Wikigame

บทนำ

ฮิโรชิม่า โอโนมิจิจินไกโจ เดือนธันวาคม
2016

คิริวนั่งอยู่เพียงลำพังในบาร์พลางดื่มเหล้าพร้อมคิดอะไรในใจ โดยที่คิริวก็มีท่าทีค่อนข้างเป็นมิตรกับคิโยมิผู้เป็นมาม่าของบาร์แห่งนี้ไม่น้อย แต่ไม่นานนักหนึ่งในลูกค้าขาประจำของบาร์ที่ชื่อนากุโมะก็ได้เข้ามาในร้านพร้อมกับท้าคิริวสู้อีกครั้งหนึ่ง



คิริวและนากุโมะจึงไปสะสางกันนอกร้าน ณ ลานกว้าง การต่อสู้จบลงที่ชัยชนะของคิริวอย่างง่ายดาย คิริวจึงเดินจากมาพลางสำทับว่าตนไม่ว่างที่จะเล่นกับนากุโมะมากนัก เมื่อคิริวกลับมาที่บาร์แล้วก็จัดแจงชงนมใส่ขวดเพื่อป้อนให้กับเด็กทารกคนหนึ่งที่คิริวดูแลอยู่ในขณะนี้



โตเกียว คามุโร่โจ เดือนธันวาคม 2012

เดือนธันวาคม 2012 เป็นเดือนที่ฮารุกะได้เปิดตัวบนเวทีคอนเสิร์ตในฐานะไอดอลอย่างเต็มรูปแบบ แต่นั่นก็เป็นการขึ้นเวทีครั้งสุดท้ายของเธอเช่นกัน เพราะเธอได้ประกาศกลางเวทีว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับคิริว คาซึมะ ซึ่งไอดอลที่จะต้องรักษาภาพลักษณ์ของตนให้ใสสะอาดอยู่ตลอดไม่ควรมาพัวพันกับคนในวงการมืดโดยประการทั้งปวง หากแต่เธอไม่สนใจอะไรแล้วในตอนนั้น เธอรีบลงจากเวทีเพื่อไปหาคนที่คอยเลี้ยงดูและปกป้องเธอตลอดมาในทันที เคราะห์ดีที่ฮารุกะพบคิริวผู้กำลังอ่อนแรงเจียนตายท่ามกลางหิมะได้ทันเวลา



ที่โรงพยาบาลนั้น อากิยามะได้บอกกับฮารุกะว่าคิริวจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายในสองสัปดาห์ เธอกล่าวขอบคุณในความช่วยเหลือของอากิยามะแต่ก็อดแสดงความกังวลในกิจการของอากิยามะไม่ได้ ซึ่งอากิยามะก็บอกว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเพราะเลขามือดีอย่างฮานะจังนั้นดูแลทุกอย่างได้ดีอยู่แล้ว

ที่ด้านนอกห้องของคิริวนั้น ทั้งมาจิมะและซาเอจิมะต่างก็รอคอยด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่นานนักตำรวจก็มาถึงพลางเข้าจับกุมซาเอจิมะที่หลบหนีออกจากเรือนจำมา ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังจับกุมคิริวด้วยที่ก่อความวุ่นวายในคามุโร่โจ

ที่ร้านนิวเซเรน่า อากิยามะและดาเตะต่างก็พูดคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ดาเตะบอกว่าการจับกุมคิริวนั้น ถือเป็นการ “ทำผลงาน” ของตำรวจ เพราะตำรวจต้องแสดงออกว่าได้ทำหน้าที่ของตนจากเหตุการณ์ที่เหล่ายากูซ่าก่อความวุ่นวายทั้งหมด ซึ่งคิริวที่เป็นยากูซ่าในตำนานฉายามังกรแห่งโดจิมะ ซ้ำยังเป็นอดีตประธานรุ่นที่ 4 ของสมาพันธ์โทโจด้วยแล้วจึงถือเป็นเป้าหมายชั้นดีเลยทีเดียว เพราะตำรวจไม่อยากจับกุมสมาชิกระดับบริหารคนปัจจุบันของสมาพันธ์โทโจด้วยเหตุผลที่ว่าแม้จะจับไปก็จะมีคนอื่นมาแทนที่อยู่ดี ฮารุกะจึงเป็นกังวลว่าคิริวจะต้องกลับไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้ง แต่ดาเตะกล่าวว่าทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับคิริวแล้ว เพราะคิริวอาจหาทนายเก่งๆ มาก็ได้ แต่ตอนนี้คิริวคงกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีอยู่

ในขณะเดียวกันนั้นเอง คิริวที่กำลังพักฟื้นอยู่ก็ได้ฝัน เขาฝันถึงผู้คนที่สำคัญในชีวิตของตนเองโดยสำหรับฮารุกะนั้นคิริวคิดว่าเธอคือคนที่ทำให้คิริวรู้สึกภาคภูมิใจในชีวิตของตัวเองได้เลยทีเดียว เพราะคิริวนั้นโทษตัวเองที่มีส่วนทำให้ชีวิตของผู้คนรอบกายต้องวุ่นวาย เขาอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับเด็กๆ ที่บ้านเด็กกำพร้าอาซากาโอะและฮารุกะ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเรื่องที่จะต้องทำก่อนและคงใช้เวลานานมากทีเดียว

คิริวลืมตาตื่นขึ้นมาและพบว่าไดโกะนั้นรอพบตนเองอยู่ นั่นเพราะไดโกะได้ยินข่าวว่าคิริวจะต้องโดนจับกุมและไปรับโทษในเรือนจำ คิริวจึงกล่าวว่าตนรู้สึกละอายแก่ใจที่ทำให้ฮารุกะต้องประกาศต่อสาธารณชนว่าเป็นครอบครัวเดียวกันกับตนเอง และก็รู้ดีว่านับแต่นี้ไปสื่อมวลชนจะต้องให้ความสนใจแน่นอน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตเงียบๆ ร่วมกับฮารุกะและเด็กๆ ที่อาซากาโอะ เมื่อคิดได้เช่นนี้คิริวจึงตัดสินใจจะเข้ารับโทษและเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่เพื่อใช้ชีวิตอย่างที่ตนต้องการ



เวลาผ่านไป 6 เดือน ฮารุกะได้เข้าเยี่ยมคิริวในเรือนจำและบอกกับเขาว่าการที่เธอได้เป็นครอบครัวเดียวกันกับคิริวนั้นมีความหมายกับเธอมาก ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แต่เธอจะไม่เพิกเฉยอีกต่อไปแล้ว คิริวจึงบอกกับเธอว่าตนจะต้องรับโทษ 3 ปี แม้ฮารุกะจะไม่ยินดีแม้แต่น้อยแต่เธอก็บอกว่าเธอจะอดทนเพราะไม่ว่าจะอยู่ห่างกันเพียงใด ในใจของเธอก็ยังคงเป็นครอบครัวเดียวกันกับคิริวเสมอ

โอกินาว่า บ้านเด็กกำพร้าอาซากาโอะ (ฤดูร้อน 2013)

วันหนึ่ง ฮารุกะและเด็กๆ แห่งบ้านอาซากาโอะต่างร่วมทานอาหารเย็นด้วยกัน มิตสึโอะนั้นมีโอกาสได้เข้าสู่โลกแห่งเบสบอลอาชีพแม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังอีกยาวไกลก็ตาม แม้จะมีข้อน่ากังวลว่าประวัติของตนเองที่โดนเลี้ยงดูมาโดยอดีตยากูซ่าอาจทำให้เสียโอกาสไปได้ก็ตาม แต่มิตสึโอะก็บอกว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญเพราะหากตนพลาดโอกาสนั่นก็เพราะความสามารถไม่ถึงเอง ไม่ใช่เป็นเพราะมีใครพูดลับหลังเกี่ยวกับประวัติของตนเองแน่นอน

หลังจากนั้น ฮารุกะก็ได้มานั่งที่ชายหาดหน้าบ้านอาซากาโอะเพียงลำพังในยามค่ำคืน เธอเปิดโทรศัพท์และได้เห็นภาพของเธอร่วมกับเด็กคนอื่นๆ บนอินเตอร์เน็ต นั่นหมายความว่าสื่อมวลชนตามหาเธอจนพบแล้วและผู้คนก็ไม่รอช้าที่จะกล่าวถึงเธอและบ้านอาซากาโอะในทางเสียหายทันที ทำให้เธอรู้สึกเสียใจและอับจนหนทางไม่รู้จะทำอย่างไรดี



เมื่อเป็นเช่นนี้ ฮารุกะจึงตัดสินใจที่จะลาจากบ้านอาซากาโอะไป ทว่าอายาโกะก็มาเห็นเข้าเสียก่อน อายาโกะเองก็มีโอกาสได้เห็นรูปเดียวกันนั้นในนิตยสารพร้อมกับพาดหัวว่า “สกูปเด็ด! สาวน้อยยากูซ่าผู้กลายมาเป็นไอดอลไปอยู่ที่ไหนแล้ว?” เช่นกัน ฮารุกะอธิบายว่าเธอตัดสินใจไปจากที่นี่เพราะหากเธอยังอยู่ก็จะทำให้เกิดเรื่องอื้อฉาวและอาจทำลายโอกาสของเด็กคนอื่นที่จะมีชีวิตที่ดีและทำตามความฝันได้ เธอบอกว่าเธอจะย้ายไปยังที่ๆ เธอจะได้ใกล้ชิดกับคิริวมากขึ้น แต่ก็ได้ขอร้องอายาโกะไม่ให้บอกความจริงกับเด็กคนอื่นและไม่ให้เขียนถึงคิริวในเรื่องนี้เพราะเธอจะบอกกับคิริวด้วยตัวเอง เมื่อฝากฝังทุกอย่างแล้วฮารุกะจึงไปจากบ้านอาซากาโอะทันที

โตเกียว คามุโร่โจ

อากิยามะกำลังนั่งดื่มร่วมกับมิตรสหายชาวไร้บ้านอยู่ แต่ทันใดนั้นเองได้มีคนวิ่งมาบอกว่าย่านอาจิอาไก (Little Asia) กำลังโดนไฟไหม้จนวอดวาย อีกด้านหนึ่งดาเตะกับตำรวจคนอื่นต่างก็วิเคราะห์สถานการณ์ครั้งนี้ และคาดว่าน่าจะเป็นการลอบวางเพลิงเป็นแน่

ที่ด้านบนของมิลเลนเนียมทาวเวอร์ ได้มีกลุ่มคนลึกลับที่เฝ้ามองเปลวเพลิงอย่างเย็นใจ ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาโดยคาดหวังว่าเปลวเพลิงนี้จะเป็นหลักฐานแห่งความจริงใจของตนเอง ก่อนจะเสนอชนแก้วให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างทุกคนรวมถึงความเจริญรุ่งเรืองต่อไป



