Wiki review


RESIDENT EVIL 2 REMAKE REVIEW
ความระทึกอันคุ้นเคย เผยโฉมในรูปแบบใหม่



Resident Evil 2 นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในเกมที่เคยสร้างปรากฏการณ์ในปี พ.ศ.2541 (ค.ศ.1998) บน PlayStation 1 จนทำยอดขายในยุคนั้นไปได้เกือบ 5 ล้านชุดด้วยกัน แถมยังได้รับคำชื่นชมมากมายถึงบรรยากาศความสยองของเกม ตัวละครนำอย่าง Leon และ Claire ที่ทำให้หลายคนชื่นชอบจนได้ปรากฏตัวซ้ำในภาคหลักอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเกมภาคหลัก‚ ภาคเสริมหรือภาพยนตร์ CG ก็ตาม ถ้าจะบอกว่า Resident Evil 2 เป็นภาคที่ส่งให้ซีรีส์นี้โด่งดังไปทั่วโลกก็คงไม่ผิดอะไรนัก และในปี พ.ศ.2562 (ค.ศ.2019) นี้เอง ที่เกมฉบับ Remake ก็ได้วางจำหน่ายเสียที แต่ว่าการทำใหม่คราวนี้ถ้าเทียบกับความประทับใจที่มีในสมัยก่อนจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันหรือไม่นะ?

*ขอขอบคุณ บริษัท ไซคอม อะมิวเม้นท์ จำกัด ที่ให้โค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้ครับ


เนื้อเรื่อง

ด้วยความที่ภาคนี้เป็นเกม Remake ของภาค 2 เนื้อหาจึงถือเป็นการนำเอาเหตุการณ์เดิมมาเล่าใหม่ในแง่มุมที่ต่างออกไป เพิ่มความลึกซึ้งของตัวละครให้มากขึ้น ปรับบทสนทนาให้ลื่นไหลขึ้น แต่ยังคงเค้าโครงเรื่องหลัก ๆ เอาไว้ตามเดิมไม่ให้หลุดจากเส้นเรื่องที่วางเอาไว้แล้วเท่าไหร่นัก Leon Scott Kennedy พระเอกของภาคยังคงเป็นนายตำรวจหนุ่มหน้าใหม่ที่เดินทางไปยัง Raccoon City เพื่อประจำการในวันแรกแต่ก็ดวงซวยกลายเป็นต้องเอาชีวิตรอดจากฝูงผีดิบกระหายเลือดเนื้อคนเป็น ๆ แทน ส่วน Claire Redfield ก็ยังเป็นสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยใจกล้าที่บิดมอเตอร์ไซค์คันโตตามลำพังมายัง Raccoon City เพื่อตามหาพี่ชายของเธออย่าง Chris Redfield พระเอกในภาคแรกซึ่งเงียบหายไม่ส่งข่าวคราวให้เธอรู้ เมื่อเธอเผชิญหน้ากับฝูงผีดิบก็บังเอิญได้พบกับผู้รอดชีวิตอีกคนอย่าง Leon เข้า ทั้งคู่จึงหลบหนีมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจด้วยกันเพื่อหวังขอความช่วยเหลือและค้นหาความจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทว่าอุบัติเหตุทำให้ทั้งสองต้องพลัดกัน และแม้จะมาถึงสถานีตำรวจแล้วมันก็ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่พวกเขาคิดแม้แต่น้อย

RE2 รีวิว 1.jpg (123 KB)

