Wiki review


สังเวียนใหม่ของผู้กล้าและวายร้ายในโลก Final Fantasy

*ทีมงานขอขอบคุณโค้ดในการรีวิวเกมจาก Sony Interactive Entertainment มาในโอกาสนี้ครับ


27912865_355818818160393_819855747049396545_o.jpg (96 KB)


สำหรับใครที่เป็นแฟน Dissidia เป็นทุนเดิมและใฝ่ฝันที่จะได้เห็นพระเอกนางเอกและเหล่าวายร้ายในดวงใจ ซัดอาวุธกับเวทมนต์ใส่กันด้วยงานภาพระดับ Ps4  งานนี้นอกจากจะสมหวังไปตาม ๆ กันแล้ว ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ นี่เป็นครั้งแรกที่เกมพยายามเพิ่มความเป็น e-Sport เข้าไป ด้วยการใส่ระบบสู้แบบทีม 3 vs 3 เข้ามา โดยเน้นการทำลาย Crystal ของฝั่งตรงข้าม ซึ่งให้อารมณ์คล้าย ๆ กับการเล่น Moba แบบ Fighting ซึ่งจะเล่นกับเพื่อนแบบออนไลน์หรือจะเล่นคนเดียวก็ได้


27867126_355818831493725_2077239299797889352_n.jpg (57 KB)


GAMEPLAY


พูดถึงเกมต่อสู้ ระบบ Combat ก็คือหัวใจที่เราจะต้องเอามาพูดถึงกันก่อนแน่นอน สำหรับระบบต่อสู้ของภาคนี้จะมีความสัมพันธ์อย่างมากกับคลาสของตัวละครซึ่งมี 3 คลาส คือ Vanguard Assassin กับพวก Specialist ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของเกมเป่ายิ้งฉุบ นั่นคือแต่ละคลาสก็มีจุดดีจุดด้อยที่สามารถเอาชนะอีกคลาสได้ รวมถึงเกมยังใส่อีกหนึ่งไฮไลท์ของภาคอย่างมนต์อสูรเข้ามาด้วย ลองจินตนาการดูครับว่า คุณและทีมต่างเข้าตะลุมบอนในสมรภูมิ ซัดอาวุธที่มีใส่กันด้วยกราฟิกระดับ Next Gen แถมยังมีการเรียกสัตว์อสูรเจ้าประจำที่คุ้นหน้าแฟน Final เป็นอย่างดี ทั้ง Ifrit Bahamut Leviathan และอีกมากมายที่จะออกมาเร่งอุณหภูมิความเดือดของการต่อสู้ให้มากขึ้น

น่าเสียดายที่ว่าระบบนี้ ฟังดูดีบนหน้ากระดาษ เมื่อได้สัมผัสจริงแล้ว นอกจากความตื่นตาตื่นใจ กลับมีจุดติหลายอย่างที่ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถเข้าถึงประสบการณ์ที่ระบบต่อสู้ในเกมจะมอบให้อย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องของความสับสนอลหม่าน เนื่องจากมีตัวละครเข้ามาคลุกวงในกันเยอะแยะ (แถมเอฟเฟกต์ก็ตุ๊ต๊ะตูมตามกันขนาดนั้น) ทั้งเรื่องของมุมกล้องที่สร้างความสับสนในหลายคราว กับลักษณะอันวุ่นวายของตัวละครที่เข้าตะลุมบอนกัน แล้วถ้าใครเล่นคนเดียว ก็ยังมีเรื่องของตัวละครในทีมอีก 2 ตัว ให้ต้องคอยดูแลด้วย ทำให้ Dissidia NT ค่อนข้างเป็นเกมต่อสู้ ที่ผู้เล่นมือใหม่อาจต้องอาศัยเวลามากพอตัวในการทำความเข้ใจ และอาศัยเวลาอีกเยอะเลยทีเดียวในการเล่นให้เป็นงาน


27992847_355818858160389_3999143414512906104_o.jpg (89 KB)


