Wiki review


Biped PS4 Review

หุ่นจิ๋วเดินฉิวด้วยสองขา


*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Sony Interactive Entertainment Singapore มา ณ โอกาสนี้ครับ
**เกมนี้ขายบน PlayStation Store ในราคา 490 บาท

ก่อนที่ผมจะรีวิวเกมนี้ให้ได้อ่านกัน คงต้องเกริ่นก่อนว่าแรกสุดเลยที่ได้ยินชื่อของเกมผมก็เกิดเครื่องหมายคำถามตัวโต ๆ ขึ้นเหนือศีรษะพลางคิดในใจว่า “เกมอะไรวะ?” ทันที พอลองไปหาข้อมูลคร่าว ๆ ก็พอเข้าใจว่านี่ก็เป็นเกมอินดี้อีกเกมนึงท่ามกลางเกมอีกมากมายนับพันในท้องตลาด และดูท่าทีแล้วก็คงมาสไตล์เกมแอ็กชันแพลตฟอร์มตามสมัยนิยม ซึ่งพอลองได้สัมผัสจริง ๆ ผมก็พบว่าสิ่งที่คิดไว้ทีแรกนั้นถูกส่วนนึงแต่ไม่ทั้งหมดครับ

แล้วเกม Biped นี่มันเป็นเกมยังไงกันล่ะ?

Biped รีวิว 5.jpg (594 KB)
ภาพขนาดเต็ม
ขนาดหน้าจอก่อนเข้าเกมยังมินิมอล
เดาไม่ออกเลยว่าเป็นเกมยังไง


เนื้อเรื่อง

Biped เป็นเรื่องราวของหุ่นยนต์จิ๋วสองตัวคือ Aku และ Silla ที่ถูกส่งมายังโลกเพื่อทำการเปิด Beacon ให้ใช้งานได้อีกครั้ง ซึ่งความสำคัญของ Beacon ที่ว่าก็เพื่อให้ยานอวกาศต่าง ๆ สามารถมองเห็นและเดินทางมายังโลกได้นั่นเอง เนื้อหาของเกมหลัก ๆ มีแค่นี้เลยครับ เนื้อหาตามสไตล์การ์ตูนเด็ก ง่าย ๆ สบาย ๆ และไม่มีอะไรหักมุมไม่มีอะไรซับซ้อน พอคุณเล่นจบแล้วก็มีแอบทิ้งท้ายว่าการเดินทางของทั้งสอง (และหุ่นอื่น ๆ ในยานอวกาศ) ยังไม่จบ เพราะยังมีดาวที่พวกเขาต้องไปเปิด Beacon ต่อไป

โดยส่วนตัวแล้วผมเองเป็นคนที่ชอบเกมเน้นเนื้อเรื่องพอควร แต่กับเกมแนวแอ็กชันแพลตฟอร์มที่นำเสนอแบบน่ารักสดใส ไม่มีพิษภัยแบบนี้ แม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่มีอะไรแต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ควรใส่ใจเท่าไหร่ (ก็เกมไม่ได้เน้นส่วนนี้แต่แรก) เพราะแก่นหลักในการนำเสนอของเกมนี้อยู่ที่ไอเดียในการเล่นครับ


เกมเพลย์

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ว่าทีแรกผมก็มองว่าเกมนี้เป็นแอ็กชันแพลตฟอร์มตามสมัยนิยม ถามว่ามันใช่ไหม มันก็ใช่ล่ะแต่ไม่ทั้งหมด เพราะรูปแบบการบังคับควบคุมของเกมทำมามีเอกลักษณ์พอสมควร ถ้าเป็นเกมแอ็กชันทั่ว ๆ ไปคุณขยับอนาล็อกซ้ายไปทางไหน ตัวละครก็จะวิ่งหรือเดินไปทางนั้น ๆ การเดินคือเรื่องง่าย ๆ แต่สำหรับเกมนี้จะทำให้คุณต้องระมัดระวังในการเดินพอสมควรครับ

