Wiki review

คำเตือน: รีวิวนี้มีการสปอยล์เนื้อหาเล็กน้อย โปรดหลีกเลี่ยงหากคุณเป็นคนเสียอรรถรสจากการโดนสปอยล์ได้ง่าย

เวอร์ชันที่เล่น PC

ความยาก: ปานกลาง

รู้ก่อนอ่าน: ผู้เขียนเล่นเกมนี้บน PC ที่ก็มีความแก่พอสมควร จึงไม่สามารถวิจารณ์เรื่องกราฟิกได้ (โปรดดูภาพที่ถ่ายจากในเกมด้านล่างเป็นประจักษ์พยานในคำอ้างนี้ของข้าพเจ้า)




การเกิดใหม่ของลาร่าในปี 2013 ก็เหมือนกับเกมที่ถูก reboot ดี ๆ หลายเกมที่สร้างความตื่นเต้นและแบกความคาดหวังของคนเอาไว้สูง ผมประทบใจกับแนวทางใหม่ของลาร่าในภาค 2013 มาก เพราะเราได้เห็นลาร่าเติบโตจากนักโบราณคดีที่ต้องเอาชีวิตรอด มาเป็นนักผจญภัยที่ชอบเสี่ยงแบบเต็มตัว น่าเสียดายที่ Rise of the Tomb Raider มีลักษณะตรงข้ามกับบุคลิกของเธอ มันเป็นภาคต่อที่ระเบิดภูเขาเผากระท่อมอยู่ใน comfort zone ทั้งการดำเนินเรื่องที่มีจังหวะถอดแบบภาคแรกมาเยอะ รวมถึงวายร้ายอย่างทรินิตี้ที่ถึงจะพยายามทำให้ดูมีมิติยังไง ก็ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนพวกวายร้ายหนังเกรดบีอยู่ดี

ชะตากรรมของ Shadow of the Tomb Raider จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วงสำหรับผมพอสมควร เพราะนี่จะเป็นภาคสรุปของกำเนิดนักตะลุยสุสานแบบเต็มตัวแล้ว และนี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกหลังจากเล่นจบรอบแรก

ถึงเกมจะประโคมเทวตำนานของแอซเทกที่เป็นแรงบันดาลใจของภาคนี้ แต่ปมหลักของเรื่องราวจริง ๆ ไม่ใช่การตามหาขุมทรัพย์ หรือการช่วยปกป้องนครลับแลอะไรทั้งนั้น มันกลับเป็นปมความขัดแย้งในตัวของลาร่า ที่เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่เธอคิดว่าได้ช่วยเหลือผู้อื่น แท้จริงเธอกำลังทำเพื่อตัวเอง และหลายครั้งก็นำพาหายนะมาสู่คนรอบข้างอย่างร้ายแรงและคาดไม่ถึง รวมถึงปมที่มาจากครอบครัวด้วย เพราะเกมมีส่วนที่ให้เราได้เล่นสำรวจอดีตของลาร่า เพื่อให้เราได้เข้าใจที่มาที่ไปของเธอมากขึ้น ว่าทำไมเธอไม่สามารถก้าวออกมาจากเงาของพ่อได้สักที

ตั้งแต่ช่วงต้นของเกม การกระทำของลาร่าก็ถูกตั้งคำถามเมื่อเธอเดินเครื่องภัยพิบัติที่จะมาล้างและสร้างโลกใหม่ ตัวละครอย่าง โจนาเป็นสิ่งที่เกมใส่มาให้ลาร่าได้สะท้อนความคิดตัวเอง และเกมก็ทำปฏิสัมพันธ์ของสองคนนี้ออกมาได้ดี เราจะรู้สึกได้ว่าถึงโลกจะถล่มลงมา ลาร่าก็ยังให้มิตรภาพมาก่อนเสมอ แต่ถึงแบบนั้น ผมกลับรู้สึกถึงความไม่ลงรอยของตัวละครลาร่าตลอดทั้งเกม เพราะถึงเกมจะพยายามโชว์แง่มุมที่อ่อนโยนต้องการช่วยเหลือคนของลาร่า ผ่านคัตซีน หรือ side quests ต่าง ๆ  แต่ด้วยเกมเพลย์ที่บังคับให้เราต้องฆ่าฟันคนมากมาย ก็ทำให้มันยากจะเชื่อมากว่า ตัวของลาร่าเองไม่ได้เลวร้ายพอ ๆ กับพวกทรินิตี้

แต่โอเค นั่นเป็นปัญหาที่ติดมากับประเภทของเกมแอ็กชัน (คือสุดท้ายเกมแนวนี้มันก็ต้องมีการฆ่าคนน่ะ มันถึงจะเอาใจคนเล่นได้) คงเป็นเรื่องยากที่ทีมพัฒนาจะหาวิธีมากลบความไม่สม่ำเสมอตรงนี้