RE2 รีวิว 2.jpg (69 KB)
ฉากการพบกันครั้งแรกของสองตัวเอกสุดคลาสสิก


อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนนี้ว่าโครงเรื่องหลักนั้นยังคงเดิม แต่สิ่งที่ต้องชมคงไม่พ้นบทบาทของตัวละครเสริมต่าง ๆ ที่มีบทบาทมากขึ้น บทพูดที่สมเป็นคนจริง ๆ มากขึ้น และทำให้ผู้เล่นรู้สึกหดหู่ไปกับชะตากรรมของพวกเขายิ่งกว่าเกมต้นฉบับ ไม่ว่าจะ Marvin Branagh ผู้หมวดแห่งสถานีตำรวจ Raccoon City ที่ยังคงรอดชีวิตได้เป็นคนสุดท้ายจน Leon ⁄ Claire ไปพบ‚ Robert Kendo เจ้าของร้านปืนผู้โชคร้ายที่คราวนี้คุณอาจรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขามากกว่าต้นฉบับเสียอีก หรือจะตัวร้ายอย่างผู้กำกับแห่งสถานีตำรวจ Raccoon City อย่าง Brian Irons ที่คราวนี้คำพูดและนิสัยของเขาจะชวนให้คุณรังเกียจได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แม้กระทั่งตัวละครคู่หูของผู้เล่นอย่าง Ada Wong หรือ Sherry Birkin ก็มีการเพิ่มเติมแง่มุมซึ่งบ่งบอกบุคลิกของแต่ละคนได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรือหากใครอยากเห็นโมเมนต์เล็ก ๆ ระหว่าง Leon กับ Ada หรือ Leon กับ Claire ก็ได้เห็น ทั้งหมดล้วนเป็นสีสันและรสชาติที่ทำให้เกมภาคนี้เหนือกว่าเกมต้นฉบับ และหลายฉากหลายซีนก็ทำออกมาเคารพต้นฉบับด้วยเช่นกัน เพียงแต่อาจต่างสถานที่หรือต่างบริบทไปจากเดิมเล็กน้อยนั่นเอง

RE2 รีวิว 11.jpg (140 KB)
มีซอมบี้แล้วไง ขอจีบกันนิด ๆ หน่อย ๆ ผ่านลูกกรงก่อนน่า


แต่...ก็ใช่ว่าในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นจะไม่มีข้อติแต่อย่างใดครับ หากใครที่เคยเล่น Resident Evil 2 ฉบับดั้งเดิมมาน่าจะพอจำกันได้ว่าจุดขายของเกมในยุคนั้นคือสิ่งที่เรียกว่าระบบ Zapping System ที่การกระทำบางอย่างของตัวละครหนึ่งจะส่งผลกับอีกตัวละครหนึ่งที่เราเล่นในภายหลัง เช่น การเก็บไอเทมบางชิ้นโดยตัวละครแรก เมื่อเราเล่นอีกเนื้อเรื่องหนึ่งก็จะไม่มีชิ้นนั้นให้เก็บแล้ว เป็นต้น และเพื่อให้ระบบนี้ใช้งานได้อย่างที่ควรจะเป็น ตัวเกมจึงทำการแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 4 แบบนั่นคือ Leon A‚ Leon B‚ Claire A และ Claire B หากคุณเล่นใครในเนื้อเรื่อง A แล้วผลจากการกระทำนั้นจะส่งผลต่อตัวละครอีกคนในเนื้อเรื่อง B แถมเนื้อเรื่อง B นี่ล่ะที่เมื่อคุณเล่นจบแล้วจึงจะได้เห็นกับฉากจบสมบูรณ์ นอกจากนั้นในเนื้อเรื่อง B ที่ตีความว่าตัวละครเป็นผู้ที่เดินทางตามหลังเนื้อเรื่อง A มาเล็กน้อย จึงจะทำให้เราพอเห็นร่องรอยบางอย่างที่เนื้อเรื่อง A ทำเอาไว้ก่อนหน้า เช่น ห้องที่ปกติตัวละครนั้นจะเข้าไม่ได้ในเนื้อเรื่อง A แต่พอเป็นเนื้อเรื่อง B ก็จะเข้าได้เพราะอีกตัวละครนึงเปิดทางไปแล้วก่อนหน้านี้ เป็นต้น ดังนั้น เส้นเรื่องหลัก ๆ ของเกมจะมีเพียง 2 เส้นเรื่องใหญ่ คือ Leon A & Claire B หรือ Claire A & Leon B นั่นเอง

