Wiki review


The Inpatient


หนีตายจากโรงพยาบาลโรคจิต ชีวิตที่คุณเป็นผู้กำหนด

ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Sony Interactive Entertainment มาในโอกาสนี้ครับ

*รีวิวนี้เล่นโดยใช้จอย PlayStation 4 แบบปกติเท่านั้น หากเราได้ใช้งาน PlayStation Move แล้วจะมีการอัพเดตในภายหลัง

The Inpatient เป็นผลงานชิ้นล่าสุดจากทีม Supermassive Games ที่เคยฝากชื่อเอาไว้จาก Until Dawn เกมแนว interactive สยองขวัญเอาตัวรอดที่เราต้องรับบทบาทเป็นวัยรุ่น 8 คนซึ่งต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์ไม่พึงปรารถนาในบ้านพักตากอากาศกลางหุบเขา โดยที่จุดเด่นของเกมคือระบบ Butterfly Effect ที่ซึ่งการตัดสินใจบางอย่างเพียงเล็กน้อยของเราอาจส่งผลให้เกิดผลลัพธ์อันเกิดใหญ่โตเกินคาดคิด ซึ่งคำว่า Butterfly Effect นี้ก็มีที่มาจาก Edward Lorenz ผู้เป็นนักคณิตศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยาที่ยกตัวอย่างว่าพายุที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจมีผลสืบเนื่องจากการที่ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้นก็เป็นได้

และก็แน่นอนว่าระบบ Butterfly Effect นี้ยังคงมีตัวตนอยู่ใน The Inpatient ด้วยเช่นกัน และคาดว่าเกมต่อๆ ไปของ Supermassive Games ก็อาจจะมีการนำเอาระบบนี้มาปรับใช้ให้เป็นเอกลักษณ์ของทีมไปแล้วก็เป็นได้ (หรืออย่างน้อยๆ ก็สำหรับเกมที่อยู่ในโลกเดียวกับ Until Dawn)


เนื้อเรื่อง

เรื่องราวของเกม The Inpatient นี้ดำรงอยู่ในโลกเดียวกันกับ Until Dawn นั่นเอง หากแต่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้นย้อนอดีตไปไกลถึงปี 1952 เลยทีเดียว โดยสถานที่ดำเนินเรื่องหลักในเกมคราวนี้ก็คือภายในบริเวณพื้นที่ของ Blackwood Sanatorium อันเป็นโรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยจิตเวช ที่ใน Until Dawn เราจะได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้เช่นกันแต่ก็พบว่ามันอยู่ในสภาพรกร้างมานานจนเสื่อมโทรมโดยที่แทบไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ใน The Inpatient นี้จะบอกเล่าเรื่องราวการล่มสลายของสถานที่แห่งนี้ให้ได้รับรู้ 

ในเกมนี้ผู้เล่นจะต้องรับบทเป็นตัวเอง โดยเริ่มเกมมาจะสามารถเลือกได้ว่าเป็นชายหรือหญิงรวมถึงเลือกสีผิวตามที่ต้องการ (แต่เราก็ไม่ได้เห็นใบหน้าตัวเองอยู่ดีนะ) เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราฟื้นขึ้นมาโดยถูกจับมัดกับเก้าอี้ใน Blackwood Sanatorium พร้อมกับมี Dr.Bragg เข้ามาสอบถามว่าเราจำอะไรได้บ้างหรือไม่ ก่อนที่เราจะโดนส่งตัวไปพักอยู่ในห้องผู้ป่วยที่มีนางพยาบาล Victoria คอยแวะเวียนนำอาหารมาให้เราและเพื่อนร่วมห้องอีกรายเป็นประจำ จนวันหนึ่งก็ไม่มีใครมาอีกเลย การหาทางหนีเอาตัวรอดของเราจึงเริ่มต้นขึ้น

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าตัวเกมยังคงมีระบบ Butterfly Effect อยู่ ดังนั้นใครจะอยู่ใครจะรอด หรือแม้แต่ตัวเราเองจะรอดชีวิตไปได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในขณะเล่นทั้งสิ้น ฉากจบที่ได้เห็นในการเล่นรอบแรกจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเสมอไป ดังนั้นหากใครอยากเห็นฉากจบที่ดีที่สุดก็จำเป็นต้องเล่นซ้ำ และเปลี่ยนการตัดสินใจของตนเองดู บทสรุปของตัวละครจะดีหรือร้ายก็อยู่ที่การตัดสินใจของผู้เล่นเท่านั้น


เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นยังคงมีลักษณะของเกม interactive ที่เน้นการตัดสินใจและรับรู้ผลลัพธ์จากสิ่งที่เราเลือก ไม่มีแอ็คชั่นอะไรมากนัก ถ้าจะเรียกว่าเป็นเกมสไตล์เดิมเหมือน Until Dawn แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบการเล่นมาเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 ที่ต้องสวมแว่น PSVR ก็คงไม่ผิดอะไรเท่าไหร่

