Wiki review


Trials of Mana

บททดสอบแห่งมนตรา ว่ายืดหยัดเหนือกาลเวลาได้หรือไม่?

มนต์ขลังจากอดีต

Trials of Mana หรือที่เกมเมอร์รุ่นก่อนอาจจะคุ้นเคยในชื่อ Seiken Densetsu 3 ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 1995 และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แม้เวลาจะผ่านเลยไปเกือบ 25 ปีแล้ว ตัวเกมเวอร์ชันออริจินอล เพิ่งจะได้วางจำหน่ายในตะวันตกครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วนี้เอง

หากพิจารณาตามยุคสมัย Trials of Mana ถือว่าเป็นเกม Action-RPG ที่ยอดเยี่ยม สามารถยืนหยัดทัดเทียมกับสุดยอด RPG ที่เกมเมอร์ยกย่องในช่วงเวลานั้นอย่าง Final Fantasy VI หรือ Chrono Trigger ได้สมศักดิ์ศรี โดยต่างก็มีเอกลักษณ์กันไปคนละแนวทาง ซึ่งด้วยเหตุนี้แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน และซีรีส์ Mana อาจจะไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเทียบเท่ากับซีรีส์ใหญ่อื่น ๆ แต่ตัวเกมก็ยังครองใจแฟน ๆ บางกลุ่มได้อย่างเหนียวแน่น



จนกระทั่งเมื่อปี 2019 ต้นสังกัดอย่าง Square-Enix ประกาศปลุกชีพซีรีส์นี้อีกครั้ง โดยการนำเอาตัวเกมมารีเมคใหม่ทั้งหมด ปรับปรุงกราฟฟิกและระบบเกมเพลย์ ให้สมกับเกมที่จะวางจำหน่ายในปี 2020 แต่การกลับมาครั้งนี้ ตัวเกมจะสามารถผ่านบททดสอบแห่งกาลเวลาได้หรือไม่? และเรี่ยวแรงที่ทีมงานทุ่มเทลงไปจะเพียงพอหรือเปล่า? เชิญอ่านบทความนี้เพื่อหาคำตอบได้เลยครับ

ปี 2020 เท่าที่ผ่านมาจนถึงช่วงกลางปีนี้ ต้องปักป้ายกันตัวโต ๆ เอาไว้เลยว่ามันคือปีแห่งการรีเมค เพราะเราได้พบกับ Resident Evil 3 และ Final Fantasy VII ที่รีเมคปรับโฉมยกเครื่องใหญ่มาแล้วทั้งคู่ ซึ่งทั้งสองเกมมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดภายในไปพอสมควร ซึ่งก็ทำให้เกิดความพอใจและไม่ชอบใจจากแฟน ๆ หลายระดับแตกต่างกัน

สำหรับในกรณีของ Trials of Mana ผมก็ต้องขอบอกเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่า ตัวเกมนั้นคงทุกอย่างของเกมภาคออริจินอลเอาไว้ 80-90% โดยทีมงานไม่ได้แตะต้องปรับเปลี่ยนอะไรไปเลย เช่น บทพูด บทสนทนา ของเกมในยุคที่ทุกอย่างเล่าผ่านตัวหนังสือและสไปรท์ตัวละครขยับยุกยิก, ตำแหน่งการยืนของตัวละคร, หีบลับ, แผนที่, หรือแม้แต่เนื้อเรื่อง เกมก็ยังคงทุกอย่างเอาไว้เหมือน 25 ปีก่อนนั้นไม่ผิดเพี้ยน!

Trials of Mana Thaigamewiki.png (186 KB)


ถึงขนาดว่าบัคค่าสเตตัสตัวละคร Agi ซึ่งเป็นปัญหาว่าอัปไปเท่าไร ก็ไม่มีผลกับความสามารถของตัวละครของเราซึ่งเป็นปัญหาคาราคาซังมากับตัวต้นฉบับ ในภาครีเมคนี้ก็ยังไม่ถูกแก้ไข แต่ทีมงานใช้วิธีว่าในเมื่อมันไม่มีประโยชน์ก็ “ตัดมันทิ้งไปเลย” แล้วเอาไปรวมกับค่าพลังอื่นแทน! เรียกได้ว่าเป็นการรีเมคที่ซื่อสัตย์กับต้นฉบับมาก ๆ จนเกือบจะเรียกได้ว่า 1:1 กันเลย

