Wiki review

.

มีสำนวนฝรั่งกล่าวเอาไว้สั้น ๆ ว่า “Death and Taxes” ซึ่งมันหมายความถึง ความตาย และ ภาษี เป็นสิ่งที่มนุษย์เราต้องประสบพบเจอและไม่มีทางหลบหนีพ้น แต่ ณ จุดนี้ เราคงสามารถเพิ่มคำลงไปเป็น “Death, Taxes and Call of Duty” ได้ เพราะเมื่อรอบปีใหม่เวียนมาถึงสำหรับเกมเมอร์ สิ่งที่ตามมาพร้อม ๆ กัน ก็คือ Call of Duty (COD) ภาคใหม่

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา เราได้เห็น COD ภาคใหม่วางจำหน่ายทุกปีไม่มีเว้น แต่ละภาคก็พาเราไปผจญภัยมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ตั้งแต่ย้อนอดีตไปยุคสงครามโลก จนล้ำสมัยออกไปนอกอวกาศ เกมชู้ตติ้งยักษ์ใหญ่เจ้านี้ก็ครองความยิ่งใหญ่ในเชิงความนิยมและยอดขายที่สูงต่อเนื่องสม่ำเสมอมาทุกปี

แต่นับจากช่วงยุคทองในปี ค.ศ. 2007-2012 ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงความถดถอยของซีรีส์ จริงอยู่ว่ายอดขายของแต่ละภาคยังคงน่าประทับใจ แต่ในด้านความแปลกใหม่และความคิดสร้างสรรค์ ตัวเกมถือว่าค่อนข้างย่ำอยู่กับที่ จนผมเคยเปรยว่าเกมเพลย์ของมัน ไม่ต่างอะไรกับการที่ผู้เล่นวิ่งวนในเขาวงกต เจอกัน ยิงกัน ตาย และเกิดใหม่วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โดยส่วนตัวผมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นชัดเจน ที่จะปลุกยักษ์หลับตัวนี้ให้กลับมาได้อย่างสง่าผ่าเผย เพราะสำหรับแฟนแล้ว ผมไม่อยากเห็นเกมที่เรารักและผูกพัน จมหายไปกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วทั้งรูปแบบเกมเพลย์ และโมเดลธุรกิจ

46968771_1955890511195150_2105441840932061184_n.jpg (45 KB)


Change to The Core


Call of Duty: Black Ops 4 (BO4) คือความพยายามที่น่าสนใจและน่าประทับใจ พวกเขาเกาะกระแสวงการเกมสมัยใหม่โดยการใส่โหมด Battle Royale (BR) ที่มีชื่อเรียกว่า Blackout เข้ามาตามสมัยนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็ทิ้งโหมดเนื้อเรื่องสำหรับเล่นคนเดียวไปด้วย

เป็นที่น่าเสียดาย เพราะหากตัวเกมมีทั้งโหมดเนื้อเรื่อง โหมดมัลติเพลเยอร์ ซอมบี้ และ Blackout ผมคงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเกมนี้คุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่เราต้องจ่าย และความรู้สึกที่ผมมีต่อเกมนี้ก็คงจะเทไปในทิศทางบวกอย่างมาก แต่เมื่อนี่คือเส้นทางที่ทีมพัฒนาเลือก เราก็คงต้องยอมรับ และตัดสินเอาจากตัวเกม ว่าคุณภาพเนื้อหาที่ใส่เข้ามานั้น เติมเต็มสิ่งที่เราเสียไปได้มากน้อยแค่ไหน?


Story …. Lite


BO4 อยู่ในจักรวาลของซีรีส์ย่อยของทีมสร้าง Treyarch ซึ่งมีเรื่องราวต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ World at War, Black Ops, Black Ops 2, Black Ops 3 สำหรับภาคนี้ จะเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ระหว่าง BO2 และ BO3 ข้อดีของการมีซีรีส์ที่ยาวนานก็คือมันมีวัตถุดิบให้ทีมงานหยิบจับมาใช้ในเกมได้ ตั้งแต่ตัวละคร เหตุการณ์ อาวุธ แผนที่ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะได้เห็นตัวละคร ฉาก หรือไอเทมที่คุ้นตาแทรกอยู่ในหลายโหมดพอสมควรเลยทีเดียว