ทำไมน่ะเหรอ? เพราะการกดอนาล็อกซ้ายเป็นการก้าวเท้าซ้าย ส่วนอนาล็อกขวาคือการก้าวเท้าขวา ดังนั้นการที่คุณต้องการไปในทิศทางไหน คุณต้องสลับกดอนาล็อกซ้ายขวาเป็นจังหวะเหมือนเวลาเราก้าวเดิน ถ้าดันอนาล็อกสั้น ๆ ช่วงก้าวก็จะสั้น หุ่นของเราก็จะเดินด๊อกแด๊กสับขาเหมือนของเล่นไขลานที่หลายคนน่าจะพอนึกออก แต่นอกจากก้าวเดินแล้วเราก็ยังไถลไปกับพื้นได้โดยการดันอนาล็อกทั้งสองไปในทางเดียวกัน แต่ถ้าคุณเจอกับพื้นที่ขรุขระเมื่อไหร่ก็จำเป็นต้องใช้วิธีก้าวเดินตามปกติแทน ด้วยความที่หุ่นของเราไม่มีฟังก์ชันอื่น ๆ เลยนอกจากลำตัวกับขา (เท้า) สองข้างนี่แหละ เลยเป็นที่มาของชื่อ Biped (ย่อมาจาก bipedal ที่เป็นคำวิเศษณ์หมายถึงสิ่งที่เดินด้วยสองเท้า)

Biped รีวิว 1.jpg (766 KB)
ภาพขนาดเต็ม
เดินผ่านพื้นที่จะค่อย ๆ พังลงไป
เป็นเกมอื่นก็วิ่งกันฉิว แต่กับเกมนี้การเดินคือความยากอย่างหนึ่ง


ไอเดียในการผ่านฉากหรือเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ของเกมก็ออกแบบมาโดยเน้นที่ระบบการเคลื่อนไหวอันเป็นเอกลักษณ์เช่นว่านี้นี่ล่ะครับ บางจุดคุณอาจต้องเหยียบสัญลักษณ์ที่พื้นตามคำใบ้ บางจุดต้องเหยียบพื้นแค่ขาเดียว ดังนั้นคุณต้องกดอนาล็อกข้างใดข้างหนึ่งค้างไว้เพื่อยกขาลอย และอีกหลาย ๆ จุดที่ออกแบบปริศนาและวิธีการเล่นมาได้สร้างสรรค์ไม่เบา


ไอเดียของลูกเล่นในแต่ละฉากนั้นดีทีเดียว


มือไม่มีก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร


ถึงอย่างไรก็ดี ปัญหาอย่างนึงของเกมนี้ก็คือเกมมันสั้นมากครับ มีฉากให้เล่นทั้งหมดรวม tutorial ด้วยก็ 8 ฉากแค่นั้นเอง ถ้าคุณนับรวมทั้ง 2 โหมดเข้าด้วยกันนั่นคือ Solo กับ Co–op แล้วก็นับได้เป็น 16 ฉาก แต่ก็ยังเรียกได้ว่าค่อนข้างน้อยอยู่สำหรับเกมในปัจจุบัน ที่สำคัญคือเกมนี้เน้นการผ่านฉากเป็นหลัก ดังนั้นในตอนท้ายแต่ละฉากเมื่อคุณเปิด Beacon ได้แล้วก็ถือเป็นอันจบฉาก ไม่มีบอสให้สู้หรือไม่มีอะไรพิเศษให้ต้องดำเนินการแต่อย่างใด

Biped รีวิว 2.jpg (770 KB)
ภาพขนาดเต็ม
จำนวนฉากทั้งหมดที่มีในเกม (ภาพจากโหมด Solo)


ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ เกมนี้ออกแบบมาให้เน้นเล่น Co–op กันเป็นหลัก ดังนั้นประสบการณ์ในการเล่นกับคนอื่นและการเล่นคนเดียวจะค่อนข้างแตกต่างกันพอควร หากเล่น Co–op นั้นการแก้ปริศนาในหลาย ๆ จุดจะต่างกับการเล่น Solo เพราะเกมจะออกแบบมาให้ผู้เล่นทั้งสองคนต้องร่วมมือกันเพื่อผ่านฉาก เรียกได้ว่าถ้าคุณอยากจะได้รับประสบการณ์ในการเล่นที่สมบูรณ์คุณจำเป็นต้องหาคนมานั่งเล่นด้วยนั่นล่ะครับ แต่...น่าเสียดายที่เกมนี้บน PS4 ดันไม่มีโหมดออนไลน์ การเล่น Co–op นั้นทำได้แค่การนั่งเล่นด้วยกันในแบบ local ⁄ couch co–op เท่านั้น เพราะงั้นถ้าโดยปกติคุณเป็นเกมเมอร์สาย Solo เป็นหลักอาจจะรู้สึกว่าเล่นได้ไม่คุ้มเท่าไหร่ ซึ่งเราก็หวังว่าจะมีการอัปเดตให้เล่นออนไลน์ได้ในอนาคตนะ