สิ่งที่เราต้องทำหลักๆ ในเกมนี้ก็คือการเดินครับ เดินจนใกล้เคียงจะเป็นเกมแนว walking simulator เลยทีเดียวเพราะสปีดในการเคลื่อนที่ของเรามีเพียงระดับเดียวทั้งเกมไม่สามารถวิ่งได้ อีกทั้งเส้นทางที่จะต้องไปในเกมค่อนข้างจำกัดเอาไว้จนแทบจะเป็นเส้นตรง อาจมีบ้างที่ให้เดินออกนอกเส้นทางได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเดินเพื่อไปสำรวจจุดน่าสนใจเพื่อดูเรื่องราวย้อนอดีตทำให้เราทราบที่มาที่ไปของเหตุการณ์ในเกมมากกว่า ถึงอย่างนั้น แม้ว่าตัวเกมจะมีแค่เพียงการเดินไปยังจุดที่กำหนดแต่สิ่งที่ชวนขัดใจพอดูก็คือการบังคับควบคุมตัวละครของเรานี่เอง อาจด้วยเพราะเกมนี้ทำโมเดลตัวละครของเราทั้งตัว เมื่อก้มลงมองก็จะเห็นหัวไหล่และเห็นลำตัว ทำให้เวลาเดินไปไหนมาไหนจะเจออาการติดหรือชนกับวัตถุจนเดินต่อไม่ได้หลายครั้งเพราะโมเดลของตัวเราไปชนกับวัตถุ นอกจากนั้นแล้วการใช้อนาล็อกซ้ายบังคับตัวละครก็ไม่คล่องตัวเหมือนเกม FPS เกมอื่นที่จะสามารถเดินได้หลายมุมหลายองศาตามทิศทางที่เราดันก้านอนาล็อก แต่สำหรับในเกมนี้เราจะเดินได้เพียงแค่สี่ทิศเท่านั้นคือหน้าหลังซ้ายและขวา หากลองกดเฉียงดูจะพบว่าไม่สามารถเดินต่อได้เลย การจะหันหน้าไปยังทิศทางใดก็ยังต้องใช้ก้านอนาล็อกขวาอยู่ดี แต่เราจะไม่สามารถหันทันทีตามที่กดได้ เพราะการกดอนาล็อกขวาครั้งนึงจะเป็นการหันไปทีละ 30 องศา แต่เข้าใจว่าเพื่อป้องกันอาการเวียนหัวของผู้เล่นนั่นเอง

ตัวเกมค่อนข้างมืดพอสมควร แต่ผู้เล่นสามารถเดินทางในความมืดได้โดยอาศัยแสงจากไฟฉาย ทว่าการบังคับควบคุมทิศทางของไฟฉายก็ดูจะสร้างปัญหาและความติดขัดได้พอสมควรเช่นกัน เพราะเกมนี้ไม่ได้อาศัยการกดปุ่มเพื่อส่องไฟฉายไปยังจุดต่างๆ แต่เน้นให้เราใช้ระบบโมชั่นคอนโทรลของจอยเพื่อส่องไฟแทน (ไม่ว่าจะใช้จอยธรรมดาหรือจอยมูฟก็ต้องทำแบบเดียวกัน) ทว่าในขณะที่เราเล่นเรารู้สึกว่าระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวนั้นไม่ค่อยเสถียรเท่าที่ควร ทำให้บางทีผู้เล่นต้องหมุนมือในทิศทางแปลกๆ เพื่อให้สามารถส่องไฟไปยังจุดที่ต้องการได้


ฉากเดิน.jpg (112 KB)
ทางเดินมืดสลัวคือสิ่งที่ต้องเจอทั้งเกมหากแต่ความลำบากที่ไม่น่าเกิดขึ้น
ก็คือการควบคุมไฟฉายในจุดที่เราต้องการนั้นกลับทำได้ลำบาก

โดยความไม่เสถียรของโมชั่นคอนโทรลนี้ก็ส่งผลกับเวลาหยิบจับสิ่งของเพื่อสำรวจหรือการเปิดประตูก็เช่นกัน มีหลายครั้งที่เราพยายามหมุนจอยเพื่อหามุมและหาองศาที่จะสามารถสำรวจสิ่งของได้ หรือการเปิดประตูที่ควรเป็นเรื่องง่ายๆ กลับกลายเป็นลำบากขึ้นมาทันทีเพราะต้องขยับจอยในลักษณะที่เป็นการผลักประตูไปพร้อมกัน ซึ่งระบบก็ไม่ตอบสนองอย่างที่ต้องการเท่าไหร่ ยิ่งในช่วงหลังของเกมที่การตอบสนองของเราจะส่งผลต่อความเป็นความตายของตัวละครแล้ว เรื่องง่ายๆ อย่างการกดปิดประตูลิฟต์กลับกลายเป็นงานหินไปในทันที


กดแผงวงจร.jpg (71 KB)
การกดปิดประตูลิฟต์ช้าเกินไปหมายถึงความเป็นตายของตัวละคร
แต่เรื่องง่ายๆ แบบนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ยากมาก

