Wiki review


Bloodstained: Ritual of the Night


Igavania หวนคืนวงการอีกครั้งอย่างภาคภูมิ


ถ้าจะให้เอ่ยชื่อเกมสไตล์แอ็คชันอาร์พีจีที่หลายคนชื่นชอบและโด่งดังในสมัย PlayStation 1 เป็นต้นมา เชื่อว่าชื่อของ Castlevania: Symphony of the Night น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อต้น ๆ ที่คนคิดถึงกัน และความสำเร็จของเกมนั้นก็ส่งให้ชื่อของ Koji Igarashi ขึ้นมาอยู่อันดับหัวแถวของแวดวงนักพัฒนาเกมญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ผสมการเล่นแบบคลาสสิกผนวกเข้ากับระบบ RPG และการสำรวจฉากในแบบ Metroid ทำให้เกมในซีรีส์หลังจากนั้นมาถูกเรียกโดยแฟน ๆ ว่าแนว Metroidvania ไปด้วยโดยปริยาย

หลังจาก Symphony of the Night แล้ว Igarashi ก็ได้คุมงานของ Castlevania มาอีกหลายภาค บ้างก็ดีบ้างก็ธรรมดา และหลายคนก็ยังคงยกให้ภาค Symphony of the Night เป็นที่สุดตลอดกาลของซีรีส์อยู่ดี และในวันนี้ที่ Igarashi ออกจากร่มเงาของ Konami และมาพัฒนาเกมใหม่ในชื่อ Bloodstained: Ritual of the Night จากการระดมทุนผ่าน Kickstarter นี่เอง เกมของเขาในแบบที่แฟน ๆ เรียกกันว่า Igavania จะยังคงมีที่ยืนในยุคปัจจุบันหรือไม่ล่ะ?


เนื้อเรื่อง

เกม Bloodstained จับเอาเหตุการณ์ในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมาบอกเล่าเรื่องราว ยุคที่โลกเริ่มหันไปหาความเจริญทางวิทยาการ หันไปพึ่งพาเครื่องจักรและสิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกที่ช่วยให้ชีวิตง่ายดายขึ้น ร้อนถึงกิลด์ของเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุที่หวาดวิตกว่าความสำคัญของพวกตนเองจะเสื่อมถอยจนล่มสลาย พวกเขาทำการข่มขู่สังคม ออกคำเตือนบรรดาผู้เคยสนับสนุนว่าการถอยห่างและละทิ้งด้านจิตวิญญาณจะนำพามาซึ่งหายนะ ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไปตามนั้นเพราะเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุที่จนตรอก ตัดสินใจทำพิธีบูชายัญเหล่า Shardbinder (ผู้ที่สามารถใช้พลังปิศาจด้วยคริสตัลในร่าง) เพื่อเรียกปิศาจจำนวนมากออกมาสู่โลกและก่อความหายนะเพื่อให้โลกเห็นความสำคัญของพวกตนเอง ทว่าการเรียกปิศาจจำนวนมากจนไม่อาจควบคุมได้นั้นก็ส่งผลให้กิลด์ถึงคราวดับสูญไปด้วยเช่นกัน แม้ภายหลังศาสนจักรจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ความเสียหายก็มากมายเกินจะวัดได้

เมื่อกาลเวลาผ่านไป 10 ปี Miriam หญิงสาวตัวเอกของเกมผู้เป็น Shardbinder ได้ตื่นจากมนต์สะกดที่ทำให้เธอหลับใหลมาตลอด 10 ปี และพบว่า Gebel เพื่อนของเธอผู้เป็น Shardbinder เช่นกันได้ทำพิธีเรียกปราสาทมารออกมาเพื่อทำสงครามกับมนุษยชาติ เธอจึงมุ่งหน้าไปยังปราสาทมาร Hellhold และตัดสินใจหยุดยั้งเพื่อนของเธอก่อนจะสายเกินไป

Bloodstained review 7.jpg (375 KB)
หมู่บ้าน Arvantville ที่ตายเกือบยกหมู่บ้าน
เพราะปราสาทมาโผล่ตรงนี้พอดี