บทที่ 1 ราคาของอิสรภาพ

สามปีต่อมา เดือนธันวาคม 2016 โอกินาว่า บ้านเด็กกำพร้าอาซากาโอะ

คิริวนั้นรับโทษครบตามกำหนดและได้เดินทางกลับมายังอาซากาโอะ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพวกเด็กๆ แต่พวกเด็กๆ ต่างก็สงสัยว่าฮารุกะอยู่ที่ไหนและทำไมถึงไม่ได้มาพร้อมกับคิริว คิริวได้ยินเช่นนั้นก็สับสนเช่นกัน แต่อายาโกะกลับมีท่าทีกระวนกระวายใจ



ในที่สุดอายาโกะก็ยอมบอกว่าฮารุกะนั้นไปจากอาซากาโอะเมื่อราวสามปีก่อนแล้ว เพราะเธอต้องการใกล้ชิดคิริวมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ฮารุกะก็เคยโทรมาบ้างแต่หลังจากผ่านไปปีเดียวก็ไม่ได้โทรมาอีกเลย ไทจิจึงบอกให้อายาโกะโทรหาฮารุกะทันทีเลย แต่อายาโกะก็ไม่สามารถโทรหาได้เพราะฮารุกะมักโทรมาจากโทรศัพท์สาธารณะพร้อมบอกว่าหลังจากออกมาจากอาซากาโอะก็ไปยกเลิกบริการโทรศัพท์แล้ว

อายาโกะให้คิริวดูนิตยสารและอธิบายว่าฮารุกะไม่สามารถยอมรับได้ที่ตนก่อปัญหาให้อาซากาโอะ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มิตสึโอะเริ่มก้าวหน้าในวงการเบสบอล ทำให้มิตสึโอะคิดว่าเป็นความผิดของตนเองเช่นกัน ทว่าคิริวก็ปลอบใจว่าที่จริงเป็นความผิดของคิริวมากกว่า คิริวจึงยืนยันกับเด็กทุกคนว่าจะหาฮารุกะให้พบและพากลับบ้านมาให้ได้

คิริวตัดสินใจสอบถามอากิยามะเพราะก่อนหน้านี้เขาก็เคยช่วยเหลือฮารุกะตอนอยู่โอซาก้าและคามุโร่โจมาแล้ว แต่ว่าเมื่อลองโทรหาเบอร์ของที่สกายไฟแนนซ์กลับใช้การไม่ได้แล้ว คิริวจึงคิดที่จะไปคามุโร่โจเพื่อพบอากิยามะโดยตรง จากนั้นเขาจึงยืนยันกับพวกเด็กๆ ว่าจะไม่ไปนานกว่าที่จำเป็นและครั้งนี้ถ้าพบฮารุกะแล้วพวกเขาก็จะไม่จากไปไหนอีก

โตเกียว คามุโร่โจ

คิริวได้พบกับดาเตะบนถนนเทนคะอิจิ โดยตอนนี้ดาเตะกำลังสืบสวนคดีที่สมาชิกของสมาพันธ์โทโจโดนสังหารโดยฝีมือมาเฟียจีน หลังจากไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันครู่หนึ่ง ดาเตะก็เล่าสถานการณ์ในคามุโร่โจ ณ ปัจจุบันให้ฟัง โดยภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในอาจิอาไกเมื่อปีที่แล้ว อิทธิพลของสมาพันธ์โทโจในคามุโร่โจก็เริ่มพังทลายลง และมาเฟียจีนสมาพันธ์ไซโอก็เริ่มแผ่อิทธิพลเข้าไปในบริเวณที่ไฟไหม้แทน จากนั้นสมาพันธ์โทโจก็เริ่มก่อการปะทะครั้งใหญ่กับสมาพันธ์ไซโอ ทำให้แม้แต่พลเมืองทั่วไปก็โดนลูกหลง ฝ่ายตำรวจก็เริ่มอยู่ไม่ติดจึงมุ่งเล่นงานบรรดาสมาชิกระดับสูงของสมาพันธ์โทโจแทน จึงทำให้ราวหกเดือนก่อนทั้งมาจิมะและไดโกะต้องโดนจับกุม



คิริวได้ยินเช่นนั้นก็แปลกใจมากเพราะไม่ทราบเรื่องมาก่อนเลย จากนั้นจึงถามว่าตอนนี้ใครเป็นคนดูแลสมาพันธ์โทโจ ดาเตะจึงบอกว่าคนที่คุมอยู่ตอนนี้คือซึไก ผู้เป็นที่ปรึกษา ณ สำนักงานใหญ่ แม้ว่าคิริวจะไม่เคยพบตัวจริงมาก่อนแต่ก็ทราบดีว่าซึไกนั้นอยู่ในสมาพันธ์มานานแล้วนับตั้งแต่สมัยประธานรุ่นที่สองเป็นต้นมา

คิริวได้สอบถามถึงอากิยามะ แต่ดาเตะบอกว่าอากิยามะนั้นปิดกิจการสกายไฟแนนซ์ไปแล้ว ในทีแรกแต่ละคนคิดว่าก็คงแค่ปิดเพื่อไปพักร้อน แต่ดูเหมือนว่าอากิยามะจะไม่ได้กลับมาคามุโร่โจอีกเลยอาจเพราะมาเฟียจีนกำลังหมายหัวเขาอยู่ก็เป็นได้ ดาเตะจึงบอกให้คิริวระวังตัวหากต้องผ่านบริเวณย่านอาจิอาไก แต่ถ้าเป็นไปได้ก็เลี่ยงแถวนั้นจะดีกว่า

คิริวจึงไปตรวจสอบที่ออฟฟิศของสกายไฟแนนซ์ แต่ออฟฟิศกลับร้างไปแล้วพร้อมกับมีป้ายติดว่าให้เช่าอยู่หน้าประตู คิริวจึงไปตรวจสอบสถานที่ที่อากิยามะเคยไปนั่นคือร้านนิวเซเรน่าและแบนตั้ม

มาม่าของร้านนิวเซเรน่าดีใจที่ได้พบหน้าคิริวอีกครั้งและอยากจัดเลี้ยงฉลองต้อนรับการกลับมา ทว่าคิริวปฏิเสธไปก่อนจะถามว่าได้พบหรือได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับฮารุกะบ้างหรือไม่ แต่มาม่าตอบว่าไม่ได้เจอเลยและพอรู้ว่าฮารุกะหายตัวไปก็กลับเป็นกังวลไปด้วยอีกคน ส่วนเรื่องที่อยู่ของอากิยามะก็ไม่ทราบเช่นเดียวกัน เมื่อคิริวไปสอบถามมาสเตอร์ที่แบนตั้มก็ได้ความว่าครั้งล่าสุดที่รู้เกี่ยวกับอากิยามะก็คืออากิยามะนั้นไปมีเรื่องมีราวกับมาเฟียจีนแถวย่านอาจิอาไก คิริวจึงตัดสินใจไปที่นั่นเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

ที่ด้านในของสำนักงานใหญ่สมาพันธ์ไซโอนั้น ได้มีสมาชิกจากสมาพันธ์โทโจกำลังสนทนากับเอ็ดผู้เป็นสมาชิกระดับสูงของสมาพันธ์ไซโออยู่ โดยที่บทสนทนานั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะเอ็ดไม่พอใจที่มีคนจากสมาพันธ์โทโจมาป้วนเปี้ยนในย่านอาจิอาไก กระนั้นคนจากสมาพันธ์โทโจก็ย้ำว่าไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะก่อสงครามแต่มาเพื่อพูดคุยกันเท่านั้น แต่เอ็ดที่ได้ยินเช่นนั้นจึงถามกลับไปว่าแล้วปืนที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อนั่นหมายความว่าอะไร คนจากสมาพันธ์โทโจจึงตอบไปว่ามีไว้เพื่อป้องกันตัวแค่นั้น ซึ่งคนของสมาพันธ์โทโจก็ได้กำชับให้เอ็ดไปบอกกับหัวหน้าของตนว่าตอนนี้สมาพันธ์โทโจยอมรับแล้วว่าย่านอาจิอาไกเป็นเขตปกครองของสมาพันธ์ไซโอ แต่หากว่าเจอมาเฟียจีนที่ด้านนอกย่านอาจิอาไกเมื่อไหร่ก็จะไม่ปราณีเช่นกัน  

เอ็ดตอบว่าจะนำสาส์นไปบอกกับหัวหน้าตนให้ แต่ว่าตนก็ไม่ค่อยเก่งภาษาญี่ปุ่นนักจึงอาจทำให้สื่อสารกันไม่ได้ดี กล่าวจบเอ็ดก็บุกโจมตีสมาชิกของสมาพันธ์โทโจทันที การต่อสู้จบลงที่เอ็ดใช้มีดปาดคอคนหนึ่งจากสมาพันธ์โทโจอย่างเหี้ยมเกรียมพลางสำทับว่านี่คือคำตอบของหัวหน้าต่อข้อเสนอของสมาพันธ์โทโจ



ในระหว่างที่คนจากสมาพันธ์โทโจวิ่งหนีออกมาก็ได้เห็นหน้าคิริวและจำได้ทันที จึงตัดสินใจว่าจะแจ้งข่าวการกลับมาของคิริวให้สำนักงานใหญ่ทราบ ส่วนคิริวเองก็ต้องเจอมาเฟียจีนเข้ามาหาเรื่องจึงต้องกำจัดมาเฟียจีนไปจนหมดโดยที่ไม่ได้ข่าวอะไรของอากิยามะเลย เมื่อคว้าน้ำเหลวเช่นนี้ คิริวก็ได้กลับไปที่สกายไฟแนนซ์เพื่อลองหาข้อมูลของอากิยามะอีกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าได้ช่วยชีวิตของสมาชิกแห่งสมาพันธ์โทโจรายหนึ่งเอาไว้จากน้ำมือของมาเฟียจีนแทน

ชายคนนั้นได้บอกคิริวว่าตนรู้จักอากิยามะ และบอกว่าอากิยามะนั้นหลบซ่อนตัวลงใต้ดินไปหลังจากมีเรื่องกับมาเฟียจีนไป  เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งได้พบอากิยามะกับคนไร้บ้านในสนามเด็กเล่น แต่สภาพของอากิยามะตอนนี้ดูไม่เหมือนเดิมสักเท่าไหร่ ชายคนนั้นถามว่าคิริวจะตามหาอากิยามะไปทำไมแต่คิริวก็ไม่อยากตอบนัก กระนั้นชายคนนั้นก็บอกว่าเพราะคิริวช่วยชีวิตตนเอาไว้ ตนจึงจะช่วยคิริวในทุกทางที่ทำได้และได้สอบถามชื่อของคิริวไป ทว่าในขณะที่เดินจากไปนั้นชายคนดังกล่าวก็ได้คิดกับตัวเองว่า “คิริว...คิริว...คิริว...คาซึมะ!? ไม่น่า ไม่ใช่หรอก...เป็นไปไม่ได้”

คิริวตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังสนามเด็กเล่น และที่นั่นก็ได้เจอกับคนไร้บ้านคนหนึ่งที่รู้จักอากิยามะ ซึ่งคนไร้บ้านคนนี้ก็เคยได้ยินชื่อของคิริวและรู้ว่าเป็นเพื่อนของอากิยามะด้วย เขาบอกว่าอากิยาะนั้นอยู่ใกล้ๆ นี้ แต่จะไม่ยอมบอกจนกว่าคิริวจะไปซื้อข้าวกล่องมาให้เสียก่อน ซึ่งเมื่อคนไร้บ้านได้กินข้าวจนอิ่มหนำ เขาก็ขยับออกไปจากจุดที่นั่งเผยให้เห็นฝาท่อระบายน้ำนั่นเอง

คิริวลงท่อระบายน้ำมา และได้พบกับอากิยามะที่หลับอยู่ภายในเตนท์ ทั้งสองดีใจที่ได้เจอกัน อากิยามะจึงเล่าว่ามาเฟียจีนบีบบังคับให้ตนต้องปิดทำการสกายไฟแนนซ์ แต่ตนก็ยังไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจแม้แต่น้อย ส่วนฮานะจังนั้นตอนนี้กลับไปอยู่ที่บ้านแล้วจึงปลอดภัยแน่นอน คิริวได้ถามอากิยามะเรื่องของฮารุกะ แต่อากิยามะเองก็ไม่รู้อะไรเช่นกัน คิริวจึงบอกว่าถ้าเป็นเช่นนี้ก็คงจะไล่ถามทั่วคามุโร่โจเลย ซึ่งอากิยามะก็เสนอจะช่วยเหลือแต่คิริวกลับปฏิเสธไป



ไม่ทันไร บทสนทนาของทั้งสองก็โดนขัดจังหวะจากเอ็ดและสมุนมาเฟียจีน อากิยามะเห็นแล้วก็ทราบทันทีว่าเอ็ดตามล่าตนอยู่และคงตามคิริวลงมาในท่อระบายน้ำ เอ็ดพยายามยั่วโมโหอากิยามะพร้อมบอกว่าตนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคิริว เพราะคิริวก็เป็นคนที่อยู่ในรายชื่อที่จะต้องตามล่าเช่นกัน อากิยามะจึงถามคิริวว่าอยู่ในเรือนจำแล้วได้ยืดเส้นยืดสายบ้างรึเปล่า คิริวจึงตอบว่าแน่นอนเพราะอยู่ในนั้นต้องออกกำลังกายทางวิทยุกันทุกวัน

คิริวและอากิยามะร่วมมือกันเอาชนะเอ็ดไปได้อย่างง่ายดาย แต่เอ็ดก็เรียกทั้งสองคนว่าเป็นพวกขี้ขลาดที่ไม่ยอมสู้กันตัวต่อตัว ทำให้อากิยามะตอกกลับว่าตนกับคิริวก็เล่นงานลูกน้องอีกสี่คนที่เอ็ดพามาไปด้วยแล้วไง เอ็ดที่ได้ยินเช่นนั้นก็หนีไปพลางบอกว่าวันนี้ตนแค่มาทักทายแต่ยังไงก็ต้องได้เจอกันอีกแน่



อากิยามะกล่าวขอบคุณคิริวที่ช่วยเหลือแต่แบบนี้ท่อระบายน้ำก็ไม่เหมาะจะใช้ซ่อนตัวอีกแล้ว เมื่อกลับขึ้นมาด้านบนคิริวก็ได้ขอโทษอากิยามะที่ทำให้ต้องเผยตัว แต่อากิยามะก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรเพราะก็เบื่อกับการที่ต้องนอนเฉยๆ แล้วเช่นกัน จากนั้นดาเตะก็โทรหาคิริวพลางบอกว่ามีข่าวร้ายจะแจ้งให้ทราบ ฮารุกะนั้นประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสอาจถึงแก่ชีวิต จึงบอกให้คิริวรีบไปที่โรงพยาบาลทันที

ทั้งคิริวและอากิยามะต่างก็มาโรงพยาบาลด้วยกัน หากแต่อากิยามะโดนกันออกไปเพราะแต่งตัวไม่สะอาดพอ ด้านดาเตะก็ได้แนะนำให้คิริวรู้จักกับเพื่อนร่วมงานของตนที่ชื่อฮอนโจว ซึ่งฮอนโจวนี่เองที่เป็นคนบอกให้ดาเตะรู้ถึงอุบัติเหตุของฮารุกะ ฮอนโจวบอกว่าฮารุกะอยู่ใน ICU โดยที่กระดูกบริเวณหลังรวมถึงหัวไหล่นั้นหักและเสียเลือดไปมาก แต่อาการบาดเจ็บที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือที่ศีรษะ อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นการชนแล้วหนี ซึ่งคนขับก็เป็นพวกอันธพาลวัยรุ่นที่หนีไปแล้ว ดาเตะกล่าวต่อว่ามีบางสิ่งที่จะต้องให้คิริวเห็น เพราะในตอนที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ฮารุกะได้ใช้ร่างกายของตนปกป้องใครบางคนจากรถคันดังกล่าวอยู่ด้วย



บทที่ 2 หน่ออ่อนที่เริ่มผลิบาน

ดาเตะได้แนะนำให้คิริวรู้จักกับฮารุโตะซึ่งเป็นลูกชายของฮารุกะ คิริวแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองแต่ดาเตะก็ยืนยันว่าต้องเป็นความจริงแน่ๆ เพราะไม่เพียงแต่นามสกุลเดียวกันแต่ฮารุกะก็ใช้ร่างกายปกป้องเด็กคนนี้ด้วยจึงเป็นลูกชายฮารุกะไม่ผิดแน่ คิริวต้องการรู้ให้ได้ว่าใครเป็นพ่อเด็กแต่ก็ไม่มีใครรู้ เพราะข้าวของของฮารุกะนั้นไม่มีอะไรบอกรายละเอียดเลย โทรศัพท์ของเธอก็พังแต่ตำรวจก็พยายามจะกู้ข้อมูลในโทรศัพท์มาอยู่ ดาเตะเสริมว่าพวกตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าฮารุกะมาอยู่ในคามุโร่โจนานแค่ไหนแล้วเพราะเธอไม่ได้สติเลยนับแต่เกิดอุบัติเหตุ คิริวจึงถามว่าโอกาสรอดมีมากน้อยแค่ไหนแต่ก็ดูจะไม่มากนัก ดาเตะบอกว่าแพทย์ก็ทำเท่าที่จะทำได้แล้วตอนนี้ก็ได้แต่สวดภาวนาให้ปลอดภัยเท่านั้น



ฮอนโจวบอกว่าตนต้องกลับไปทำงานแล้ว แต่คิริวก็ถามว่าจุดเกิดอุบัติเหตุนั้นอยู่ที่ไหน ฮอนโจวจึงบอกว่านั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของอดีตยากูซ่า แต่ดาเตะก็ได้ขอร้องว่าอย่าพูดอะไรรุนแรงทว่าคิริวก็ไม่ได้สนใจ เพราะคิริวไม่อาจทนอยู่เฉยๆ และไม่ทำอะไรได้เพราะตนคิดว่าอุบัติเหตุนั้นแท้จริงอาจไม่ใช่อุบัติเหตุก็ได้ คิริวคิดว่าบางทีฮารุกะอาจตกเป็นเป้าเล่นงานจากคนที่แค้นตนก็เป็นได้ สุดท้ายแล้วฮอนโจวก็ยอมพาคิริวไปยังจุดเกิดเหตุและยอมบอกข้อมูลเท่าที่รู้ทั้งหมด

จุดเกิดเหตุอยู่บนถนนเซ็นเรียว ขณะนั้นฮารุกะกำลังเดินบนถนนโดยอุ้มเด็กไว้ในอ้อมกอดจนรถซีดานสีดำชนเธอจากข้างหลัง รถคันดังกล่าวขับโดยประมาทและพุ่งออกมาจากลานจอดรถใต้ดิน คนขับรถเป็นชายเพียงคนเดียวอายุราวยี่สิบปีและมีลักษณะเหมือนพวกอันธพาลทั่วไป แต่ด้วยเหตุที่สมาพันธ์โทโจกำลังมีข้อพิพาทกับมาเฟียจีนเช่นนี้ ฮอนโจวจึงคาดว่าคนขับรถอาจมีส่วนเกี่ยวพันกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ฮอนโจวก็บอกกับคิริวต่อว่าเรื่องราวมันซับซ้อนมากกว่านั้น

ฮอนโจวอธิบายว่าเมื่อราวสามเดือนก่อน มีชายชาวจีนคนหนึ่งโดนฆ่า โดยที่ชายคนนั้นเป็นสมาชิกระดับบริหารของสมาพันธ์ไซโอ และเป็นลูกชายคนเดียวผู้สืบทอดของหัวหน้าสมาพันธ์ด้วย ชื่อของผู้ตายคือจิมมี่ โรว และเหตุการณ์นั้นยิ่งทำให้ข้อพิพาทตึงเครียดและรุนแรงขึ้นควบคู่ไปกับการจับกุมประธานรุ่นที่หกของสมาพันธ์โทโจด้วย ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าฆาตกรเป็นใครแต่สมาพันธ์ไซโอก็ปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นฝีมือของสมาพันธ์โทโจ และในขณะเดียวกันที่สถานการณ์ของสองฝ่ายตึงเครียดเช่นนี้ ได้มีอีกกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสขยายอิทธิพลเข้ามาในคามุโร่โจ เหตุการณ์จึงพัวพันกันไปหมดเลยทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ว่าคนที่ขับชนฮารุกะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรใด และที่ยุ่งยากไปกว่านั้นก็คือองค์กรที่ฉวยโอกาสเช่นว่าก็เป็นมาเฟียเกาหลีที่คิริวเองก็รู้จักดี กลุ่มจิงวอนนั่นเอง เพราะพวกนั้นพยายามจะทำลายสมาพันธ์โทโจมาสองครั้งแล้ว นั่นคือเมื่อสามสิบปีก่อนและเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งครั้งที่สองก็เป็นคราวที่คิริวร่วมกับสมาพันธ์โทโจกำจัดพวกนั้นลงไปนั่นเอง

