Wiki review


Watch Dogs Legion Review

รวมพลนักแฮก ปลดแอกลอนดอน


*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Ubisoft มา ณ โอกาสนี้ครับ

นับตั้งแต่วันที่ Ubisoft ประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับเกม Watch Dogs Legion ออกมา สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากที่สุดก็คงไม่พ้นระบบของเกมที่ว่า “ทุกคนในลอนดอนคือตัวละครที่สามารถเล่นได้” นี่ล่ะครับ เพราะมันฟังดูเวอร์วังและเหมือนจะแอบโม้ในที แต่อีกใจนึงผมก็อยากเห็นว่าเจ้าระบบที่ว่านี่เป็นอย่างไร สามารถทำได้จริงรึเปล่า ซึ่งในวันนี้ที่เกมวางจำหน่ายแล้วผมก็เลยจะขอมาชี้แจงแถลงไขให้ได้อ่านกัน


เนื้อเรื่อง

เนื้อหาของเกม Watch Dogs Legion นั้น ดำเนินเรื่องราวในอนาคต ณ กรุงลอนดอนในช่วงเวลาที่บอกว่าเป็นอนาคตอันใกล้ ที่ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ เริ่มก้าวล้ำนำสมัยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนได้มากมาย ไม่ว่าจะโดรนที่บินว่อนไปวนมาเพื่อส่งของ บ้างก็คอยตรวจตราความสงบ มิหนำซ้ำผู้คนยังมีอุปกรณ์ Optik ติดข้างตาที่จะนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ในแบบ AR (Augmented Reality) ที่ละเอียดรวดเร็วฉับไว จนผู้คนใช้งานเป็นเรื่องปกติเสมือนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ทุกอย่างก็ดูจะสงบสุขดี จนกระทั่งวันหนึ่งได้เกิดเหตุวางระเบิดทั่วจุดสำคัญของลอนดอนจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายด้วยฝีมือของผู้ก่อการร้ายที่เรียกตัวเองว่า Zero-Day แถมยังป้ายความผิดให้แก่กลุ่มแฮกเกอร์ใต้ดิน DedSec จนโดนกวาดล้างเกือบเรียบ และจากความวุ่นวายนี่เองที่กองกำลังทหารรับจ้าง Albion ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานรัฐให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการดูแลรักษาความสงบของลอนดอน และในขณะเดียวกันองค์กรอาชญากรรมอย่าง Clan Kelley ก็แผ่ขยายอิทธิพลอย่างสำราญใจในแบบที่แม้แต่ Albion ก็ไม่คิดจะเข้ามาจัดการ สถานการณ์เรียกได้ว่าเป็นหายนะของพลเมืองลอนดอนอย่างแท้จริง จนทำให้สมาชิก DedSec ที่ยังเหลือรอดต้องรวบรวมสมัครพรรคพวกขึ้นมาใหม่ แล้วปลดปล่อยลอนดอนให้เป็นอิสระ

WDL ภาพรีวิว 1.jpg (1.63 MB)
ภาพขนาดเต็ม
พนักงานของ Albion เดินกันให้พรึ่บทั่วลอนดอน


ถ้าจะพูดในแง่ของเนื้อหาแล้ว เรียกได้ว่ามีกลิ่นอายของความเป็นสังคมดิสโทเปียอย่างชัดเจน ซึ่งล้วนแล้วแต่หยิบยืมและได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมที่หลายคนอาจจะเคยอ่านหรืออย่างน้อยก็เคยได้ยินชื่อผ่านหูผ่านตามาบ้าง ไม่ว่าจะเป็น 1984 โดย George Orwell นักเขียนนิยายชาวอังกฤษที่บอกเล่าสังคมอังกฤษในอนาคต (จากยุคที่เขาเขียนนิยายขึ้นมา) ซึ่งอยู่ใต้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ The Party ที่กุมอำนาจทุกอย่างสอดส่องดูแลทุกคนไม่ให้หืออือและต่อต้าน หรือแม้แต่หน้ากากหัวหมูที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเกมภาคนี้ ก็ดูจะอ้างอิงมาจาก Animal Farm ของ George Orwell เฉกเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งหนึ่งในตัวร้ายของเกมอย่าง Mary Kelley ก็ดูจะใช้ชื่อโดยอ้างอิงมาจาก Mary Shelley สุภาพสตรีอังกฤษผู้แต่งนิยายสยองขวัญบันลือโลกอย่าง Frankenstein และประจวบเหมาะกับบทบาทของ Mary Kelley เหลือเกินที่เธอเป็นหัวหน้าแก๊งผู้มีธุรกิจมืดหลักเป็นการค้าอวัยวะมนุษย์ เรียกได้ว่าตลอดทั้งเกมคุณอาจจะได้สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ทีมสร้างหยอดใส่ลงมา ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่มีรากฐานหรือต้นกำเนิดจากอังกฤษทั้งสิ้น


ทหาร Albion กำลังจะคุกคามพลเมือง
เราต้องช่วย...เอ๊ะ...อ๊ะ...อ้าว...


