Wiki review

DEVIL MAY CRY 5 รีวิว

ตำนานปิศาจสะอื้น หวนคืนวงการอย่างภาคภูมิ


ถ้าจะมีการไล่เรียงชื่อของเกมแอ็คชันแนว hack & slash เดินหน้าฝ่าดงศัตรูพร้อมให้ตัวเอกออกท่วงท่าลวดลายสุดเวอร์วังอลังการและเท่บาดใจ ผมเชื่อว่าชื่อของ Devil May Cry จะต้องผุดขึ้นมาในใจของเกมเมอร์เป็นชื่อแรก ๆ แน่นอน เพราะนับแต่ภาคแรกวางจำหน่ายในสมัยเครื่อง PlayStation 2 เป็นต้นมา Devil May Cry ก็แทบเรียกได้ว่าเป็นผู้นำเกมสไตล์นี้ของยุคใหม่เลยก็ว่าได้ จากนั้นมาซีรีส์นี้ก็ได้วางจำหน่ายภาคต่อรวมถึงสปินออฟออกมาอีกมากมาย บ้างก็ฉบับนิยาย บ้างก็อนิเม บ้างก็เป็นเกมภาครีบูตที่โละของเก่าทั้งหมดและเริ่มต้นใหม่แต่เสียงตอบรับก็ใช่จะน่าพอใจอย่างที่หวัง ทำเอาซีรีส์นี้เงียบหายไปเป็นเวลา 6 ปี กว่าที่ Devil May Cry 5 ซึ่งเป็นภาคล่าสุดจะวางจำหน่าย (และเป็นเวลา 11 ปีกว่าที่จะได้ดำเนินเรื่องราวต่อจากเส้นเรื่องเดิม) แต่การกลับมาคราวนี้จะยังคงมนต์เสน่ห์ได้หรือไม่นะ?


เนื้อเรื่อง

หากจะให้กล่าวถึงเนื้อเรื่องที่ผ่านมาของซีรีส์นี้ คงต้องใช้คำว่ามันธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรลึกซึ้งหรือซับซ้อนมากนัก แม้ว่าโลกของ Devil May Cry จะมีการปู lore ของซีรีส์เอาไว้ให้ติดตาม แต่ว่าแก่นแกนเนื้อหาแต่ละภาคก็ไม่หนีกับการที่มีปิศาจผู้ทรงพลังปรากฏตัว พระเอกของเราจึงต้องออกไปกู้สถานการณ์ เนื้อเรื่องเหมือนเป็นเพียงข้ออ้างให้เกิดสถานการณ์ที่พระเอกได้วาดลวดลายให้เรามาเล่นกัน เพียงแต่ว่าเรื่องราวมันขับเคลื่อนโดยบรรดาตัวละครมากสีสันและบุคลิกลักษณะโดดเด่นนี่เอง ที่ทำให้เกมเมอร์หลายคนหลงเสน่ห์ตัวละครประจำซีรีส์นี้อย่างมากมาย โดยเฉพาะพระเอกหลักประจำซีรีส์อย่าง Dante ที่ยียวนกวนประสาทผู้มั่นใจในฝีมือของตัวเองทุกขณะจิตว่าตนเองสามารถโบกปิศาจทุกตัวที่เจอจนหัวทิ่มดินได้ (ซึ่งพี่แกก็เก่งจริงซะด้วย) จนกลายเป็นขวัญใจของเกมเมอร์หลายคนตลอดเวลาที่ผ่านมา

ใน Devil May Cry 5 นี้ แก่นของเรื่องราวยังคงไม่หนีจากภาคก่อน ๆ นั่นคือปิศาจทรงพลังโผล่จนสร้างวิกฤติที่อาจกระทบทั้งโลกได้ พระเอกเลยต้องไปปราบ เพียงแต่จุดแข็งของเนื้อหาก็ยังคงเป็นบรรดาตัวละครมากหน้าหลายตาที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี (ถ้าคุณเล่นภาคก่อน ๆ มา) หรือแม้แต่ตัวละครหน้าใหม่ก็มีบุคลิกลักษณะที่ชวนให้ติดตาม และบทสนทนาระหว่างตัวละครก็ชวนให้บันเทิงได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะ Dante ขาประจำที่ยังคงความยียวนแต่ก็นิ่งขึ้นตามอายุที่มากขึ้น Nero จากภาค 4 ที่ยังคงความหัวร้อนขี้หงุดหงิดจ้องแต่จะบวกฝั่งตรงข้ามตามประสาคนหนุ่ม หรือ V ตัวละครใหม่ผู้ลึกลับนิ่งขรึมพูดน้อยเจ้าบทเจ้ากลอนแทบทุกขณะ กระทั่งบรรดาตัวละครสมทบที่คุ้นเคยก็กลับมาให้ได้เห็นหน้าเห็นตากันหมด (ถึงบางคนจะมาแค่เสียงก็เถอะแต่ก็ถือว่ามาละกัน) ถ้าจะให้บอกว่าตัวละครพวกนี้คือกลุ่มที่แบกเนื้อหาทั้งเกมก็ไม่ใช่สิ่งที่เกินเลยครับ กระทั่ง Griffon ที่เป็นนกปากมากยังมีเสน่ห์เลยนะ