คิริวบอกว่านั่นมันเรื่องเมื่อนานมาแล้ว แต่ฮอนโจวก็บอกว่าพวกนั้นมันยังไม่ลืมความแค้นแน่และยังคงอาฆาตทั้งสมาพันธ์โทโจและคิริวด้วย ฮอนโจวเตือนว่าหากคิริวจะเตร็ดเตร่ในคามุโร่โจก็ควรระวังตัวเอาไว้ดีกว่า

คิริวได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และสังเกตเห็นรอยเลือดบนพื้นฮอนโจวจึงยืนยันว่านั่นคือจุดที่รถชนฮารุกะก่อนจะชี้ให้ดูรอยยางรถที่ชี้ว่าคนขับพยายามจะเบรคเช่นกัน แต่แล้วก็เร่งเครื่องหนีไป ซึ่งฮอนโจวเองก็รู้สึกว่ามันประหลาดเพราะคิดว่าถ้าฮารุกะเป็นเป้าหมายจริงเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคิริวแล้ว คนขับก็ควรจะหยุดดูให้แน่ใจว่าฮารุกะตายจริง แต่คนขับกลับหยุดรถและเมื่อเห็นว่าเธอยังไม่ตายก็หนีไป ฮอนโจวคิดว่าเหตุการณ์นี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับอดีตของคิริวเลยก็ได้และอาจเป็นแค่อุบัติเหตุทั่วไป แต่คิริวก็ยังไม่เชื่อเช่นนั้น

แต่แล้วฮอนโจวก็สังเกตเห็นชายคนหนึ่งริมถนนที่แอบเฝ้ามองคิริวพร้อมใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปคิริวไว้ คิริวอดสงสัยไม่ได้ว่าชายคนนั้นมาจับตาดูตนหรือเป็นแค่พวกที่ชอบมาดูสถานที่เกิดอุบัติเหตุเท่านั้น คิริวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาแต่ชายคนนั้นก็วิ่งหนีไปทันที เมื่อคิริวไล่ตามและจับตัวชายคนนั้นได้เขาก็สารภาพออกมาว่า “ผมคอยคุ้มครองท่านอยู่ครับ ท่านรุ่นที่สี่”



ชายคนนั้นเป็นคนของกลุ่มโซเมยะแห่งสมาพันธ์โทโจ และได้รับคำสั่งจากหัวหน้าให้คอยเฝ้าติดตามและปกป้องคิริวเอาไว้ เพราะฮารุกะเป็นเสมือนลูกสาวของคิริว คิริวจึงต้องมาที่จุดเกิดเหตุแน่ เมื่อคิริวถามว่าหัวหน้าของชายคนนั้นอยู่ที่ไหนก็ได้คำตอบว่าอยู่ที่สำนักงานใหญ่สมาพันธ์โทโจนั่นเองและกำลังประชุมกับรักษาการประธานคือซึไกอยู่

คิริวไม่พอใจแม้แต่น้อย “ฉันยอมติดคุกเพื่อจะล้างกลิ่นของสมาพันธ์โทโจออกไปแท้ๆ...นี่เพิ่งจะกี่วันเองนะ? น่าหงุดหงิดชะมัด”

คิริวมาถึงสำนักงานใหญ่สมาพันธ์โทโจ และได้พบกับชายหนุ่มในสูทสีขาวพร้อมกับยากูซ่าอีกจำนวนมาก ชายหนุ่มแนะนำตนเองว่าชื่อโซเมยะ ทาคุมิและกล่าวขอบคุณคิริวที่ยอมไปใช้ชีวิตในเรือนจำ คิริวถามว่าทำไมต้องให้คนมาต้อนรับมากมายขนาดนี้ โซเมยะจึงขออภัยหากทำให้เข้าใจผิด คิริวจึงขอคำตอบอีกครั้งทำให้โซเมยะประชดโดยการขอบคุณที่คิริวยอมไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้งแต่ก็เปรียบเปรยว่าคิริวนั้นไม่มีอิทธิพลอะไรในสมาพันธ์โทโจอีกแล้ว โซเมยะอธิบายว่าตอนนี้ซึไกทำหน้าที่รักษาการแทนประธานรุ่นที่หก คิริวจึงถามว่าซึไกคอยจับตาดูตนเองอยู่รึไงกัน ทำให้โซเมยะเชิญคิริวเข้าไปด้านในพลางกล่าวว่าตนยังเป็นเด็กใหม่จึงอยากเรียนรู้จากคิริวในฐานะอดีตยากูซ่าเช่นกันด้วยสีหน้าท่าทางอันยียวน คิริวขมวดคิ้วพลางเดินตรงเข้าหาทำให้โซเมยะหลบฉากหลีกให้คิริวพลางโซเมยะก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเช่นกัน



ทุกคนไปพบกับซึไกในห้องประชุมระดับบริหาร ซึไกถามว่าคิริวจำหน้าตนได้หรือไม่ แต่หากจำไม่ได้ตนก็ไม่แปลกใจเพราะตนเป็นเพียงที่ปรึกษาของประธานรุ่นที่หกเท่านั้น ซึไกบอกว่าตนเป็นแค่คนแก่คนนึงที่โดนดึงตัวมาในขณะที่ไดโกะโดนตำรวจจับตัวไปพลางกล่าวว่าสมาพันธ์โทโจนั้นพยายามจะเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่แต่ตอนนี้กลับต้องมาพึ่งคนรุ่นเก่า



คิริวกล่าวขึ้นมาว่าโต๊ะของซึไกดูจะใหญ่โตเกินไปเสียหน่อย ทำให้ซึไกหัวเราะขึ้นมาพลางบอกว่าช่วงที่ผ่านมานี้งานเอกสารเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล คิริวกล่าวต่อว่าโซเมยะดูไม่เหมือนพวกที่จะมาทำงานเอกสารเลย ทำให้โซเมยะหัวเราะขึ้นมาเช่นกันและบอกว่าตนไม่ยุ่งอะไรกับงานเอกสารหรอก ตนมาเป็นยากูซ่าเพราะเหตุผลอื่น

คิริวไม่อยากให้บทสนทนายืดเยื้อต่อไป จึงบอกว่าตนมีคำถาม ทำให้ซึไกหยั่งเชิงว่าคงต้องการจะถามเรื่องอุบัติเหตุของลูกสาวกระมัง? ซึไกกล่าวต่อว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากหากจะคุยกันเรื่องนี้คงทำให้คิริวเจ็บปวดไม่เบา ทำให้คิริวอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่าใครเป็นคนเล่าเรื่องอุบัติเหตุของฮารุกะให้ฟังและเล่าเมื่อไหร่ ซึไกตอบว่าตนได้ยินจากตำรวจในทันทีที่เกิดเหตุเลย ตำรวจเล่าให้ตนฟังเพราะฮารุกะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฐานะญาติสนิทนของประธานรุ่นที่สี่ ก็เลยถือเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง คิริวมีเรื่องที่ต้องการทราบแค่นั้นรึไม่?

คิริวถามว่าซึไกเป็นคนสั่งให้คนตามไปจับตาดูตนรึเปล่า แต่โซเมยะก็แทรกขึ้นมาว่าไม่ใช่การจับตาดูแต่เป็นการปกป้องต่างหาก เพราะพวกตนตามหาคิริวนับตั้งแต่มาถึงคามุโร่โจแล้ว เพราะงั้นในตอนที่ทราบข่าวอุบัติเหตุนั้นสิ่งที่พวกตนทำก็คือการยืนยันความปลอดภัยของคิริวเป็นอย่างแรก ซึไกก็เห็นด้วยเพราะตอนนี้สมาพันธ์โทโจกำลังก่อสงครามกับมาเฟียจีน และแม้ว่าคิริวจะออกจากวงการไปแล้วแต่พวกมาเฟียจีนก็ไม่คิดเช่นนั้น ซึ่งคิริวบอกว่าทำแบบนี้มันมากเกินความจำเป็นและตนก็ไม่ต้องการใครมาปกป้องด้วย ซึไกจึงกล่าวว่าตนตระหนักถึงนิสัยของคิริวดีและรู้ว่าคิริวไม่ชอบเป็นจุดสนใจของใคร ตนขออภัยหากทำให้คิริวต้องเสียความรู้สึก

โซเมยะขัดจังหวะอีกครั้งและบอกว่าท่านรุ่นที่สี่ไม่ต้องการใครมาปกป้องก็เพราะไม่มีเหตุผลที่ใครจะหมายหัวอีกต่อไป เพราะฉายาอย่าง “มังกรแห่งโดจิมะ” นั้นไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว โซเมยะจึงเปลี่ยนมาเรียกคิริวว่าคิริวซังแทนที่จะเรียกท่านรุ่นที่สี่ตามปกติ ก่อนจะกล่าวต่อว่าคิริวนั้นน่าจะตระหนักสถานะตัวเองดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่คนรุ่นนี้ต้องจัดการกันเอง และไม่ใช่สิ่งที่คิริวซึ่งเกษียณตัวเองไปแล้วจะต้องเข้ามายุ่มย่าม

คิริวจึงกล่าวเพียงแต่ว่าเดี๋ยวนี้พวกคนหนุ่มดูจะใหญ่โตเสียเหลือเกิน โซเมยะกล่าวว่าก็เพราะข้อขัดแย้งกับมาเฟียจีนไงล่ะ จนถึงตอนนี้สิ่งที่ยากูซ่าให้ความสนใจก็มีแต่เพียงการหาเงิน ภายใต้การปกครองของประธานรุ่นที่หกนั้นพวกระดับบริหารมีแต่พวกใช้สมอง แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว ปัจจุบันคุณค่าของยากูซ่าก็คือ “พลังในการต่อสู้” การล่าหัวของศัตรูมาได้ก็เป็นการเสริมสถานะของยากูซ่าคนนั้นโดยตรง ถึงเวลาแล้วที่ยากูซ่าจะประสบความสำเร็จได้จากพลังอำนาจที่มี โซเมยะคิดว่ายุคนี้ถือเป็นยุคที่ดีด้วยซ้ำเพราะคิริวเองก็เป็นยากูซ่าแบบนั้นไม่ใช่รึไงกัน? ด้วยเหตุนี้ซึไกและระดับสูงคนอื่นจึงหวังพึ่งพาคนหนุ่มอย่างตน โซเมยะหันไปถามซึไกว่าจริงหรือไม่ ซึไกจึงกล่าวว่าตนจำเป็นต้องมีคนประเภทนี้ไว้เพื่อเห็นแก่องค์กร