STORY


ถึงดูจากหน้าเกมแล้ว Dissidia NT จะเป็นเกมที่เน้นความเมามันจากการซัดกับผู้เล่นแบบออนไลน์เป็นหลัก (ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นแหละครับท่านผู้อ่าน) แต่เกมก็ยังมีโหมดเนื้อเรื่องมาอธิบายเรื่องราวว่า ที่ทั่งสองฝ่ายมันมาต่อสู้กันมันไม่ได้แค่หมั่นไส้ลำไยกันเท่านั้นนะเธอ แต่เพราะมันเป็นความขัดแย้งระหว่างสองเทพเจ้า Materia ผู้พิทักษ์รักษากับ Spiritus ผู้ทำลายล้าง ที่นำพาโชคชะตาให้นักรบสองฝ่ายได้เข้าห้ำหั่นกัน ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอนั้น ก็ถือว่าทีมนักเขียนบทมีความตั้งใจมากในระดับหนึ่ง แต่ด้วยตัวละครที่มีจำนวนเยอะ อีกทั้งเป็นเกมที่มีเป้าหมายหลักคือแฟน ๆ เกมไฟนอลอยู่แล้ว จึงทำให้เกมเมอร์ทั่วไปอาจรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามมากระดับหนึ่งในการปะติดปะต่อเรื่องราวในเกม


27867162_355818798160395_4965201893910413233_n.jpg (36 KB)


FANSERVICE


ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยนะครับก็คือ พลังของแฟนเซอร์วิสในเกมนี้ ชนิดที่ว่าถ้าเสกตัวละครให้ไปนอนกอดที่บ้านได้ คงทำให้ไปแล้ว สิ่งที่แฟน ๆ จะได้รับจาก Dissidia NT มีทั้งเสียงพากย์จากนักพากย์คนเดิมที่เกณฑ์กันมาครบเลยทีเดียวนะครับ งานเพลงก็เป็นการปรุงแต่งจากเพลงในเกมภาคต่าง ๆ ซึ่งคุ้นหูแฟน ๆ กันดีอยู่แล้ว รวมถึงอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น อาวุธเครื่องประดับที่ปลุกความคิดถึงเกมภาคก่อน ๆ  ได้ไม่มากก็น้อย


สุดท้ายแล้ว ถ้าให้สรุปข้อดี 3 คำ สำหรับ สังเวียน คน Final ภาคนี้ ก็คือ สวย สนุก มัน แล้วก็ fanservice กันแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย สำหรับใครที่เป็นแฟน Dissidia ภาคก่อน ขอให้สบายใจได้ว่าระบบต่อสู้ของเกมยังมีลักษณะใกล้เคียงกับของเดิม พูดได้ว่าคุณก็น่าจะยังรักยังชอบสิ่งที่ Dissidia NT มีให้ แต่ถ้านำมาวางเทียบกับเกม Fighting เกมอื่น ที่ออกมาในยุคนี้สมัยนี้อย่าง Injustice แล้ว ก็ต้องบอกว่า Dissidia NT ยังมีเส้นทางที่จะสามารถพัฒนาไปได้อีกมากในอนาคต


โดยรวมแล้ว เจ้าของรีวิวเลยขอให้คะแนนที่ 

3.5/5 คะแนน


ข้อดี

1. ถ้าเป็นคนพันธุ์ Final ไม่น่าจะไม่ชอบสิ่งที่เกมนำเสนอ
2. มีความเป็น e-Sport เน้นเกมเพลย์แบบแข่งขันกัน
3. ระบบสัตว์อสูรให้ความรู้สึกอลังการและเป็นตัวพลิกเกม 


ข้อเสีย

1. หากเป็นมือใหม่และไม่ได้เป็นแฟนซีรีส์นี้จริงจังมาก่อน อาจพบว่าระบบต่อสู้ของเกมมีความท้าทาย และต้องใช้เวลาเรียนรู้มาก
2. นอกจากโหมดต่อสู้แบบออนไลน์แล้ว โหมดอื่นอย่าง เนื้อเรื่อง ไม่ค่อยมีความโดดเด่น

Post by [Reviewer Ocelot]
TOP