รีวิว 8.jpg (197 KB)
ตัวเอก 3 คน 3 บุคลิก
รูปแบบการเล่นก็แยกเป็น 3 แบบ



ถ้าพูดในแง่ของบทสรุปเรื่องราวภาคนี้ คงให้คำจำกัดความได้ว่ามันคือ Family Drama ชนิดเล่นใหญ่ระหว่างคนในครอบครัวที่ดันไปลากคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ทั้งเมืองมาติดร่างแหไปด้วยนั่นล่ะ โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าภาคนี้ปิดฉากเรื่องราวส่วนนึงลงไปได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่สุดในหลายด้านให้ความรู้สึกเหมือนแบบ “อ้าวเฮ้ย เดี๋ยวดิ แล้วไอ้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี่จะรับผิดชอบยังไงอะ?” แต่...ก็อย่างที่บอกไปตอนต้นครับว่าเนื้อเรื่องซีรีส์นี้มันก็แค่ข้ออ้างให้เกิดสถานการณ์ที่ตัวเอกจะได้วาดลวดลายเท่านั้น ถึงอย่างนั้นก็ตามถ้าคุณชื่นชอบตัวละครจากซีรีส์นี้ล่ะก็ จบภาคนี้คุณก็จะอิ่มอกอิ่มใจไประดับนึงเลยนั่นแหละ


เกมเพลย์

เอาล่ะ มาว่าถึงส่วนสำคัญที่สุดของเกมนี้กันดีกว่า อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่า DMC คือซีรีส์ hack & slash ที่ให้เราได้ฟาดฟันศัตรูด้วยลีลาท่วงท่าเวอร์วังอลังการ ซึ่งจากภาคแรกมาที่ท่าต่อสู้ของเรายังไม่มีอะไรหลากหลายและซับซ้อนมากนักก็ได้พัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ จนมีความลึกซึ้ง สนุกและพลิกแพลงได้มากมายมหาศาลตามใจผู้เล่น มิหนำซ้ำตัวละครที่มีให้เล่นในภาคนี้ทั้ง 3 ตัวอย่าง Dante‚ Nero และ V ต่างก็มีสไตล์การเล่นที่ต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง ทำให้ผู้เล่นจะต้องปรับความคิดและปรับสไตล์การเล่นของตนทุกครั้ง