คิริวกล่าวว่าตนไม่สนว่าโซเมยะจะคิดอย่างไรกับยากูซ่าอย่างตน แต่ตนมีคำถามสุดท้าย คิริวถามว่ารู้อะไรเกี่ยวกับฮารุกะมากกว่านี้บ้าง แต่โซเมยะก็ตอบว่าตนไม่มีเหตุผลที่จะต้องรู้ คิริวจึงบอกว่าตนก็คิดเช่นเดียวกัน สำหรับตอนนี้ตนและฮารุกะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับปัญหาของสมาพันธ์โทโจอีกต่อไป แต่ก็ได้เตือนโซเมยะว่าไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตามหากสมาพันธ์โทโจมาแตะต้องผู้คนที่ใกล้ชิดกับตน ตนก็จะไม่ปราณีเช่นกัน

โซเมยะบอกว่าตนไม่อยากจะเป็นศัตรูกับ “มังกรแห่งโดจิมะ” นักหรอก เพราะเท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็มีศัตรูเต็มมือแล้ว

ที่คามุโร่โจ คิริวไปที่ร้านนิวเซเรน่าและคุยกับมาม่าเรื่องสภาพของฮารุกะ ซึ่งมาม่าก็ได้ติดตั้งแอพ SNS บนสมาร์ทโฟนของคิริวให้เพื่อที่จะได้ติดตามข่าวสารได้ หลังจากนั้นไม่นานคิริวก็ได้รับสายจากดาเตะ ซึ่งดาเตะได้ขอให้คิริวไปพบกับอากิยามะที่โรงพยาบาล ที่โรงพยาบาลอากิยามะกลับมาใส่ชุดปกติของตนแล้ว คิริวจึงกล่าวว่าอากิยามะดูดีขึ้นเยอะทำให้อากิยามะบอกว่าจะให้ตนแต่งตัวมอซอมาโรงพยาบาลก็คงไม่ดี ทั้งคู่คุยกันถึงฮารุกะว่าสภาพยังไม่ดีขึ้นเลย แต่ตอนนี้มีคนจากสังคมสงเคราะห์มาแล้วและต้องการคุยกับคิริวเรื่องลูกของฮารุกะด้วย

ชายจากสังคมสงเคราะห์แนะนำตัวเองว่าชื่อโนจิริและบอกว่าเพราะคิริวเป็นผู้ปกครองของฮารุกะตนจึงต้องขอความเห็นชอบจากคิริวก่อนจะพาเด็กไปดูแลต่อ ด้วยความที่ฮารุกะนั้นไม่มีญาติพวกตนจึงต้องนำตัวเด็กไปตามกระบวนการปกติ คิริวนั้นถึงกับตะลึงว่าสังคมสงเคราะห์จะพาลูกชายของฮารุกะไปเข้าบ้านเด็กกำพร้างั้นรึ ซึ่งโนจิริก็ยืนยันเช่นนั้นว่าลูกของฮารุกะจะได้รับการดูแลในห้องเลี้ยงเด็กอ่อน และถ้าอาการของฮารุกะไม่ดีขึ้นก็จะส่งตัวไปบ้านเด็กกำพร้าต่อไป

คิริวจึงบอกให้รอก่อนและกล่าวว่าตนเป็นพ่อบุญธรรมของฮารุกะเอง ตนจึงจะรับดูแลเด็กเองไม่จำเป็นต้องให้โนจิริมาลำบาก แต่โนจิรินั้นไม่เชื่อพร้อมกล่าวว่าการเป็นพ่อบุญธรรมก็ไม่นับว่าเป็นญาติ ตนจึงยอมให้คิริวพาเด็กไปไม่ได้เพราะคิริวอาจเป็นพวกยากูซ่าที่คิดจะเอาอวัยวะเด็กไปขายก็เป็นได้

คิริวและอากิยามะที่ได้ยินต่างก็ตะลึง แต่โนจิริบอกว่าตนมีหน้าที่รับผิดชอบให้เด็กได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง หากว่าสังคมสงเคราะห์ยอมให้มีคนรับเด็กไปดูแลแล้วเด็กโดนทารุณกรรมขึ้นมา สังคมสงเคราะห์ก็จะโดนตำหนิได้ ไม่ว่าคิริวจะพูดอะไรตนก็ไม่ยอมให้เด็กไปแน่นอน

คิริวบอกว่าตนก็โตมาในบ้านเด็กกำพร้า ฮารุกะก็เช่นกัน ตนรู้ถึงความเจ็บปวดของเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ดี เพราะงั้นลูกฮารุกะจะต้องไม่ไปบ้านเด็กกำพร้าเด็ดขาด และถ้าฮารุกะมีสติขึ้นมาก็คงจะพูดแบบเดียวกัน ทว่าโนจิริก็ยังไม่ยอมและกล่าวว่าถ้าเป็นเช่นนี้ตนก็ไม่ต้องได้ความยินยอมจากคิริวด้วยซ้ำ และตำรวจก็ไม่ควรเรียกตนมาแต่แรกเพราะรังแต่จะเกิดปัญหา จากนั้นโนจิริก็จากไปเพื่อไปคุยกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

คิริวบอกว่า “ฉันจะไม่มีวันให้หมอนั่นพาลูกฮารุกะไปเด็ดขาด” ก่อนจะเข้าไปในห้องของฮารุโตะโดยมีอากิยามะตามเข้าไปด้วย อากิยามะถามว่าแน่ใจแล้วรึที่จะทำแบบนี้ คิริวจึงตอบว่าถ้าโนจิริคิดว่าตนจะยอมให้พาเด็กไปล่ะก็คงต้องคิดเสียใหม่ เพราะตนเป็นคนเดียวที่จะปกป้องเด็กคนนี้ได้แล้ว

แต่อากิยามะเองก็เกิดไม่แน่ใจและบอกว่าที่โนจิริว่ามาก็มีเหตุผล แม้ว่าคนที่รู้จักคิริวจะรู้กันดีว่าคิริวนั้นเป็นคนจิตใจดีแต่คิริวก็ยังเป็นอดีตยากูซ่าที่มีประวัติต้องโทษอยู่ดี ตนเองก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้แต่ตนคิดว่าคิริวควรจะปล่อยให้สังคมสงเคราะห์ดูแลเด็กจนกว่าฮารุกะจะได้สติดีกว่า

คิริวจ้องมองฮารุโตะพลันคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ต่อไปหากว่าฮารุกะไม่ฟื้นขึ้นมา อากิยามะบอกว่าเรื่องไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก แต่คิริวก็กล่าวว่าหากมันเป็นจริงอย่างที่ตนว่าตนก็แน่ใจอย่างหนึ่งว่าถ้าฮารุโตะไปที่บ้านเด็กกำพร้าตนก็จะไม่มีวันรู้สถานที่แน่นอน และตนก็จะไม่ได้เจอหน้าฮารุโตะอีก ทุกครั้งที่เด็กถูกส่งไปบ้านเด็กกำพร้าก็จะเป็นเช่นนั้นเสมอ และต่อให้ตนพยายามหาคำตอบแค่ไหนก็จะไม่มีวันได้รู้อะไรเลย และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ฮารุกะต้องการแน่ ตนจึงไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

ในตอนนั้นเองโนจิริก็เข้ามาในห้องและถามว่าคิริวคิดจะทำอะไร อากิยามะจึงขอให้ออกไปรอข้างนอกจนกว่าพวกตนจะคุยกันเสร็จ ทว่าโนจิริโกรธมากและบอกให้คิริววางเด็กลงไม่เช่นนั้นจะต้องเสียใจ อากิยามะจึงพาโนจิริออกไปจากห้องก่อนจะล็อคประตู

คิริวกล่าวว่าตนจะพาตัวเด็กไป ถ้าฮารุกะฟื้นก็จะพาเด็กกลับมา แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้นขอให้อากิยามะเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนจะทำ อากิยามะกล่าวว่านี่มันก็เหมือนเป็นการลักพาตัวเลยนะ และตนก็คงจะไม่มีหน้าไปพบกับฮารุกะอีกหากยอมปล่อยให้คิริวทำเช่นนี้ ก่อนจะถามว่าที่ผ่านมาคิริวจะไปรับโทษในเรือนจำทำไม คิริวได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มโกรธและบอกให้อากิยามะหลีกทางไป แต่อากิยามะก็ขอร้องให้คิริวนึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาทว่าคิริวก็บอกให้อากิยามะหุบปากไปเพราะนี่คือสิ่งเดียวที่ตนจะทำได้ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็มีแค่ตนคนเดียวที่จะปกป้องลูกชายของฮารุกะได้

คิริวจึงต้องต่อสู้กับอากิยามะที่ไม่ยอมถอย และการต่อสู้ก็จบลงที่ความพ่ายแพ้ของอากิยามะ แต่อากิยามะก็ยังคิดว่าคิริวนั้นตัดสินใจผิด “คุณจะพาเด็กไปจริงๆ เหรอ? จะแบกภาระไว้เองโดยไม่จำเป็นทำไม” คิริวจึงตอบแค่ว่า “การทำก่อนคิดมันเป็นนิสัยเสียของฉันอยู่แล้ว”



ที่คามุโร่โจ คิริวเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อหาของกินให้ฮารุโตะแต่ดาเตะก็ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับยื่นอาหารเด็กอ่อนให้ ทั้งสองกลับมาที่นิวเซเรน่าก่อนจะคุยกันถึงเรื่องของโนจิริ โนจิริบอกว่าเพราะดาเตะโทรเรียกคิริวมา หากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กดาเตะจะต้องรับผิดชอบ ดาเตะจึงบอกกับโนจิริว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันก็ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ฉันไม่เคยทำคดีนี้ และไม่เคยมาที่โรงพยาบาลด้วยซ้ำ” ดูเหมือนว่าคำพูดของดาเตะจะทำให้โนจิริเกลียดงานตัวเองมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาก็เคยทำเรื่องขอย้ายไปจากแผนกดูแลเด็กมาหลายครั้งแล้ว

คิริวกล่าวขอโทษที่ยังก่อปัญหาให้ดาเตะอยู่ แต่ดาเตะก็บอกว่าตนแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำให้ลูกของฮารุกะพ้นเงื้อมมือของโนจิริเท่านั้น และหากเรื่องนี้เกิดกับซายะลูกสาวตน ตนก็คงทำแบบเดียวกัน เมื่อเอ่ยถึงซายะขึ้นมาคิริวก็จำได้ว่าเคยช่วยเหลือดาเตะไว้ในตอนที่ซายะมีพฤติกรรมต่อต้านและพยายามจะไปเอาใจโฮสต์หนุ่มเมื่อสิบกว่าปีก่อน ดาเตะบอกว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตของตนเลย ถ้าคิริวไม่ได้มาช่วยไว้ความสัมพันธ์ของตนกับซายะก็คงจะแตกหักไปแล้ว ตนคิดว่าตนยังติดหนี้คิริวในคราวนั้นอยู่ ทำให้คิริวบอกว่านับจากวันนี้ไปดาเตะไม่ติดค้างอะไรตนแล้ว

