Wiki review


Erica Review


*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก บริษัท โซนี่ อินเตอร์แอคทีฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ สิงคโปร์ จำกัด มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

เชื่อว่าเกมที่ดำเนินเนื้อเรื่องแบบเลือกเส้นทาง ไม่น่าจะใช่ของแปลกใหม่สักเท่าไรนักสำหรับเกมเมอร์ ตัวอย่างล่าสุดก็คงหนีไม่พ้นเกมชื่อดังอย่าง Detroit Become Human ซึ่งเพิ่งจะวางจำหน่ายไปเมื่อปีที่แล้ว และมีกระแสตอบรับที่ดีมาก ๆ ในบ้านเรา และในปีนี้ Sony PlayStation กลับมาอีกครั้งกับเกมในสไตล์เดียวกัน ที่มีชื่อสั้น ๆ ว่า Erica ผลงานแรกของทีมพัฒนา Flavourworks ที่ผสมผสานความเป็นภาพยนตร์ลงไปในตัวเกมให้เหนือล้ำกว่าเดิม


71336673_2438004936317036_4888179554629189632_o.jpg (115 KB)

หากถามว่า Erica แตกต่างจากเกมในทำนองเดียวกันอย่างไร ทีมพัฒนาเคยให้คำตอบไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า ในเกมนี้ผู้เล่นจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับโลกอย่างที่มีความหมายมากขึ้น เช่น สามารถสำรวจโลกโดยการซูมมุมกล้องเข้าออกได้ด้วยตัวเอง เปรียบได้กับการโฟกัสไปที่วัตถุชิ้นนั้น ๆ ในชีวิตจริง หรือหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ภายในฉากได้ โดยเราจะได้เห็นของชิ้นนั้นเคลื่อนไหวราวกับอยู่ในกำมือเรา โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าเป็นองค์ประกอบเล็กน้อยที่ทำให้เกมดูมีความนุ่มนวลสมจริงขึ้น แต่มันไม่ได้มีผลกระทบกับประสบการณ์การเล่นขนาดที่จะนำมาเป็นจุดขายหลักของเกมได้


72275367_2438005416316988_1312378607921790976_o.jpg (183 KB)

เรื่องราวของตัวเกมนั้น คือการที่เราจะได้สวมบทเป็นตัวละครเด็กสาวผู้มีนามว่า Erica เธอมีประวัติความเป็นมาที่ลึกลับดำมืดในวัยเด็กเกี่ยวกับครอบครัว และได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม ซึ่งก็คือหัวใจหลักของเกมที่เราจะต้องคลี่คลายปมปริศนาต่าง ๆ ทั้งหมด การดำเนินเนื้อเรื่องในเกมจึงเป็นไปในรูปแบบระทึกขวัญ ชวนให้ลุ้นและติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ตัวเกมเล่าเรื่องผ่านตัวเลือกบทสนทนา และตัดสินใจเลือกการกระทำของตัว Erica ทุกประโยคที่คุณพูด ทุกการกระทำที่ได้ทำลงไป อาจมีผลที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางดำเนินเนื้อเรื่องของเกมไปในทิศทางที่คุณไม่คาดฝัน


71499306_2438003799650483_7668196904760508416_o.jpg (80 KB)

การควบคุมของเกมนี้ทำได้ผ่าน touchpad/touch screen ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดสองวิธี หนึ่งคือใช้คอนโทรลเลอร์ของเครื่อง PlayStation 4 และสอง คือการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและ app Erica จากประสบการณ์การใช้งานของผม การใช้มือถือควบคุมนั้นทำได้ง่ายและแม่นยำกว่า ด้วยขนาดพื้นที่จอสัมผัสที่กว้าง จึงรู้สึกถนัดมือ แต่ถึงจะใช้คอนโทรลเลอร์ธรรมดาก็ไม่ได้มีผลแตกต่างมากนัก


จุดเด่นที่สุดของตัวเกมน่าจะอยู่ที่การดำเนินเนื้อเรื่องในรูปแบบของภาพยนตร์ระทึกขวัญ ที่มีโปรดักชั่นค่อนข้างแข็งแกร่ง พูดง่าย ๆ ก็คือ ตัวเกมประสบความสำเร็จในการสร้างบรรยากาศให้วังเวง น่าสงสัย มีแต่ความลึกลับและอันตราย เฝ้ารอผู้เล่นอยู่ทุกขณะ ทั้งสถานที่ที่เลือกใช้ เทคนิคการถ่ายทำ รวมไปถึงดนตรีประกอบ สอดรับกันอย่างเหมาะเจาะดีมาก


การเล่นแต่ละรอบใช้เวลาไม่นาน จะตกอยู่ราว ๆ 1-3 ชั่วโมง รอบแรกจะเป็นรอบที่คุณใช้เวลานานมากที่สุด เพราะมันจะเป็นรอบที่เราระวังตัว พิจารณาทางเลือกทุกอย่างของเราโดยละเอียด และด้วยเส้นทางดำเนินเนื้อเรื่องที่มีอยู่หลายทาง ทำให้ไม่มีการเล่นรอบใด ที่คุณได้ข้อมูลทุกด้านครบถ้วนทั้งหมด จึงต้องมีการเล่นซ้ำเพื่อเก็บรายละเอียดที่ตกหล่นและทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องเพิ่มเติมมากขึ้น


71786403_2438004419650421_5429944010632331264_o.jpg (92 KB)

แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ก็เป็นจุดอ่อนของเกมด้วยเช่นกัน เพราะการนำเสนอเรื่องราวในลักษณะนี้ ทำให้โครงเรื่องหลักของเกมนั้นค่อนข้างตายตัว แม้จะมีความแตกต่างในการเลือกบทสนทนาอยู่บ้าง แต่เส้นทางที่ผู้เล่นเลือกมานั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของเกมได้มากนัก การเล่นรอบหลัง ๆ เมื่อผู้เล่นทราบเรื่องราวของเกมบ้างแล้ว เราจะผ่อนคลาย เดาได้และดำเนินเนื้อเรื่องไวมาก โชคดีที่เกมดีไซน์ให้มีฉากจบได้หลายแบบซึ่งก็พอจะทำให้การเล่นใหม่ในแต่ละรอบคุ้มค่าขึ้นมาบ้าง (และแน่นอน ใช้เก็บโทรฟี่ด้วย)


71174062_2438005856316944_8539366085143560192_o.jpg (277 KB)

หากจะถามว่าเกมนี้สนุกหรือไม่? คำตอบนั้นก็คงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นว่า คุณชอบหนังสืบสวนสอบสวนมากขนาดไหน? ชอบเก็บรายละเอียดไปปะติดปะต่อเรื่องราวคลี่คลายปมปริศนาบ้างหรือไม่? ยอมรับเกมที่มีแต่บทพูดหนัก ๆ เกมเพลย์น้อย ๆ ได้รึเปล่า? ถ้าคำตอบทั้งหมดคือ “ใช่” กับราคาของตัวเกมที่ขายเพียง 320 บาท ผมว่านี่คือความบันเทิงที่คุ้มเกินค่าตัว มันอาจจะไม่ได้ทิ้งแนวคิดปรัชญาลึกซึ้งให้เราเอากลับไปคิดต่อหลังเกมจบ หรือมีการเล่าเรื่องที่ฉลาดล้ำนำสมัยอะไรมากมาย แต่ก็เล่นได้เพลินดี


คะแนน 7/10

Post by [Coolerist]
TOP