Wiki review


Hitman 2 Review

อดีตที่เคยถูกปกปิด เผยชีวิตสุดยอดมือสังหาร


*ขอขอบคุณบริษัท เนคท์ เจเนอเรชั่น อินโนเวชั่น จำกัด (“NGIN”) ที่ให้การสนับสนุนแผ่นในการรีวิวมา ณ โอกาสนี้ครับ

หากจะมีการกล่าวถึงแนวเกมที่ดำรงตนอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันมาได้เป็นเวลานาน หนึ่งในแนวเกมที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคงไม่พ้นเกมแนวลอบเร้นที่เน้นหลีกเลี่ยงการปะทะและมุ่งปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จอย่างเงียบเชียบที่สุด ถึงขนาดที่ว่าหลายเกมในปัจจุบันยังใส่ระบบลอบเร้นเป็นส่วนเสริมเข้าไปในเกมของตัวเองเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้เล่นเสียด้วยซ้ำไป แน่ล่ะว่า Hitman ก็เป็นหนึ่งในเกมแนวลอบเร้นที่อยู่คู่วงการมายาวนาน ซึ่งระบบการเล่นก็ได้รับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แล้วในภาคล่าสุดประจำปี 2018 นี้ล่ะ? จะยังคงเอาตัวรอดได้ท่ามกลางเกมลอบเร้นทั้งใหม่เก่าเต็มตลาดได้หรือไม่นะ?


เนื้อเรื่อง

คงต้องยอมรับประการหนึ่งว่าซีรีส์ Hitman นั้นก็มี lore ที่สั่งสมมายาวนานตั้งแต่ภาคแรกในปี ค.ศ.2000 จากตัวเอกอย่าง 47 นั้น ในทีแรกเราจะรับรู้แค่ว่าเขาเป็นมือสังหารที่ไร้ที่มาผู้ลงมือปฏิบัติงานคราวใดไม่เคยทิ้งร่องรอย ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นตัวจริงของเขา จนเรื่องราวค่อย ๆ เปิดเผยว่าแท้จริงเขาเป็นหนึ่งในโครงการมนุษย์โคลนนิ่งที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมให้มีศักยภาพเหนือมนุษย์ทั่วไปและได้รับการฝึกฝนอย่างหนักแต่เล็กเพื่อกลายเป็นสุดยอดมือสังหาร ซึ่งก็แน่นอนว่าชีวิตของเขาจึงวนเวียนอยู่ในโลกมืดและทำงานเป็นมือสังหารจนกลายเป็นตำนานแห่งวงการไปโดยปริยาย

สำหรับเนื้อหาใน Hitman 2 นี้ ต่อเนื่องจาก Hitman (ฉบับปี ค.ศ.2016) แทบจะทันที โดยที่เขาได้รับหน้าที่จาก ICA (International Contract Agency) พร้อมความช่วยเหลือจาก handler คู่ใจตั้งแต่ภาคแรกอย่าง Diana Burnwood เพื่อไล่ล่าสังหาร Lucas Grey หรือ Shadow Client ผู้ที่วางตนเป็นปฏิปักษ์กับองค์กร Providence ซึ่งเป็นองค์กรที่อุดมไปด้วยสมาชิกอันเป็นเหล่าบุคคลผู้ทรงอิทธิพลต่อสังคมโลกในทุกสาขา สามารถชี้นำกระแสสังคมได้ทุกอย่างตามต้องการ แน่นอนว่า ICA จำต้องวางตัวเป็นกลางและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการสังคมของโลก ทว่าเมื่อ Lucas Grey อ้างว่าตนรู้อดีตของ 47 ทุกอย่างจึงดำเนินไปในทิศทางที่หลายคนคาดไม่ถึง