ซึ่งด้านหนึ่งมันก็นับเป็นข้อดี เพราะผู้เล่นจะได้รับมนต์เสน่ห์แห่ง RPG ยุค 90s ที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยมาก ความเรียบง่ายของเรื่องราว ก็คือมีจอมมารที่พยายามจะยึดครองโลก ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราและผองเพื่อนต้องออกไปกำราบ มันช่างคลาสิกจนไม่ต้องขยายความอะไร

ความสดใส งานอาร์ทที่เลือกใช้ การออกแบบตัวละครที่ยังดูเก๋ ดนตรีที่สามารถเลือกได้ว่าจะฟังเพลงประกอบเวอร์ชันคลาสิกหรือเวอร์ชันที่มิกซ์ใหม่ ทำให้เกมดูผ่อนคลาย เข้าใจง่าย และเล่นเพลินได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ในยุคที่ระบบเกมทุกอย่างยุ่งยากซับซ้อน มีเนื้อเรื่องมืดหม่นดุดันโศกเศร้า หรือต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับมันมาก การมีเกมที่สนุกและไม่ต้องวุ่นวายอะไรนัก ก็นับว่าเป็นการสลับอารมณ์ได้ดีทีเดียว


ชุมนุมผู้กล้า

เรื่องราวของเกมเกิดขึ้น โดยเราคือต้องเลือกตัวละคร 3 จาก 6 ผู้กล้า ที่มีเรื่องราวที่มาที่ไปต่างกัน และรูปแบบการเล่นก็ไม่เหมือนกัน เพื่อออกเดินทางและหยุดยั้งแผนการณ์อันชั่วร้าย โดยสมาชิกทั้ง 6 นั้นได้แก่

Duran คือนักดาบที่เก่งกาจทั้งด้านการโจมตีและป้องกัน Kevin เผ่ามนุษย์หมาป่าที่ใช้วิชาหมัดมวยต่อสู้ระยะประชิดและกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าที่แข็งแกร่งได้ในยามค่ำคืน Hawkeye ขุนโจรที่ว่องไวเชี่ยวชาญการใช้กับดัก Riesz นักรบหญิงที่คอยร่ายเวทย์สนับสนุนเพื่อนร่วมทีม Angela นักเวทย์สายโจมตีที่มีพลังเวทย์มนต์รุนแรงที่สุด และ Charlotte นักเวทย์สายสนับสนุนที่คอยรักษาและฟื้นฟูพลังชีวิต

เราสามารถเลือกใครเข้ามาร่วมปาร์ตี้ของเราก็ได้ แต่จะต้องดำเนินเนื้อเรื่องไปพร้อมกับสมาชิกกลุ่มนั้นไปตลอดทั้งเกม โดยทุกครั้งที่ตัวละครเลเวลอัป เราจะต้องใส่แต้มค่าสถานะระหว่าง Str เพิ่มพลังโจมตีกายภาพ Sta เพิ่มพลังป้องกันทางกายภาย Int เพิ่มพลังพลังเวทย์ Sprt เพิ่มพลังเวทย์สนับสนุน และ Luk เพิ่มโชค ซึ่งค่าสถานะทุกตัวนอกจากจะเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านนั้น ๆ แล้ว มันจะมีความสามารถติดตัวและทักษะพิเศษบางชนิดที่ผู้เล่นจะปลดล็อคจากการลงทุนในค่าสถานะนั้นมาก ๆ อีกด้วย



และเมื่อตัวละครของคุณเติบโตขึ้นมาในระดับหนึ่ง ผู้เล่นจะต้องทำการเปลี่ยนคลาสของตัวละคร ซึ่งสามารถทำได้ 2 ครั้ง มันจะเป็นทางแยกที่ทุกคนต้องพิจารณาว่าจะให้ตัวละครของเราเลือกคลาสใหม่ที่มีอิทธิพลอยู่กับแสงสว่างหรือความมืด ซึ่งเมื่อเลือกแล้วทิศทางและรูปแบบการเล่นของแต่ละตัวละครจะแตกต่างกันอย่างมาก นี่คือเอกลักษณ์ของ Trials of Mana ที่อนุญาตให้ผู้เล่นจัดทีมและพัฒนาตัวละครได้อย่างหลากหลาย และสร้างแผนการเล่นจากตัวละครได้มากมายหลายรูปแบบ ซึ่งจะทำให้คุณเล่นซ้ำได้ตราบเท่าที่ใจปรารถนา

