Wiki review


รำลึกความหลังครั้งฟาดแส้ล่าแวมไพร์ในแบบพิกเซล


*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Konami Digital Entertainment Limited มา ณ โอกาสนี้


เกมเมอร์อายุวัย 30+ คงต้องเคยเล่นหรือเคยผ่านตากับเกมแอ็คชันที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากโหดหินเกมหนึ่งของยุค เกมที่ให้เรารับบทเป็นตัวเอกรูปร่างหน้าตาเหมือน Conan The Barbarian แต่ดันใช้อาวุธคู่มือเป็นแส้ละม้ายคล้าย Indiana Jones ซึ่งมีบรรดาศัตรูและบอสในเกมเป็นภูติผีปิศาจร้ายในตำนานหรือในภาพยนตร์ที่โด่งดังในยุคนั้น และบอสใหญ่ก็ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็น Dracula เจ้าแห่งแวมไพร์ทั้งปวงนั่นเอง

ส่วนผสมที่ดูพิลึกแบบนี้แต่พอจับมารวม ๆ กันมันดันสร้างเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างไม่น่าเชื่อจนเกมได้รับความนิยมและมีภาคต่อออกมาอีกมากมาย ชื่อของเกมดังกล่าวก็คือ Castlevania นั่นเอง

ในคราวนี้ Konami ได้จับเอาเกมทั้งหมดจำนวน 8 เกมมัดรวมกันมา (ประกอบด้วย 7 เกมในเส้นเรื่องหลักและ 1 เกมที่เป็นภาคสปินออฟ) แถมด้วย Bonus Book ที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเบื้องหลังการสร้างที่แฟน ๆ ของซีรีส์ไม่ควรพลาด เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมขอแจกแจงในแต่ละประเด็นเลยแล้วกันครับ

*รายชื่อเกมทั้ง 8 ในชุดนี้

Castlevania (แฟมิคอม)
Castlevania II: Simon′s Quest (แฟมิคอม)
Castlevania III: Dracula′s Curse (แฟมิคอม)
Super Castlevania IV (ซูเปอร์แฟมิคอม)
Castlevania: The Adventure (เกมบอย)
Castlevania II: Belmont′s Revenge (เกมบอย)
Castlevania: Bloodlines (เมก้าไดร์ฟ)
Kid Dracula (แฟมิคอม)


เนื้อเรื่อง

ด้วยความที่เกมฉบับนี้เป็นการมัดรวม 8 เกมเข้าด้วยกัน จะให้กล่าวถึงเนื้อหาแต่ละเกมก็คงจะกินเวลายืดยาวเกินไป อีกทั้งคงต้องยอมรับว่าจำนวนเกมทั้ง 8 นี่เป็นเกมในยุคคลาสสิก สมัยที่ตัวละครยังเป็นเม็ดพิกเซลและเนื้อหาไม่ใช่ส่วนสำคัญเท่ากับความสนุกของเกมเพลย์ ถ้าจะนำมาตรฐานของเกมปัจจุบันไปจับก็คงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก

เพราะจะว่าไปแล้วเนื้อหาแต่ละภาคก็แทบจะไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า “เอาล่ะ เจ้าชายแห่งความมืดอย่าง Dracula มันคืนชีพอีกแล้วล่ะ เป็นหน้าที่ของเราผู้มีสายเลือดตระกูล Belmont ต้องเอาแส้ประจำตระกูลไปหวดมันให้ม่องเท่งอีกรอบ” ถึงแม้ว่าบางภาคจะมีรายละเอียดยิบย่อยเพิ่มเติมหรือพลิกขั้วไปเป็นเด็ก ๆ ใส ๆ อย่าง Kid Dracula ไปเลย แต่หลัก ๆ แก่นของเกมก็มีแค่เท่านี้นั่นล่ะครับ เรียกได้ว่าเป็นธรรมเนียมของเกมแอ็คชันยุคคลาสสิกแบบแท้ ๆ เลยที่เล่าแบบทื่อ ๆ ตรงไปตรงมาไม่ต้องมีชั้นเชิงอะไร


CV Anniver 5.jpg (519 KB)
ระเบิดบ้านช่องคน (?) อื่นเสร็จแล้ว
สบายใจละ
กลับบ้านไปนอนได้


เกมเพลย์

ทั้ง 8 เกมคือแอ็คชันเพียว ๆ ที่สามารถเล่นได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก จับปุ๊บเล่นเป็นปั๊บทันที (อาจต้องยกเว้นภาค Simon’s Quest ที่ผสมองค์ประกอบแบบ RPG ไว้ซักภาค ถ้าคุณเล่นจบและผ่านทุกปริศนาได้โดยไม่เปิดดู walkthrough นี่ถือว่าเก่งมาก) ในแต่ละภาคอาจจะมีระบบเสริมเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อความหลากหลาย