ทั้งคู่เปลี่ยนเรื่องมาคุยถึงฮารุกะว่าการผ่าตัดนั้นสำเร็จด้วยดี แต่แพทย์ยังไม่แน่ใจว่าฮารุกะจะฟื้นเมื่อไหร่หรือแม้แต่ว่าจะฟื้นหรือไม่ด้วยซ้ำ ดาเตะถามว่าคิริวพบเบาะแสอะไรเรื่องฮารุกะเพิ่มเติมในคามุโร่โจรึเปล่า แต่คิริวก็ไม่พบอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นนับแต่คราวที่ฮารุกะไปจากโอกินาวะเมื่อสามปีก่อน จากนั้นดาเตะจึงให้คิริวดูรูปถ่ายของฮารุกะซึ่งเป็นข้อมูลที่กู้มาได้จากโทรศัพท์ของฮารุกะนั่นเอง ข้อมูล GPS ของภาพระบุว่าภาพดังกล่าวถูกถ่ายเอาไว้ที่เขตโอโนมิจิ จินไกโจในฮิโรชิมะ



คิริวจึงสงสัยขึ้นมาว่าพ่อของฮารุโตะอยู่ในฮิโรชิมะรึเปล่า คิริวอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะตนเป็นพ่อบุญธรรมของฮารุกะ ลูกสาวของตนตั้งท้องโดยไม่ยอมบอก ตนไม่มีทางสงบใจได้จนกว่าจะได้ว่ากล่าวฮารุกะเสียก่อน เพราะงั้นตนจะไปฮิโรชิมะพร้อมกับฮารุโตะ

จากนั้นดาเตะก็ได้บอกข้อมูลเกี่ยวกับฮิโรชิมะและสหพันธ์โยเมอิให้คิริวฟัง และบอกว่าพวกโยเมอิเป็นองค์กรยากูซ่าที่ใหญ่เป็นลำดับสามถัดจากสมาพันธ์โทโจและสหพันธ์โอมิ พวกโยเมอินั้นไม่จับมือกับใครเลยและสามารถอยู่ได้โดยลำพังแต่ตำรวจคิดว่าพวกโยเมอิไม่ใช่พวกชอบก่อสงคราม มองในทีแรกพวกนั้นดูจะเป็นมีท่าทีเป็นกลาง แต่หากมีองค์กรศัตรูเหยียบเข้าไปในถิ่นเมื่อไหร่ก็จะไม่รีรอที่จะถล่มทันที พวกนั้นยังเคยถล่มสหพันธ์โอมิอย่างง่ายดายมาแล้วด้วยซ้ำ ประธานของพวกนั้นคือคุรุสึ ทาเครุ ผู้เป็นตำนานนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามในสมัยที่ยังข้องแวะกับอันธพาลก่อนจะมาเป็นยากูซ่าในปัจจุบัน แต่ด้วยความที่พวกนั้นค่อนข้างสันโดษตำรวจจึงไม่มีข้อมูลมากนัก และนับแต่ปีโชวะที่ 50 เป็นต้นมา (ค.ศ.1975) ก็ไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับคุรุสึ ทาเครุอีกเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ แต่หากยังอยู่ก็คงจะอายุร้อยปีแล้ว ข่าวลือที่ได้ยินมาก็คือคุรุสึนั้นตายไปแล้ว และคนที่รับหน้าที่ปกครองต่อก็คือลำดับที่สองชื่อโคชิมิตซึคือหัวหน้าตัวจริง

เพราะเหตุนี้ ถ้าพวกนั้นรู้ว่าคิริวมีสายสัมพันธ์กับสมาพันธ์โทโจ ก็จะมีปัญหากับสหพันธ์โยเมอิแน่นอน และอาจก่อให้เกิดสงครามระหว่างสององค์กรด้วยซ้ำ คิริวบอกว่าตนก็แค่คนธรรมดาแล้วเพราะงั้นต่อให้ตนทำอะไรที่นั่นก็ไม่ควรก่อให้เกิดอะไรได้แล้ว ก่อนที่คิริวจะขอให้ดาเตะช่วยดูแลฮารุกะในระหว่างที่ตนไม่อยู่ ซึ่งดาเตะก็ยินดีและบอกว่าตนจะไปอธิบายให้อากิยามะฟังด้วย

ทั้งสองคุยกันอีกครู่หนึ่งพลางรู้สึกโหวงขึ้นมาว่าฮารุกะให้กำเนิดเด็กน่ารักแบบนี้แล้ว ดาเตะให้ความมั่นใจแก่คิริวว่าฮารุกะจะต้องฟื้นแน่นอน และคิริวจะพาตัวพ่อของฮารุโตะกลับมาได้ด้วย แต่คิริวกลับไม่แน่ใจนัก...


บทที่ 3 คนแปลกหน้า

คิริวมาถึงโอโนมิจิแล้ว และคิดว่ารูปของฮารุกะถ่ายที่เมืองนี้แน่ ถ้าตนจะหาคนสอบถามการถามข้อมูลตามบาร์ก็คงจะดี



คิริวเดินเตร่จนพบกับหญิงสาวคนหนึ่งรถน้ำต้นไม้อยู่หน้าร้านชื่อสแน็คคิโยมิ คิริวจึงเข้าไปถามเธอว่าร้านเปิดรึยัง เธอตอบว่ายังไม่เปิดแต่แล้วเธอก็สังเกตเห็นฮารุโตะและถามว่าพ่อเป็นใครพลางคาดว่าคิริวคงเป็นคุณปู่หรือคุณตาแน่ ทั้งคู่แนะนำตัวกันจนรู้จักก่อนที่คิโยมิจะชวนคิริวเข้าไปด้านในร้าน



ที่ด้านในนั้นมีชายคนหนึ่งนั่งดื่มอยู่ก่อนแล้ว เขาคือนากุโมะผู้เป็นลูกค้าประจำของที่ร้านแต่ในทันทีที่เห็นคิริวเดินเข้ามาก็เกิดอาการไม่ชอบหน้าขึ้นมาทันควันด้วยเหตุที่ไม่เคยเจอหน้ามาก่อน คิโยมิบอกว่าฮารุโตะเป็นลูกค้าที่น่ารักที่สุดนับแต่เธอเปิดร้านมาเลย เพราะลูกค้าทั่วไปของเธอมีแต่พวกกุ๊ยเอาดีอะไรไม่ได้ นากุโมะได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนด่าทว่าคิโยมิก็บอกให้นากุโมะดับบุหรี่ซะเพราะมันไม่ดีกับตัวเด็ก แถมยังใกล้จะได้เวลาที่นากุโมะต้องไปทำงานแล้วด้วยซ้ำ นากุโมะไม่อยากไปทำงานนักเพราะถ้างั้นใครจะคอยจับตาดูคนแปลกหน้าที่ไม่น่าไว้ใจแบบนี้ นากุโมะอวดโอ่ว่าตนเองเป็นยากูซ่า แต่คิริวก็ไม่ได้ประทับใจอะไรเลย สุดท้ายทั้งคู่จึงนัดกันออกไปเคลียร์กันนอกร้านที่ลานว่าง

การต่อสู้จบลงที่ชัยชนะของคิริวอย่างง่ายดาย นากุโมะข่มขู่คิริวและบอกว่าตนเป็นรองหัวหน้าของกลุ่มฮิโรเสะและคิริวจะต้องเสียใจที่ได้มาเจอกับตน พลางไล่ให้คิริวกลับโตเกียวไปซะ คิริวจึงคิดกับตัวเองว่าสุดท้ายแล้วก็ดันไปมีเรื่องกับยากูซ่าท้องถิ่นจนได้



คิริวกลับไปที่ร้านสแน็คคิโยมิและส่งรูปของฮารุกะให้คิโยมิดู เธอประหลาดใจมากที่ได้เห็นว่าแม่ของฮารุโตะนั้นอายุน้อยมาก คิริวบอกว่าตอนนี้ฮารุกะนั้นอายุ 19 แล้วและออกจากโอกินาวะมาเมื่อสามปีก่อนและตนคิดว่ารูปนี้น่าจะถูกถ่ายเอาไว้ในช่วงนั้น ตนกำลังตามหาพ่อของฮารุโตะอยู่ แต่คิโยมิบอกว่าเธอไม่เคยเห็นฮารุกะมาก่อนเลย คิริวจึงถามว่าเคยได้ยินชื่อของฮารุกะมาก่อนรึเปล่าเพราะเมื่อก่อนนี้ฮารุกะอยู่ในวงการบันเทิง แต่คิโยมิก็ไม่ได้ดูโทรทัศน์มากนัก

เธอถามคิริวว่ามีที่พักรึยัง แน่นอนว่าคิริวยังหาที่พักไม่ได้ เธอจึงถามเพื่อนของเธอชื่ออิโนะที่มีอพาร์ตเมนต์ว่างอยู่ว่าจะให้คิริวพักได้รึไม่ อิโนะก็ไม่ติดใจอะไรและรอคิริวอยู่ด้านนอกบาร์ก่อนจะเดินพาคิริวไปที่อพาร์ตเมนต์ ระหว่างทางอิโนะก็ชวนคิริวคุยเรื่องนากุโมะและคิโยมิจนมาถึงอพาร์ตเมนต์ อิโนะบอกว่าห้องนั้นค่อนข้างธรรมดาเพราะตัวอาคารจะโดนทุบในอีกไม่นาน ส่วนชื่อของอาคารก็คือซุยกุนอพาร์ตเมนต์ ซึ่งที่แห่งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกกะลาสีในแถบนี้ และความลับมากมายก็เกี่ยวข้องกับอาคารนี้ อิโนะยังบอกอีกว่าพื้นที่แห่งนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับสหพันธ์โยเมอิ และนากุโมะก็เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์โยเมอิด้วย แม้ว่านากุโมะจะเป็นรองหัวหน้ากลุ่มฮิโรเสะก็ตาม แต่ทั้งกลุ่มก็มีเพียงห้าหรือหกคนเท่านั้น แถบนี้เป็นเขตปกครองของสหพันธ์โยเมอิและเป็นย่านบันเทิงยามราตรีที่พลุกพล่านจนกระทั่งเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอุตสาหกรรมต่อเรือ และเป็นที่ๆ คิริวไม่ควรจะอยู่นานนัก

คิริวบอกว่าตนจะไปจากที่นี่ทันทีที่เสร็จธุระแล้วและก็ขออภัยอิโนะที่ต้องลำบาก คิริวพาฮารุโตะเข้าไปดูที่อยู่ใหม่และคิดว่ามันก็ไม่เลวนัก