หากจะให้กล่าวถึงเนื้อหาของเกมนี้ ก็คงกล่าวได้ว่าบอกเล่าอย่างฉับไวรวดเร็ว ไม่มีเยิ่นเย้อครับ นาทีนึงคุณจะอยู่ในโคลอมเบีย แต่ไม่กี่อึดใจถัดมาคุณจะอยู่ในมุมไบแล้ว ถ้าในระหว่างเล่นคุณไม่ทันตั้งใจฟังสิ่งที่ตัวละครพูดกันอาจมีงงได้เหมือนกันว่าเอ๊ะ ทำไมต้องมาที่นี่ แล้วทำไมต้องจัดการคนนี้ ฯลฯ แต่ถึงอย่างนั้นเนื้อหาก็ไม่ได้มีความซับซ้อนหักมุมอะไรเยอะตามที่สื่อบันเทิงธีมสายลับหรือมือสังหารส่วนใหญ่เป็นกันครับ การเล่าเรื่องออกจะตรงไปตรงมาด้วยซ้ำ รายละเอียดทุกอย่างเผยให้ผู้เล่นรับรู้รับทราบกันตรง ๆ บอกกันตรง ๆ แบบไม่มีอะไรทิ้งเป็นปริศนาให้ต้องไปคิดต่อ แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นเนื้อหาบางประเด็นก็อาจทำให้ผู้เล่นต้องงงว่าแรงผลักดันของตัวละครคืออะไร หรือแรงจูงใจคืออะไรเหมือนกัน
.

ผักสด โคลอมเบีย.jpg (265 KB)
ผักสดอิมพอร์ตจากไทยในโคลอมเบีย
.

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าเพราะปูมหลังตัวละครต่าง ๆ ในภาคนี้ที่ ได้รับการบอกเล่านอกฉบับวิดีโอเกมครับ ผู้เล่นจะต้องไปติดตามอ่านจากฉบับคอมิค Birth of the Hitman แทน เรื่องราวในเกมบางจุดจะมีการเล่าถึงเหตุการณ์เชื่อมต่อที่มีความเกี่ยวพันกับตัวละครหลายตัว แต่ก็เป็นการกล่าวถึงเล็กน้อยให้พอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หากคุณต้องการรายละเอียดอย่างชัดเจนก็จำเป็นต้องไปติดตามฉบับคอมิคอย่างเสียไม่ได้ ในแง่หนึ่งออกจะถือว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายที่เกมไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้ผู้เล่นทราบภายในเกมได้
.

birth of the hitman.jpg (42 KB)
ฉบับคอมิคที่จะเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของ 47


เกมเพลย์

เมื่อเป็นวิดีโอเกม สิ่งสำคัญย่อมหนีไม่พ้นระบบการเล่น และในแง่ของเกมแนวลอบเร้นแล้ว เกมนี้ยังคงถือเป็นหนึ่งในตัวพ่อของวงการอย่างปฏิเสธไม่ได้ครับ เอกลักษณ์ประการหนึ่งที่ผู้คนจำได้จากซีรีส์ Hitman ก็คือการปลอมตัว เปลี่ยนชุดแล้วพรางตัวแนบเนียนไปเพื่อเข้าใกล้เป้าหมายและทำการสังหาร ซึ่งก็คงไม่ต้องสงสัยว่าระบบดังกล่าวก็ยังอยู่ในภาคนี้เช่นกัน แต่ระบบตามสมัยนิยมอย่าง Instinct (ซึ่งบรรจุลงมาในเกมตั้งแต่ภาค Absolution) ที่จะทำให้คุณมองเห็นและรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของ NPC ต่าง ๆ แม้จะโดนกำแพงขวางกั้นก็มีให้ใช้ด้วย รวมถึงบรรดาระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้เล่นทราบว่าจุดไหนจะมีโอกาสให้เข้าหาเป้าหมายได้ก็ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นมากมายเลยทีเดียว
.

ระบบ Instinct.jpg (124 KB)
เปิดโหมดตาทิพย์ ชะแว้บ!
.