ถ้าจะว่ากันในส่วนของเนื้อเรื่องแล้วถือได้ว่าให้ความบันเทิงและสนุกพอสมควร แม้ว่าการดำเนินเรื่องจะค่อนข้างตรงไปตรงมา และมีจุดหักมุมบ้างแต่ก็ไม่ใช่อะไรที่เกินคาดหมาย และอันที่จริงก็คล้าย ๆ กับ Castlevania ภาคเก่า ๆ ด้วยซ้ำ หลายตัวละครถูกออกแบบมาให้มีภาพทับซ้อนกับตัวละครใน Castlevania อย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็น Zangetsu ที่เป็นตัวละครในสไตล์ของตระกูล Belmont ส่วน Miriam เองก็เสมือนเป็นการผสมระหว่าง Soma กับ Shanoa เข้าด้วยกัน และที่เด่นชัดที่สุดคงไม่พ้น Orlok Dracule ที่ชัดเจนว่าตั้งใจให้เป็น Alucard ของเกม แม้กระทั่งพล็อตว่าด้วยแรงจูงใจของบอสใหญ่เองก็มีส่วนใกล้เคียงกับแรงจูงใจของ Mathias แห่ง Castlevania เช่นกัน ถึงอย่างนั้นถ้าคุณไม่ได้มองหาความลึกซึ้งในแง่ปรัชญาชีวิตและการเมืองของเกมนี้ เส้นเรื่องของเกมก็จะทำให้คุณสนุกกับมันได้ตั้งแต่ต้นไปจนจบครับ ส่วนเนื้อหาเสริมและบทสนทนาต่าง ๆ ก็มีหยอดมุกขำขันประปรายชวนให้หัวเราะหึ ๆ ได้เรื่อย ๆ

Bloodstained review 2.jpg (447 KB)
Orlok Fahrenheit Dracule
พ่อหนุ่ม (?) แวมไพร์บรรณารักษ์ประจำเกม


เกมเพลย์

นี่คือส่วนที่เป็นจานหลักของเกมนี้เลย เอาเป็นว่าถ้าหากคุณชื่นชอบ Symphony of the Night รวมถึง Castlevania ในสไตล์ Metroidvania นับแต่นั้นมา เกมนี้จะตอบโจทย์คุณแน่นอน เพราะแทบจะเป็นการรวมเอาระบบเกมเด่น ๆ ดี ๆ ของหลายภาคมารวมกันในเกมเดียว


ใน Bloodstained นี้ core เกมคือแอ็คชันอาร์พีจีที่คุณสามารถเลือกของสวมใส่ให้ตัวละครหลักได้ ทั้งยังสามารถเก็บเลเวลเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งได้เช่นกัน โดยบรรดาอาวุธและของสวมใส่ทั้งหลายนั้นสามารถหาได้จากหีบสมบัติต่าง ๆ บ้างก็ตกจากศัตรู จะซื้อเอาก็ได้ แต่ของดี ๆ มักจะต้องทำการ craft เอาซะเป็นส่วนมาก นอกจากนั้นแล้วเกมยังมี side quest ให้ได้ทำมากพอดู ซึ่งก็แบ่งได้เป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ คือ 1. หาไอเท็มไปให้ NPC 2. กำจัดศัตรูบางชนิดในจำนวนที่กำหนด 3. ปรุงอาหารมาให้ NPC ตามคำใบ้ ซึ่งทุกเควสต์ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้นเพราะสิ่งตอบแทนก็มักจะเป็นไอเทมไว้ craft ของ หรือไม่ก็เป็นอาวุธและเครื่องป้องกันใหม่ ๆ


Bloodstained review 15.jpg (476 KB)
ของสวมใส่นั้นมากมาย
ชนิดของอาวุธก็มีครบครัน

Bloodstained review 12.jpg (377 KB)
เควสต์จากชาวบ้านที่เหลือรอดจากการโดนฆ่าล้าง
สังเกตชื่อผู้ตายมีแต่ชื่อคุ้น ๆ ทั้งนั้น

Bloodstained review 14.jpg (504 KB)
อาหารในเกมนี้ นอกจากเป็นไอเท็มฟื้นพลังแล้ว
หากกินจานไหนเป็นครั้งแรกจะได้โบนัสเป็นการเพิ่มค่าสเตตัสถาวรด้วยนะ

Bloodstained review 17.jpg (455 KB)
จะสร้างอาวุธดี ๆ จะทำอาหาร
หรือจะอัปเกรด shard ทำได้ที่ Johannes