ด้านกราฟฟิกต้องขอบอกว่าผมชอบอาร์ทสไตล์ที่สะอาดสะอ้านและมีสีสันฉูดฉาดสดใสมาก การออกแบบโมเดลตัวละครเอกแต่ละตัวมีเสน่ห์และโดดเด่น มันอาจจะไม่ได้ดูหรูหราราคาแพงอย่างเกม AAA แต่มันเข้ากับแนวทางของเกมดีมาก อาจจะมีจุดที่เห็นแล้วต้องติบ้างเล็กน้อย เช่น อนิเมชันตัวละครรอง ๆ บางตัวก็ดูจะเล่นง่ายไปสักหน่อย เช่น ออกแบบมาให้หนวดปิดปากจนไม่ต้องทำปากพูดตามบท หรือ texture ของฉากที่บางครั้งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมโหลดไม่ทัน แน่นอนมันไม่ได้ทำลายเกมโดยสิ้นเชิง แต่มันก็เป็นจุดที่สังเกตเห็นได้ 


เกมเก่าในโลกใบใหม่

ข้อเสียของเกมที่เป็นจุดใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นความเชยครับ เนื่องจากตัวเกมรีเมคมาจากเกมเก่าอายุเกือบ 30 ปี แถมยังมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีอะไรหลาย ๆ อย่างดูผิดยุคสมัยผิดกาลเวลา เช่นบทสนทนาดูห้วนสั้น เนื้อเรื่องรวบรัด การกระทำหลายอย่างของบางตัวละครไม่สมเหตุสมผล ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ทำร้ายตัวเกมถึงขนาดว่าเล่นต่อไปไม่ได้ แต่เชื่อว่าเกมเมอร์ยุคใหม่ที่เติบโตมากับระบบเกมปัจจุบันอาจจะงงกับมันบ้างไม่มากก็น้อย

ข้อดีของเกมอีกจุดหนึ่งก็คือมีการเพิ่มเนื้อหาใหม่ในเวอร์ชันนี้ อย่างการเปลี่ยนอาชีพครั้งที่ 3 ที่จะทำให้ตัวละครของเราแข็งแกร่งมากขึ้น และบอสลับที่เราสามารถออกค้นหาและดำเนินเนื้อเรื่องต่อได้หลังจบเกม ซึ่งถือว่าเป็นโบนัสพิเศษให้คุณสนุกกับเกมได้มากขึ้นอีกเล็กน้อย หลังจากใช้เวลาราว 40 ชั่วโมงเพื่อเคลียร์เนื้อเรื่องหลักจบไปแล้ว


บทสรุป

ดังนั้นบทสรุปสุดท้ายว่าคุณจะชอบเกมนี้หรือไม่ อาจจะอยู่ตรงที่ว่าคุณคือเกมเมอร์ที่หลงใหลในห้วงบรรยากาศของเกมในสมัยนั้นมากแค่ไหน? หากคุณรักในตัวตนและเอกลักษณ์ของเกมมาตั้งแต่แรก หรือมีความผูกพันจากประสบการณ์ครั้งวันวาน Trials of Mana คือสายลมแห่งความคิดถึงที่นำพาอดีตและความทรงจำอันงดงามในวัยเยาว์กลับมาหาให้คุณชื่นใจ มันจะเป็นเกมอันทรงคุณค่าและยอดเยี่ยมไร้ที่ติสำหรับผมเสมอ แต่หากไม่ใช่และมองจากสายตาของเกมเมอร์ปัจจุบัน มันอาจจะกลายเป็นแค่เกม RPG เกรดธรรมดา สำหรับใครหลายคนไปแล้วก็ได้

คะแนน 7.5

Post by [Coolerist]
TOP