แต่เนื้อแท้ของเกมก็คือเกมแอ็คชันสองมิติลุยด้านข้างที่ตัวเราจะมีอาวุธหลักประจำกายกับอาวุธเสริมหลากหลายชนิดให้ได้ใช้งาน ซึ่งอาวุธเสริมนี่ล่ะที่บางครั้งก็เป็นตัวตัดสินได้เหมือนกันว่าชีวิตจะสบายหรือลำบากยากเข็ญ ถ้าคุณเก็บขวดน้ำมนต์มาแต่บอสดันเป็นพวกที่เอาแต่บินลอยไปมาก็ชวนหงุดหงิดได้เหมือนกัน

สิ่งที่ต้องพูดถึงคือรูปแบบเกมเพลย์ที่เน้นความสามารถของผู้เล่นแบบแท้ ๆ ไม่มีตัวช่วยอะไรมากนัก คุณต้องอาศัยการจดจำรูปแบบการโจมตีของบอส รูปแบบฉากให้ได้ถึงจะผ่านไปได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งกว่าจะผ่านได้ก็คงต้องคอนทินิวกันหลายรอบเสียหน่อย ไม่ว่าจะด้วยการโจมตีของศัตรูที่กินพลังชีวิตเราทีละหลายขีด (ส่วนเราฟาดมันลดทีละขีด) ทั้งยังมีบรรดาหุบเหวและกับดักที่หากพลาดไปสะกิดโดนทีเดียวพ่อหนุ่มตระกูล Belmont ของเราก็จะง่วงกะทันหันแล้วลงไปนอนทันที พอผนวกกับศัตรูที่ก่อกวนตามฉากแล้วก็จะทำให้ผู้เล่นมีแอบหงุดหงิดในหลายจังหวะแบบอดไม่ได้ แต่นั่นก็เป็นสไตล์การออกแบบเกมในสมัยนั้นล่ะนะครับ


CV Anniver 6.jpg (515 KB)
บอสก็ต้องสู้ พื้นก็ไม่เรียบ หนามก็มีดัก


ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เกมไม่ได้ใจร้ายจนเกินไปเพราะคุณสามารถเปิดเมนูแล้วเลือก save ระหว่างเกมได้ หากพลาดจุดไหนไปก็กด load เพื่อลองใหม่ได้ทันที ไม่ต้องเสียพลัง ไม่ต้องเสียชีวิต และไม่ต้องเสียเวลาไปเล่นใหม่ตั้งแต่เช็คพอยท์ ถ้าคุณคิดว่าเซียนพอก็สามารถเล่นแบบปกติได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ถ้าใครรู้ตัวว่าเล่นไม่ไหวก็สามารถใช้ระบบนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ครับ


CV Anniver 3.jpg (528 KB)
หนึ่งในบันไดลับของเกมก่อนไปปะฉะดะบอสใหญ่
ถ้ากลัวจะโดดพลาดตายฟรีก็เซฟซะเถิด


จุดหนึ่งที่ต้องขอพูดถึงในแง่เกมเพลย์ก็คือ ทุกภาคเป็นการพอร์ตมาจากฉบับดั้งเดิมแบบตรง ๆ ไม่มีการปรับปรุง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร (นอกจากให้แสดงผลบนจอ HD ได้) ด้วยเหตุนี้ปัญหาทางเทคนิคเดิม ๆ ก็ยังคงอยู่ เช่นการสโลว์ดาวน์ (เฟรมตก) ในตอนที่มี object ในฉากเยอะ ๆ หรือจะเป็นบั๊กต่าง ๆ ก็ยังมีอยู่เหมือนเคย แม้แต่บทสนทนาหรือคำที่พิมพ์ผิดยังไงก็ผิดอยู่แบบนั้นครับ

CV Anniver 7.jpg (581 KB)
ภาษา Engrish สุดคลาสสิก
ในภาค Simon′s Quest


สิ่งที่น่าเสียดายคือเกมไม่มีตัวเลือกให้เราปรับปุ่มได้โดยอิสระ เว้นแต่จะไปปรับใน option ของเกมนั้น ๆ เอง แต่ปัญหาคือเกมภาคแรก ๆ สมัยแฟมิคอมและเกมบอยมันไม่มีให้ปรับนี่ล่ะครับ หากใครเคยเล่นของเดิมมาก็อาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวกับปุ่มกดนิดนึง (และตอนปรับปุ่มใน option ก็ยังเรียกแต่ละปุ่มตามเครื่องดั้งเดิมด้วยนะ ไม่ว่าจะเครื่องเมก้าไดร์ฟหรือซูเปอร์แฟมิคอมก็เถอะ)