ไม่เพียงแค่การอ้างอิงบางอย่างจากวรรณกรรมอังกฤษคลาสสิกเท่านั้น แต่โลกในเกมถูกประกอบร้อยเรียงขึ้นมาจากเหตุการณ์หรือข้อพิพาทที่เราต่างได้ยินได้ฟังกันจากข่าว หรือพบเห็นในแวดวงสังคมโลกกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะพฤติกรรมของทหาร Albion ในแบบเผด็จการฟาสซิสต์ จะเรียกตรวจจะค้นหรือแม้แต่จะยิงใครกลางถนนก็ทำได้ตามอำเภอใจ เหล่าบรรดาคนต่างชาติถูกจัดเป็นพลเมืองชั้นสองและโดนไล่ไปอยู่ค่ายเฉพาะกิจที่ความเป็นอยู่ย่ำแย่รอโดนเนรเทศออกจากประเทศ มิหนำซ้ำบางคนก็โดนบังคับสาบสูญอย่างที่ไม่มีใครช่วยได้ เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดถูกนำมาใช้สอดส่องดูแลพฤติกรรมผู้คนแทนที่จะอำนวยความสะดวก กระทั่งการอยู่ในบ้านก็ไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ค่อนข้างนำเสนอโลกและความเป็นอยู่ของผู้คนในเกมได้ออกมาน่าสนใจและชวนหดหู่พอสมควร แม้ว่าเทคโนโลยีในเกมจะล้ำหน้ากว่าปัจจุบันแต่สารที่สื่อออกมานั้นชวนให้รู้สึกใกล้ตัวได้มากกว่าที่คิดครับ ภารกิจหลักบางภารกิจนี่เนื้อหาออกแนวไซเบอร์พังค์หน่อย ๆ แต่ก็ชวนให้แอบขนลุกได้เหมือนกัน


เกมเพลย์

เสน่ห์ของ Watch Dogs ที่ทำให้แตกต่างจากเกมโอเพนเวิลด์อื่น ๆ ก็คือระบบ hack ที่ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุต่าง ๆ หรือโลกรอบตัวได้ค่อนข้างเยอะและหลากหลายครับ แน่นอนว่าภาคนี้เอกลักษณ์ดังกล่าวก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ทำให้การบุกเข้าแต่ละสถานที่ของผู้เล่นมีอิสระสูง ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกแนว คุณจะเล่นบู๊ตรง ๆ ก็เล่นได้ จะเล่นลอบเร้นก็ได้ หรือจะอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วใช้โดรนจัดการทุกอย่างแทนก็ยังได้


ถ้ายังไม่รู้จะทำลายโดรนยังไง
ก็เอารถถอยมาชนให้ระเบิดตูมตามไปเลย


อย่างที่ตัวเกมได้เคยโฆษณาไว้ว่าเกมนี้เราจะเล่นเป็นใครก็ได้ในลอนดอน ซึ่งก็สามารถเล่นได้จริง ๆ เพราะตัวเกมจะทำการสร้าง NPC ที่หลากหลายขึ้นมาเดินไปมาและทำกิจกรรมต่าง ๆ ในเมือง ไม่ว่าจะชายหรือหญิง จะเผ่าพันธุ์อะไร จะสาขาอาชีพอะไร ทุกอย่างจะเกิดขึ้นมาแบบสุ่ม ดังนั้นความสนุกอย่างหนึ่งของเกมนี้ก็คือการตระเวนไปทั่วลอนดอนเพื่อหา NPC ที่มีรูปร่างหน้าตาถูกใจคุณรวมถึงสกิลเฉพาะตัวที่ถูกใจคุณด้วยมาใช้งาน (ซึ่งก็มักจะหาที่ครบถ้วนดั่งใจหวังยากกกกกซะเหลือเกิน) และแน่นอนว่านอกจากสกิลเฉพาะตัวแล้ว อาชีพของบางคนก็จะทำให้คุณสามารถเดินเนียนเข้าสู่เขตหวงห้ามได้อย่างสบายอุรา