น่าเสียดายที่การปูเรื่องในช่วงต้นน่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของเนื้อเรื่อง เพราะตั้งแต่นั้น การผจญภัยก็ดูจะเป็นขั้นเป็นตอนมาก ประมาณว่าไปสถานีหนึ่งเจอเบาะแสอะไรบ้าง แล้วก็ไปอีกสถานี เรื่อย ๆ โดยมีฉากหนีตายให้ตื่นเต้นคั่นเพื่อความบันเทิง การไขปริศนาของลาร่าบางจุดก็มีลักษณะแบบเทวดาโยนคำตอบมาให้จริง ๆ เช่น โจนาพูดอะไรบางอย่าง แล้วลาร่าก็ปิ๊งว่า เออ มันต้องเป็นแบบนี้แน่ ๆ

จนถึงฉากจบ ผมก็ยังนึกไม่ออกว่า บทเรียนที่ลาร่าได้จริง ๆ สำหรับภาคนี้มีอะไรที่จับต้องได้บ้าง เพราะทุกเวลาที่มีคนพูดเตือนสติ หรือเจอเหตุการณ์สะเทือนใจบางอย่าง เธอทำท่าเหมือนจะเปลี่ยนความคิด แต่การกระทำก็ยังเป็นแบบเดิม และอะไรกันแน่คือความเป็น “นักตะลุยสุสาน” ที่ลาร่าต้องการจะเป็น และเกมต้องการจะนำเสนอกันแน่

สำหรับเรื่องการนำเสนอทั่ว ๆ ไป มันใช้เวลาไม่นาน ก่อนที่คุณจะรู้สึกตัวว่ากำลังอยู่บนขบวนรถไฟแห่งความไม่เมกเซนส์ที่ยากจะมองข้าม  ผมไม่ได้พูดถึงการที่ลาร่าสามารถรอดตายจากเครื่องบินโหม่งโลก หรือ อภินิหารแฟนตาซีในเรื่องที่เราเข้าใจร่วมกันว่ามันต้องเวอร์อยู่แล้ว แต่ผมหมายความถึงเรื่องที่ดูแล้วไม่สมเหตุสมผล อย่าง การที่มีโบราณสถานที่นำไปสู่นครลับแลซ่อนอยู่ใกล้หมู่บ้านมาก แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยมาเป็นศตวรรษ ทั้งที่ด้วยกลไกกับระยะทางแค่นี้ ไม่ต้องอาศัยอัจฉริยภาพของลาร่า ชาวบ้านธรรมดาก็น่าจะหาทางเข้าไปได้ รวมถึงการกระทำของลาร่าที่ไม่รู้ว่าได้รับการศึกษามาจากภาควิชาโบราณคดีของที่ไหน เพราะพอเจอเบาะแสอะไรนิดหน่อย แม่เอาจอบเอาเสียมทุบรื้อทำลายของเก่า ของโบราณไม่ยั้ง (ถึงจะเป็นส่วนรีโนเวตก็เถอะ) เรียกได้ว่าความกลัวที่จะทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่ากับศูนย์ แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าถึงขนาดตามหาขุมทรัพย์แบบเห็นชีวิตคนเป็นผักปลาได้ขนาดนั้น เรื่องแค่นี้ก็จิ๊บ ๆ นี่อาจจะเป็นความตั้งใจของทีมพัฒนาก็ได้



ว่ากันถึงเรื่องเกมเพลย์ เป็นส่วนที่ถึงไม่เจ็บคอ ก็ไม่รู้จะพูดอะไรมากนัก เพราะถ้าว่ากันตามจริง ความโดดเด่นของภาคนี้มีแค่ระบบดำน้ำว่ายน้ำที่เพิ่มเข้ามา และระบบลอบเร้นที่ถูกพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม

Tomb Raider ภาคนี้ เป็นภาคที่เว้นจังหวะการปะทะศัตรูมากกว่าทุกภาคตั้งแต่ reboot มา เกมจะเน้นการสำรวจ ปีนป่าย และแก้ปริศนาเป็นหลัก คุณจะได้ต่อสู้แบบเผชิญหน้าน้อยกว่าเดิมอย่างสังเกตได้ ที่เหลือจะเป็นสถานการณ์ที่คุณสามารถเลือกลอบเร้น ซึ่งพอคุณเลือกที่จะลอบเร้นจัดการศัตรู ฉากการปะทะกันด้วยปืนก็ยิ่งน้อยลงไปกว่าเดิม

ข่าวดีก็คือระบบลอบเร้นถูกพัฒนามาได้ค่อนข้างดีและให้ประสบการณ์ที่น่าพอใจ ลาร่าจะสามารถพรางตัวเองด้วยดินโคลน ซึ่งจะช่วยการพรางตัวแบบยอดเยี่ยม ทำให้เราสามารถหลบไปตามกำแพงหรือพุ่มไม้เพื่อลากศัตรูมาปลิดชีวิต รวมถึงการเข้าสู่โหมดสัญชาตญาณก็มีการพัฒนาให้เราสามารถรู้ได้ว่าศัตรูตัวไหนกำลังถูกมองหรือไม่ถูกมอง ทำให้การลอบเร้นง่ายขึ้น