ในแต่ละฉาก คุณจะถูกหย่อนปุลงไปให้พบกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน บ้างก็เป็นมหานครที่เต็มไปด้วยผู้คนเนืองแน่น บ้างก็เป็นหมู่บ้านชนบทในประเทศกำลังพัฒนา บ้างก็เป็นย่านที่อยู่อาศัยของเหล่าผู้มีอันจะกิน ซึ่งในแต่ละฉากจะเปรียบเสมือนพื้นที่ให้คุณได้ทดลองหรือค้นหาแนวทางเข้าใกล้และสังหารเป้าหมายได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ความกว้างของแต่ละฉากนั้น แม้ไม่อาจจะเรียกได้ว่าถึงระดับเกมโอเพนเวิลด์แต่ก็กว้างใหญ่พอดูจนสามารถใส่อะไรน่าสนใจลงไปได้มากมาย
.

ฉากมุมไบ.jpg (415 KB)
มุมไบนั้นเป็นฉากที่ NPC เยอะมากและดูโกลาหล
ถึงผมจะไม่เคยไปอินเดีย แต่คิดว่าเกมก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีนะ
.

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แม้จะเป็นเป้าหมายรายเดิมแต่คุณอาจค้นพบวิธีการสังหารได้เป็นสิบแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิธีดั้งเดิมอย่างการหยิบปืนพกเก็บเสียงแล้วลั่นไกใส่สมอง‚ ใช้สายลวดไฟเบอร์รัดคอ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าวิธีเหล่านั้นมันไร้ความคิดสร้างสรรค์เกินไป คุณอาจปลอมตัวเป็นพยาบาลประจำตัวของเป้าหมายแล้วอาศัยจังหวะอยู่ตามลำพังเพื่อสังหารก็ยังได้
.

ปลอมเป็นพยาบาล.jpg (182 KB)
อายุเยอะแล้วก็ต้องพักผ่อนเยอะ ๆ นะครับ...
นี่ครับหมอน ฮึบ ๆ
.

นอกเหนือจากกลวิธีอันมากมายในการเข้าถึงและสังหารเป้าหมายที่ทำให้คุณเล่นซ้ำฉากเดิมได้หลายครั้งโดยไม่เบื่อแล้ว ระบบ Level และ Mastery ของเกมก็จะทำให้คุณสามารถพลิกแพลงรูปแบบการเล่นได้มากขึ้น ยิ่งคุณทำตามเงื่อนไขของแต่ละฉากได้มากเท่าไหร่ หรือเล่นเคลียร์แต่ละฉากได้อย่างเนี้ยบเงียบกริบเพียงไร คุณก็จะได้รางวัลเป็นอาวุธใหม่ อุปกรณ์ใหม่ที่จะเลือกได้ว่าจะหยิบชิ้นไหนติดตัวไปด้วยตอนเริ่มฉาก หรือแม้แต่สามารถเลือกได้ว่าจะไปเริ่มฉากตรงจุดไหน จากเดิมที่คุณเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้ชมการแข่งรถ F1 คุณจะเริ่มเล่นใหม่โดยแฝงตัวเป็นช่างเครื่องรถภายในอู่ตั้งแต่เริ่มเลยก็ยังได้
.

หน้าจอจบภารกิจ.jpg (297 KB)
ทุกครั้งที่จบภารกิจ เกมจะแสดง EXP ที่ได้
รวมถึง Mastery ของฉากให้เราเห็นเสมอ
.

เมื่อรวมกับบรรดาความลับต่าง ๆ ที่ซุกซ่อนในฉากแล้วจะทำให้คุณอยากหวนกลับมาเล่นในฉากเดิมหลายรอบเพื่อดูผลลัพธ์ต่าง ๆ ในแต่ละแบบแน่นอน เพราะคุณไม่มีทางที่จะรับรู้ทุกอย่างได้ครบในการเล่นเพียงรอบเดียว
.

หน้าจอสรุปหลังจบฉาก.jpg (249 KB)
แต่ละฉากจะมีโอกาสในการสังหารมากมายให้เราค้นหา
บ้างก็เท่บาดใจ บ้างก็ออกแนวตลกร้าย

.

