Wiki review


METAL GEAR SURVIVE REVIEW


เมทัลเกียร์ภาคใหม่ ที่ขาดไร้กลิ่นอายเดิม


ซีรีส์ Metal Gear นั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในซีรีส์วิดีโอเกมที่มีผู้รู้จักและติดตามมากมายอีกซีรีส์หนึ่งของโลกนี้ หากแต่ด้วยความที่ภาค Survive นี้ เปิดตัวมาหลังจากข่าวความระหองระแหงกันระหว่าง Hideo Kojima ผู้ให้กำเนิดกับ Konami ผู้เป็นอดีตนายจ้าง ประกอบกับการที่ตัวเกมเปลี่ยนแนวไปโดยสิ้นเชิงจากเกมลอบเร้นทางการทหารที่อุดมไปด้วยเนื้อเรื่องหักมุมและแผนสมคบคิดที่อ้างอิงเหตุการณ์จริงของโลก รวมถึงเทคโนโลยีล้ำหน้า กลายไปเป็นเกมแนวเอาตัวรอดจากเหล่าผู้ติดเชื้อกระหายเลือดในโลกต่างมิติแทน ทำให้กระแสตอบรับของเกมนี้ย่ำแย่ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวมา ทว่าเมื่อเกมวางจำหน่ายจริงแล้วตัวเกมมันเลวร้ายขนาดนั้นรึเปล่า?


เนื้อเรื่อง

ถ้าจะบอกว่าภาคนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จของ MGSV: Ground Zeroes และ The Phantom Pain ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเนื้อหาในภาคนี้ต่อเนื่องจากตอนจบของ Ground Zeroes ที่ฐานทัพของ MSF โดนกองกำลัง XOF เข้าโจมตีจนพังพินาศทำให้ทั้ง Big Boss และ Kaz ต้องหนีเอาตัวรอดไป ส่วนตัวเราที่ยังตกค้างอยู่นั้นกลับหนีไม่ทัน จนทำให้ต้องพบกับประตูมิติขนาดใหญ่ที่โผล่เหนือ Mother Base แม้ว่าตัวเราจะโชคดีที่ยังไม่โดนดูดเข้าไป แต่ก็ได้มีองค์กรหนึ่งชื่อ Wardenclyff Section มารับตัวไปก่อนจะส่งตัวเราเข้าไปสู่ประตูมิติสู่อีกโลกหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับบรรดาอสูรร้ายที่ไม่มีใครทราบที่มาที่ไปในที่สุด

ในส่วนของเนื้อหาหลักของเกม คงจะพูดได้ว่าค่อนข้างตรงไปตรงมา อาจมีจุดหักมุมบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใช่อะไรที่เกินคาดหมายของผู้เล่นเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตามถ้าใครที่ได้เล่น Ground Zeroes และ The Phantom Pain มาก่อนหน้านี้ก็จะพบว่าตัวเนื้อเรื่องมีการกล่าวถึงสิ่งที่อยู่ในเกมก่อนหน้านี้ประปรายเช่นกัน สิ่งที่น่าเสียดายก็คือในภาคนี้จะไม่มีประเด็นชวนขบคิดด้านสังคมหรือการเมืองเหมือนอย่างภาคก่อนๆ เลย แต่นั่นคงเป็นเพราะด้วยฉากและธีมของเกมที่เน้นการเอาตัวรอดในต่างโลกนี่เองจึงทำให้ไม่สามารถหยิบจับประเด็นอะไรมาได้มากนัก กระนั้นเนื้อหาของเกมก็เรียกได้ว่าให้ความบันเทิงแก่ผู้เล่นได้บ้างเหมือนกัน ไม่ได้น่าเบื่อเสียทีเดียว