ทว่าในภาค Remake นั้น เกมจะถูกแบ่งออกเป็น 4 เนื้อเรื่องที่คราวนี้เรียกเป็น Leon 1st Run‚ Leon 2nd Run‚ Claire 1st Run และ Claire 2nd Run แทน จากชื่อของแต่ละเนื้อหาก็ชวนให้คิดได้ว่า อาจจะเป็นการวางเส้นเรื่องคล้ายกับของเก่าที่คนหนึ่งมาถึงก่อนแล้วอีกคนหนึ่งค่อยตามมาทีหลังและเข้าสู่สถานีตำรวจคนละทางกัน หากแต่เมื่อได้ลองเล่นแล้วก็พบว่าความแตกต่างของ 1st Run และ 2nd Run นั้นมีน้อยนิด สิ่งที่ต่างคือช่วงต้นที่เข้าสู่สถานีตำรวจ และการจัดวางไอเทมรวมถึงตำแหน่งศัตรูที่เปลี่ยนไป แต่เนื้อหาหลักแทบไม่มีอะไรต่างกันในระหว่าง 1st Run และ 2nd Run ครับ บอสที่ได้สู้ก็เหมือนกัน ที่จะเปลี่ยนก็คือฉากจบและบอสสุดท้ายที่แท้จริงที่เราจะต้องสู้ด้วยเท่านั้น ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับเส้นเรื่องและไทม์ไลน์ของตัวละครทั้งสองคนมาก เพราะบางอย่างที่อีกตัวละครก่อนหน้านี้ควรจะเผชิญไปแล้วใน 1st Run กลับเป็นว่าพอเล่นเป็นอีกตัวละครใน 2nd Run ก็ยังต้องเจออยู่ ไม่ว่าบอสที่ควรจะโดนกำจัดไปแล้ว ปริศนาบางอย่างที่ควรจะถูกแก้ไปแล้ว แม้แต่ตัวละคร NPC บางตัวที่ควรจะตายไปแล้วใน 1st Run พอมาเล่น 2nd Run ก็ยังมีอีเวนต์ของตัวละครนั้นอยู่ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทับซ้อนกันชัดเจนแทนที่จะเป็นการออกแบบเนื้อเรื่องตายตัวไปเลยว่าสิ่งที่ตัวเอกทั้งสองเผชิญนั้นเกิดขึ้นขนานกันไปในช่วงเวลาเดียวกันหรือไล่เลี่ยกัน ถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดายหลัก ๆ ของภาค Remake นี้เลยก็ว่าได้


เกมเพลย์

ในส่วนของเกมเพลย์นั้น เรียกได้ว่าผสมผสานรูปแบบการเล่นแบบคลาสสิกและเกมยิงมุมมองบุคคลที่ 3 ตามสมัยนิยมได้อย่างลงตัวทีเดียว เกม Resident Evil ภาคแรกในฉบับ Remake นั้นคงความคลาสสิกโดยใช้มุมมองกล้องวงจรปิด และเพิ่มระบบต่อสู้ใหม่อย่าง Defense Item เข้าไปให้ผู้เล่นเอาตัวรอดจากการโจมตีได้ในยามคับขัน พอ Resident Evil 2 ได้รับการ Remake บ้าง จึงนำเอาระบบ Defense Item มาต่อยอดใส่เข้าไปในเกมด้วยเช่นกันแต่คราวนี้จะไม่ใช่เป็นไอเทมที่ไว้ใช้ป้องกันตัวโดยเฉพาะแล้ว หากแต่สิ่งที่เราใช้ก็เป็นอาวุธสำรองทั่วไปที่จะหยิบมาใช้งานตอนไหนก็ได้นั่นคือมีดสั้น ระเบิดมือและระเบิดแสง ซึ่งการต่อยอดระบบเช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกได้ว่านี่คือภาคต่อของการ Remake โดยแท้ครับ แน่ล่ะ ว่าทีมสร้างก็คิดเผื่อแล้วว่าถ้าคนเล่น abuse ระบบนี้กันสนุกสนานเกมก็คงง่ายลงและขาดความกดดันไปมากโข ด้วยเหตุนี้อาวุธสำรองสุดเบสิคของเกมอย่างมีดสั้นจึงสามารถแตกหักได้ และยิ่งใช้ป้องกันตัวเองก็จะยิ่งหักไวกว่าใช้งานปกติเสียอีก

RE2 รีวิว 8.jpg (201 KB)
หากโดนจับ ทางเอาตัวรอดเดียวของคุณคือใช้อาวุธสำรอง
ไม่เช่นนั้นก็ต้องยอมโดนโจมตีไปฟรี ๆ