Nero

แม้ว่าตัวละครนี้จะดูเหมือนว่าเป็นตัวละครพื้นฐานที่ท่วงท่าไม่ได้หลากหลาย และอาวุธที่มีให้ใช้ก็จำกัดแถมยังเปลี่ยนไม่ได้ แต่ถ้าคุณได้ลองเพิ่มท่าเพิ่มสกิลเข้าไปดูจะรู้ว่า Nero ก็มีท่าโจมตีที่ไว้ใช้รับมือกับหลายสถานการณ์ได้ดีไม่เบา นอกจากนั้นแล้วเอกลักษณ์อย่างนึงของ Nero ก็คือแขนเทียมนั่นเอง จากภาค 4 ที่เขามี Devil Bringer ไว้ใช้งานเพื่อจู่โจมศัตรูได้อย่างรุนแรง พอมาในคราวนี้แขนของเขาโดนตัดขาดไปตั้งแต่ก่อนเริ่มเกมจึงทำให้ต้องใช้งานแขนเทียมเป็นการชดเชย ซึ่งแขนเทียมนี่แหละที่เป็นตัวสร้างความหลากหลายในการเล่น เพราะมีหลากหลายชนิดให้ใช้งานแถมแต่ละชนิดก็มีฟังก์ชันที่ไม่เหมือนกัน บ้างก็ใช้งานเหมือน Devil Bringer ในภาคเก่า บ้างก็เหมาะใช้ทำลายจังหวะของศัตรูเปิดโอกาสให้เราทำคอมโบต่อเนื่อง บ้างก็ใช้โจมตีเป็นวงกว้างโดยรอบในยามตกอยู่ในวงล้อม ฯลฯ และด้วยความที่เกมนี้คุณไม่สามารถเลือกเปลี่ยนแขนได้เองโดยอิสระ การจะใช้แขนชนิดอื่นคุณจะต้องระเบิดแขนทิ้งหรือไม่ก็โดนโจมตีระหว่างใช้แขนจนแขนพังเท่านั้น ผู้เล่นจึงต้องทำการบริหารจัดการแขนที่มีด้วยเช่นกัน และการเปลี่ยนชนิดแขนก็เป็นการบังคับให้ผู้เล่นต้องปรับวิธีเล่นปรับกลยุทธ์บ้างเหมือนกันเพื่อให้เหมาะสมกับแขนที่ใช้งานในขณะนั้น ถ้าเปรียบเป็นเกม RPG อื่น ๆ Nero ก็คงมีบทบาทไม่พ้นเป็นคลาสนักรบที่เน้นตีประชิด ตีหนัก (ตัวไหนไกลเกินก็ยืดแขนไปจับมันมาใกล้ ๆ ได้) แต่หากคุณอยากใช้ Nero ได้เต็มประสิทธิภาพก็ต้องจบเกมก่อนหนึ่งรอบนะ

รีวิว 4.jpg (501 KB)
แขนของ Nero นั้นมีให้ใช้งานหลากหลายแบบ
ทุกแบบมีประโยชน์หมด อยู่ที่คุณเลือกว่าถนัดแบบไหน


Dante

พระเอกขาประจำของซีรีส์ กลับมาคราวนี้เขายังคงความครบเครื่องเช่นเคย ด้วยความที่ Dante สามารถปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นได้ถึง 4 แบบอย่างที่ทุกคนคุ้นเคย นั่นคือ Trickster ที่เน้นการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วฉับไวสามารถหลบหลีกหรือบุกประชิดได้ในพริบตา‚ Gunslinger ที่เน้นความสามารถเชิงปืนโจมตีจากระยะไกลรัวกระสุนไม่ยั้ง‚ Royal Guard ที่เน้นการตั้งรับปัดป้องการโจมตีเพื่อรอจังหวะสวนกลับอย่างรุนแรงทีเดียว และสุดท้ายคือ Sword Master ที่เน้นการโจมตีประชิดด้วยอาวุธระยะใกล้อย่างต่อเนื่องเป็นชุดใหญ่ แน่นอนล่ะว่าใครถนัดสไตล์ไหนก็สามารถเน้นสไตล์นั้นอย่างเดียวได้ไม่มีปัญหา แต่ว่าเมื่อคุณสามารถสลับสับเปลี่ยนสไตล์ได้ตลอดเวลา มือชั้นเซียนจึงยิ่งสามารถออกลวดลายโฉบเฉี่ยวรวดเร็วชนิดที่คนเห็นก็ต้องตะลึงอ้าปากค้างได้ไม่ยาก พอผนวกกับบรรดาอาวุธประชิดและปืนที่เราสามารถเลือกติดให้กับ Dante ได้อิสระและยังกดเปลี่ยนได้ทันทีแล้ว ผู้เล่นจึงสามารถผสมผสานท่าต่อเนื่องและคอมโบออกมาได้นับไม่ถ้วนเลยทีเดียว มิหนำซ้ำ Dante ยังคงใช้งาน Devil Trigger เพื่อแปลงร่างเป็นปิศาจได้เหมือนเดิมที่เพิ่มความเร็วและความหนักหน่วงของการโจมตีมากขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น พอช่วงท้ายเกมก็จะมีเซอร์ไพรส์บางอย่างเสริมความแข็งแกร่งให้ Dante มากยิ่งขึ้นไปอีก จากเดิมที่ระบบการต่อสู้ของเขาลึกซึ้งและซับซ้อนอยู่แล้วก็ยิ่งทวีมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก เรียกได้ว่าถ้าเป็น RPG ล่ะก็ Dante คือตัวละครสายผู้กล้าในตำนานที่เก่งไปซะทุกอย่างนั่นแหละครับ

