยกย่อยออกเป็นด่านสั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการทำเวลาให้ได้ตามที่กำหนด แบ่งระดับผลงานของผู้เล่นเป็น ระดับทองแดง เงิน ทอง แต่ละระดับมีความต่างของช่วงเวลาแค่วินาที หรือแค่เสี้ยววินาที แต่เราจะพบว่า แค่วินาทีที่ขาดไปนั้น เป็นระยะทางที่ห่างไกลแทบเกินจะคว้ามาได้


เลือกรูปแบบการแข่งขันอย่างอิสระในโหมด Arcade

หลังจากฝึกวิธีการขับขี่ที่ถูกต้องกันจนเชี่ยวชาญแล้ว โหมดต่อไปคือในส่วนของ Arcade Mode ที่จะให้เราได้ทดลองขับในสนามในบรรยากาศที่ไม่เครียดหรือกดดันมากนัก โหมดนี้จะเป็นการแข่งรถแบบอิสระ ที่ให้ผู้เล่นเลือกที่จะปรับแต่งกฏกติกาการแข่งขันได้ตามชอบใจ สามารถขับแข่งกับ AI หรือแข่งกับผู้คนที่สองแบบแบ่งหน้าจอ หรือขับจับเวลาว่าให้ได้ดีที่สุด เลือกสนาม เลือกช่วงเวลา จำนวนรอบที่ต้องการแข่ง ความเก่งกาจของ AI ที่เราต้องการได้ทั้งหมด และยังรองรับการเล่นร่วมกับ PlayStation VR อีกด้วย


ขับเก่งน่ะไม่เท่าไร แต่ต้องมีน้ำใจนักกีฬา

และสุดท้าย GT ในภาคนี้ มีชื่อต่อท้ายด้วยคำว่า Sport อย่างมีนัยยะ เพราะมันคือรากฐานของเกมที่ตั้งใจชูระบบ ออนไลน์มัลติเพลเยอร์ให้ผู้เล่นได้ขับรถในสนามแข่งร่วมกับผู้เล่นคนอื่น แต่ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นนั้น สิ่งหนึ่งที่เกมพยายามสอนและใส่เข้ามาอย่างแยบยล คือ การสอน Racing Etiquette วีดีโอสั้นๆ ที่จะสอนเรื่องน้ำใจนักกีฬาและมารยาทในการแข่งขันให้กับผู้เล่นที่บังคับให้ทุกคนต้องดูก่อนจะเข้าไปแข่งในแมตช์ออนไลน์ เพราะนี่ไม่ใช่เกมแข่งรถข้างถนน หรือหนังแอคชั่นบู๊ล้างผลาญ ผู้เล่นจะต้องเข้าแข่งขันอย่างมีอารยะ เช่น ไม่ขับรถไล่ชนกันอย่างไร้เหตุผล เบียดคู่แข่งออกนอกสนาม หรือการกระทำอย่างใดๆ ที่เป็นการไม่ให้เกียรติตัวเองหรือผู้เล่นคนอื่น เกมจึงใส่ระบบเกมจัดอันดับผู้เล่นเอาไว้สองประเภทด้วยกันคือ “DR - Driver Rating“ คือ คะแนนทักษะความสามารถในการ “ทำเวลา” ของผู้เล่น ขอให้คุณขับเก่ง ทำเวลาได้ดี เกรด DR ของคุณก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ และค่าที่สำคัญกว่าคือ “SR - Sportmanship Rating” นี่คือคะแนนมารยาทในการขับขี่ ที่ผู้เล่นจะต้องขับอย่างให้เกียรติผู้เล่นคนอื่นด้วย ถึงขนาดว่าหากต้องการเข้าร่วมทัวร์นาเม้นต์การแข่งขันบางรายการ จะต้องมีค่า SR ถึงกำหนดเท่านั้นอีกด้วย