ถึงแม้ว่าเกมจะเน้นให้เราเล่นลอบเร้นเป็นหลัก แต่สายบู๊จะเล่นแบบแรมโบ้สาดกระสุนก็เล่นไหวเพราะระบบ gunplay ของเกมก็ไม่ได้ขี้เหร่ครับ มีระบบสลับมุมมองซ้ายขวา มีการเข้าหลังที่กำบังแล้วโผล่ยิง มีระบบล็อกเป้าอัตโนมัติช่วยให้เล็งได้ง่ายขึ้นตามสไตล์เกมยิงบุคคลที่สามอื่น ๆ ถ้าคุณไม่สนใจแรงค์หลังจบฉากและอยากจะเล่นเอาสะใจก็เล่นได้ไม่มีปัญหาครับ คุณจะเล่นจบฉากโดยสังหารเพียงแค่เป้าหมายหรือจะทิ้งกองซากศพเป็นพะเนินไว้ดูต่างหน้าก็อยู่ที่คุณเลือกเลย

หากคุณกลัวว่าการสังหารเป้าหมายในโหมดเนื้อเรื่องซ้ำไปซ้ำมาแล้วจะทำให้เบื่อ ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะเกมนี้มีโหมดต่าง ๆ ให้คุณได้เปลี่ยนรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น Ghost Mode ซึ่งก็คือโหมดออนไลน์ของเกมที่ให้คุณได้เล่นแข่งกับคนอื่นในแบบคู่ขนานกัน การกระทำของคุณจะไม่ส่งผลในเกมของคนที่คุณเล่นด้วย และการกระทำของเขาก็จะไม่ส่งผลในเกมของคุณ แต่คุณจะเห็นและรับรู้ได้ว่าในขณะนั้นคู่แข่งของคุณทำอะไรอยู่ (เว้นแต่ไอเทมใน Ghost Crate ที่หากฝ่ายใดเก็บไปแล้วอีกฝ่ายก็จะไม่สามารถเก็บได้) เมื่อเกมเริ่มคุณและผู้เล่นอีกคนจะต้องแข่งกันเพื่อสังหารเป้าหมายที่เกมกำหนดให้เร็วกว่ากัน และเนี้ยบกว่ากันเพื่อแย่งชิงแต้มมาเป็นของตนเอง
.

หน้าจอเมนู.jpg (257 KB)
โหมดต่าง ๆ มีให้เลือกเล่นตามต้องการ
ส่วน Sniper Assassin จะเป็นภารกิจสั้นออกแนวมินิเกม
ให้เราได้หาวิธีจัดการเป้าหมายโดยใช้เพียงปืนสไนเปอร์
.

หรือหากคุณอยากลองสร้างภารกิจให้คนอื่นได้ลองท้าทายความสามารถ คุณก็สามารถเลือกฉาก กำหนด NPC ที่จะเป็นเป้าหมายแล้วลองใช้จินตนาการสรรหากลเม็ดสังหารดูเองก็ยังได้ แล้วลองดูว่าจะมีคนที่สามารถเล่นแบบคุณได้กี่คน แน่นอน คุณจะไปท้าทายความสามารถตัวเองในภารกิจที่คนอื่นสร้างขึ้นก็ได้เช่นกัน

นอกจากนั้นแล้วเกมยังได้รับการอัปเดตภารกิจใหม่แบบจำกัดเวลาให้ได้หากลวิธีสังหารเป้าหมายในชื่อของ Elusive Target อีกด้วย แน่นอนล่ะว่า Elusive Target จะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายความสามารถของผู้เล่นที่สุดก็ว่าได้ เพราะเมื่อคุณรับภารกิจแล้วคุณจะไม่สามารถเซฟได้ คุณจะไม่สามารถคอนทินิวได้ ผลลัพธ์มีเพียงคุณสังหารเป้าหมายได้หรือไม่ได้เท่านั้น หากคุณทำพลาดคุณจะไม่สามารถกลับมาเล่นใหม่เพื่อแก้ตัวได้อีก จึงเป็นอะไรที่เหมาะกับมือชั้นเซียนหรือคนที่จดจำเส้นทางของฉากได้ขึ้นใจในระดับหนึ่งแล้วเท่านั้น
.