ในด้านของบรรยากาศในเกมนั้นทำออกมาได้ลึกลับวังเวงสมกับแนวเกม ซึ่งก็น่าเสียดายที่ตัวเราแทบจะมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับฉากหลังหรือวัตถุในฉากได้มากนัก และวัตถุในฉากมักเป็นสิ่งที่กีดขวางการเดินของเราเสียมากกว่า โดยในช่วงครึ่งแรกของเกมที่มีการนำเสนอฝันร้ายนั้น ทำออกมาได้ดีและชวนให้คนเล่นเดาไม่ออกว่าจะเจออะไรต่อไปข้างหน้าบ้าง รวมถึงมี jumpscare (หรือผีตุ้งแช่) ประปราย หากแต่พอเข้าครึ่งหลังของเกมกลับไม่ค่อยมีอะไรที่ชวนกดดันแล้ว กลายเป็นว่าเกมเน้นที่จะอัดเฉลยเรื่องราวความเป็นมาในหลายๆ อย่างในช่วงครึ่งหลัง จนดูเหมือนรีบเกินไปในหลายจุดเหมือนแค่เดินไปเพื่อดำเนินเรื่องต่อเท่านั้น ทำให้อารมณ์ในการเล่นช่วงครึ่งแรกกับครึ่งหลังต่างกันโดยสิ้นเชิง


ตุ้งแช่.jpg (92 KB)
หนึ่งในจังหวะตุ้งแช่ที่มาแบบไม่ให้ตั้งตัว

ระบบทางเลือกหรือ Butterfly Effect ของเกมนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนนัก ส่วนมากจะเป็นการเลือกตอบคำถาม โดยตัวเลือกคำถามไหนที่จะส่งผลก็จะเห็นชัดเจนหลังเลือกเสร็จเพราะจะมีผีเสื้อบินออกมาจากตัวเลือกนั้นให้เราเห็น จุดเปลี่ยนเนื้อเรื่องอีกประการก็คือการเลือกเส้นทางเดินในจุดที่ตัวเกมกำหนด (ซึ่งผู้เล่นก็จะทราบได้ในทันทีว่านี่คือจุดที่จะส่งผลกับเนื้อเรื่องของเกมต่อไป) หรือบางครั้งก็จะเป็นการกดปุ่มในเกมให้ทันท่วงทีและถ้าพลาดก็อาจส่งผลต่อชีวิตของตัวละครได้เลย

หากใครต้องการเพิ่มเติม immersive หรือเพิ่มความอินในการเล่น สามารถเลือกตอบคำถามในเกมโดยการใช้ระบบสั่งการด้วยเสียงได้ด้วยเช่นกัน แต่น้ำเสียงที่เราเปล่งออกไปก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรนัก เพราะสุดท้ายเราก็ต้องเลือกพูดตามตัวเลือกที่ปรากฏบนจออยู่ดีนั่นเอง


ตัวเลือก 1.jpg (84 KB)
สามารถเลือกได้ว่าจะสั่งด้วยเสียงหรือกดปุ่มตามปกติ

ตัวเลือก 2.jpg (81 KB)
ตัวเลือกในแต่ละสถานการณ์จะมีเพียงสองแบบเท่านั้น


กราฟิก

สำหรับเกม PSVR แล้วเกมนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอีกเกมที่ทำกราฟิกออกมาได้สวยงามเลยทีเดียว รายละเอียดพื้นผิวหรือโมเดลตัวละครทำออกมาได้ดีในฐานะของเกม PSVR ภาพที่ได้จากการมองผ่านแว่นนั้นคมชัด ไม่ค่อยเบลอเหมือนเกม VR อื่นๆ นัก แต่ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเราไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับวัตถุในฉากได้มากนักนั่นเอง


สรุป

The Inpatient เป็นเกม PSVR ที่อาจเรียกว่าเป็นเกมได้ไม่ค่อยเต็มปากเท่าไหร่ ถ้าจะว่าไปแล้วก็ใกล้เคียงกับการเป็น PSVR Experience มากกว่า เพราะตัวเกมนั้นเรียกได้ว่าสั้นมาก การเล่นในหนึ่งรอบอาจใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงก็จบได้แล้ว การดำเนินเนื้อหาของเกมมีแค่เดินไปตามทางที่กำหนดแล้วก็เลือกตัดสินใจเพื่อดูผลลัพธ์จากการกระทำของเราในตอนหลัง ถึงอย่างนั้นแม้จะเล่นจบไปแล้วแต่ก็ชวนให้เล่นซ้ำได้บ้างเพื่อดูผลลัพธ์อื่นๆ ที่แตกต่างกันไปนั่นเอง หากคุณมี PSVR และกำลังอยากหาอะไรมาเล่น ก็ลองพิจารณาเกมนี้ดูได้ครับแต่ต้องขอเตือนให้ทำใจกับการบังคับควบคุมที่ไม่ได้ดั่งใจเท่าไหร่นักเอาไว้แต่เนิ่นๆ ด้วยเช่นกัน

คะแนน 3 ⁄ 5

Post by [G-jang]
TOP