Wiki review


DOOM ETERNAL REVIEW
ฉีกกระชากแล้วลากลงนรกนิรันดร์



สำหรับแฟนเกมแนวชูตติ้งแล้วนั้น เชื่อว่าน้อยคนที่จะไม่รู้จักชื่อ Doom เกมยิงที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์วงการ จนถูกยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งเกม FPS ที่เราเล่นกันในปัจจุบัน ซึ่งหากนับอายุกันจริง ๆ ตั้งแต่เมื่อเกมวางจำหน่ายในปี 1993 แล้วละก็ ถือได้ว่า Doom มีประวัติศาสตร์เกือบ 30 ปีเลยทีเดียว

แต่หลังจากการวางจำหน่ายของ Doom 3 ในปี 2004 เราก็อาจจะพูดได้ว่าตัวซีรีส์นั้นเสื่อมความนิยมลงไป ด้วยความที่เกิดเกมยิงหน้าใหม่มากมายออกมาประดับวงการแถมแต่ละเกมก็ได้รับความนิยมสูงมาก ทำให้ชื่อของ Doom นั้น ค่อย ๆ เลือนลางหายไป จนกระทั่งการกลับมาของ Doom ในปี 2016 ที่กลับมาสถาปนาเกมนี้ ให้ขึ้นแท่นโคตรเกมแห่งแนว FPS อีกครั้ง

Doom Eternal รีวิว 1.jpg (366 KB)
ภาพขนาดเต็ม


ในความคิดของผมนั้น Doom 2016 เป็นหนึ่งในเกมยิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเกมหนึ่งเท่าที่เคยมีมา เพราะมันสามารถชุบชีวิตเกมอมตะสุดคลาสสิก ปรับปรุงเกมเพลย์ให้ทันสมัย และสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวเองได้โดดเด่นในตลาดเกม FPS ที่ค่อนข้างจะเป็นทะเลแดงเดือดได้อย่างอัศจรรย์

กันเพลย์ของ Doom นั้น น่าจะเรียกได้ว่ารวดเร็วและดุเดือดเลือดพล่าน จุดเริ่มต้นของมันนั้นมาจากการที่ทีมพัฒนา id Software เลือกใช้ระบบฟื้นฟูพลังชีวิตที่แตกต่างจากเกมในยุคปัจจุบัน ซึ่งนิยมใช้ Health Regeneration นั่งรอเฉย ๆ อยู่ในที่ปลอดภัยแล้วให้พลังชีวิตฟื้นขึ้นมาเอง หรือ Health Pick Up คือเก็บไอเทมฟื้นฟูพลังชีวิตที่มีวางอยู่ในฉาก แต่สำหรับ Doom พวกเขาเลือกใช้วิธีการฟื้นพลังชีวิตจาก Glory Kill อธิบายคร่าว ๆ คือเมื่อเราสร้างความเสียหายให้ศัตรูจนสาหัสแล้ว ร่างกายของมันจะกระพริบแจ้งเตือนว่าพร้อมให้ทำการ “ฆ่า” ด้วยวิธีสุดดิบ เช่น ตัดหัว กระชากตัวขาดครึ่ง เหยียบกะโหลกแตก และอื่น ๆ อีกมากมายจนสาธยายความโหดไม่ไหว เพื่อที่จะได้รับพลังชีวิตบางส่วนกลับคืนมา

ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ว่านี้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อเกมเพลย์อย่างมหาศาล เมื่อผู้เล่นไม่สามารถหลบเข้าที่กำบังเพื่อรอหรือมองหาไอเทมที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ กลับกันการเอาชีวิตรอดที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือออกมาเปิดหน้าแลกยิงและฆ่าศัตรูให้ได้มากที่สุดเพื่อยืดอายุของตัวเองออกไป ส่งผลให้ลูปเกมเพลย์คือการเดินหน้าฆ่ามันแบบไม่พักที่สะใจ อย่างที่เราไม่ได้เห็นกันมาก่อนในเกมแนว FPS

การกลับมาของ Doom Eternal ได้นำเอาระบบนี้มาพัฒนาต่อยอด ซึ่งถ้าหากจะหาคำนิยาม คงจะต้องเรียกว่าเกมยิงที่ผู้เล่นจะต้องจัดสรรทรัพยากรไปพร้อม ๆ กัน ทรัพยากรที่ว่านั้นคือ กระสุน เกราะ และพลังชีวิต แน่นอนว่าระหว่างการต่อสู้ปะทะกับศัตรู ทรัพยากรทั้งสามอย่างจะต้องถูกใช้ไป แต่การจะหามันกลับมานั้นผู้เล่นจะต้องใช้แอคชันพิเศษ คือ

