Wiki review


รีวิว Final Fantasy 7 Remake
ตำนานยังยืนยง


*คำเตือน บทความนี้จะไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญใดๆ ของเกม แต่อาจมีพาดพิงถึงในบางจุด


FINAL FANTASY VII REMAKE_20200405111823.jpg (118 KB)
ภาพขนาดเต็ม

หลังจากใช้เวลาเล่นเพื่อจบเกมไปประมาณ 30 ชั่วโมง ผมถามตัวเองว่า อะไรคือเหตุผลที่ไฟนอล 7 แตกต่างจากเกมอื่นๆ, สิ่งใดทำให้มันกลายเป็นหมุดหลักสำคัญในประวัติศาสตร์วงการเกม...ซึ่งผมได้คำตอบให้กับตัวเองแล้วครับ โดยผมจะเผยให้ทราบในท้ายบทความชิ้นนี้

แต่ก่อนเข้าเรื่อง ขอใช้พื้นที่ซักเล็กน้อย เพื่อขอบคุณโค้ดรีวิวจาก บริษัท Sony Interactive Entertainment Singapore และบริษัท Square Enix Asia มา ณ โอกาสนี้ โดยเกมสำหรับรีวิวเป็นเวอร์ชัน 1.0 ใช้สำหรับสื่อมวลชนเพื่อการวิเคราะห์-วิจารณ์ตัวเกมเท่านั้น


เนื้อเรื่อง

ผู้ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อไฟนอล 7 ภาครีเมกนี้ โปรดทราบข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า มันคือการนำเรื่องราวภาคต้นฉบับ มาขยายรายละเอียดตั้งแต่ต้นเกมจนจบบทที่ 1 (part1) ที่ช่วงคณะของคลาวด์กำลังจะเดินทางออกจากเมืองมิดการ์ มหานครแห่งพลังงานมาโค


FINAL FANTASY VII REMAKE_20200405001305.jpg (141 KB)
ภาพขนาดเต็ม

ทีนี้ ระหว่างการดำเนินเรื่องภายในมิดการ์ ตัวเกมจะแบ่งออกเป็นแชปเตอร์ มีทั้งหมด 18 แชปเตอร์ ก่อนเข้าสู่ฉากจบเกม ซึ่งเนื้อหาภายในช่วงนี้ มีหลายตอนที่สร้างขึ้นใหม่ เพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงหักมุมจากของเก่า มีทั้งตัวละครใหม่, ขุมพลังลึกลับจำพวกใหม่ ตลอดจนเนื้อหาแยกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างจากของเก่า

ขอบอกไว้ก่อนว่า ทาง Square Enix กำชับเหลือเกินว่า ห้ามระบุชัดเจนถึงข้อมูลเหล่านี้ลงในบทรีวิว ผมจึงจะไม่พูดถึงมันมาก แต่ที่กล่าวถึงได้แน่นอนก็คือ บทบาทหน้าที่ของมัน ที่ทำให้เกิดการเล่นลักษณะเฉพาะขึ้นมาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ "การรำลึกเปรียบเทียบ" กับภาคเก่าทุกครั้งที่เราเล่นเกมไปเรื่อยๆ

อธิบายให้เห็นภาพก็คือ ประสบการณ์ที่เกิดระหว่างเล่นภาครีเมกนี้จะเป็นประสบการณ์แบบ +1 ที่คุณจะได้ดื่มด่ำกับมันมากกว่าของเก่า เพราะคุณเคยเล่นต้นฉบับมาแล้วไง พอมาเล่นภาครีเมก คุณก็จะอดตื่นเต้นไม่ได้ เมื่อเห็นฉากต่างๆ (ทั้งตัวแมปและคัตซีน) มันกลับมามีชีวิตอีกครั้งในแบบกราฟิกงดงามร่วมสมัย

ฟีลลิ่งแบบนี้ มันหาได้ยาก หากเล่นเกมจำพวกใหม่แกะกล่อง!