และถึงแม้จะไม่มีโหมดเนื้อเรื่อง แต่เกมก็มีเรื่องราวแทรกอยู่เล็กน้อยโหมดฝึกที่มีชื่อว่า Specialist HQ ซึ่งเน้นไปที่การทำให้ผู้เล่นคุ้นเคยกับความสามารถพิเศษของเหล่าตัวละคร (เล่นคนเดียวยิงกับบอท) และมีคัตซีนให้ดูสั้น ๆ มีประวัติที่มาที่ไปของตัวละครให้อ่าน แต่ก็ไม่ได้มีเนื้อมีหนังอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

โดยส่วนตัวสำหรับผมโหมดเนื้อเรื่องของ COD ดูน่าสนใจน้อยลงเรื่อย ๆ มาทุกปี เพราะเรื่องราวไม่ได้น่าติดตาม ตัวละครก็ไม่ได้น่าสนใจ มีเพียงฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อม ตูมตามเวอร์วังอลังการ แต่พอดูไปนาน ๆ มันก็กร่อย บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของผมในจุดนี้ เพราะชอบโหมดเนื้อเรื่องของเกมและตัดสินใจซื้อ COD แต่ละภาคเพราะโหมดเนื้อเรื่อง ผมต้องขอบอกว่าผมเข้าใจ นี่อาจจะไม่ใช่เกมสำหรับคุณและข้อดีของเกมอีกหลายอย่างที่คุณจะได้อ่านในเนื้อหารีวิวของผมนับจากนี้ก็คงเปลี่ยนใจคุณไม่ได้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง การตัดโหมดเนื้อเรื่องที่ไม่มีความหมาย ไม่ได้น่าจดจำออกไป เพื่อนำทรัพยากรไปใช้ในการสร้างส่วนอื่นที่ดีกว่า อาจจะเป็นทางเลือกที่ถูกแล้วก็ได้ ....


Multiplayer


โหมดมัลติเพลเยอร์ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ COD มาทุกภาค และผ่านการทดลองผิดถูกมาหลากหลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

Wall Run น่าจะมาเหรอ? เราก็ได้เห็น COD ไต่กำแพงกันเป็นว่าเล่น เมื่อ Hero Shooter ทำท่าจะปัง พวกเขาก็ใส่มันเข้ามาในเกมเช่นกัน แต่ในภาคนี้ต้องบอกว่าเกมมีการเปลี่ยนแปลงหลายจุด ลงลึกถึงขั้นรายละเอียด ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น ไม่มีการไต่กำแพงอีกต่อไปแล้ว การเปลี่ยนระบบ Health Regeneration ที่ค่าพลังชีวิตของผู้เล่นจะเพิ่มขึ้นเองอัตโนมัติหากไม่ได้รับความเสียหาย มาเป็นระบบกดเติมพลังชีวิตตัวเอง

กลไกง่าย ๆ นี้เปลี่ยนจังหวะของเกมไปมหาศาล มันทำให้ผู้เล่นวิ่งอย่างบ้าคลั่งทั่วแมพแล้วกราดยิงใส่ทุกอย่างที่ขวางหน้าน้อยลง ลูปเกมเพลย์จากยิงและรีโหลด ยังต้องเพิ่มการฮีลตัวเองเข้าไปด้วย มันดึงจังหวะเกมให้ช้า และทำให้ผู้เล่นมีช่วงเวลาให้หายใจหายคอมากขึ้น

ระบบ HP ของผู้เล่นเพิ่มจาก 100 ในภาคก่อน ๆ เป็น 150 แถมมีหลอดเลือดให้เห็นบนหัวแต่ละคนด้วย จำนวนเลือดที่มากทำให้เราถูกยิงตายยากขึ้น อยู่ในการต่อสู้นานขึ้น และต้องตัดสินใจเฉียบพลันหลังการดวลแต่ละครั้งว่า เราเจ็บเท่าไร ศัตรูเจ็บเท่าไร กระสุนเราเหลือเท่าไร จะรีโหลด จะฮีล จะบุก หรือจะถอย แต่อย่าเพิ่งคิดว่า เกมจะช้าลงมากมาย นี่ยังเป็นเกมที่ผู้เล่นต้องมีปฏิกริยาตอบสนองที่รวดเร็วระหว่างการต่อสู้ ดังนั้นมันยังถือว่าเป็นเกมที่มีสปีดเร็วมาก ๆ อยู่ดี