ระบบอัพเกรดจะแบ่งหลัก ๆ เป็น 3 หมวด คล้ายภาคก่อน คือเน้นต่อสู้ เน้นเก็บของ หรือเน้นการลอบเร้น ซึ่งก็จะให้คุณประโยชน์ต่าง ๆ กันไป ตามสไตล์การเล่นของแต่ละคน แถมภาคนี้ยังมีการผสมสมุนไพรที่ให้คุณสมบัติพิเศษ เช่น การมองเห็นสัตว์ป่าและต้นหญ้าทรัพยากรต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วยแต่สิ่งที่ผมไม่ค่อยเข้าใจก็คือ มีไอเทมบางชิ้นที่ได้มาตามเนื้อเรื่อง แต่วิธีการใช้งานกลับไม่ค่อยมีบทบาทในการเล่นเกมมากเท่าไร ส่วนใหญ่จะใช้ในการปีนป่ายและเข้าถึงพื้นที่ที่ไปไม่ได้เฉย ๆ

สำหรับฉากหนีตายแบบต่าง ๆ เกมยังทำออกมาได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้ภาคก่อน ๆ ถึงแม้ผมจะทำให้ลาร่าโดนเหล็กใต้น้ำเสียบหลายครั้ง เพราะหาจุดสังเกตที่จะกระโดดไปต่อไม่ได้ (ไม่ก็กระโดดไปผิดทาง)

ศัตรูของภาคนี้ก็ไม่ได้ถูกพัฒนามามากนักพอ ๆ กับระบบต่อสู้ เกมจะไม่ค่อยมีศัตรูหลากหลายประเภทและเราก็จะเจอกับกลยุทธ์ของพวกมันแบบเดิม ๆ รวมถึงรูปลักษณ์ของ AI ที่เราจะสังเกตได้ชัดเจนว่า มี AI หน้าเก่าที่เราเชือดคอถีบลงน้ำไปแล้วเมื่อสิบนาทีก่อน ได้กลับมาเกิดใหม่พูดคุยเดินเล่นกับเพื่อน ๆ อีกครั้ง แถมยังใส่เสื้อสีเดียวกันด้วย

จุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ นี่เป็นเกมภาคที่อุทิศมาให้สำหรับคนที่ชอบขบคิด แก้ปริศนา โดยแท้ เพราะทีมงานถึงขนาดจัดความยากของเกมให้ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ตัวช่วยสำหรับการแก้ปริศนาหรือไม่ หากคุณมาแนวสายฮาร์ดคอร์หรือแฟนเดนตายของ Tomb Raider คุณสามารถเลือกระดับความยากของการแก้ปริศนาให้เข้าขั้นยากได้ ซึ่งจะทำให้คุณไม่สามารถมองเห็นวัตถุบอกใบ้เมื่อเข้าสู่โหมดสัญชาติญาณได้อีกต่อไป คือต้องใช้ตาเปล่ากับความช่างสังเกตของตัวผู้เล่นเองเท่านั้น แถมเกมยังเตรียมคอนเทนต์สุสานพิเศษอีก 7 แห่ง และสุสานหลักอีก 9 แห่ง สำหรับคนมี Season Pass มาให้ผู้เล่นได้ไปตะลุยยามว่างอีกด้วย




ในแง่การนำเสนอ พระเอกของภาคนี้คือป่าเปรู นครลับอินคา และโบราณสถานต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้สวยงาม รวมถึงฉากสถาปัตยกรรมที่เราสามารถเชื่อมือ Crystal Dynamics ได้มากพอ ๆ กับ Naughty Dog เลยทีเดียว การเล่นมุมกล้องระหว่างปีนป่ายหรือเดินทางก็ช่วยทำให้เราได้เสพทัศนียภาพของเกมได้อย่างเต็มที่ ยิ่งโดยเฉพาะฉากแก้ปริศนาที่วัตถุต่าง ๆ จะออกแบบมาให้เข้ากับเทวตำนาน ทำให้คนที่พออ่านเทวตำนานมาบ้างก็จะอินกับเกมเข้าไปอีก



ด้วยแผนที่ขนาดใหญ่ ปริศนาที่ออกแบบมาให้เข้ากับเทวตำนานแอซเทกได้อย่างพอเหมาะพอดี กับระบบลอบเร้นที่ถึงแม้จะไมได้ดูหวือหวาในมาตรฐานของเกมสมัยใหม่ แต่ก็มอบประสบการณ์น่าพึงพอใจทุกครั้งที่ลากศัตรูมาสับคอได้  Shadow of the Tomb Raider ถือเป็นเกมที่ดีมากเกมหนึ่ง หากคุณสามารถมองข้ามความไม่สมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องในหลายช่วงและความพยายามที่จะเติบโตแต่ไปไม่สุดของลาร่าได้

 

ตีเป็นเลขได้ 7.5/10

Post by [Reviewer Ocelot]
TOP