Doom Eternal 2 รีวิว.jpg (364 KB)
ภาพขนาดเต็ม


Glory Kill – ศัตรูที่บาดเจ็บสาหัสจะพร้อมให้เราเข้าไปฆ่าในระยะประชิดซึ่งจะดรอปพลังชีวิต

เลื่อยไฟฟ้า – ศัตรูที่ตายจากการถูกเลื่อยขาดเป็นสองท่อนจะดรอปกระสุน
เครื่องพ่นไฟ – ศัตรูที่ติดไฟเมื่อเกิดความเสียหายจะดรอปเกราะ


นั่นทำให้ตลอดเวลาที่มีการต่อสู้ผู้เล่นจะต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่ตลอดว่าขาดเหลืออะไร และจะหามันเพิ่มเติมได้จากไหน

แน่นอนว่ามันยังมีสมการอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างยูนิตศัตรูและอาวุธที่ผู้เล่นเลือกใช้ Doom เป็นเกมที่มียูนิตศัตรูเกือบ 30 ชนิด ซึ่งทีมงานเปรียบเทียบไว้ว่าพวกมันแต่ละตัวเหมือนกับหมากรุก ที่มีความสามารถและแพ้ทางต่อชนิดอาวุธไม่เหมือนกัน พวกมันมักจะปรากฏตัวออกมาจำนวนมากเพื่อรายล้อมผู้เล่นทั้งหน้าหลัง และกดดันทุกวิถีทางให้เราจำนนต่อความตาย

นอกจากเรื่องอาวุธ ผู้เล่นทุกคนต้องทำความเคยชินกับระบบการเคลื่อนที่ต่าง ๆ อย่างกระโดดสองขั้น แดช หรือการจับราวกลางอากาศเพื่อโยนตัวไปข้างหน้า เพราะการไม่หยุดอยู่นิ่งคือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรามีชีวิตรอด ดังนั้นผู้เล่นจะต้องคำนวนในหัวตลอดเวลา ศัตรูตัวไหนที่จะจัดการก่อน? มันแพ้ทางอะไร? เราจะเคลื่อนที่ไปทางไหน และ ทรัพยากรที่เรามีนั้นพอรึยัง? ผลลัพธ์จากความซับซ้อนเหล่านี้ทำให้เกิด Combat Puzzle ที่ผู้เล่นต้องสู้ คิด และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปตลอดเวลา

Doom Eternal 3 รีวิว.jpg (584 KB)
ภาพขนาดเต็ม


Doom Eternal กลายเป็นเกมชูตติ้งที่มีเกมเพลย์ฉับไว ดุดัน ตื่นตาตื่นใจเมื่อเล่น หรือสนุกแม้แต่แค่เฝ้ามองหน้าจอคนอื่น ราวกับเรากำลังชมระบำแห่งความตาย ที่ Doom Slayer จะหยิบยื่นให้อสูรร้ายจากนรกทุกตัว แต่มันกลายเป็นเกมที่เล่นยากมากสำหรับคนที่ไม่ชินกับกติกาที่เกมตั้งมา คุณไม่สามารถใช้อาวุธตามใจเพื่อสู้กับศัตรูตัวไหน แต่(เกือบ)จะต้องใช้อาวุธแบบเฉพาะเจาะจงกับศัตรูตัวนั้น ๆ และที่สำคัญคือต้องใช้เครื่องมือทุกอย่างที่เกมมีมาให้ จนเกิดสภาวะนิ้วพัน กดไม่ทัน หรือเหนื่อยล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณยกระดับความยากของเกมให้สูงกว่าปกติ ความผิดพลาดที่คุณจะมีได้นั้นจะต้องน้อยมาก ชนิดที่ว่าต้องหยุดเล่นเป็นระยะเพราะว่าสมองตึงและอะดรีนาลีนสูบฉีดไปทั่วร่าง

สิ่งหนึ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาเยอะเป็นพิเศษในภาคนี้ คือ Platform Puzzle คือแทนที่จะเดินไปตรง ๆ จนกว่าจะเจอจุดปะทะจุดใหม่ แต่ก็อาจจะต้องมีการออกสำรวจ กระโดด ปีนป่าย แก้ปริศนา ค้นหาทางลับหรือ Collectable ที่ช่วย “แก้เลี่ยน” ให้กับจังหวะของเกมที่โดยรวมเป็น Arena Shooter ได้เป็นอย่างดี