ปืนแต่ละกระบอกในภาคนี้จะมีของแต่งปืนที่แตกต่างกัน เช่น เราไม่สามารถติดที่เก็บเสียงให้กับปืนทุกกระบอกได้ ซึ่งทำให้ปืนแต่ละกระบอกมีเอกลักษณ์ของตัวเอง และหากเราเก็บเลเวลให้กับอาวุธชิ้นนั้นจนถึงขั้นสูงสุด ผู้เล่นจะปลดล็อกอุปกรณ์พิเศษอันทรงพลังสำหรับอาวุธชิ้นนั้นที่ชื่อ Operator Mod มาไว้ใช้งาน เช่น บางกระบอกติดดาบปลายปืน บางกระบอกมีกระสุนไฟ บางกระบอกมีไฟฉาย บางกระบอกทำให้เราถือปืนคู่ได้

และเมื่อพูดถึงเอกลักษณ์ ตัวเกมนำระบบ Specialist จาก BO3 กลับมา หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือคลาส ในเบื้องต้นตัวละครที่ผู้เล่นสามารถเลือกเล่นได้นั้นมี 10 ตัว ทุกตัวใช้อาวุธได้ทุกชนิด มีพลังชีวิตและเคลื่อนไหวได้เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างคือ รูปร่างหน้าตา อุปกรณ์พิเศษ 1 ชิ้น และท่าไม้ตาย 1 ท่า ซึ่งก็มีหลากหลายตั้งแต่ใช้บุกโจมตี ใช้ป้องกัน หรือใช้สนับสนุนทีม สิ่งเหล่านี้เมื่อประกอบกับรายละเอียดต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ BO4 เป็นภาคที่เล่นแล้วให้ความรู้สึกแตกต่างจาก COD หลายภาคก่อนหน้า มันช้าลง(นิดหน่อย) มันมีแทกติก และต้องอาศัยทีมเวิร์คมากขึ้นโดยเฉพาะหากเราพิจารณาโหมดการเล่นร่วมด้วย

COD มีโหมดต่าง ๆ ค่อนข้างจะมาก แต่เราสามารถแบ่งมันออกเป็นสองกลุ่มใหญ่คือ เน้นไล่ฆ่ากัน สำหรับคนที่ไม่อยากคิดอะไรมากให้ปวดหัว เช่น

Free for All – เจอใครฆ่าให้หมด ยิงทุกคน ไม่มีทีม
Team Deathmatch – แบ่งทีมสองฝ่ายยิงกัน ทีมไหนทำแต้มครบก่อนชนะไป
Kill Confirmed – ยิงตายแล้วต้องเก็บป้ายชื่อจากศพด้วย ถึงจะได้แต้ม
Gun Game – ทุกครั้งที่ยิงศัตรูปืนเราจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ใครใช้ ปืนสุดท้ายฆ่าศัตรูได้ก่อนชนะ

เน้นทีมเวิร์ค ที่เน้นการทำภารกิจและต้องประสานงานกันมากกว่าปกติ เช่น

Control – แบ่งฝ่ายรุกรับ ยึด/ป้องกันจุด หากยึดได้สองจุดก็ชนะ
Search & Destroy – แบ่งฝ่ายรุกรับ วางระเบิด ไม่มี Respawn
Domination – ยึดจุด 3 จุดในแมพ ฝ่ายไหนยึดได้มาก/นานกว่าชนะ
Hardpoint – ยึดจุดที่จะเกิดแบบแรนด้อมทุก ๆ 1 นาที ใครยึดได้นานกว่าชนะ

ทุกโหมดสนุก และมีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ถือว่าเกมทำได้ตามมาตรฐาน แต่ส่วนใหญ่ก็จะมาจากภาคก่อนเกือบทั้งหมด นอกจาก Heist โหมดใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก CS:GO ทุกคนเริ่มต้นด้วยปืนพก สองทีมชิงถุงเงินไปส่งเฮลิคอปเตอร์ แล้วนำเงินรางวัลมาซื้ออาวุธในรอบต่อไป โดยในโหมดนี้จะปิดการใช้งานความสามารถพิเศษของ Specialist และไม่มี Respawn ทำให้เป็นโหมดที่เน้นแทคติกสูงสุด

อีกหนึ่งปัจจัยหลักของเกมมัลติเพลเยอร์ ก็คือ แมพ หรือแผนที่ที่เราใช้ยิงกัน สำหรับ BO4 วางจำหน่ายพร้อมแผนที่ทั้งหมด 14 ฉาก โดย 4 จากจำนวนนั้นคือแผนที่เก่าที่เคยมีอยู่ก่อนแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ในขณะที่เขียนรีวิวนี้แผนที่ใหม่ Nuketown ก็เพิ่มเข้ามาแล้วแต่ก็เป็นแผนที่เก่าที่มีมาตั้งแต่ BO2