WDL ภาพรีวิว 8.jpg (1.15 MB)
ภาพขนาดเต็ม
ถ้าคุณเป็น Royal Guard ก็สามารถเดินดุ่ม ๆ
เข้าสู่วัง Buckingham ได้โดยไม่มีใครจ่อไรเฟิลใส่


ระบบการเฟ้นหาคนมาร่วมก๊วน DedSec ก็ทำได้ละเอียดและสนุกดีใช้ได้ เพราะว่า NPC แต่ละคนจะมีกิจวัตรประจำวันของตัวเอง ดังนั้นจุดที่คุณจะเจอพวกเขาได้ในแต่ละวันก็จะต่างกันไป ไม่เพียงเท่านั้นบางคนอาจจะมีทัศนคติที่ไม่ดีนักกับ DedSec ในทีแรกด้วยเหตุผลนานัปการ บ้างก็เพราะได้ยินข่าวลือที่ไม่ดีมา บ้างก็เพราะเห็นเราไปขับรถเสยใครเข้า บ้างก็เพราะเราอาจไปเผลอทุบใครที่เป็นญาติพี่น้องของคน ๆ นั้น เพราะงั้นก่อนเราจะไปเกณฑ์มาได้ก็จะต้องไปทำภารกิจเพื่อปรับมุมมองที่มีต่อ DedSec รวมถึงช่วยพวกเขาแก้ไขปัญหาชีวิตเสียก่อน และนั่นก็เท่ากับว่าการจะเกณฑ์คนในแต่ละทีก็คือการเล่นภารกิจย่อย ๆ นั่นเอง


บางทีคุณก็จะได้เจอคนแววดี ๆ ในแบบที่คาดไม่ถึง


เกมนี้จะมีระบบสกิลกลางที่สมาชิก DedSec ทุกคนสามารถใช้งานได้ และค่า Tech Point ที่ใช้อัปสกิลนั้นมีเกินพอแน่นอนจึงไม่ต้องนั่งกังวลว่าจะอัปสายไหนพลาดไป เพราะสุดท้ายคุณจะสามารถอัปได้จนครบนั่นเอง ที่เหลือก็แค่เลือกสมาชิกไปออกปฏิบัติการให้เหมาะกับสถานการณ์หรือจะเลือกสมาชิกที่คุณชื่นชอบเป็นพิเศษก็สุดแท้แต่ (กดอ่านภูมิหลังแต่ละคนก็สนุกดีด้วยนะ)

WDL ภาพรีวิว 6.jpg (960 KB)
ภาพขนาดเต็ม
สกิลที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้หมด


หากจะให้กล่าวสรุปในแง่ของเกมเพลย์ก็คือโดยหลัก ๆ นั้นไม่ว่าคุณจะเลือกเล่นเป็นใคร core gameplay จะไม่ต่างกันมาก สิ่งที่ต่างก็คือสกิลเฉพาะตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้ชีวิตคุณสะดวกขึ้นบ้างหรือทำให้เกิดความแปลกใหม่ในแง่ต่าง ๆ เช่นตัวละครสายลับก็จะมีปืนเก็บเสียง และนาฬิกาข้อมือที่กดใช้แล้วจะทำให้ปืนของศัตรูขัดข้อง แม้แต่รถติดมิสไซล์ก็มี

WDL ภาพรีวิว 4.jpg (925 KB)
ภาพขนาดเต็ม
สายลับมาดเนี้ยบ แม้จะแก่แต่เก๋าไม่แพ้ใคร


หรือหากเป็นมือสังหารอาชีพก็จะมีปืนหนักอย่าง Desert Eagle ให้ใช้งานรวมถึงไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ G36 และสกิลเฉพาะตัวสุดเท่อย่าง Gun Kata ให้คุณได้ออกท่าสังหารในระยะประชิดด้วยปืนประหนึ่งเป็น John Wick นั่นเอง แต่โดยรวมลูปเกมเพลย์ก็คือการลอบเร้น บู๊ แฮกโดรน แก้ปริศนาโดยที่ไม่ได้มีความแตกต่างในนัยสำคัญมากนัก

WDL ภาพรีวิว 7.jpg (956 KB)
ภาพขนาดเต็ม
มือสังหารอาชีพ หนึ่งในตัวละครที่คู่ควรแก่การชักชวนมาเข้าก๊วน


นอกจากนั้นก็ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ สไตล์บริติชให้ได้เล่นตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเข้าไปดวดเบียร์ เดาะบอล หรือปาลูกดอกให้คุณผ่อนคลาย (ไม่ก็เครียดกว่าเดิมเพราะมันยาก) ในยามที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ DedSec

WDL ภาพรีวิว 2.jpg (1.58 MB)
ภาพขนาดเต็ม
มินิเกมเดาะบอล ที่เล่นไปเล่นมายากกว่าตัวเกมหลัก...