และส่วนสุดท้ายที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ Master Level และ Battlemode สำหรับ Doom Eternal นั้นจะตัดโหมด Snap Map หรือโหมดสร้างฉากออกไปและใส่สองโหมดที่กล่าวมาข้างต้นแทน ซึ่ง Master Level เป็นโหมดท้าทายความสามารถของผู้เล่น โดยการนำฉากในโหมดเนื้อเรื่องมาจัดลำดับใหม่ ใส่ศัตรูหลากชนิดให้แตกต่างจากเดิม ดังนั้นแม้จะเป็นด่านที่คุณเคยผ่านมาแล้วแต่ก็จะเป็นความท้าทายที่สูงขึ้นมากซึ่งก็เปรียบเทียบได้กับโหมด Challenge ที่เอาไว้ให้คุณกลับมาเล่นซ้ำใหม่ได้หลังจบเกมไปแล้ว

Doom Eternal รีวิว 4.jpg (437 KB)
ภาพขนาดเต็ม


Battlemode นั้น เป็นโหมดมัลติเพลเยอร์ที่ทีมงานคิดใหม่ทำใหม่ขึ้นมาพร้อมกับเกมเพลย์ที่สร้างสรรค์ คือจะแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝั่งคือ Slayer (1 คน) และ Demon (2 คน) โดยจุดมุ่งหมายคือการกำจัดอีกฝ่ายออกไปให้ได้ ฝ่าย Slayer จะมีอาวุธและความสามารถเหมือน Doom Slayer ในโหมดเนื้อเรื่อง ส่วน Demon จะเป็นเหล่าปีศาจ 5 ตัวให้เราเลือกใช้งาน ซึ่งแต่ละตัวเหมือนกับคลาสที่มีความโดดเดนแตกต่างกันไป พร้อมกับยังสามารถเรียกเหล่าอสูรตัวอื่น ๆ ในรูปแบบซัมมอนออกมาก่อกวน Slayer ได้ด้วย

แนวทางการเล่นของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันชัดเจน Slayer จะต้องใช้ทักษะความสามารถในการควบคุม ความแม่นยำ และพลังทำลายล้างที่สูงกว่า เอาชนะ Demon ให้ได้ ส่วน Demon ด้วยความที่อ่อนแอบอบบางมากกว่าจึงต้องใช้การประสานงานและวางแผนระหว่างผู้เล่นสูงกว่า Slayer

โหมดนี้มีความแปลกใหม่และสนุกทั้งคนเล่นและคนดู หากเล่นในช่วงต้นอาจจะรู้สึกว่า Slayer นั้นเสียเปรียบมากเพราะโดนรุมทุกเกม แต่ในความเป็นจริงแล้ว Slayer มีศักยภาพในการเอาตัวรอดสูงกว่าเหล่า Demon และหากเผชิญหน้ากันตัวต่อตัว Slayer นั้นจะได้เปรียบกว่ามาก ผู้เล่นที่คุ้นชินกับการเล่นในโหมดเนื้อเรื่องหรือ Master Level สามารถปรับตัวเพื่อเล่นได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในโหมดมัลติเพลเยอร์ที่มีศักยภาพจะเติบโตได้สูง แม้ว่ามันคงไม่ได้รับความนิยมในระดับกลายเป็น Esports แต่ผมคิดว่ามันเป็นอีกหนึ่งส่วนเสริมที่ทำให้เกมคุ้มค่ามาก

Doom Eternal รีวิว 5.jpg (432 KB)
ภาพขนาดเต็ม


สรุป

Doom Eternal นั้นยกระดับตัวเองให้เป็นความคลาสสิกนิรันดร์ได้สมชื่อภาค มันคือขั้นกว่าของความยอดเยี่ยมใน Doom 2016 ที่ผมก็ไม่คิดว่าทีมงานจะเฟ้นหาจนสำเร็จออกมาได้ ความเปลี่ยนแปลงหลายจุดที่เพิ่มเติมเข้ามาอาจจะมีคนมองว่ามันทำลายสิ่งที่เคยเป็นมากเกินไปจนเล่นไม่สนุกเหมือนก่อน แต่สำหรับผมนี่คือเกมที่คนชอบ Shooter จะต้องรัก และมันสมควรได้คะแนน 10/10 เพราะความสุขที่ผมได้เสพจากการท่องนรกและกลับมานั้น เหนือกว่าเกมยิงใด ๆ หลายขุม แต่ด้วยบั๊กของที่ขัดขวางไม่ให้ผมสามารถเก็บ Trophy หรือ Achievement ได้ จึงต้องขอหักไว้ 0.5 คะแนน

คะแนน 9.5/10

Post by [Coolerist]
TOP