แต่แล้วคิริวก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้ตนเองไม่มีนมเด็กเลย แถมร้านค้าแถวนี้ก็ปิดกันเร็วอีกทำให้การหาอะไรให้ฮารุโตะกินนั้นลำบากมาก แม้แต่ที่ร้านขายยาก็ของหมด คิริวขอร้องเภสัชกรว่ารู้จักที่ไหนบ้างที่จะหาซื้อนมหรืออาหารเด็กได้ เธอจึงบอกว่าอิโนะน่าจะช่วยได้ คิริวจึงไปที่ร้านสแน็คคิโยมิเพื่อตามหาอิโนะ คิโยมิจึงโทรถามอิโนะให้และได้คำตอบว่าเจ้าของร้านตัดผมนั้นมีเด็กเล็กอยู่จึงน่าจะมีนมเหลืออยู่ คิริวไปที่ร้านตัดผมแต่ยังไม่ทันจะได้คุยกับเจ้าของร้านก็ปรากฏว่ามีขี้เมามายืนปลดทุกข์เบาที่หน้าร้าน เจ้าของร้านพยายามไล่ขี้เมาแต่ก็ไม่เป็นผล คิริวจึงอาสาไปจัดการให้ (โดยการกระทืบขี้เมา) เมื่อเรียบร้อยแล้วเจ้าของร้านจึงให้นมมาเป็นของตอบแทน

คิริวกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ แต่ดูเหมือนว่าที่ฮารุโตะอยากได้จะไม่ใช่ของกิน จังหวะเดียวกับที่คิโยมิแวะมาหาพอดีและก็สามารถกล่อมฮารุโตะให้เลิกร้องได้ เธอบอกว่าฮารุโตะนั้นไม่ได้หิวแต่แค่เหนื่อยเท่านั้นเอง คิริวถามว่าคิโยมิมีลูกรึเปล่าเพราะดูจะรับมือเด็กทารกได้ช่ำชอง เธอบอกว่าเธอเคยดูแลลูกของเพื่อนก่อนจะขอตัวกลับไปที่ร้าน

วันต่อมา คิริวโดนนากุโมะหาเรื่องอีกครั้งแถมคราวนี้นากุโมะพาลูกน้องมาด้วย นั่นคืออุซามิ ยูตะ และมัตสึนากะ ทาคากิ แต่สุดท้ายทั้งหมดกลับโต้เถียงกันเอง คิริวจึงแค่เดินจากไปแต่ก็อดขำกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้



ที่ร้านของคิโยมินั้น เธอถามคิริวว่าพอจะช่วยอิโนะได้รึเปล่า เพราะอิโนะมีทีมเบสบอลอยู่แต่จำนวนผู้เล่นนั้นไม่พอสำหรับการแข่งวันนี้ คิริวตกลงพลางกล่าวขอบคุณคิโยมิที่ช่วยเหลือเมื่อคืน ก่อนที่คิโยมิจะนัดเจอกับคิริวที่บริเวณสถานีกระเช้าและมุ่งหน้าไปที่สนามเบสบอลด้วยกัน

ที่สนามเบสบอลดูอิโนะจะตึงเครียดไม่น้อย เพราะทุกคนในเมืองโอโนมิจิดูจะออกอาการปกป้องคิโยมิมากเป็นพิเศษ และไม่มีใครอยากให้คิริวใกล้ชิดเธอมากเกินไป มิหนำซ้ำทีมของอิโนะในวันนี้ก็เป็นทีมของนากุโมะอีกด้วย ทำให้นากุโมะยียวนใส่คิริวอีกรอบ นากุโมะบอกกับคิโยมิว่าเธอน่าจะรู้ว่าตนรู้สึกกับเธอยังไง เพราะงั้นการเห็นเธออยู่กับคนน่าสงสัยอย่างคิริวมันทำให้ตนหัวเสียมาก พร้อมทั้งยังสำทับว่าถ้าตนเห็นคิริวอยู่ในบาร์ของคิโยมิอีกจะเชือดทิ้งให้ดู

การแข่งเริ่มต้นไปครู่หนึ่งโดยที่นากุโมะเป็นพิทเชอร์ แต่นากุโมะเอาแต่เล็งปาบอลอัดใส่ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามจนบาดเจ็บไปตามๆ กันแม้แต่อิโนะก็ไม่เว้น



จนมาถึงคราวของคิริวที่เป็นแบตเตอร์ นากุโมะจงใจปาบอลเข้าใส่ศีรษะคิริว แต่คิริวเอี้ยวตัวหลบพร้อมปาไม้ทั้งด้ามเข้าใส่จนเฉี่ยวหัวนากุโมะไปนิดเดียวก่อนจะบอกว่า “โอ๊ะ ฉันนี่ซุ่มซ่ามชะมัด” ทำให้นากุโมะเดือดจนเลิกแข่งแล้วเข้ามาสู้กับคิริวพร้อมกับยูตะและมัตสึนากะทันที แต่แม้จะหนึ่งต่อสามคิริวก็ชนะได้สบายๆ คิโยมินั้นประทับใจในฝีมือของคิริวมาก ส่วนฮารุโตะก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไม่หยุด

หลังจากนั้น คิริวกล่าวขอโทษอิโนะที่ทำให้การแข่งเสีย แต่อิโนะก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่ความผิดของคิริว จากนั้นอิโนะก็เอาภาพฮารุกะให้คนในทีมดู แต่ไม่มีใครจำเธอได้เลย ก่อนที่อิโนะจะขอร้องให้คิริวมาช่วยทีมอีกครั้ง แต่คิริวปฏิเสธเพราะตนมาที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวนั่นคือเพื่อหาพ่อของฮารุโตะ แต่อิโนะก็เตือนคิริวอีกครั้งว่าอย่าไปพัวพันกับคิโยมิมากนักจะดีกว่า

หลังจากอิโนะไปแล้ว คิริวก็คุยกับคิโยมิเรื่องฮารุกะอีกครั้ง คิริวนั้นงุนงงมากเพราะฮารุกะมาที่นี่แน่นอนและที่นี่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักจึงน่าจะมีใครซักคนจำฮารุกะได้ คิริวสงสัยว่าหรือฮารุกะจะแค่แวะผ่านมาจนเริ่มคิดว่าอาจไม่มีทางหาพ่อของฮารุโตะเจอที่นี่แล้ว คิโยมิขอให้คิริวมาที่บาร์อีกทีในภายหลังเพื่อที่ตนจะได้ช่วยดูแลฮารุโตะให้อีกทีซึ่งคิริวก็เห็นด้วย

เย็นวันนั้น คิริวมุ่งหน้ากลับไปยังสแน็คคิโยมิ คิริวบอกว่าร้านนี่ดูจะว่างตลอดเลย คิโยมิบอกว่าเดี๋ยวนี้แถบนี้ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด พวกคนหนุ่มต่างชอบที่จะไปโฮสเตสบาร์กันมากกว่า เธอบอกว่าเธอมักจะดูแลร้านนี้เพียงลำพังเสมอ ก่อนที่นากุโมะจะเข้ามาในร้านและหาเรื่องคิริวจนทั้งสองต้องไปเคลียร์กันนอกร้านอีกรอบ (ฉากสู้ในบทนำ) ทว่าภายหลังจากที่คิริวชนะและเดินจากไป นากุโมะได้ยินเสียงใครบางคนพูดขึ้นมาว่า “ฉันกำลังหาตัวแกอยู่เลย” จากนั้นนากุโมะก็โดนเล่นงานจนสลบไป

ที่บาร์ของคิโยมิหลังจากที่คิริวชงนมป้อนฮารุโตะแล้ว นากุโมะก็โดนมัตสึโซเอะ โคจิผู้เป็นหัวหน้าของกลุ่มมัตสึโซเอะ (ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์โยเมอิ) ลากตัวเข้ามาในร้านพร้อมกับลูกน้องอีกจำนวนหนึ่ง มัตสึโซเอะบอกให้คิริวออกจากร้านไปแต่คิริวยืนยันว่าตนเป็นแค่ลูกค้าธรรมดา ไม่ต้องสนใจตนก็ได้

นากุโมะขอโทษคิโยมิที่ทำให้วุ่นวาย มัตสึโซเอะบอกว่านากุโมะเอาเงินค่าคุ้มครองของร้านนี้ไปส่งให้ช้ากว่ากำหนด กลุ่มฮิโรเสะนั้นจ่ายเงินช้ามากแล้ว นากุโมะจึงขอร้องว่าให้รออีกสักหน่อยแต่มัตสึโซเอะนั้นไม่ยอม คิโยมิจึงหยิบเงินมายื่นให้นากุโมะแต่นากุโมะปฏิเสธไม่ยอมรับ เพราะหากตนยอมรับเงินตอนนี้อีกหน่อยก็จะไม่สามารถมาที่นี่ในฐานะลูกค้าได้อีกเลย มัตสึโซเอะนั้นโกรธมาก แต่นากุโมะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นเขตดูแลของกลุ่มฮิโรเสะ จึงถือเป็นความรับผิดชอบของพวกตนเท่านั้น

มัตสึโซเอะกล่าวขอโทษคิโยมิที่มาก่อความวุ่นวายให้ลูกค้าและจากไปก่อนจะลากนากุโมะไปด้วย คิโยมิรีบไปปลอบฮารุโตะที่กำลังงอแงจากเสียงดังเมื่อสักครู่ ทำให้คิริวบอกว่าตนจะขอไปสูดอากาศสักครู่และจะกลับมาในไม่ช้า



ภายในเมืองคิริวได้คุยกับผู้คนตามท้องถนนจนได้พบกับอิโนะที่บอกข้อมูลว่ามัตสึโซเอะพานากุโมะขึ้นไปที่วัดเซ็นโคจิ เมื่อคิริวไปถึงก็พบกับมัตสึโซเอะและลูกน้องกำลังรุมเล่นงานนากุโมะอยู่พอดี พวกนั้นพูดว่าจะเล่นงานนากุโมะให้เหมือนกับที่เล่นงานไอ้จีนทรยศนั่น และเมื่อพวกนั้นเห็นคิริว มึตสึโซเอะจึงถามคิริวว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับนากุโมะ ทำให้คิริวตอบว่านากุโมะเป็นคู่มือในการต่อสู้กับตน นากุโมะรีบตะโกนบอกให้คิริวหนีไปจากที่นี่เพราะคนปกติไม่ควรมายุ่งกับเรื่องของยากูซ่า คิริวบอกว่าพวกนี้จะเป็นยากูซ่าก็ไม่สน เพราะมาทำให้เด็กร้องไห้แบบนี้ยังไงก็ต้องให้มาขอโทษให้ได้ นากุโมะพยายามบอกให้คิริวกลับไปอีกครั้ง คิริวจึงยิ้มออกมาและบอกว่า “นายนี่มันคนดีจริงๆ นะ”