กราฟิก

ด้วยเหตุที่แต่ละภาคในคราวนี้เป็นการรวมเกมสมัยเครื่อง 8 บิทและ 16 บิทมาให้เราได้เล่นกันอีกครั้ง ผมจึงไม่ขอเอามาตรฐานปัจจุบันไปตัดสินแล้วกันนะครับ แต่เอาเป็นว่าถ้าใครคิดถึงเกมที่ตนเคยเล่นสมัยก่อน คุณก็จะได้แบบนั้นเหมือนเดิมในทุกประการเลยนั่นล่ะ ไม่มีอะไรน้อยกว่านั้นและไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ำหรับการแสดงผลนั้น สามารถเลือกรูปแบบหน้าจอได้หลากหลายตามที่คุณชอบ จะเลือกสัดส่วนภาพแบบ 4:3 เหมือนจอสมัยก่อน หรือจะเป็น 16:9 ก็ได้แต่ภาพจะยืดจนสัดส่วนมันผิดไปหน่อย จะเลือกภาพแบบชัด ๆ หรือจะให้มี scan line เป็นเส้น ๆ เหมือนจอทีวีรุ่นเก่าก็ยังได้ และถ้าใครรู้สึกรำคาญกับแถบดำ letterbox ข้างจอ ก็ถมมันให้เต็มได้ด้วยฟิลเตอร์สองแบบเสมือนเป็นวอลล์เปเปอร์ครับ


CV Anniver 4.jpg (344 KB)
ฟิลเตอร์ในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีให้เลือก


เพลงประกอบ

เพลงประกอบของซีรีส์ Castlevania นั้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีงามประจำแต่ละภาคเลยก็ว่าได้ ทุกเพลงล้วนติดหูและฟังได้เพลิน ถ้าคุณชื่นชอบซีรีส์นี้อยู่แล้ว ข้อนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องกังวลเลย (ก็เพลงประกอบยกของเดิมมาหมดน่ะนะ) เพราะทุกเพลงที่คุณคุ้นเคยยังอยู่ครบถ้วน แต่ถ้าคุณไม่เคยสัมผัสซีรีส์นี้มาก่อน คุณอาจจะติดใจกับเพลงประกอบซีรีส์นี้โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ครับ


ของแถม

ขอแยกหัวข้อนี้ออกมาต่างหาก เพราะ Bonus Book ที่เป็นของแถมนั้น โดยส่วนตัวผมมองว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าในตัวเองไม่เบา การได้เห็นงาน box art ของเกมแต่ละฉบับทั้งที่ขายในญี่ปุ่น‚ อเมริกาหรือยุโรปในที่เดียวกันแบบชัด ๆ นี่เป็นอะไรที่ดีมากเพราะเชื่อว่าถ้าจะให้ไปตระเวนหาเองในปัจจุบันก็คงจะยากเอาการ (ถึงคุณจะไป Google ภาพดูเอาได้ก็เถอะ แต่ความละเอียดก็ใช่จะชัดนัก)


CV Anniver 1.jpg (639 KB)
หน้าตากล่องเกมที่วางขายในแต่ละโซนของสมัยนั้น


นอกจากนั้นแล้วยังมีเอกสารรายละเอียดหรือภาพร่างในขั้นตอนการพัฒนาเกมที่มีอะไรน่าสนใจให้อ่านกันมากมายเลยทีเดียว ไหนจะมีบทสัมภาษณ์คุณ Michiru Yamane นักประพันธ์เพลงมือดีของซีรีส์ และคุณ Adi Shankar โปรดิวเซอร์ของฉบับอนิเมชันบน Netflix อีก หากคุณเป็นแฟนซีรีส์การได้นั่งอ่านรายละเอียดจำนวน 80 หน้าใน Bonus Book นี่ก็ชวนให้เพลินได้ง่ายแล้วล่ะครับ


CV Anniver 2.jpg (492 KB)
ครั้งหนึ่งเราเกือบได้มีตัวเอกในเกมชื่อ
Peter Dante กันด้วยนะ


สรุป

Castlevania Anniversary Collection ในคราวนี้เป็นการรวมเอาเกมฉบับคลาสสิกให้ได้กลับมาเล่นกันอีกครั้งในยุคปัจจุบัน ถ้าคุณเป็นแฟนซีรีส์และอยากสนับสนุนเกมที่ตนเองเคยชื่นชอบ ก็สามารถซื้อเล่นได้เลยครับ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่เคยเล่นซีรีส์นี้เลย หรือไม่เคยได้สัมผัสเกมในภาคคลาสสิกว่าเป็นยังไงก็ลองเล่นดูได้ไม่เสียหาย ด้วยราคาขายบน PSN Store ของไทยแค่เพียง 632 บาท ถือว่าไม่แพงสำหรับ 8 เกมและของแถมที่มีให้ครับ

คะแนน

7 ⁄ 10


CV Anniver 8.jpg (480 KB)
โบก Dracula เสร็จปุ๊บได้เมียกลับบ้านปั๊บ

Post by [G-jang]
TOP