ทดสอบฝีมือและความสามารถที่แท้จริงในโหมด Sport

การเล่นใน Mode Sport จะแบ่งออกเป็น Daily Races คือการแข่งขันในสนามและรูปแบบที่ทางเกมกำหนดให้ โดยเราจะถูกจัดให้พบกับผู้เล่นที่มีความสามารถระดับเดียวกัน การทำ Daily Races จะถูกกำหนดเป็นรอบๆ  รอบหนึ่งใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที โดยผู้เล่นจะต้องลงชื่อขอเข้าร่วมการแข่งขันและรอจนกว่าจะถึงเวลาเข้าแข่งขัน ไม่ใช่ระบบ Match Making แบบปกติที่เข้าเกมได้เลยและ Championships คือโปรแกรมการแข่งขันหลายสนามต่อเนื่องกันเก็บแต้ม Championship Point โดยจะแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ Nation Cup ที่ผู้เล่นจะต้องลงแข่งในนามทีมชาติ จับกลุ่มผู้เล่นแต่ละประเทศร่วมเข้าแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์เดียวกัน และ Manufacture Series ที่ผู้เล่นจะต้องเลือกว่าจะเข่าร่วมการแข่งขันในฐานะตัวแทนของทีมรถใด เช่น Mercides, BMW, Toyota ฯลฯ  เป็นต้น การเข้าร่วมจะมีการกำหนดวันล่วงหน้า แข่งกันหลายชั่วโมงเลยทีเดียว การลงแข่งขันในรูปแบบนี้จะต้องลงชื่อขอเข้าร่วมการแข่งขันเช่นกัน การแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ผู้เล่นมีโอกาสลงแข่งเพียงครั้งเดียวต่อรอบโดยไม่มีโอกาสแก้ตัว ดังนั้นต้องถือว่าเกมมีความกดดันสูงสำหรับการแข่งแต่ละครั้งเพราะมันเป็นอะไรที่พลาดแล้วพลาดเลย ไม่มีทางแก้ตัว เหมาะสำหรับผู้เล่นที่ค่อนข้างจริงจังมากสักหน่อย

ฟังดูแล้วเกมค่อนข้างมุ่งเน้นหนักไปที่การแข่งขัน แต่สำหรับคนที่อยากแข่งแบบสบายๆ ก็ต้องใช้บริการเมนู Lobby ที่ให้ผู้เล่นจัดแข่งกันเองแบบ Casual ทำได้โดยการสร้างหรือขึ้นมาแล้วตั้งกฎเอง หรือเข้าร่วมในห้องที่ผู้เล่นคนอื่นสร้างเอาไว้ก็ได้ ถึงแม้จะไม่ใช่ระบบที่ดีนัก เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่าต้องแข่งกับใคร? มีฝีมืออยู่ในระดับทัดเทียมสูสีกันหรือไม่? แต่ก็ถือเป็นทางเลือกสำหรับคนที่แค่อยากแข่งรถแบบไม่กดดันมาก

กิจกรรมใดก็ตามที่ผู้เล่นมีส่วนร่วมจะได้ของรางวัลเป็น เครดิตเงินภายในเกม, ค่า Mileage Points, ระยะทางสะสม และ EXP ตัวเงินนั้นใช้ในการซื้อรถจาก Brand Center โชว์รูมที่รวบรวมค่ายรถดังจากทั่วโลกเอาไว้ ค่า Mileage Points สามารถนำไปใช้แลกของรางวัลต่างๆ เช่น ซื้อรถ ซื้อสี อุปกรณ์ตกแต่งรถต่างๆ ไปจนถึงการปรับจูนอัฟเกรดรถที่เรามีด้วย


แต่งหล่อ แต่งแรง ได้หมด

การปรับแต่งรถของเกมก็ถือว่ามีรายละเอียดที่ลึกมากราวกับเกม RPG การอัฟเกรดรถหลักๆ ทำได้สองรายการ คือ เพิ่มกำลังเครื่องยนต์ และ ลดน้ำหนักตัวถัง สองอย่างนี้ต้องใช้ค่า Mileage Points แต่การปรับแต่งอื่นๆ เช่น โหลดล้อหน้าหลัง ปรับโช้ค ปรับช่วงล่าง ตั้งศูนย์ล้อ เกียร์ อัตราเร่ง ฯลฯ สามารถทำได้อย่างอิสระ การตั้งค่าเหล่านี้ไม่ได้ทำเล่นๆ แต่ส่งผลต่อสมรรถนะของรถของเราเวลานำไปใช้ในสนามจริง แน่นอนว่ามันมีหลักวิชาการมาเกี่ยวข้องเยอะมาก

แต่หากใครอยากแต่งรถสวยงาม ก็สามารถทำได้ในเมนู Livery Editor ผู้เล่นสามารถเลือกเปลี่ยนสี เพิ่มลวดลาย บนรถคันหนึ่งได้มากถึง 300 จุด พื้นที่ตัวถังรถแต่ละคันเปรียบเสมือนผืนผ้าให้เราวาดลวยลายหรือสาดสีได้ตามชอบใจ หรือจะตกแต่งลวดลายบนหมวกและชุดของนักแข่งก็ยังสามารถทำได้ และแถมยังโชว์ผลงานให้ผู้เล่นคนอื่นดูได้ และหากเราพบลวดลายตกแต่งชนิดที่ชื่นชอบ หรือลายของรถคันอื่นที่ถูกใจ ก็สามารถโหลดมาเก็บไว้ใช้เองได้อีกด้วย