ขณะเดียวกัน หากเป็นผู้เล่นใหม่ ผมเองก็เชื่อว่าเกมนี้เหมาะมากกับการเริ่มต้นครั้งแรก เพราะไฟนอล 7 รีเมก เป็นเกมที่เน้นเรื่องราว ดำเนินเป็นเส้นตรง จาก 1 ไป 2 ไป 3 หาใช่เกม RPG โอเพ่นเวิลด์ไม่ ฉะนั้น มันจึงเข้าถึงไม่ยากเย็น หยิบมาเล่นแล้วจมจ่อมไปกับมหากาพย์ได้เลยทันที

อีกประเด็นเรื่องการแบ่งเกมเป็นแชปเตอร์ ซึ่งทีมพัฒนาเลือกใช้การสลับจังหวะเกมด้วยการแบ่งเป็นบทแบบนี้นี่แหละ โดยบางแชปเตอร์เร่งเร้า โถมใส่ผู้เล่นเป็นชุดๆ เหมือนนั่งรถไฟเหาะโรลเลอร์โคสเตอร์ จากนั้นในบางแชปเตอร์ ตัวเกมจะเนิบช้า ปล่อยให้ผู้เล่นได้วิ่งไปทั่วเมืองเพื่อทำภารกิจรอง และเล่นมินิเกมแปลกๆ ใหม่ๆ

ซึ่งโครงสร้างเกมแบบนี้น่าจะคุ้นเคยกับผู้ที่ชื่นชอบบรรดาเกมแอ็กชั่นอาร์พีจี/ผจญภัยจากญี่ปุ่น ซึ่งมีหลายเกมเลือกใช้รูปแบบดังกล่าว

หากให้วิเคราะห์ ประเมินแต้มให้กับหัวข้อ "เนื้อเรื่อง" นี้ ผมมองว่า ไฟนอล 7 รีเมกทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นคัตซีนคุณภาพสูง เหมือนดูหนัง, จำนวนคัตซีนเองก็มีเยอะมาก มีให้ดูกันเต็มอิ่ม ส่วนเรื่องของแก่นเรื่อง/พล็อตเรื่องนั้น ใครชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวแล้วกัน


FINAL FANTASY VII REMAKE_20200405004441.jpg (137 KB)
ภาพขนาดเต็ม


ระบบเกม

ด้านเกมเพลย์ ถือว่าทำได้สมดุล เริ่มจากตัวเกมแบ่งเป็น 3 โหมดตอนเริ่มแรก คือ อีซี่ นอร์มอล และคลาสสิก หากเล่นจบก็จะมีโหมดฮาร์ดเพิ่มเข้ามา เมื่อลองครบทุกโหมดก็พบว่า อีซี่เหมาะกับคนอยากรู้เนื้อเรื่องอย่างเดียว เล่นง่าย กดรัวๆ ก็จบเกมได้ ส่วนโหมดคลาสสิกก็ตึงมือ ใช้เวลานานเลยล่ะกว่าจะล้มบอสแต่ละตัวลงได้

ทีนี้ความสนุกของตัวเกมสำหรับผมคือการบริหารจัดการลูกแก้วมาเทเรีย materia ที่แต่ละลูกก็จะบรรจุสกิลความสามารถแตกต่างกันไป และเมื่อใช้ลูกไหนมากหน่อย มันก็จะพัฒนาประสิทธิภาพตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อยๆ แถมแบ่งให้เพื่อนในปาร์ตี้สลับกันใช้ได้ด้วย

ขณะที่ระบบ ATB(active time battle), ลิมิตเบรก ไปจนถึงการอัญเชิญสัตว์อสูรนั้น เชื่อว่าหลายคนคงทราบการใช้งานกันดีอยู่แล้ว

ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่เกิดกับตัวเองระหว่างเล่น จะเรียกว่าเป็นข้อติก็ได้ ซึ่งมีอยู่สองประเด็นครับ

อย่างแรกคือมุมกล้อง ที่มักจะหันไปมาโดยไม่เอื้อต่อคนเล่น แถมด้วยการออกแบบที่ดูจะมีปัญหาในส่วนของการล็อกออนศัตรู กล่าวคือ การล็อกออนข้าศึกแต่ละตัวทำได้โดยกด R3 แล้วเราสามารถดันแกนอนาล็อกขวา เพื่อเปลี่ยนตัวศัตรูที่ล็อกอยู่ได้ ทีนี้หากคุณเจอกลุ่มมอนสเตอร์หลายตัว บางตัวมีขนาดใหญ่ มีจุดให้ล็อกบนร่างกายหลายจุด คุณจะประสบปัญหาเวลาต่อสู้พัวพัน เพราะเมื่อคุณต้องการจะดันแกนขวาเพื่อหมุนมุมกล้อง ก็กลายเป็นว่าเป้าที่ล็อกไว้เดิมจะหลุดออก ต้องวนเวียนหากันวุ่นวายเลยทีเดียว