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่านี่เป็นหนึ่งให้เหตุผลสำคัญว่าทำไม COD ถึงให้ความรู้สึกจำเจ เพราะแมพเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างอยู่บนปรัชญา 3 เลน (ซ้าย ขวา กลาง) มันไม่ได้มีอะไรผิด และหากตัดสินจากบนกระดาษมันก็เป็นทางเลือกที่สมดุลดี เพียงแต่เมื่อแผนที่จำนวนมากถูกสร้างออกมาในลักษณะนี้ มันทำให้เกมเพลย์ขาดความหลากหลายและคาดเดาได้ง่าย ถึงแม้ในอนาคตอาจมีการปล่อยแมพใหม่ที่แตกต่างมากกว่านี้ออกมา ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะแผนที่เหล่านั้นจะเป็นของผู้เล่นที่ซื้อ DLC ของเกมเท่านั้น....นอกเสียจากว่ามันจะฟรีซึ่งโอกาสน่าจะน้อยมาก...

Call-of-Duty-Black-Ops-4-Specialists.jpg (335 KB)


Zombies

อีกโหมดที่ได้รับความนิยมมากของ COD หลังจากที่มันได้รับการคิดค้นขึ้นมาในภาค WAW ในปี 2008 ก็เรียกได้ว่ามันเป็นโหมดคู่บุญของ Treyarch ที่ใส่มาในทุกภาคที่พวกเขารับผิดชอบ แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้โหมดซอมบี้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงการต่อสู้กับฝูงซอมบี้ และเอาตัวรอดให้ได้นานที่สุด กลายเป็นเกมอีกเกมแยกต่างหากแฝงตัวอยู่ในคราบ COD ที่มีเนื้อเรื่อง และตัวละครเอกของตัวเองให้เราได้ติดตาม มีซอมบี้หลายรูปแบบและมีบอสปรากฎตัวเป็นระยะให้เรารับมือ เกมเพลย์เต็มไปด้วยปริศนาที่ต้องคลี่คลายและค้นหาทางไป ไม่ใช่แค่ยิงซอมบี้ให้ได้มากที่สุดแล้วจะผ่าน การได้ร่วมทีมกับเพื่อน 4 คนเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยแก้เลี่ยนบรรยากาศการยิงแบบรบราฆ่าฟันกันได้พอสมควร

โหมดซอมบี้ในภาคนี้ มี 3 แมพ 2 เนื้อเรื่อง Aether Story ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่โหมดซอมบี้ของภาค WAW และยังใช้ตัวเอกชุดเดียวกัน โดยในภาคนี้เนื้อเรื่องและฉากของพวกเขามีชื่อว่า Blood of The Dead ที่เราจะต้องตะลุยฝ่าฝูงซอมบี้ในคุก อัลคาทราซ ส่วน Chaos Story นั้นเป็นเส้นเรื่องใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาพร้อมตัวเอกชุดใหม่ 4 คน ให้เราได้เล่นสองฉากคือ Voyage of Despair บนเรือไททานิค และ IX ที่พาเราย้อนยุคไปสมัยโบราณคล้ายอารีน่าของกลาดิเอเตอร์

เส้นเรื่องทั้งสองเล่นในรูปแบบเดียวกัน เราจะถูกส่งไปยังสถานที่ลึกลับและต้องเอาตัวรอดจากฝูงซอมบี้ที่ปรากฏตัวมาเป็นระลอกและจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยเราต้องตามหาเบาะแสที่อยู่ในฉาก สำรวจหาอะไรที่จะมาใช้เอาตัวรอดได้ภายในสถานการณ์คับขันกดดันตลอดเวลา ทุกครั้งที่สังหารซอมบี้ได้ก็จะได้เงินเอามาซื้อไอเทมภายในด่านเพื่อเอาชีวิตรอดต่อไป

อาวุธในโหมดนี้จะสามารถแต่งด้วยอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้เหมือนในโหมดมัลติเพลเยอร์ผ่านการเก็บเลเวลของตัวเราและอาวุธปืน ยิ่งเราเลเวลสูงขึ้นก็จะปลดล็อกอาวุธใหม่ ๆ มาให้ใช้ และยิงใช้ปืนนั้นไปนาน ๆ ก็จะยิ่งมีของแต่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น แต่หัวใจสำคัญของโหมดซอมบี้ที่ทำให้เกมหลากหลายอยู่ที่ระบบ Elixirs, Talismans และ Perks