ถ้าจะมีความไม่สะดวกในส่วนของเกมเพลย์ก็คือการที่ผู้เล่นสามารถเลือกอุปกรณ์ติดตัวได้เพียงชิ้นเดียว (ไม่นับอุปกรณ์เฉพาะตัวของบางอาชีพ) และอาวุธได้แค่สองชิ้นโดยจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ในระหว่างต่อสู้หรือในระหว่างเข้าพื้นที่หวงห้ามนี่ล่ะครับ ในบางครั้งที่คุณอาจรู้สึกว่าอุปกรณ์บางชิ้นอาจใช้งานได้ดีกว่าในบางสถานการณ์แต่ก็ดันไม่สามารถสลับไปใช้ได้ ที่สำคัญคือการจะเปลี่ยนอุปกรณ์ในฉากโอเพนเวิลด์นั้นจะต้องเปลี่ยนโดยกดจากหน้าจอเมนูเสมอ จึงทำให้รู้สึกขลุกขลักไม่ทันใจพอสมควรเหมือนกัน


WDL ภาพรีวิว 5.jpg (1.38 MB)
ภาพขนาดเต็ม
คุณจะได้ใช้งานโดรนส่งของแทบทั้งเกม
และการหมุนสลับวงจรสัญญาณก็คือพัสเซิลที่เจอได้ทั้งเกมเหมือนกัน


กราฟิกและการแสดงผลต่าง ๆ

กราฟิกของเกมบน PS4 Pro ก็ถือว่าสวยงามใช้ได้ อาจไม่ถึงกับตะลึงแต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดแม้จะแอบเสียดายว่าหากเป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่แสดงผล ray tracing ได้ก็คงจะสวยและดูดีกว่าเดิมมาก ในส่วนของเฟรมเรตก็นิ่งดีไม่มีตกให้รู้สึกสะดุดจนเสียอารมณ์แต่อย่างใด หากจะมีส่วนที่ชวนรำคาญใจก็คือการที่เล่น ๆ อยู่แล้วตัวเกมเกิดอาการแครชแล้วหลุดออกมาหน้าจอเมนูนี่ล่ะครับ ที่สำคัญคือเวลาในการโหลดเกมที่นานไปสักหน่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเข้าเกมในครั้งแรกสุดของการเล่นในแต่ละรอบ (มิหนำซ้ำเสียงพัดลมจากเครื่องก็ดังกระหึ่มจนแอบกังวลเลยทีเดียว)


เสียงพากย์

ด้วยความที่ตัวเกมดำเนินเรื่องในลอนดอน บรรดาเสียงพากย์และสำนวนคำพูดคำจาจึงเป็นแบบบริติชแท้ ๆ นั่นแปลว่าหากคุณชินกับอังกฤษสำเนียงอเมริกันคุณอาจจะต้องปรับตัวในการฟังสำเนียงและทำความเข้าใจบริบทต่าง ๆ ของบทสนทนาพอสมควร แต่ถ้าเริ่มชินแล้วมันก็เพลินไปอีกแบบนะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสร้างสรรค์ในการเขียนคำสบถสารพัดสารพันในเกมเลย อย่างเช่น “Go home and suck your father’s ****‚ you inbred trash!” ที่ NPC รายหนึ่งด่าผมในตอนที่ขับรถไปสะกิดโดนรถของมันเข้า


สรุป

Watch Dogs Legion เป็นเกมโอเพนเวิลด์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองสูง สามารถเล่นได้เพลิน ๆ รวมถึงโลกในเกมที่อาจจะทำให้คุณรู้สึกคุ้นเคยได้ง่ายแม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนอังกฤษก็ตาม ดังนั้นหากคุณชื่นชอบเกมโอเพนเวิลด์เป็นทุนเดิมล่ะก็ ขอให้พิจารณาเกมนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกสร้างความบันเทิงให้คุณครับ


คะแนน 8 ⁄ 10

Post by [G-jang]
TOP