ถึงอย่างนั้น การเล่าเรื่องในเกมนี้จะเน้นรูปแบบการเล่าเสมือนเป็นบทสนทนาทาง codec เป็นหลัก น้อยครั้งที่จะเล่าเรื่องผ่านฉากคัตซีน (ซึ่งคัตซีนที่มีก็ไม่ใช่ว่าจะน่าจดจำเหมือนภาคก่อนๆ) หลายครั้งที่ตัวละครยืนคุยกัน แต่ตัวเกมเลือกที่จะเล่าเรื่องโดยใช้กรอบสนทนาพร้อมกับภาพใบหน้าเพื่อให้รู้ว่าใครกำลังพูดอยู่ ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายพอดู (แต่เข้าใจว่าคงต้องการประหยัดงบการพัฒนาด้วยส่วนหนึ่ง)


เกมเพลย์

เกมเพลย์ของภาคนี้ถือเป็นการนำเอาระบบใน The Phantom Pain มาปรับแต่งต่อยอดเพิ่มระบบการเอาตัวรอดมากขึ้น ถึงอย่างนั้นปุ่มบังคับควบคุมก็มีการสลับตำแหน่งไปจากเดิม พอประกอบเข้ากับระบบต่างๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาก็ทำให้ต้องใช้เวลาปรับตัวกับรูปแบบการเล่นพอสมควรเช่นกัน ส่วนฉากในเกมก็ค่อนข้างเล่นง่าย เพราะเป็นการเอาฉากแอฟริกาและอัฟกานิสถานจาก The Phantom Pain มาใช้ แต่มีการขยับย้ายที่ให้ไม่เหมือนเป๊ะจนเกินไป กระนั้นถ้าใครที่เคยเล่น The Phantom Pain มาก็จะต้องคุ้นกับฉากในเกมแน่นอน

สำหรับภาคนี้ ความสามารถในการต่อสู้กับศัตรูถือเป็นสิ่งสำคัญ เราสามารถอัพเลเวลตัวละครเพื่อเพิ่มความสามารถได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าพลังพื้นฐาน เพิ่มท่าการต่อสู้ หรือแม้แต่กระทั่งการติดตั้งสกิลแบบซับคลาสเพื่อปั้นตัวละครไปในสายที่เราต้องการ (แต่ซับคลาสจะสามารถอัพได้ก็เมื่อจบเนื้อเรื่องหลักก่อน) การคราฟต์อาวุธที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น การสร้างชุดสวมใส่เพื่อเพิ่มพลังป้องกัน หรือแม้แต่การสร้างวัตถุหรือสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับเหล่าผู้ติดเชื้อได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรั้วเหล็กหรือแผงหนาม เป็นต้น เพราะปริมาณศัตรูในแต่ละคราวนั้นมาในชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นฝูงเลยจริงๆ

หน้าจออัพเลเวล.jpg (275 KB)
หน้าจออัพเลเวลจะแบ่งเป็นเมนคลาสและซับคลาส
ซับคลาสจะมีหลังจบเนื้อเรื่องหลักแล้วเท่านั้น

หน้าจอคราฟต์ของ.jpg (301 KB)
อาวุธและทุกอย่างไม่มีให้เก็บได้ง่ายๆ ต้องทำเองหมด

ทว่าอีกสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือการที่เราต้องคอยรักษาสถานะของตัวเราตลอดเวลา เช่นการหาอาหารและน้ำดื่ม เพราะความหิวและความกระหายจะส่งผลโดยตรงกับสถานะและค่าพลังของตัวเรา ถ้าหากค่าความหิวลดต่ำลงจะทำให้พลังชีวิตที่ฟื้นฟูได้ลดน้อยลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ Max HP ลดลงนั่นเอง ในขณะที่ค่าความกระหายจะส่งผลกระทบโดยตรงกับพลังกาย หากค่าความกระหายลดลงก็จะทำให้ค่าพลังกายที่ฟื้นฟูได้ลดลงเช่นกัน (Max Stamina ลดลง) แถมทุกการกระทำของเรานั้นลดพลังกายหมด ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเร็ว การย่อเดิน การคลาน เป็นต้น แน่นอนว่าถ้าช่วงแรกที่เริ่มเล่นนี้อาหารและน้ำดื่มเป็นอะไรที่หายากพอควร ยิ่งเมื่อเรายังไม่สามารถปรุงอาหารหรือต้มน้ำได้ การกินเนื้อดิบหรือดื่มน้ำจากแอ่งเลยก็เสี่ยงที่จะทำให้ตัวเราติดสภาวะอาหารเป็นพิษอีก ซึ่งจะส่งผลต่อการเล่นเพราะตัวเราจะต้องหยุดอาเจียนเป็นพักๆ