สำหรับใครที่คิดว่าเมื่อเกมปรับระบบการเล็งยิงมาเป็นมุมมองบุคคลที่สามแล้วจะทำให้เกมง่ายลงเพราะสามารถเล็งยิงระเบิดหัวซอมบี้ได้ง่ายดายนั้น ขอบอกเลยว่าคิดผิดครับ เพราะซอมบี้ภาคนี้ถูกยกระดับความอึดให้มากขึ้นกว่าที่แล้ว ๆ มาในบางตัวคุณอาจต้องยิงหัวมันซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายนัดแต่มันก็ไม่ยอมตายและยังคงปรี่เข้ามากัดคอคุณได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากจะเทียบซอมบี้ภาคนี้กับในภาคอื่นอย่าง Resident Evil 6 ก็คงเหมือนเทียบแผ่นเหล็กกับกระดาษยุ่ย ๆ ก็ไม่ผิดครับ นอกจากนั้นแล้วบรรดาท่วงท่ามือเปล่าต่าง ๆ ที่มีให้ใช้ตั้งแต่ Resident Evil 4 เป็นต้นมา ก็ไม่มีให้ใช้อีกต่อไป คุณไม่สามารถโจมตีศัตรูให้ผงะแล้วเข้าไปออกลวดลายม้วนตัวตีลังกาเตะพวกมันได้ มีแต่ต้องยิงซ้ำให้ล้มหรือไม่ก็วิ่งหนีเท่านั้น ความสามารถของตัวละครที่คุณเล่นในคราวนี้จะเป็นคนธรรมดาจริง ๆ

องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งของเกมที่ค่อนข้างเด่นชัดก็คงไม่พ้นการบริหารจัดการไอเทมที่เราพกติดตัว ด้วยความที่ตัวเราสามารถพกไอเทมได้จำกัด (แต่สามารถเก็บกระเป๋าเพิ่มช่องได้) จึงทำให้ผู้เล่นต้องคิดเนือง ๆ ว่าจะนำอาวุธอะไรติดตัวไปบ้าง กระสุนเท่าไหร่ ยาเติมพลังควรติดไปไหม ไหนจะคีย์ไอเทมที่จะต้องใช้ผ่านฉากอีก ทุกอย่างทุกชิ้นล้วนใช้ช่องเก็บไอเทมหนึ่งช่อง (และบางชิ้นก็สองช่อง) ดังนั้น การเล่นรอบแรกของคุณย่อมหลีกเลี่ยงกับการย้ายไอเทมเข้าออกกล่องสี่มิติเป็นว่าเล่นไปไม่ได้เลย

RE2 รีวิว 4.jpg (135 KB)

RE2 รีวิว 5.jpg (99 KB)
กระเป๋าเพิ่มช่องเก็บของ
(ว่าแต่ทำไมต้องเอาไปเก็บใส่ตู้เซฟ?)


ปริศนาต่าง ๆ ของเกมก็ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไป คำใบ้หรือคำตอบสามารถหาอ่านได้จากไฟล์เอกสารต่าง ๆ หรือการพลิกหมุนไอเทมสำรวจไปมา และบ่อยครั้งที่การแก้ปริศนาได้ก็จะให้รางวัลตอบแทนเป็นอาวุธใหม่หรือพาร์ทแต่งปืน ซึ่งจะทำให้การต่อสู้ฝูงผีดิบและสัตว์ประหลาดของคุณนั้นสะดวกขึ้นครับ

RE2 รีวิว 10.jpg (118 KB)
ปืนที่แต่งพาร์ทเสริมแล้วจะมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมมากมายเลยล่ะ


ศัตรูในเกมที่นอกเหนือจากซอมบี้ก็ไม่ได้ต่างจากต้นฉบับนัก แม้อาจจะมีบางประเภทที่หายไปเช่นแมงมุม‚ อีกาหรือมอธยักษ์ และบางประเภทก็เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมเล็กน้อย แต่เท่าที่มีในเกมก็ถือว่าทำพฤติกรรมการเคลื่อนไหวและการโจมตีให้ต่างกันได้ดีพอสมควรครับ โดยเฉพาะ Licker ที่คราวนี้กลับมาพร้อมความอึดมากกว่าต้นฉบับหลายเท่าทั้งยังว่องไวและโจมตีแรง ใครที่เล่นต้นฉบับมาแล้วเข้าเกมมาโดยคิดว่าจะฆ่า Licker ทุกครั้งที่เจออาจมีเหนื่อยได้ (ถึงเอาจริง ๆ มันก็มีวิธีฆ่าล่ะนะ) อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องชมคือการที่ศัตรูต่างประเภทกันสามารถปรากฏตัวในห้องเดียวกันได้นี่ล่ะครับ เพราะกลไกของเกมเช่นนี้มักทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันเสมอ เช่น เรากำลังเดินย่องเพื่อหลีกเลี่ยง Licker ไม่ให้มันรู้ตัว แต่ทันใดนั้นกลับปรากฏว่ามี Mr.X (Tyrant) โผล่เข้ามาในห้องด้วย เป็นต้น สถานการณ์จึงบังคับให้คุณต้องตัดสินใจเลือกระหว่างวิ่งหนี Mr.X แต่เสี่ยงโดน Licker โจมตี หรือเดินผ่าน Licker แต่เสี่ยงกับการโดน Mr.X ไล่ทันไปโดยปริยาย