ความลับในเกมนี้มีอะไรให้ค้นหาไม่มากนัก มีแค่การเสาะแสวงหาดาวที่ซ่อนอยู่ในฉาก และการเก็บเหรียญเพื่อมาซื้อหมวกสำหรับแต่งให้หุ่นของเราเพียงแค่นั้น ซึ่งหมวกก็ล้วนเป็นไปเพื่อความสวยงามและไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการเล่นครับ

Biped รีวิว 4.jpg (646 KB)
ภาพขนาดเต็ม
เก็บเหรียญมาไว้ใช้แค่ซื้อหมวกเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นให้ซื้อ


เพลงประกอบ

เพลงประกอบเกมนี้ ล้วนแล้วแต่นำเสนอในรูปแบบเพลงที่ฟังง่ายสบาย ๆ รื่นหูในสไตล์การ์ตูนเด็กนั่นแหละครับ ไม่มีเพลงที่ฟังแล้วเร่งเร้ากระตุ้นอะดรีนาลีน ทุกเพลงจะฟังง่าย ๆ สบาย ๆ หมด อ้อ และเกมนี้ไม่มีเสียงพากย์นะ


กราฟิกและการนำเสนอ

สไตล์กราฟิกเกมนี้ทำออกมาน่ารักและสบายตาครับ ธีมการนำเสนอคล้ายเกมอื่น ๆ ก่อนหน้าอย่าง Astrobot พอสมควร ฉากแต่ละฉากถูกออกแบบมาให้มีธีมที่แตกต่างกัน เช่นป่าดงดิบ แม่น้ำกลางช่องเขา ภูเขาหิมะ เป็นต้น ซึ่งแต่ละฉากก็จะมีลูกเล่นในการผ่านฉากเฉพาะตัว ถ้าจะมีอะไรที่น่าเสียดายก็คงเป็นความสั้นของเกมนี่ล่ะครับ จากธีมแต่ละฉากที่นำเสนอมาผมคิดว่าถ้าทีมงานมีจำนวนคนและเงินทุนมากกว่านี้น่าจะสามารถขยายออกมาได้ธีมละ 3 หรือ 4 ฉากเลยด้วยซ้ำ แต่คิดว่าด้วยขนาดสตูดิโอและทุนสร้างที่มีอาจจะทำให้ยังทำอะไรไม่ได้มากอย่างที่คิดไว้นัก

Biped รีวิว 3.jpg (739 KB)
ภาพขนาดเต็ม
ธีมแต่ละฉากมีเอกลักษณ์มาก
ติดแค่ว่าฉากน้อยและเกมสั้นไปหน่อย


สรุป

Biped คือเกมอินดี้ที่มีคะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงมาก รูปแบบฉากและลูกเล่นผ่านฉากนั้นคือสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการเล่นในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถเล่นออนไลน์ได้ ทำให้เกมไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ ถึงอย่างไรก็ตามด้วยราคาที่ไม่แพง ถ้าคุณมีแฟนหรือมีคนในครอบครัวที่เล่นเกมด้วยกันได้ เกมนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าพิจารณาซื้อมาเล่นและใช้เวลาร่วมกันครับ

โหมด Co–op จะให้ความบันเทิงแก่คุณได้ไม่มากก็น้อยแน่นอน แต่ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์ที่ปกติเล่นคนเดียวเป็นหลักหรือไม่มีคนเล่นเป็นเพื่อนที่บ้านได้ล่ะก็ ขอแนะนำให้รอจนกว่าเกมจะมีโหมดออนไลน์คงดีกว่าครับ


คะแนน

6.5 ⁄ 10


Post by [G-jang]
TOP