Elixirs คือ ขวดโพชั่นเอาไว้สำหรับดื่มซึ่งจะช่วยเพิ่มลูกเล่นให้กับผู้เล่น เช่น วาร์ปหนีออกจากสถานที่คับขัน เมื่อถูกโจมตีจะระเบิดสร้างความเสียหาย ทำให้ซอมบี้ทุกตัวหันมาตามล่าเราแทน ฯลฯ เครื่องดื่มพวกนี้ส่วนใหญ่ใช้แล้วหมดไปแต่เราสามารถเก็บ Nebulium Plasma รางวัลจากการเล่นโหมดซอมบี้ มาใช้ผสมน้ำยาใหม่ ๆ ได้ Talismans คือ ไอเทมที่จะใช้ได้ 1 ครั้งเพื่อเพิ่มความสามารถก่อนเข้าเกม เมื่อใช้แล้วจะมีผลตลอดทั้งเกม แต่สร้างใหม่ได้ด้วยวิธีเดียวกัน ส่วน Perks นั้นคือสกิลความสามารถติดตัว 4 ช่องที่จะได้จากการซื้อภายในเกมโดยเราจะต้องเป็นคนเลือกจากความสามารถ 14 ชนิด ว่าต้องการใช้อันไหนถึงจะเลือกซื้อได้ในฉาก

ถามว่าเล่นเหมือนเดิมไหม...ก็ใช่ ถามว่าสนุกไหม...สนุกสิ ความยากและซับซ้อนของเกมอยู่ที่ปริศนา ซึ่งจะสนุกมากเมื่อเล่นกับเพื่อนแล้วช่วยกันหา มีเนื้อเรื่องให้ติดตาม ซึ่งมันอาจทำให้คุณสนุกและลืมเวลาไม่ต่างจากมัลติเพลเยอร์ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวดูเหมือนโหมดซอมบี้จะได้รับความนิยมน้อยที่สุด เพราะหาห้องเล่นยากและนานกว่าโหมดอื่น ๆ แม้ว่าคุณจะสามารถลุยเดี่ยวได้ แต่เล่นกับคนอื่นสนุกกว่าแน่ ดังนั้นหากใครชอบโหมดนี้แบบจริงจัง ก็ควรนัดเพื่อนซื้อพร้อมกัน ไม่งั้นไปหาห้องเล่นเอง อาจจะเหงาหน่อย

16840_call_of_duty_black_ops_4_-_zombie_key_art_4x6.jpg (118 KB)


Blackout

BR คือรูปแบบการเล่นที่ออกมาเขย่าวงการเกมในปี ค.ศ. 2017 ต่อเนื่องมาจนปี ค.ศ. 2018 กระแสความนิยมของเกมอย่าง PUBG และ Fortnite ใหญ่โตกลืนกินวงการเกมทั้งในด้านผู้เล่น กระแสการไลฟ์สตรีม การจัดแข่ง และกวาดรายได้ไปมหาศาล เทรนด์นี้มันยิ่งใหญ่จนทำให้อดีตราชาเกมยิงอย่าง COD อยู่เฉยไม่ได้ และต้องขยับตามกระแสบ้าง

เมื่อแรกเห็น ผมต้องขอสารภาพตามตรงว่าค่อนข้างหวั่นใจว่าการที่ COD โดดลงสนาม BR มันก็แค่ค่ายเกมหิวเงินที่ต้องการเกาะกระแส ยิ่งมาตัดโหมดเนื้อเรื่องออกไปให้แฟน ๆ ปวดใจแบบนี้ ทำให้เราต้องตั้งการ์ดเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แต่เมื่อได้สัมผัสกับมัน ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า นี่คือ BR ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้

เกมไม่มีการสร้างป้อมค่ายและกราฟิกดูไม่สดใสเหมือน Fortnite ทำให้ Blackout ดูจะคล้าย PUBG มากกว่า แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้ดูดีเหนือกว่า คือการเล่นที่ลื่นไหลไร้บั๊ก อนิเมชั่นตัวละครเคลื่อนไหวรวดเร็วว่องไวไม่ติดขัด คอนโทรลที่สั่งได้ดั่งใจและตอบสนองดี ประกอบกันเพลย์ที่ได้รับการพิสูจน์มานานแล้วว่ายอดเยี่ยม