RE2 รีวิว 7.jpg (91 KB)
หากเจอลิคเกอร์ ย่องให้เงียบที่สุด

RE2 รีวิว 9.jpg (129 KB)
แต่ถ้ามัวแต่เดินย่อง จะหลบฮุคซ้ายของพ่อโล้นร่างยักษ์ไม่พ้นแน่นอน


รูปแบบการเล่นอีกประการหนึ่งในแบบคลาสสิกก็คงหนีไม่พ้นการต้องวิ่งวนไปมาในฉากเพื่อหาไอเทมไปใช้สำหรับผ่านเหตุการณ์ ซึ่งผู้เล่นก็รับรู้กันมาตั้งแต่ภาคดั้งเดิมว่าสถานีตำรวจนั้นเดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถูกปรับปรุงใหม่มาใช้งาน ซึ่งนั่นเป็นความพยายามในการอธิบายว่าทำไมสถานีตำรวจถึงเต็มไปด้วยกลไกประหลาดมากมายแบบที่อาคารปกติเค้าไม่ทำกัน (แม้ว่าในหลายอย่างมันจะออกแถ ๆ ก็เถอะ) ในคราวนี้ Remake จึงออกแบบสถานีเสียใหม่ แม้ว่าปูมหลังจะเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์เก่าเหมือนเดิม แต่การจัดวางห้องต่าง ๆ จะสมเหตุสมผลมากขึ้น ผู้เล่นยังคงต้องวิ่งวนไปมา หรือบางครั้งต้องอ้อมห้องเพื่อไปยังจุดหมายเช่นเดิม แต่การปิดกั้นเส้นทางในคราวนี้ทีมสร้างใช้ลักษณะของข้าวของระเกะระกะที่วางซ้อนกันเพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงป้องกันผู้รอดชีวิตจากฝูงผีดิบที่ให้ความรู้สึกสมจริงมากกว่าเดิมว่าอย่างน้อยที่นี่ก็เป็นอาคารที่มีคนทำงานและใช้ชีวิตอยู่กันจริง ๆ ในแง่การออกแบบจะเรียกว่าผสมระหว่างงานออกแบบอาคารของ Resident Evil 1.5 และ Resident Evil 2 ฉบับดั้งเดิมเข้าด้วยกันก็คงไม่ผิดนัก

ในส่วนของความลับต่าง ๆ นั้นคุณก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเสียเงินซื้อ DLC เพิ่ม เพราะบรรดาอาวุธพิเศษทั้งหลายทั้งปวงคุณสามารถปลดล็อกมาใช้งานได้ทันทีหากทำตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ สำคัญแค่ว่าคุณเก่งพอรึเปล่าเท่านั้น หรือใครที่เล่นเนื้อเรื่อง Leon และ Claire แล้วแต่ไม่อิ่ม ก็ยังมีเนื้อเรื่องพิเศษอย่าง The 4th Survivor หรือ The Tofu Survivor ให้ได้เล่นกันเหมือนต้นฉบับเลยล่ะ

RE2 รีวิว 3.jpg (205 KB)
ปืนกระสุนไม่จำกัดที่เตรียมไว้ให้คุณใช้ในรอบล้างแค้น

RE2 รีวิว 12.jpg (250 KB)
โหมดนี้เราจะได้เล่นเป็น Hunk สุดยอดทหารรับจ้างประจำซีรีส์


กราฟิก

กราฟิกในเกมถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าชื่นชมครับ ด้วย RE Engine ที่ใช้พัฒนา Resident Evil 7 มาแล้ว ทำให้สีหน้าท่าทางของตัวละครออกมาสมจริงสมจังเหมือนมนุษย์แท้ ๆ มากกว่าที่เคย (แน่ล่ะ ก็ใช้เค้าโครงหน้าจากนายแบบนางแบบตัวจริงนี่นะ) พวกพื้นผิวต่าง ๆ ของวัตถุก็ทำออกมาได้เยี่ยม ไส้พุงหรือร่องรอยเหวอะหวะของซากศพจะทำให้คุณรู้สึกขยะแขยงได้จริง ๆ บาดแผลบนร่างกายของซอมบี้ก็ดูรุนแรงชนิดที่หากเป็นคนปกติย่อมตายไปแล้ว หากแต่ศพเดินได้เหล่านี้ก็ยังคงเดินเข้าหาคุณโดยไร้ความเจ็บปวด สิ่งละอันพันละน้อยพวกนี้มีส่วนช่วยอย่างมากในการขับเน้นบรรยากาศและธีมของเกมให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