รถน้อย สนามน้อย ด้อยที่เวลาและสภาพอากาศ

ข้อเสียของตัวเกมที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ จำนวนรถและสนามแข่งที่ค่อนข้างน้อย รถในเกมมีไม่ถึง 200 คัน เทียบกับภาค 6 ที่มีมากกว่า 1000 คัน ในจุดนี้อาจจะเป็นจุดที่พอจะอ้างได้ว่า ต่อให้มีปริมาณรถที่มากแต่เอาเข้าจริงเราก็ชอบหรือขับกันอยู่ไม่กี่คัน มันไม่ได้ส่งผลเสียอะไรต่อเกมนัก นอกจากคุณอยากสะสมรถมากๆ เอาไว้ชื่นชม แต่ในขณะเดียวกันนั้น สถานที่จำนวนสนามแข่งเมื่อเปรียบเทียบกับเกมภาคก่อนหรือเกมคู่แข่งถือว่าน้อยกว่า ดังนั้นอาจจะเป็นปัญหาสำหรับผู้เล่นที่ต้องการสนามเยอะๆ

อีกฟีเจอร์ที่ขาดหายไปของเกมคือ Day-Night Cycle ที่เวลาในเกมจะสลับไปมาระหว่างกลางวันและกลางคืนโดยอัตโนมัติ แต่เปลี่ยนเป็นให้เลือกช่วงเวลาตามความชอบใจของผู้เล่นตั้งแต่ก่อนแข่งแทน ซึ่งเวลาที่เราเลือกจะคงอยู่เช่นนั้นจนกว่าการแข่งขันจะยุติลง และ Dynamic Weather ที่เปลี่ยนสภาพอากาศจากฝนตก แดดออก หมอกลง ระหว่างการแข่งขัน โดยทีมงานให้เหตุผลว่า การตัดฟังชั่นเหล่านี้ออกไปจะช่วยให้ประสิทธิภาพของเกมด้านกราฟิกและเฟรมเรตสูงขึ้น โดยเฉพาะเวลามีการแข่งขันออนไลน์ คำแก้ต่างเหล่านี้เหมาะสมหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเอง


ไม่สนใจระบบเติมเงิน

และสุดท้ายคือ ในปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของระบบเติมเงินที่แพร่หลายไปทั่วทุกแนวเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในแวดวงเกมระดับ AAA ที่ใส่กันเข้ามากันแทบทั้งหมด แต่โชคดีก็คือ GT Sport  ไม่มีระบบ Microtransaction หรือ Loot Box แต่อย่างใด ทุกอย่างในเกมสามารถบล็อกล๊อคได้โดยไม่ต้องเติมเงินเลย จุดนี้ถือว่าได้ใจของผมไป


สรุป

โจทย์ที่ GT Sport ต้องการจะทำและทำได้สำเร็จอย่างยอดเยี่ยมคือการเป็น Driver Simulator ที่มีระบบออนไลน์แข็งแกร่ง ตั้งแต่การจัดแข่ง ระบบการสนับสนุนวินัยผู้เล่นให้สร้างบรรยากาศการเล่นที่ดี ด้วยพื้นฐานของตัวเกมที่มีการขับขี่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องน่าห่วงหากใครจะสงสัยในด้านคุณภาพของเกม และด้วยลักษณะของเกมที่เน้นการออนไลน์ทำให้เป็นไปได้ว่า ในอนาคตอาจจะมีการอัฟเดตเพิ่มปริมาณสนามและจำนวนรถ อันเป็นปัญหาของตัวเกมอยู่ในขณะนี้ได้ ซึ่งหากทำเช่นนั้นจริงๆ ก็ต้องถือว่าทีมงานลบจุดอ่อนของเกมลงไปเกือบจะสมบูรณ์

แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมไปไม่ได้ นั่นคือโลกในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ยุคที่ GT เคยครองความยิ่งใหญ่อย่างไร้ผู้ต่อต้านอีกแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นซีรี่ส์แนว Drive Sim ถือกำเนิดขึ้นมากมายที่สามารถเทียบชั้น PlayStation Exclusive ได้อย่างใกล้เคียงสูสี และโลกนับจากนี้จะยิ่งยากลำบากสำหรับพวกเขา แต่สำหรับวันนี้ GT Sport คือการกลับมาที่สมการรอคอย และเป็นเกมที่คู่ควรกับคนรักรถอย่างแท้จริงครับ

Watch ทดสอบถ่ายทอดสด from CooleristTH on www.twitch.tv

คะแนน 4.5 ⁄ 5 ดาว

*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Sony Interactive Entertainment มา ณ โอกาสนี้*

Post by [Coolerist]
TOP