แน่นอนว่าอาการอาหารเป็นพิษนี่ไม่ใช่สภาวะผิดปกติเพียงอย่างเดียวของเกม เพราะหากเราโดนศัตรูโจมตีก็มีโอกาสจะเกิดแผลฟกช้ำ ทำให้ Max Stamina ลดลงแม้ว่าจะไม่กระหายน้ำ บางครั้งก็เกิดแผลฉีกขาดทำให้อัตราการฟื้นฟู HP หยุดลง หรือเมื่อตกจากที่สูงก็จะทำให้ขาแพลงจนไม่สามารถวิ่งได้ตามปกติ โดยอาการผิดปกติทุกอย่างสามารถหายได้เองเมื่อผ่านเวลาไปซักระยะหนึ่ง แต่สามารถใช้ไอเท็มการแพทย์รักษาได้ทันที (ซึ่งก็ต้องคราฟท์เอาเองอีกนั่นแหละ แถมวัตถุดิบก็ใช่จะหาได้ง่ายๆ) มิหนำซ้ำในตอนที่เราออกสำรวจพื้นที่ส่วนใหญ่ ยังต้องเผชิญกับสภาวะอากาศที่ไม่สามารถหายใจได้ตามปกติจึงต้องอาศัยถังเก็บออกซิเจน และก็คงไม่ต้องบอกว่าเราต้องคอยดูอัตราออกซิเจนของเราไม่ให้หมดไปก่อนด้วยเหมือนกัน เรียกได้ว่าสภาพแวดล้อมในเกมนี้ก็ทำอันตรายต่อเราได้ไม่แพ้ศัตรูเลย

ฉากตอนเล่น.jpg (163 KB)
มีทั้งค่าออกซิเจน ค่าความหิว ค่าความกระหาย
ค่าพลังชีวิต ค่าความอึด ฯลฯ เต็มไปหมดในหน้าจอ


การบริหารจัดการทรัพยากรก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของภาคนี้ เพราะแทบทุกอย่างต้องใช้วัตถุดิบและใช้ Kuban Energy ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการอัพเลเวลตัวละครหรือการคราฟต์ของต่างๆ ต้องใช้ Kuban Energy หมด มันทำหน้าที่เสมือนเป็นทั้งเงินและ EXP เลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าวัตถุดิบจะใช้เฉพาะการคราฟต์ของสำหรับเราเท่านั้น เพราะเมื่อเราเล่นไปถึงจุดที่สามารถสร้างฐานของตนเองได้ เมื่อนั้นเราก็จะยิ่งต้องออกไปควานหาวัตถุดิบมาใช้งานมากขึ้น เพราะการสร้าง facility ในฐานจะช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้น และยิ่งถ้าเราจัดให้ผู้รอดชีวิตที่เราช่วยเหลือมาไปทำงานในด้านต่างๆ ที่ตรงกับความสามารถของเจ้าตัว ก็จะทำให้ผลลัพธ์เชิงบวกมากขึ้นด้วย เช่น ฝ่ายพัฒนาฐานก็จะทำให้เวลาในการปลูกผลผลิตน้อยลงและได้ไอเท็มจากการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งมากขึ้น เป็นต้น

แคมป์.jpg (429 KB)
ช่วงแรกนั้นอาหารการกินจะอัตคัต แต่เล่นไปเรื่อยๆ จะทำฟาร์มได้แล้ว

หน้าจอสร้างแคมป์.jpg (412 KB)
การสร้างฐานให้มีประสิทธิภาพก็สำคัญพอๆ กับความสามารถในการสู้รบ