อีกประเด็นคือ เกมนี้ใช้การผสมผสานระหว่างการควบคุมสไตล์เกมแอ็กชั่น เข้ากับการใส่คอมมานด์ ปัญหาจะเกิดหากคุณเพิ่งเล่นเกมอย่างเซคิโร่มา (55555) เพราะถึงแม้ตัวเกมจะมีปุ่มกระโดดหลบการโจมตี มีปุ่มป้องกัน แต่มันจะไม่ตอบสนอง "ทันที" แบบเกมแอ็กชั่นครับ เพราะมันจะมีเรื่องของ "คิว" หรือลำดับก่อนหลัง ทำให้บางจังหวะแทนที่จะหลบพ้นกลับโดน แทนที่จะกันได้กลับรับไปเต็มๆ


FINAL FANTASY VII REMAKE_20200405115124.jpg (167 KB)
ภาพขนาดเต็ม


กราฟิก

ไม่ใช่แค่คัตซีนนะครับที่งดงาม เพราะแม้แต่ in-game คัตซีนทั่วๆ ไปยังแทบแยกไม่ออกว่านี่ CG หรือมาจากเกมเอนจิ้นที่แสดงผลออกมา

นอกจากนั้นแล้ว ผมยังชื่นชอบการออกแบบฉาก "สลัม" ในเกมนี้เป็นการส่วนตัว เพราะการจัดแสง สี และสไตล์ของภาพ มันทำออกมาได้สมจริงเหมือนกับเวลาเราไปเที่ยวท้องถนนในญี่ปุ่น/ฮ่องกง มีทั้งผับบาร์ และร้านอาหารแนวสตรีตฟู้ด ที่ดูแล้วกลมกลืนกับชีวิตจริง ดูน่าเชื่อถือแล้วก็ดูติดดินจนเราอินได้ไม่ยาก


เพลงประกอบ

นอกจากเพลงประกอบทั่วไปในฉาก ตัวเกมยังมีแผ่นเสียงให้สะสม (แผ่นนึงก็มีเพลงเดียวแหละครับ) แต่น่าเสียดายที่ส่วนตัวชอบเพลงร็อกสากลทั่วไป ไม่ใช่เพลงแนวที่มีในเกม ตรงนี้ใครได้เล่นเกมก็ลองเข้าไปเลือกฟังกันดูเอาเองนะ เผื่อจะชอบใจกัน


FINAL FANTASY VII REMAKE_20200405234217.jpg (107 KB)
ภาพขนาดเต็ม


สรุป

มาถึงช่วงท้าย...โดยผู้เขียนเป็นจำพวกมองภาพรวมของเกมมากกว่าตีแผ่วิจารณ์ทุกดีเทล ดังนั้น จึงมีบทสรุปส่วนตัวว่า ไฟนอล แฟนตาซี 7 รีเมก เป็นเกมที่ดี คุ้มค่าการลงทุน เมื่อได้เล่นแล้วจะเข้าใจว่านี่คือผลงานที่สร้างมาละเอียดในเนื้องานมาก เห็นถึงความตั้งใจ เก็บทุกเม็ด แทบไม่มีจุดที่ดูแล้วเผางานแต่อย่างใด

กับคำตอบที่ผมสัญญาไว้ตอนต้นบทความ ผมขอเฉลยแบบนี้ว่า...ลองนึกดูสิครับ ทำไมบางเกมเราเล่นแล้วลืม บางเกมเราเล่นแล้วจำแม่นขึ้นใจ คำตอบก็คือ "เรื่องราวอันมัดใจ" ที่เกมนี้นำเสนอแก่ผู้เล่นทุกคนบนโลก ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานแค่ไหน ตำนานการผจญภัยที่แสนสุขปนเศร้าของหนุ่มน้อย คลาวด์ ก็ยังคงหยิบมาเล่าขานได้ไม่เสื่อมคลาย

ไอ้แก่นตรงนี้นี่เองครับ ที่ทำหน้าที่เป็นเสาหลักค้ำยันไฟนอล แฟนตาซี ภาคที่ 7 ให้ผงาดง้ำขึ้นเป็นมหากาพย์ มหาเกม เอกอุของวงการมาได้อย่างยาวนาน

ทิ้งท้ายกันแค่ว่า ภาคต่อ part 2 ที่กำลังจะตามมาในอีกไม่รู้กี่ปีข้างหน้า (สงสัยมายุค PS5) ผมขอเป็นแบบโอเพ่นเวิลด์ ก็น่าจะเติมเต็มให้กับซีรีส์ที่มีโครงสร้าง/ระบบ เกมแข็งแกร่งมากๆ ของฉบับรีเมกนี้ และเชื่อว่าจะช่วยส่งให้ชื่อของ "ไฟนอล 7" กลายเป็นเจ้าแห่ง "เกมภาษา" แห่งยุคสมัยใหม่นี้ได้อย่างแน่นอน

คะแนน

9.75/10

Post by [ปอลนาโช่]
TOP