ชอน บีน.jpg (347 KB)
Sean Bean นักแสดงผู้มารับบทเป็นเป้าหมายชนิด Elusive Target คนแรก
ว่าแต่ทำไมใคร ๆ ก็จ้องแต่จะฆ่าพี่แกนักนะ?
.

สำหรับเฟรมเรตของเกมบน PS4 Pro ก็ถือได้ว่าเสถียรพอสมควร โดยเลือกปรับได้ว่าจะล็อกเฟรมเรตหรือจะปล่อยให้เฟรมเรตสูงกว่าปกติ ซึ่งจากที่ผมเล่นมาแม้จะเดินเข้าท่ามกลางฝูงชนที่มี NPC จำนวนมากมายแต่ก็ไม่ได้เจอกับกรณีเฟรมเรตหล่นวูบจนเล่นลำบากครับ คาดว่ายังคงรักษาระดับเอาไว้ได้ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ส่วนฉากที่วัตถุในฉากน้อย ๆ ก็จะรู้สึกได้ว่าเกมลื่นไหลขึ้นกว่าเดิม

หลายฉากและหลายเหตุการณ์ของภาคนี้ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าทีมสร้างหยิบยกเอาฉากบางฉากในภาคเก่า ๆ ที่ผู้เล่นชื่นชอบและพูดถึงมาปรับปรุงใหม่จนแทบจะเป็นเวอร์ชัน 2.0 บางเหตุการณ์ก็ออกจะละม้ายภาคก่อน ๆ อยู่บ้าง คิดว่าผู้เล่นเก่าหลายรายน่าจะนึกออกในทันทีที่ได้เห็นครับ
.

ปลอมเป็นศพ.jpg (353 KB)
นอนปลอมเป็นศพ รอเป้าหมายเข้าใกล้แล้วจัดการ
พร้อมเพลง Ave Maria ที่ประพันธ์โดย Franz Schubert
และขับร้องโดย Daniel Perret คลอประกอบ
.

ถ้าจะให้กล่าวถึงแง่ของเกมเพลย์สั้น ๆ ก็คงถือได้ว่าสอบผ่านอย่างไร้ข้อกังขา ผู้ที่ชอบเล่นเกมแนวลอบเร้นจะเพลินไปกับเกมนี้อย่างลืมเวลาแน่นอน


กราฟิก

เมื่อพูดถึงแง่กราฟิกแล้ว ถือได้ว่าเกมนี้ค่อนข้างธรรมดาถ้าเทียบกับเกมอื่น ๆ ในท้องตลาดครับ โมเดลของ NPC ออกจะรายละเอียดน้อยพอสมควร และพวกต้นไม้ใบหญ้าก็ดูไม่เนี้ยบนัก รวมถึงกรณีที่โมเดลตัวละครจมไปกับวัตถุบางส่วนก็ยังมีให้เห็นบ่อย ๆ พวกโมชันการเคลื่อนไหวส่วนมากออกจะแข็งเป็นหุ่นกันพอสมควร ยังไม่ได้เคลื่อนไหวแบบละเอียดถี่ถ้วนเก็บทุกการกระทำ (ยิ่งโดยเฉพาะถ้าคุณเพิ่งเล่น Red Dead Redemption 2 มาก็จะเห็นข้อเปรียบเทียบเยอะหน่อยในส่วนของการเคลื่อนไหว)

แต่สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการถอยหลังจากภาคก่อน ก็คือคัตซีนเล่าเรื่องครับ ในส่วนของโมเดลฉากคัตซีนนั้นก็ทำออกมาดูดีกว่าโมเดลตอนเล่นตามสไตล์ฉาก CG แต่สิ่งที่น่าเสียดายคงไม่พ้นวิธีการเล่าที่ภาคนี้ไม่ได้ทำเป็นวิดีโอเคลื่อนไหว หากแต่เป็นภาพนิ่ง ๆ พร้อมเสียงพากย์และตัดสลับฉากไปมาเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าเป็นการตัดสินใจด้านงานศิลป์หรือว่างบประมาณไม่พอกันแน่เหมือนกัน
.