น่าเสียดายที่ในภาคนี้ไม่มียานพาหนะให้ใช้งานเท่าที่ควร หรือถ้ามีเราก็สามารถใช้พาหนะเหล่านั้นได้ไม่นานก่อนที่มันจะพังไปเอง (ซึ่งจากที่เล่นมา เจอแค่รถจี๊ปกับ Walker Gear ครับ ไม่รู้ว่ามีอย่างอื่นที่ยังหาไม่เจอรึเปล่า) ส่วนม้าอย่าง D–Horse นั้นไม่มีแน่นอน การเดินทางไปไหนมาไหนของเราเน้นการเดินเท้าหรือไม่ก็ใช้เครื่อง transporter เพื่อวาร์ปไปยังจุดอื่นๆ เท่านั้น

หลังจากที่จบตัวเกมเนื้อเรื่องหลักแล้ว ก็จะเข้าสู่ช่วง post–game ที่เราสามารถเล่นต่อได้ โดยมีการเพิ่มเติมบอสใหม่ๆ ที่ก่อนหน้านี้เราจะไม่ได้สู้เลยแถมมันยังเก่งกว่าศัตรูปกติมากมาย เหมือนเป็นการบีบให้ผู้เล่นต้องควานหาอาวุธดีๆ ใหม่ๆ มาใช้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งการจะได้ของดีๆ ก็จำเป็นต้องไปเล่น Salvage Mission ที่เป็นภารกิจ co–op กับผู้เล่นอื่นๆ ได้สูงสุด 4 คนนั่นเอง ซึ่งถ้าใครไม่สนใจกับการเล่น co–op แล้วก็คงไม่มีแรงจูงใจที่จะเล่นต่อหลังจากจบเนื้อเรื่องหลักเท่าไหร่นัก

บิ๊กเมาธ์.jpg (186 KB)
บิ๊กเมาธ์ หนึ่งในบอสที่เจอได้หลังจบเนื้อเรื่องหลักเท่านั้น

ความน่าหงุดหงิดประการหนึ่งของภาคนี้ก็คือแม้ว่าเราจะเล่นโหมด single player แต่เราจำเป็นต้องต่อออนไลน์ตลอดเวลา ดังนั้นหากมีจังหวะที่เน็ตของเรามีปัญหาเมื่อไหร่ ตัวเกมจะเด้งออกมาที่หน้าจอไตเติลทันที ซึ่งถ้าเกิดเหตุดังกล่าวขณะที่กำลังพยายามเคลียร์มิชชั่น คุณก็ต้องเล่นใหม่หมดแต่ต้น


กราฟิก

ตัวเกมภาคนี้ใช้ Fox Engine ในการพัฒนาเช่นเดียวกับ Ground Zeroes และ The Phantom Pain แต่ก็น่าแปลกใจที่คุณภาพของกราฟิกกลับดูแย่กว่าอย่างเห็นได้ชัด โมเดลของตัวละครโดนลดความละเอียดลงไปจากเดิม เข้าใจว่าอาจเป็นเพราะตัวเกมตั้งใจทำออกมาเน้นการเล่นแบบมัลติเพลเยอร์ จึงทำการลดทอนคุณภาพกราฟิกลงมาให้เทียบเท่ากับคราว Metal Gear Online 3 แม้จะอยู่ในโหมดเล่นคนเดียวก็เป็นได้


เพลงประกอบ

อันที่จริง ซีรีส์ Metal Gear ในภาคที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่มีเพลงประกอบอันน่าจดจำและเป็นเอกลักษณ์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นธีมประจำภาค หรือแม้แต่ Alert Theme ที่ดังขึ้นมาเมื่อโดนพบเจอตัว เสียงดนตรีที่เร้าระรัวให้จังหวะหัวใจของผู้เล่นต้องเต้นเร็วขึ้น ฯลฯ แต่พอในภาคนี้กลับรู้สึกว่าไม่มีเพลงที่จับใจหรือตรึงใจเท่าไหร่นัก อาจเพราะโดยตัวเกมเองไม่ค่อยมีโมเมนต์เด่นๆ ที่ชวนให้จดจำเหมือนภาคก่อนๆ ด้วยก็เป็นได้ (ในแง่เกม spin off ด้วยกัน ภาค Metal Gear Rising Revengeance ยังทำจุดนี้ได้ตราตรึงกว่าด้วยซ้ำไป) โดยส่วนตัวถ้าจะมีเพลงไหนที่ติดหูที่สุดก็คงเป็นเพลงตอนไตเติล และเพลงตอนเครดิตที่เป็นการนำเอาธีมของ Metal Gear Solid 1 มารีมิกซ์นั่นแหละครับ