แต่ระบบที่โดดเด่นที่สุดของเกมก็คงไม่พ้นระบบ shard ที่ช่วยให้ผู้เล่นปรับแต่งความสามารถตัวละครได้หลากหลายและเหมาะกับสไตล์การเล่นของตัวเองนั่นล่ะครับ มิหนำซ้ำ shard ต่าง ๆ ยังสามารถอัปเกรด Rank เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ บ้างก็เป็นขอบเขตการโจมตีที่กว้างขึ้น บ้างก็เพิ่มจำนวนครั้งโจมตี ส่วน Grade ที่เพิ่มได้จากการเก็บ shard เดียวกันซ้ำก็จะทำให้ shard นั้นให้ผลลัพธ์ดีขึ้น แรงขึ้น หรือฟื้น HP มากขึ้น โดยที่ shard ในเกมจะแบ่งเป็น 6 ประเภทด้วยกัน คือ


Conjure Shard ที่เพียงกดปุ่มเดียวก็จะยิงสกิลออกมาได้ทันทีซึ่งมักจะเป็นการโจมตีเป็นวงกว้าง

Manipulative Shard ที่เป็นสกิลอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเรียกปิศาจมาป้องกันการโจมตี ใช้หยิบจับของเพื่อผ่านทาง หรือช่วยให้วิ่งเร็วขึ้น หรือกระทั่งหยุดเวลา
Directional Shard ที่เราสามารถใช้อนาล็อกขวาเล็งทิศทางก่อนใช้สกิลได้ ซึ่งโดยมากจะเป็นการโจมตีเส้นตรงหรือมีรัศมีการโจมตีที่ชัดเจน
Passive Shard ที่เปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มค่าพลังในด้านต่าง ๆ ให้เรา เช่น ทำให้ใช้ดาบตีแรงขึ้น โจมตีไวขึ้น มองเห็นทางลับ เพิ่มความต้านทานธาตุ ฯลฯ
Familiar Shard ที่เป็นการเรียกอสูรรับใช้ออกมาช่วยเราต่อสู้ โดยแต่ละตัวก็จะมีความสามารถต่างกันไป
Skill Shard ที่เป็นความสามารถเสริมติดตัว เช่น กระโดดสองชั้น กระโดดสูง เป็นต้น แต่ถ้าคุณอัปเกรด Rank ของ Passive Shard ใดจนถึงขั้น 9 แล้วก็จะกลายมาเป็น Skill Shard อัตโนมัติ ทำให้คุณได้รับผลลัพธ์จาก shard นั้นถาวรโดยไม่จำเป็นต้องกดติดตั้ง (แต่ถ้าติดซ้ำผลก็ทวีคูณ)


Bloodstained review 8.jpg (483 KB)
Shard ที่มีให้ใช้ในเกมนั้นเกินร้อยชนิด


ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ผู้เล่นสามารถสลับเปลี่ยนได้ตามใจตลอดเวลาเพื่อหารูปแบบการเล่นที่ตนเองถนัดที่สุดจึงทำให้เกมเพลย์ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกันเลยก็ได้ อย่างไรก็ตาม การเก็บ shard เหล่านี้จะต้องอาศัยโชคเป็นพิเศษว่าหลังจากกำจัดศัตรูแล้วเราจะได้ shard ประจำตัวมันมาใช้หรือไม่ในลักษณะเดียวกับการดรอปไอเท็มครับ


Bloodstained review 10.jpg (473 KB)
Teps Sarlenda สกิลเรียกสายฟ้าโจมตี
จากทีแรกลงมาสองสามเส้น พออัปเกรดแล้วศัตรูจะรู้สึกเหมือนโดนสวรรค์ลงทัณฑ์


ไม่เพียงเท่านั้น อาวุธแต่ละประเภทจะมีสิ่งที่เรียกว่า Technique หรือก็คือท่าไม้ตายประจำอาวุธนั่นเอง วิธีการใช้งานก็ไม่ยากเพียงแค่กดควงท่าประหนึ่งเกมไฟติ้งก็เป็นอันจบ เพียงแต่ว่าท่าบางท่าจะผูกอยู่กับอาวุธบางชิ้นเท่านั้น แต่ถ้าคุณอยากใช้ท่านั้นกับอาวุธชิ้นอื่นด้วย คุณก็ต้องเก็บเลเวลท่านั้นจนถึงระดับ Master ก็เป็นอันเรียบร้อย


Bloodstained review 11.jpg (412 KB)
สำหรับอาวุธประเภท Katana หรือดาบซามูไรนั้น
มีจำนวนท่าสูงสุดถึง 6 ท่าเลยทีเดียว