คัตซีนเล่าเรื่อง.jpg (232 KB)
สไตล์การเล่าเรื่องภาคนี้จะเป็นเช่นนี้ทั้งเกม
.

ถามว่าแล้วกราฟิกขณะเล่นจะถือว่าขี้ริ้วไหม? ก็ไม่ครับ และเมื่อพิจารณาจากสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีปฏิสัมพันธ์ได้ในฉากแล้วคิดว่าการทอนคุณภาพกราฟิกเพื่อไปเสริมในจุดอื่น ๆ อย่างเกมเพลย์แทนก็ดูจะเป็นการตัดสินใจที่ดีแล้ว


เพลงประกอบและเสียงพากย์

เพลงประกอบของเกมนี้เรียกได้ว่ามาตรฐานครับ ซาวด์ประกอบโดยเฉพาะฉากเมนูตอนเลือกภารกิจนั้นเน้นให้ความรู้สึกถึงโลกอันลึกลับที่แฝงไปด้วยอันตรายและแผนการต่าง ๆ นานาที่แอบแฝงอยู่ในเบื้องหลังของสังคม หรือแม้แต่ซาวด์ประกอบสั้น ๆ ตอนปฏิบัติภารกิจสำเร็จก็ชวนให้ฮึกเหิมได้มากพอดู ยิ่งหากคุณเล่นได้แนบเนียนไร้คนสงสัย ไร้คนพบศพของเป้าหมายและเดินจากที่เกิดเหตุมาแบบนิ่ง ๆ แล้วเพลงประกอบขึ้นนี่มันก็ชวนให้รู้สึกถึงความเท่จริง ๆ ครับ
อ้อ แล้วใครที่ติดตามซีรีส์นี้มายาวนานจนติดใจเพลง Ave Maria ที่แทบจะเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์นี้ไปแล้วก็ไม่ผิดหวังแน่นอน

ในส่วนของเสียงพากย์นั้น ก็คงกล่าวได้ว่าสอบผ่าน น้ำเสียงของ 47 ยังคงนิ่ง ๆ เรียบ ๆ ค่อนข้างไร้อารมณ์ความรู้สึกให้เหมือนเป็นมือสังหารสมบูรณ์แบบที่ทุกการตัดสินใจไม่มีผิดพลาด แม้แต่ Diana Burnwood เองก็ยังให้ความรู้สึกเป็นมืออาชีพที่อยู่ในวงการและเผชิญกับอันตรายมามากจนสุขุมและรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างเยือกเย็น ตัวละครสำคัญทุกตัวในเกมจะให้ผู้เล่นรับรู้ได้ว่าแต่ละคนนั้นเยือกเย็น สงบนิ่งในทุกเหตุการณ์ ไม่มีอาการสติแตกให้เห็นแน่นอน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจจะมองว่าตัวละครพวกนี้แสดงอารมณ์กันได้แบบโมโนโทนเช่นกัน


สรุป

Hitman 2 คือเกมลอบเร้นชั้นดีที่น่าจะถูกใจผู้เล่นหลายคน หากคุณชื่นชอบสไตล์เกมหลบซ่อนลอบสังหารเป็นทุนเดิม เกมนี้จะตอบสนองความต้องการของคุณได้ แต่ถ้าคุณเป็นสายบู๊แหลกแจกกระสุนอาจต้องทำความเข้าใจจังหวะของเกมและระบบเกม รวมถึงอาจต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควรจึงจะสามารถเข้าถึงความลึกซึ้งของเกมได้แท้จริงครับ ถึงแม้ว่าในบางแง่มุมเกมนี้อาจจะทำได้ไม่เทียบเท่าเกมทุนหนาอื่น ๆ และก็ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากภาคก่อนหน้า (ภาคนี้ออกจะให้ความรู้สึกเป็นส่วนเสริมด้วยซ้ำ) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่เรียกได้ว่าเป็นของดีชิ้นหนึ่งแห่งวงการครับ
.


ของแถมเล็ก ๆ น้อย ๆ ท้ายรีวิวครับ
.

คะแนน

8.5 ⁄ 10

Post by [G-jang]
TOP