รีวิว 6.jpg (439 KB)
Dante คือตัวละครที่เก่งทุกด้านแต่ก็แลกมาด้วย
ระบบการเล่นที่ซับซ้อนที่สุดไปโดยปริยาย


V

ตัวละครหน้าใหม่ประจำภาคที่รูปแบบการเล่นก็ต่างจากอีกสองคนโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่เขาไม่มีความสามารถในการต่อสู้ด้วยตนเองเลย หน้าที่ในการสู้รบปรบมือจึงเป็นของสัตว์อสูรคู่กาย (ที่ยังไงผู้เล่นก็ต้องกดคำสั่งโจมตีเองอยู่ดีนะ) อย่าง Griffon ที่เปรียบเสมือนเป็นปืนไว้ใช้โจมตีระยะไกล และ Shadow ที่เปรียบเป็นดาบไว้ใช้โจมตีระยะใกล้แทน แต่ถ้าหากแค่นั้นยังไม่พอเขายังสามารถกดเรียก Nightmare ที่เป็นอสูรร่างยักษ์ออกมาโจมตีสร้างแดเมจรุนแรงได้อีก รูปแบบการเล่นของ V จึงเน้นที่การทิ้งระยะจากศัตรูและการต่อสู้โดยปล่อยให้สัตว์อสูรเข้าไปโรมรันพันตูกับศัตรูแทน หากศัตรูเข้ามาใกล้นั้น V จะไม่มีทางรับมือได้เลยและจำเป็นต้องหลบหลีกเท่านั้น ทว่าถ้าเอาแต่อยู่วงนอกก็คงจะง่ายดายเกินไป เกมจึงกำหนดให้ V ต้องเป็นคนเข้าไปประชิดปิดฉากศัตรูแต่ละตัวด้วยไม้เท้าเท่านั้น ต่อให้สัตว์อสูรของคุณจะโจมตีและนวดศัตรูจนน่วมแค่ไหนแต่ถ้า V ไม่จู่โจมปิดฉากมันก็จะไม่ตายอยู่ดี ซึ่งเป็นการบังคับให้ผู้เล่นต้องคอยสังเกตและระวังตัวตลอดเวลาเช่นกัน ถ้าเปรียบเป็นเกม RPG แล้ว V ก็คือตัวละครคลาสจอมเวทย์นั่นเองครับ


รีวิว 5.jpg (411 KB)
ถ้าเกจ Devil Trigger มากพอ
V จะสามารถสั่งการสัตว์อสูรได้พร้อมกันทีเดียว 3 ตัว


สำหรับเกม hack & slash อย่าง Devil May Cry แล้ว การที่สามารถใส่รูปแบบการเล่นซึ่งต่างกันมาก ๆ ของทั้ง 3 ตัวละครลงมาอยู่ในเกมเดียวกันได้แถมเล่นแล้วมันเวิร์ค มันเข้ากันได้กับเกมอย่างไม่มีอะไรติดขัดนี่ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างมาก อ้อ แถมภาคนี้ยังใส่ระบบออนไลน์เล็ก ๆ เข้ามาที่เรียกว่าระบบ Cameo ด้วยนะ นั่นคือถ้าในระหว่างที่เราเล่นนั้นหากมีใครที่กำลังเล่นฉากเดียวกับเรา เราจะได้เห็นเขากำลังตีกับศัตรูในตอนนั้นเลย ซึ่งอาจจะได้อยู่ด้วยกันหรืออาจจะอยู่คนละที่ก็ได้ เมื่อจบฉากเราก็จะยกนิ้วให้กับการเล่นของคนอื่นเป็นการชมเชยก็ได้