อย่างไรก็ตาม หากพูดถึง AI ของศัตรูทั่วไปแล้วก็คงเรียกได้ว่ามันบื้อและทึ่มเอาเรื่องครับ รูปแบบการโจมตีและเคลื่อนไหวของศัตรูนั้นตายตัวและมีไม่กี่รูปแบบในลักษณะของเกม Castlevania ยุคก่อนเลย มันจะไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามเรา และจะโจมตีแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แต่ถ้าเป็นศัตรูระดับบอสก็สู้ได้สนุกอยู่ด้วยรูปแบบการโจมตีที่หลากหลายและต้องอาศัยการสังเกตเพื่อหาจุดหลบและจังหวะโจมตีพอสมควร ยืนตีกับบอสแลกนี่มักจะไม่คุ้ม (แต่ถ้าคุณได้อาวุธ end game ระดับสูงมาเมื่อไหร่จะบอสอะไรก็ละลายในพริบตาเหมือน ๆ กันล่ะนะ)

Bloodstained review 1.jpg (429 KB)

Bloodstained review 3.jpg (282 KB)
บอสไซส์ยักษ์จะมีให้สู้เนือง ๆ


เกมนี้มีทางลับและสิ่งต่าง ๆ ให้ค้นหามากมาย ทั้งยังมีคอนเทนต์ที่เตรียมอัปเดตในอนาคตอีก ดังนั้นถ้าคุณอยากได้เกมที่เล่นได้นาน ๆ และคุ้มค่าเงิน เกมนี้มีให้คุณตามต้องการแน่นอน และใครที่อยากจะปรับแต่งทรงผมหรือสีเสื้อของ Miriam ก็สามารถทำได้ด้วยนะ แม้ว่าระบบปรับแต่งตัวละครอาจไม่ได้ลึกและหลากหลายมาก แต่ก็ถือว่ามีให้ปรับแต่งได้เพลิน ๆ ครับ

Bloodstained review 9.jpg (427 KB)
ปรับได้ทั้งทรงผม สีผม สีชุด หรือแม้แต่สีผิวและสีตา


กราฟิกและการนำเสนอ

ในส่วนของกราฟิกนั้นอาจเรียกไม่ได้ว่าสวยงามจนตะลึง แต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ครับ ด้วยสไตล์การนำเสนอในแบบกึ่งการ์ตูนและงานอาร์ต รวมถึงการออกแบบฉากต่าง ๆ ก็ชวนให้เพลินเวลาเล่นไปถึงพื้นที่ใหม่ ๆ ถ้าจะมีแอบเสียดายบ้างก็คงเป็นโมเดลศัตรูที่มีการใช้ซ้ำแล้วเปลี่ยนสีอยู่พอสมควร แต่เมื่อพิจารณาว่าเกมนี้ไม่ใช่เกมที่มีทุนพัฒนามากองให้ถลุงแล้วก็พอจะเข้าใจได้อยู่


Bloodstained review 6.jpg (614 KB)
Glacial Tomb สุสานน้ำแข็งที่มีซากปิศาจแช่แข็งเป็นฉากหลัง
คาดว่าไอเดียและธีมของแผนที่นี้คงเป็น
นรกขุมที่ 9 จาก Divine Comedy นั่นเอง


หลายฉากถูกออกแบบมาให้ต้องใช้กลไกบางอย่างหรือจำเป็นต้องมีสกิลบางอย่างเสียก่อนจึงจะสามารถสำรวจต่อได้ จึงทำให้ผู้เล่นต้องหมั่นย้อนกลับมาทางเก่าแล้วทดลองความสามารถที่ได้มาใหม่เสมอ ซึ่งหลายครั้งก็จะไม่มีบอกว่าให้เราต้องไปไหนต่อหรือต้องกดใช้อะไร เป็นรูปแบบเกมคลาสสิกในระดับนึงเลยล่ะ แน่นอนว่าแม้แต่ศัตรูบางตัวก็ต้องทำเงื่อนไขถึงจะเจอมันได้เช่นกัน


Bloodstained review 16.jpg (402 KB)
Kunekune หนึ่งในศัตรูที่ต้องทำเงื่อนไขถึงจะได้เจอ
เจ้าตัวนี้มีที่มาจาก Urban Legend ของญี่ปุ่นด้วยนะ (แต่เกมมันดำเนินเรื่องในยุโรป)