ใครที่คุ้นเคยกับโหมดนี้ในเกมอื่น ๆ มาก่อน ก็คงต้องบอกว่ามันเล่นไม่ต่างกัน ผู้เล่น 88 - 100 คน (แล้วแต่โหมด) กระโดดร่มลงในแผนที่ขนาดใหญ่ ค้นหาอาวุธไว้ป้องกันตัว ไล่ล่าผู้เล่นคนอื่น และเอาตัวรอดจนกระทั่งเหลือผู้ชนะคน/ทีมสุดท้ายเพียงคนเดียว โดยสามารถเล่นได้แบบเดี่ยว คู่ และทีมสี่คน ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนก็มีความเร้าใจอันเป็นเอกลักษณ์ของ BR ไม่ต่างกัน

อาวุธ อุปกรณ์ ของโหมดมัลติเพลเยอร์ถูกใส่มาให้เราได้ใช้กันในโหมด Blackout ด้วยเช่นกัน แต่ว่าพวกมันจะถูกปรับสมดุลให้แตกต่างจากธรรมดาเพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่ที่ใหญ่กว่าปกติ พวกมันช่วยเพิ่มความลึกให้กับเกมและสร้างความแตกต่าง เช่น รถบังคับก็สามารถใช้ขับเพื่อสำรวจบริเวณรอบ ๆ ได้ เซ็นเซอร์ที่ใช้ยิงออกไปเป็นเรดาร์ค้นหาศัตรูในรัศมี ลวดหนามและโล่พกพาใช้ปิดกั้นทางเข้าตัวอาคาร ปืนตะขอที่ใช้ยิงเกาะขึ้นที่สูงได้ ฯลฯ ด้วยความที่อุปกรณ์พิเศษเหล่านี้สามารถพลิกเกมในช่วงท้ายเปลี่ยนแพ้ให้เป็นชนะได้ง่าย ๆ ทำให้เราได้เห็นการชนะด้วยอุปกรณ์เหล่านี้บ่อยครั้ง แม้แต่ความสามารถพิเศษก็ยังถูกใส่เข้ามาด้วยในลักษณะไอเทมที่ใช้แล้วหมดไปในระยะเวลาจำกัด เช่น ใส่แล้ววิ่งโดยไม่มีเสียงได้ หรือมองเห็นยานพาหนะในบริเวณ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็มีผลใหญ่หลวงช่วงท้ายเกมเช่นกัน

พูดถึงยานพาหนะ ในโหมดนี้จะใส่มาให้ 4 ชนิด ได้แก่รถ ATV สองที่นั่งที่คล่องตัวแต่นั่งได้น้อยคน รถบรรทุกที่สามารถนั่งกระบะหลังได้ทั้งทีมพร้อมกับยิงได้รอบทิศทาง เรือยางใช้เดินทางทางน้ำได้ และเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ผู้เล่นสามารถอยู่ได้ทั้งบนบกน้ำและอากาศ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมถึงอุปกรณ์สารพัดช่วยเพิ่มมิติให้กับเกมอย่างที่เกม BR อื่นไม่มี

นอกจากนี้เกมยังนำทรัพยากรส่วนอื่นมาใช้ได้อย่างชาญฉลาด เพราะนอกจากที่เราจะต้องคอยระมัดระวังผู้เล่นคนอื่นแล้ว ในบางจุดของแผนที่ยังมีฝูงซอมบี้เกิดมาเพื่อคุ้มกันหีบไอเทมขั้นสูงด้วย ผู้เล่นจึงมีทางเลือกที่จะลงสู่พื้นที่เหล่านี้เพื่อหาอุปกรณ์ดี ๆ ได้ตั้งแต่ต้นเกม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงกับฝูงซอมบี้และผู้เล่นคนอื่นที่อาจมาฉวยโอกาสได้ทุกเมื่อ

แผนที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของโหมด BR และ ต้องให้เครดิตทีมงานที่ในความพยายามสร้างแผนที่ขนาดใหญ่ให้กับโหมดการเล่นที่พวกเขาไม่คุ้นเคยเป็นครั้งแรก และทำออกมาได้ดีมาก ฉากของโหมด Blackout นั้น เกิดจากนำเอาจุด Landmark จากเกมภาคก่อน ๆ มาปะต่อกันจนกลายเป็นแผนที่ใหญ่ ที่มีความโดดเด่นในทุกจุด จนทำให้ผู้เล่นสามารถจดจำสถานที่สำคัญได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีความหลากหลายในด้านภูมิประเทศ เป็นป่า เป็นทุ่งกว้าง เป็นเขา เป็นทะเลทราย เป็นแม่น้ำ เป็นเมือง ซึ่งส่งผลให้การต่อสู้ของแต่ละวงจะต้องมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีมาก


สิ่งที่ผมชอบมากในโหมดนี้คือ Character Mission ในตอนแรกนั้นตัวละครที่เราสามารถเลือกใช้ได้ในโหมด Blackout จะจำกัดอยู่เพียงแค่ตัวเดียว การจะปลดล็อกตัวละครต่าง ๆ ออกมาใช้ ผู้เล่นจะต้องทำภารกิจพิเศษของตัวละครนั้น เช่น เก็บชิ้นส่วนจากศพของศัตรู 3 ชิ้น หาไอเทมที่ได้จากหีบที่กระจายอยู่ในแผนที่ ใช้อาวุธบางชนิดในการฆ่าศัตรู หรืออยู่ในเกมให้นานที่สุดแล้วทำอันดับสูง ๆ เมื่อปลดล็อกมาแล้วตัวละครและสกิน (skin) ที่เราเคยสะสมไว้ในมัลติเพลเยอร์จะสามารถใช้ได้ในโหมด Blackout ด้วย


อีกส่วนหนึ่งก็คือ Dark Ops ซึ่งก็คือ Challenge พิเศษที่กำหนดให้ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งกับพื้นที่ในฉาก เช่น กำหนดให้ไปยังจุด A B C เพื่อสำรวจหาอะไรที่ซ่อนอยู่ในฉากเพื่อปลดล็อกนามบัตร (Calling Card) ไว้ใช้ มันเป็นคอนเซปต์ที่ดีมาก เหมือนกับมีเควสต์ให้ผู้เล่นได้ทำภายในเกม ไม่ใช่แค่ไล่ยิงเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว ถึงแม้มันอาจจะไม่มีคนให้ความสำคัญมากเท่าไรก็เถอะ หากทีมพัฒนาไม่หยุดอยู่ที่แค่ตัวละครหรือนามบัตร แต่ขยายไปสู่การแจกไอเทมตกแต่งตัวละครหรืออื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นระบบที่สร้างสรรค์มากทีเดียว


maxresdefault.jpg (250 KB)


Monetization

ถ้าว่ากันด้วยเกมเพลย์ล้วน ๆ BO4 เป็น COD ภาคที่มีเรื่องให้ตำหนิน้อยมากสำหรับผม แต่สิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย ก็คือ Black Ops Pass และระบบการเติมเงินของพวกเขา (Black Market) ซึ่งทำให้ผมหวั่นใจไม่น้อย

Black Ops Pass คือเศษซากของระบบตัดคอนเทนต์แบ่งขายที่เคยใช้ชื่อว่า Season Pass อันเป็นเอกลักษณ์ของ COD ที่จะซอยแผนที่ออกมาเป็น 4+1 ต่อ Map Pack (4 สำหรับมัลติเพลเยอร์ และ 1 ซอมบี้) และอาจจะมีอาวุธพิเศษให้นิดหน่อย ใน 1 Season Pass จะประกอบไปด้วย 4 Map Pack ซึ่งสร้างปัญหาให้กับเกมในระยะยาวมาหลายต่อหลายภาค เพราะมันแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองกลุ่ม ผู้เล่นจำนวนมากไม่ซื้อ Season Pass ทำให้เกิดปัญหากับทั้งกลุ่มคนที่ซื้อและไม่ซื้อทั้งคู่ คนไม่ซื้อก็ไม่มีโอกาสจะได้เล่นแผนที่ใหม่ คนซื้อก็หาโอกาสได้ใช้แผนที่ที่ซื้อมาได้ยาก มันจึงดูไม่สมเหตุสมผลที่จะยังคงรักษาระบบนี้ไว้

ในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา เกิดกระแสต่อต้านจากเหล่าเกมเมอร์เกี่ยวกับระบบการเติมเงินซื้อไอเทมแบบสุ่ม ที่เราเรียกกันว่า Loot Boxes ค่อนข้างรุนแรง COD เองก็เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่เคยใช้วิธีแบบนี้มาก่อนเช่นกัน แต่ด้วยความสำเร็จทลายโลกของ Fortnite ทำให้พวกเขาเปลี่ยนวิธีและลอกเลียนแบบระบบการสร้างรายได้ให้กับเกมของ Fornite แทบทั้งดุ้น มันคือ Black Market