รีวิว 2.jpg (250 KB)
20 ภารกิจหลากหลายระดับความยาก
เล่นกันให้หายอยากไปข้างนึง



สำหรับในแง่อื่น ๆ ของเกมนั้นยังคงนำองค์ประกอบอื่น ๆ จากภาคก่อนกลับมาครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Secret Mission ให้เราได้มองหาและเคลียร์เพื่อรับรางวัลเป็นเศษชิ้นส่วน Blue Orb ไว้เพิ่มขีดจำกัดของพลังชีวิต‚ การมองหาทางลับเพื่อไปเก็บเศษชิ้นส่วน Purple Orb ไว้เพิ่มขีดจำกัดของพลังปิศาจ‚ การคิดแรงก์ตามความเก่งที่เราเล่นได้ในแต่ละฉาก หรือระดับความยากต่าง ๆ ที่หลายคนคุ้นเคย และก็ยังมีเอกสารและ lore ของตัวละครต่าง ๆ ให้ได้อ่านกันค่อนข้างเต็มอิ่มเลยทีเดียวล่ะ ผมมั่นใจว่าถ้าคุณอยากจะเล่นเก็บทุกอย่างให้ครบสมบูรณ์คุณจะต้องใช้เวลากับเกมนี้นานมากเลยล่ะ


รีวิว 3.jpg (317 KB)
ใช้ Red Orb เพื่อซื้อสกิลใหม่ แขนใหม่ หรือไอเทม
แน่นอนว่าสกิลแต่ละตัวละครนั้นแยกกันหมด


รีวิว 1.jpg (314 KB)
อ่าน Lore หรือรายละเอียดอื่น ๆ กันได้เต็มที่


กราฟิกและการนำเสนอ

ในส่วนของกราฟิกนั้น ด้วยขุมพลังของ RE Engine เช่นเดียวกับที่ใช้ใน Resident Evil 2 Remake ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ จึงทำให้ภาพที่ออกมาสวยงามใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าตาแต่ละตัวละครที่ไปสแกนใบหน้าของบรรดานายแบบนางแบบตัวจริงมาจึงทำให้การแสดงสีหน้าท่าทางนั้นเป็นธรรมชาติ นอกจากนั้นแล้วแม้ว่าจะเป็นตัวละครที่หน้าตาสมจริงขนาดนี้แต่ดำเนินเรื่องในเซ็ตติ้งแบบอภิมหาแฟนตาซีก็ไม่รู้สึกว่ามันขัดหรือแปลกแยกแต่อย่างใดครับ ถ้าจะมีจุดสังเกตอย่างหนึ่งก็คงจะเป็นพวกรายละเอียดวัตถุหรือพื้นผิวต่าง ๆ ในฉากเล่นที่ดูจะด้อยกว่าหากเทียบกับ RE2 Remake ทว่าด้วยเกมเพลย์ที่เน้นความรวดเร็วฉับไวของ DMC อย่างที่เป็น การลดความละเอียดเพื่อไปเสริมในส่วนการเล่นแทนจึงไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิแต่อย่างใดครับ สิ่งที่น่าจะทำให้หลายคนชอบก็คงเป็น Photo Mode ที่ช่วยให้ผู้เล่นจับภาพโมเมนต์เด็ด ๆ จังหวะเท่ ๆ แล้วหมุนมุมกล้องเลือกช็อตที่ต้องการเพื่อเซฟเก็บไว้ได้นี่ล่ะครับ


รีวิว 7.jpg (457 KB)
ด้วย Photo Mode ทำให้เราสามารถหมุนมุมกล้อง
หาองศาที่ต้องการเพื่อจับภาพได้อย่างง่ายดาย



มาถึงการนำเสนอกันบ้าง บรรดาคัตซีนต่าง ๆ และฉากอินโทรขณะเจอบอสหรือได้อาวุธใหม่ก็ยังคงทำได้สนุกและดีงามตามมาตรฐาน การออกแบบฉากแอ็คชันที่เจ๋ง เท่และชวนให้สงสัยว่า “คิดได้ไงวะ” ก็มีทั้งเกมเหมือนเคย หากแต่อย่างเดียวที่ผมรู้สึกแอบเสียดายคือสเกลของเรื่องและพลังของตัวร้ายประจำภาคที่ตามเนื้อเรื่องบอกว่าทรงพลังเท่าหรืออาจจะยิ่งกว่า Mundus ที่อยู่ในฐานะของเจ้านรกตามท้องเรื่องของ Devil May Cry ในภาคแรกเสียอีก โดยในภาคแรกนั้นทั้ง Dante และ Mundus ถึงกับต้องเปลี่ยนมิติบินสู้กันในอวกาศเลยทีเดียว พอมาในภาคนี้ผมก็แอบหวังว่าจะได้เห็นฉากหรือบอสไฟต์ที่อลังการในความรู้สึกบ้างแต่กลายเป็นว่าสุดท้ายก็สู้กันในลักษณะของการสู้กับ humanoid ที่ตัวใหญ่กว่าเราราวสามหรือสี่เท่าแค่นั้นครับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบอสใหญ่ของเกมจริง ๆ อีกนะ เทียบแล้วให้ความรู้สึกเหมือนดูดราก้อนบอลที่เรารู้ว่าพลังทำลายล้างแต่ละคนรุนแรงแค่ไหนแต่เอฟเฟคต์ที่แสดงดันดูไม่ค่อยรุนแรงอย่างที่ควรเป็นนั่นล่ะครับ แอบเสียดายว่าถ้าทีมสร้างจะเล่นใหญ่กว่านี้สักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย


เสียงพากย์และเพลงประกอบ

เสียงพากย์นั้นส่วนตัวผมว่าทำได้แบบไม่มีที่ติ ทั้งด้วยนักพากย์ที่เราคุ้นเคยต่างก็กลับมารับบทเดิมของตัวเองกันเยอะพอดูและสำหรับตัวละครที่เปลี่ยนคนพากย์ก็ได้คนที่เสียงคล้ายเก่าจนไม่แปลกหู แถมน้ำเสียงที่แสดงออกและการรับส่งบทสนทนาระหว่างกันก็ไหลลื่นเป็นธรรมชาติดีทำให้เราเชื่อได้ว่าตัวละครพวกนี้เป็นคนรู้จักเป็นเพื่อนกันจริง ๆ เชื่อได้ว่าคาแรคเตอร์ของแต่ละคนเป็นแบบนั้นจริง ๆ ฉากคัตซีนต่าง ๆ จึงออกมาดูดีไม่มีติดขัดครับ


ว่ากันถึงเพลงประกอบบ้าง ส่วนนี้เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของเกมที่ช่วยหนุนฉากต่อสู้ได้ดีเลยครับ เพลงประจำตัวในฉากสู้ของแต่ละคนดูแต่งเนื้อร้องและทำนองออกมาได้เข้ากับคาแรคเตอร์และปูมหลังของตัวละครแต่ละตัวใช้ได้เลยล่ะ Devil Trigger ที่เป็นเพลงประจำฉากสู้ของ Nero ก็จังหวะเร็ว ดนตรีมันเร้าใจ สมกับคาแรคเตอร์หัวร้อนที่พร้อมปะทะทุกเวลาของ Nero ดี พอมาเป็นเพลง Subhuman ของ Dante ก็เน้นที่ดนตรีทุ้มหนักบวกเสียงร้องคำรามในแบบเมทัลที่เข้ากับคาแรคเตอร์ของ Dante ซึ่งรู้ตัวดีว่าตัวเองนั้นเป็นปิศาจที่ทรงพลังและต้องคอยควบคุมตัวเองตลอดเวลา และพอมาเป็น Crimson Cloud ของ V ก็จะให้ความรู้สึกลึกลับดำทะมึนด้วยจังหวะดนตรีที่ช้ากว่าเพลงอื่นตามคาแรคเตอร์ของ V ที่ไม่ได้เคลื่อนที่รวดเร็วเหมือนอีกสองคนครับ


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากคุณเล่นเกมจนจบแล้วได้ฟังเพลง Legacy คุณจะรู้สึกได้ถึงความอิ่มเอมใจและสัมผัสได้ถึงการสิ้นสุดของตำนานบทหนึ่งเพื่อรอตำนานบทใหม่เริ่มต้นอีกครั้งครับ


สรุป

การกลับมาของ Devil May Cry 5 ในครั้งนี้สมศักดิ์ศรี งดงามตระการตาและสนุกสมการรอคอย หากคุณเป็นแฟนซีรีส์คุณจะได้แทบทุกอย่างที่คาดหวังจะได้จากภาคนี้ และต่อให้คุณไม่เคยติดตามซีรีส์นี้มาก่อนคุณก็สามารถสนุกกับเกมได้ไม่ยากด้วยเกมเพลย์ที่แน่นปึ้กตอบสนองฉับไวจึงไม่มีอะไรให้ติจริง ๆ ครับ ถ้าคุณยังไม่ได้หามาเล่นก็อยากให้ลองซื้อมาเล่นดูแล้วจะรู้ว่าเกมที่ระบุแนวเกมตัวเองว่าเป็น Stylish Action เกมนี้มีดีแค่ไหน


คะแนน


9 ⁄ 10

Post by [G-jang]
TOP