ด้วยความที่เกมนี้เป็นเหมือนการทำผลงานให้แก่แฟน ๆ ที่ชื่นชอบ Metroidvania ได้สัมผัสกับเกมสไตล์ที่คุ้นเคยในยุคปัจจุบัน จึงมีหลายอย่างที่ Igarashi ใส่ลงมาให้ผู้เล่นได้เห็นแล้วต้องแอบอมยิ้มแน่นอน บ้างก็เป็นการอ้างอิงจากผลงานเก่าของตนเอง บ้างก็เป็นการแอบจิกกัดอะไรบางอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ พอคัน ๆ ครับ

Bloodstained review 13.jpg (381 KB)
นักรบปิศาจผู้เชี่ยวชาญการใช้แส้
วงเวทย์ด้านหลังเขียนเอาไว้ว่า
“What a horrible night to bear Dracula’s curse”
แต่เกมนี้ไม่มีแดรคคูลานะครับ


ถึงอย่างนั้น ในบางฉากโดยเฉพาะ Tower of Twin Dragons จะเห็นปัญหาในด้านการ optimization ค่อนข้างชัดเจนเพราะเฟรมร่วงจนดูออก และยังมีปัญหาการ “กระตุก” ราว 2 – 3 วินาทีในหลายครั้งที่กำจัดศัตรูหลังจากเปลี่ยนพื้นที่ และรวมถึงไอเทมจากศัตรูที่บ่อยครั้งไปตกอยู่ในกำแพงจนเก็บไม่ได้และต้องรอเวลาครู่นึงไอเทมถึงจะเข้าตัวมาให้เราอัตโนมัติ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นอะไรที่ก่อความรำคาญใจได้เหมือนกัน


เพลงประกอบและเสียงพากย์

บทเพลงประกอบคือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดของเกมนี้ครับ หากคุณชื่นชอบดนตรีประกอบของ Castlevania ในภาคก่อน ๆ ที่ผ่านมา คุณจะเล่นเกมนี้ได้อย่างเพลินเลยล่ะเพราะทุกเพลงนั้นเป็นธีมในลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งถ้ามองว่าเดิม Bloodstained ก็คือความตั้งใจสร้างเกม Igavania โดยที่ไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาของ Konami แล้ว ถือว่าสอบผ่านอย่างไร้ข้อกังขา เกมนี้คือ Castlevania ของแท้แน่นอน เพียงแค่ไม่ได้ใช้ชื่อ Castlevania ก็เท่านั้นเอง


ในส่วนของเสียงพากย์ตัวละครต่าง ๆ นั้นทำได้ดีครับ น้ำเสียงชัด ฟังง่าย ใส่อารมณ์ได้จังหวะจะโคนเป็นธรรมชาติดี และในส่วนของนักพากย์กิตติมศักดิ์สองคนอย่าง Robert Belgrade ที่มารับบท OD และ David Hayter ที่มารับบท Zangetsu นั้น เสียงทั้งสองคนเป็นเอกลักษณ์มาก ถ้าคุณหลับตาฟังแต่เสียงใบหน้าตัวละครอย่าง Alucard และ Solid Snake ก็จะลอยมาทันทีเลยล่ะ


สรุป

Bloodstained: Ritual of the Night คือ spiritual successor ของ Castlevania ที่สนุกอย่างไร้ข้อกังขา แม้คุณจะตัดความคิดถึง Castlevania ออกไปเกมนี้ก็ยังคงเป็นเกมแอ็คชันอาร์พีจีที่สนุกมาก ๆ เกมนึงอยู่ดี หากจะมีจุดติอยู่บ้างก็คงเป็นในส่วนของการ optimization ในบางจุดที่ยังทำมาได้ไม่ดีรวมถึงบั๊กประปรายที่สร้างความรำคาญใจได้อยู่ (บางบั๊กก็ทำให้ถึงขั้นต้องเล่นใหม่แต่ต้นเลยถ้าหากคุณเล่นเกมโดยไม่อัปเดตแพทช์)

ถ้าถามว่าเกมนี้สร้างอะไรใหม่ ๆ หรือมีนวัตกรรมอะไรที่โดดเด่นกว่าเกมก่อน ๆ ไหม? ก็คงจะไม่ แต่ถ้าถามว่ามันสนุกไหม? สนุกและคุ้มค่าแน่นอน แนะนำให้หามาเล่นกันครับ


คะแนน

9 ⁄ 10

Bloodstained review 4.jpg (304 KB)

Post by [G-jang]
TOP