RE2 รีวิว 6.jpg (293 KB)
โจมตีส่วนไหน ส่วนนั้นจะเห็นความเสียหายชัดเจน


แม้แต่ตัวละครที่เราเล่นก็จะมีปรากฏร่องรอยความเสียหายบนร่างกายเวลาโดนโจมตีให้เห็นบ้างเช่นกัน ไม่ว่าจะโดนกัด โดนกรงเล็บก็ตามที หรือหากตัวละครออกนอกอาคารแล้วโดนฝนร่างกายก็จะเปียกให้เห็น หรือถ้ามีอันต้องคลุกฝุ่นกลิ้งไปกับพื้น ร่างกายก็จะเปรอะเปื้อนให้เห็นตามเสื้อผ้าและเนื้อตัว เอาเป็นว่าเมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงท้ายเกมคุณจะได้เห็นทั้ง Leon และ Claire ในสภาพที่โทรมพอควรไม่มีหน้าใสปิ๊งเนื้อตัวสะอาดเรียบร้อยให้เห็นเป็นแน่

RE2 รีวิว 13.jpg (217 KB)
เนื้อตัวมอมแมมบอกให้รู้ว่าผ่านอะไรมาเยอะมากจริง ๆ


เสียงพากย์และเพลงประกอบ

ถ้าเทียบกับต้นฉบับแล้ว เสียงพากย์ของ Remake นั้นดีกว่าทั้งในแง่ของการแสดงอารมณ์และความลื่นไหลของบทสนทนาครับ แต่สิ่งที่เด่นที่สุดของภาคนี้คงไม่พ้นการสบถของตัวละครทั้งสองตัวขณะสู้กับศัตรู ที่ทำให้เราสัมผัสได้ว่าสองคนนี้เป็นคนธรรมดาที่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์ไม่ธรรมดาจริง ๆ (แม้หลังจากนี้จะกลายไปเป็นยอดมนุษย์กันหมดก็เถอะนะ) หากคุณยิงซอมบี้แล้วมันยังไม่ยอมตาย บางครั้งคุณอาจได้ยิน Leon พูดว่า “ตายไปสิวะ!” หรือ Claire พูดว่า “ถอยไป! อย่าเข้ามา!” สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนทำให้ผู้เล่นตระหนักว่าสองคนนี้ที่คุณได้บังคับนั้นยังคงเป็นมนุษย์ทั่วไป มีกลัวมีลนลานแต่ยังข่มใจตัวเองได้อยู่


สำหรับเพลงประกอบนั้น โดยส่วนตัวแล้วผมยังคิดว่าเพลงจากต้นฉบับนั้นติดหูและเป็นที่จดจำได้มากกว่า แต่ก็ใช่ว่าเพลงฉบับ Remake จะไม่ดีนะครับ เพราะอย่างน้อยเพลงเวลา Mr.X ปรากฏตัวก็จะติดหูคุณเพราะคุณจะได้ฟังมันบ่อย ๆ ในเกมครับ ท่วงทำนองที่หนักหน่วง ดุดันและคุกคามเช่นนั้นเหมาะกับอารมณ์ความรู้สึกขณะโดน Mr.X ไล่ล่าที่สุดแล้ว หากไม่เชื่อก็ขอให้ลองฟังดูในเกมได้เลยครับ


สรุป

Resident Evil 2 Remake เป็นการนำเกมเก่าอายุ 21 ปีมาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างสวยงาม ระบบและการนำเสนอของเกมนั้นร่วมสมัยแต่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของต้นฉบับ จึงทำให้ผลงานที่ออกมานั้นสนุกสมการรอคอยและควรค่าแก่การซื้อหามาเล่น ยิ่งถ้าคุณชื่นชอบเกมแนวสยองขวัญเป็นทุนเดิมนี่คือผลงานที่คุณไม่ควรพลาด แต่น่าเสียดายที่ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นกลับไม่เชื่อมต่อกันสนิทอย่างที่คาดหวัง ไม่เช่นนั้นภาคนี้อาจจะกลายเป็นภาคที่สมบูรณ์ที่สุดภาคหนึ่งเลยก็ว่าได้

คะแนน

8.5 ⁄ 10

Post by [G-jang]
TOP