Black Market จะทำหน้าที่หลัก ๆ 3 อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือระบบ Contraband ที่ผู้เล่นจะสามารถเล่นเกมไปเรื่อย ๆ เพื่อปลดล็อกไอเทมตกแต่งสวยงาม อย่างสติกเกอร์ ท่าเต้น ลายปืน เสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร เหมือนระบบ Tier System ของ Fortnite ที่มีการเปลี่ยนใหม่ทุกซีซัน แต่ของ BO4 มันมีจำนวนให้ปลดล็อกถึง 200 Tier ซึ่งผู้เล่นที่ทนเล่นไม่ไหว สามารถที่จะเติมเงินเพื่อข้าม Tier ได้ในราคา 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อขั้น และแน่นอนว่าของดี ๆ ก็จะอยู่ในลำดับท้ายเพื่อบังคับให้ผู้เล่นใช้เงินจำนวนมากในการปลดล็อกหากไม่มีเวลาเล่นนานพอ

สองคือผู้เล่นยังสามารถซื้อ Special Orders ซึ่งก็คือชุดไอเทมจำนวนหลายชิ้นมัดรวมกัน ในราคาสูงระดับ 8-20 เหรียญ ซึ่งไม่ใช่ว่าซื้อแล้วจะได้รับไอเทมทันทีนะครับ นี่คือการ “ซื้อโอกาสเพื่อที่จะปลดล็อกไอเทม” เพราะต้องมีการเก็บเลเวลไต่ลำดับก่อนจึงจะปลดล็อกไอเทมสวยงามเหล่าออกมาได้นี้

และสามหากผู้เล่นต้องการซื้อลายปืนและชุดตัวละครของเกมนี้โดยไม่ผ่านการเก็บเลเวลไต่ขั้นอย่างสาหัส ก็สามารถซื้อได้ใน Blackjack’s Shop ซึ่งก็มีราคาสูงถึง 9-10 เหรียญต่อลาย จริงอยู่ว่าไอเทมแต่งตัวเหล่านี้ไม่มีผลใด ๆ กับเกมเพลย์ ไม่ทำให้เราเก่งขึ้น ไม่สร้างความแตกต่างระหว่างผู้เล่น แต่มันก็เป็นการตั้งราคาที่ค่อนข้างจัดว่าดุดันมาก สำหรับเกมที่มีราคาหน้าป้าย 60 เหรียญเต็มและอีก 50 เหรียญ สำหรับ Black Ops Pass ในขณะที่ Fortnite เป็นเกมเล่นฟรี และสามารถเก็บเงินในเกมเพื่อซื้อ Battle Pass ได้ด้วยการเล่น โมเดลการหารายได้ของ BO4 ดูค่อนข้างโหดพอสมควรเลยทีเดียว และด้วยความที่มันไม่มีผลกับเกมเพลย์ มันอาจจะไม่ใช่จุดที่นำมาหักคะแนนรีวิวสำหรับผม แต่นี่คือระบบที่ผมไม่ถูกใจนัก


46801052_1955891107861757_8174801637492129792_n.jpg (59 KB)


Conclusion (AKA: TLDR)


โดยสรุปนั้น BO4 ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมทั้งสามโหมดที่ใส่เข้ามาให้เราเล่น จากซีรีส์ที่ผมเอาใจช่วยอย่างเหนื่อยหน่าย กลายเป็นเกมที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเกมยิงที่ดีที่สุดของยุคนี้เกมหนึ่ง มันคือ COD ที่ผมชอบที่สุดในรอบหลายปี สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ สาเหตุที่ผมชอบมันมากที่สุด เพราะมันไม่เหมือน COD มากที่สุด ทั้งมัลติเพลเยอร์ที่ลึกขึ้น และ โหมด Blackout ที่เป็นของใหม่ตามกระแส และถึงแม้มันจะไม่ได้สร้างอะไรใหม่ขึ้นมา หรือเป็นผู้นำวงการชู้ตติ้งเหมือนยุคก่อน แต่นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด เท่าที่ผมเห็นมา น่าเสียดายที่มันถูกทำร้ายจากโมเดลธุรกิจไปเล็กน้อยในสายตาผมซึ่งหากหักคะแนนในจุดนั้น สกอร์สุดท้ายจะไม่ใช่อย่างที่เห็น

คะแนน 9/10

Post by [Coolerist]
TOP