Microtransactions

หัวข้อนี้น่าจะเป็นอะไรที่หลายคนยี้และเป็นกังวลเกี่ยวกับเกมนี้มากที่สุด ในเกมนี้จะมีค่าเงินอย่างหนึ่งที่เรียกว่า SV Coins ซึ่งเราจะได้รับเมื่อล็อกอินเข้าเกมทุกวัน โดยเจ้า SV Coins นี่เราสามารถนำไปใช้อำนวยความสะดวกหรือปลดล็อคอะไรหลายอย่างได้ในเกม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตั๋ว boost ที่จะทำให้เราได้รับ Kuban Energy เป็นสองเท่า หรือแม้แต่ผลผลิตต่างๆ ที่จะได้มากขึ้น แต่ไม่มีการนำเอา SV Coins ไปเปิด loot boxes อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน สำหรับเกมนี้การจะได้อาวุธหรือไอเท็มใหม่ ต้องอาศัยฝีมือในการเล่น Salvage Mission เท่านั้น (อาวุธระดับ Legendary และ Epic นั้น แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะหาเจอในการเล่นโหมดคนเดียว)

ถึงอย่างนั้น การที่ต้องใช้ SV Coins เพื่อซื้อสล็อตในการปั้นตัวละครตัวใหม่ รวมถึงการซื้อ gesture ต่างๆ และสร้างทีมสำรวจทีมใหม่เพื่อหาไอเท็มนั้น...ก็ดูเป็นอะไรที่เกินไปพอสมควรเหมือนกัน

หน้าจอตัวละคร.jpg (278 KB)
ถ้าจะปั้นตัวละครใหม่ ต้องใช้ SV Coins

หน้าจอโหลดเอาต์.jpg (249 KB)
ถ้าจะเพิ่มช่อง load out ก็ต้องใช้ SV Coins

หน้าจอ deployment.jpg (236 KB)
ถ้าอยากจะเพิ่มจำนวนทีมสำรวจเพื่อหาไอเท็ม...ก็ต้องใช้ SV Coins

หน้าจอ gesture.jpg (243 KB)
...และแม้แต่การจะปลด gesture ใหม่ ก็ต้องใช้ SV Coins


สรุป

Metal Gear Survive ถือเป็นเกมที่ระบบการเล่นนั้นสนุก แต่ออกแบบเกมมาโดยหวังให้ผู้คนอยู่กับเกมไปยาวๆ และใช้เวลากับเกมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้แม้ว่าจะจบเนื้อเรื่องหลักไปแล้วก็ตาม เพราะทุกอย่างล้วนต้องอาศัยการเล่นวนเพื่อเก็บวัตถุดิบหรือเพื่อผ่านฉากให้ได้แรงค์สูงขึ้นและรับรางวัลดีๆ พูดง่ายๆ ก็คือเป็น Metal Gear ภาคที่พยายามจะทำตัวเป็น Monster Hunter นั่นเอง (ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะขนาดใน Peace Walker ยังเคยมีมิชชั่นพิเศษให้ล่า Tigrex และ Rathalos เลย) คงต้องบอกได้ว่าน่าเสียดายที่ภาคนี้ออกมาผิดจังหวะและผิดเวลาจึงทำให้ไม่ได้รับการตอบรับอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าใครชอบเกมที่ต้องร่วมมือกันเล่นกับเพื่อนเพื่อเก็บสะสมอาวุธและชุดเกราะที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปก็สามารถหามาเล่นได้เลย แต่ถ้าคุณจะซื้อมาเล่นคนเดียวก็อาจจะไม่มีแรงจูงใจเล่นในส่วนของ post–game ภายหลังจากที่จบเนื้อเรื่องเลยก็เป็นได้

คะแนน 3.5 ⁄ 5

Post by [G-jang]
TOP