คิริวจรดท่าพร้อมกับเข้าสู้กับมัตสึโซเอะและลูกน้องเพียงคนเดียวและคว่ำทุกคนไปได้อย่างสบาย นากุโมะที่เห็นก็ถึงกับตะลึงในความสามารถของคิริวที่จัดการทุกคนได้โดยลำพัง ก่อนจะถามว่าทำไมคิริวถึงมาช่วยตน คิริวจึงบอกว่าโดยทั่วไปไม่มีผู้ชายคนไหนที่อยากดูเป็นคนอ่อนแอต่อหน้าผู้หญิงที่ตัวเองรักหรอก ตนประทับใจที่นากุโมะออกหน้ารับแทนลูกน้องคนอื่นและยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคิโยมิด้วย เมื่อเป็นอย่างนี้ตนก็ไม่อาจยืนดูนากุโมะตายไปต่อหน้าได้ นากุโมะหัวเราะและบอกว่าตนยอมแพ้คิริวแล้ว นับแต่นี้ตนจะเลิกตามจีบคิโยมิเพราะตนไม่มีอะไรสู้คิริวได้เลย คิริวที่ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะเช่นเดียวกันพร้อมบอกให้นากุโมะสบายใจได้เพราะตนไม่ได้สนใจคิโยมิแบบนั้น ทำให้นากุโมะบอกว่าถ้ามีผู้ชายอย่างคิริวอยู่ล่ะก็คิโยมิจะไม่มีวันตกหลุมรักตนแน่นอน

นากุโมะบอกว่าตนตัดสินใจแล้ว ตนจะขอเรียกคิริวว่าลูกพี่นับแต่วันนี้ไป ทำเอาคิริวถึงกับผวามาก นากุโมะขอร้องให้คิริวทำพิธีดื่มสาเกร่วมสาบานเพื่อเป็นพี่น้องกัน แต่พอคิดไปแล้วก็ขอเรียกว่าลูกพี่เฉยๆ ก็พอ นากุโมะขอร้องไม่ยอมหยุดจนคิริวยอมในที่สุด ทำให้นากุโมะถึงกับดี๊ด๊า



บทที่ 4 คำโกหก

นากุโมะและคิริวกลับมาที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ เมื่อมาถึงยูตะก็บอกทันทีว่ามัตสึโซเอะมาตามหานากุโมะอยู่ แต่นากุโมะก็ไม่สนใจพลางบอกให้ยูตะไปเอาสาเกมาทันที นากุโมะถามยูตะว่าหัวหน้าอยู่รึเปล่า แน่นอนว่าอยู่ นากุโมะจึงเชิญคิริวไปพบกับหัวหน้าของพวกตน แต่คิริวก็ออกตัวก่อนว่าตนจะไม่เข้าพิธีดื่มสาเกสาบานอะไรเด็ดขาด เมื่อตกลงกันได้ทั้งคู่ก็ขึ้นชั้นสองไปพบกับหัวหน้าฮิโรเสะที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาไม่นาน ทั้งนี้เพราะหัวหน้าเพิ่งเจออุบัติเหตุทางรถยนต์มาไม่นานและได้เงินประกันมา แต่ดูอุบัติเหตุคราวนั้นจะเป็นแผนของขบวนการต้มตุ๋นที่แพทย์เองก็มีส่วนรู้เห็น

นากุโมะแนะนำหัวหน้าฮิโรเสะให้รู้จักคิริว และที่สำคัญคือหัวหน้าฮิโรเสะเป็นทัพหน้าในตอนที่สหพันธ์โยเมอิถล่มสหพันธ์โอมิด้วย แต่ฮิโรเสะก็บอกว่ามันเรื่องนานมาแล้ว



จากนั้นนากุโมะจึงแนะนำตัวลูกพี่คนใหม่ของตน “คิริวซังจากโตเกียวครับ” ให้ฮิโรเสะรู้จัก แถมนากุโมะยังขอร้องให้คิริวเป็นคนกันเองที่สามารถเข้านอกออกในสำนักงานกลุ่มได้ด้วย คิริวที่ได้พบกับฮิโรเสะก็มีท่าทีที่สุภาพเป็นทางการมาก ฮิโรเสะจึงบอกว่าทำตัวตามสบายเถอะเพราะไม่ได้อยู่ในพิธีการอะไร “คุณเป็นยากูซ่าจากโตเกียวสินะ” แต่คิริวปฏิเสธและบอกว่าตนเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น ทำให้ฮิโรเสะประหลาดใจไม่น้อย นากุโมะก็ยอมรับว่าคิริวนั้นเหมือนยากูซ่ามาก

ฮิโรเสะถามนากุโมะเกี่ยวกับเรื่องเงินภาษีของกลุ่มแต่นากุโมะบอกว่าตนจะจัดการให้ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล ทันใดนั้นที่ชั้นล่างก็มีคนตะโกนหานากุโมะทำให้คิริวลงชั้นล่างไปพร้อมกับนากุโมะทันที

เมื่อกลับลงมาด้านล่าง สมาชิกอีกคนหนึ่งของกลุ่มฮิโรเสะที่ชื่อทากาชิระก็เข้ามาพร้อมยูตะและบอกว่ามัตสึนากะนั้นมีเรื่องวิวาทกับลูกค้าที่ร้านโมเรนซึ่ง (เป็นบาร์ที่กลุ่มฮิโรเสะเปิดทำการ) เพราะลูกค้าบ่นเรื่องบริการของที่ร้าน



ยูตะบอกว่าตอนนี้ทั่วเมืองมีเรื่องซุบซิบนินทากันเรื่องที่คิริวเล่นงานกลุ่มฮิโรเสะในการแข่งเบสบอลจึงทำให้กลุ่มฮิโรเสะยิ่งดูเป็นพวกหน้าโง่ไม่มีน้ำยาเข้าไปใหญ่เลยทำให้มัตสึนากะยิ่งหงุดหงิด แต่นากุโมะบอกว่าการไปหาเรื่องลูกค้ามันไม่ใช่วิธีทำธุรกิจแม้แต่น้อย มัตสึนากะควรจะอยู่เฉยๆ จะดีกว่า แต่ทากาชิระบอกว่าตอนนี้มีคนกรูเข้าร้านนับสิบคนแล้วยังไงก็ต้องมีคนไปช่วย ยูตะและทากาชิระจึงรีบไปที่โมเรนเพื่อจัดการกับลูกค้าที่ก่อความวุ่นวาย นากุโมะขอโทษขอโพยคิริวที่ลูกน้องของตนทำตัวไม่มีมารยาท และบอกว่าคิริวจะได้รับการต้อนรับที่สำนักงานนี้เสมอ คิริวได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่าตนจะไปช่วยที่โมเรนอีกแรง

เมื่อไปถึงในร้านคิริวก็เห็นทั้งสามคนคือยูตะ ทากาชิระ และมัตสึนากะโดนรุมเล่นงานอยู่ พร้อมกับที่สาวโฮสเตสประจำร้านกำลังโดนคุกคาม คิริวจึงต้องสอดมือเข้าไปช่วยอย่างเสียไม่ได้



ภายหลังจากที่คิริวเล่นงานกลุ่มลูกค้านับสิบจนหมดแล้ว นากุโมะก็มาถึงและมาแสดงความยินดีที่คิริวเล่นงานพวกนั้นได้หมด ก่อนจะบอกกับมัตสึนากะว่าคิริวเป็นลูกพี่ของตนแล้วจากนี้ไปทุกคนต้องให้ความเคารพคิริวด้วย มัตสึนากะโต้แย้งและบอกว่าคนเป็นรองหัวหน้าไม่ควรจะทำตัวแบบนี้  แต่นากุโมะก็ยืนยันตามเดิม “ศัตรูเมื่อวานก็คือลูกพี่ในวันนี้ เข้าใจนะ” และในขณะที่ทั้งคู่กำลังโต้เถียงกันคิริวก็เดินหลบฉากออกมาเพราะปล่อยให้ฮารุโตะอยู่ที่ร้านสแน็คคิโยมินานเกินไปแล้ว นากุโมะที่เห็นเช่นนั้นก็ขอให้คิริวไปที่สำนักงานในวันรุ่งขึ้นด้วย

ที่ร้าน คิริวเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้คิโยมิฟังทำให้เธอคิดว่าตอนนี้คิริวก็เป็นหนึ่งในกลุ่มฮิโรเสะแล้ว แต่คิริวปฏิเสธและบอกว่าตนเป็นแค่แขกเท่านั้นเอง แต่เธอก็ดีใจที่ตอนนี้นากุโมะเป็นเพื่อนกับคิริวไปแล้ว คิริวบอกว่าวันนี้ทุกคนที่ตนคุยด้วยไม่มีใครรู้จักฮารุกะหรือพ่อของฮารุโตะเลย ทำให้คิโยมิบอกว่าทำไมไม่ลองถามคนในกลุ่มฮิโรเสะดูล่ะ คิริวจึงคิดว่าพรุ่งนี้จะลองถามดู

วันถัดมา คิริวได้พาฮารุโตะไปที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ ยูตะอยากรู้ว่าคิริวไปพาเด็กมาจากไหนทำให้คิริวตอบว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ทั้งลูกหรือหลานของตนเอง ทากาชิระได้ยินเช่นนั้นจึงบอกว่าไปลักพาตัวมาจากไหนงั้นเหรอ ทำให้นากุโมะที่ได้ยินเช่นนั้นโกรธไม่น้อย แต่คิริวก็บอกว่าจะปฏิเสธก็คงไม่เต็มปากนัก คิริวอธิบายต่อว่าตนมาที่เมืองนี้เพื่อมาตามหาพ่อของเด็ก ก่อนจะพูดถึงฮารุกะและเอารูปให้ทุกคนดูและบอกว่าดูเหมือนรูปนี้จะถ่ายเอาไว้ในเมืองนี้เอง ทุกคนที่เห็นรูปต่างมีสีหน้าตกใจและเหมือนรู้สึกผิดอะไรบางอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งยูตะที่ดูจะลนลานเป็นพิเศษ แต่ทุกคนก็ต่างปฏิเสธว่าเคยพบกับฮารุกะแม้แต่ทางโทรทัศน์ก็ไม่เคยเห็น ก่อนที่จะหาข้ออ้างเพื่อหลบฉากออกไปอย่างร้อนรน นากุโมะจึงบอกว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มเล็กทุกคนจึงมีเรื่องที่ต้องทำตลอดเวลา



คิริวพาฮารุโตะขึ้นไปพบกับฮิโรเสะที่ชั้นบน ฮิโรเสะรู้เรื่องที่นากุโมะติดคิริวแจแล้วรวมถึงเรื่องที่วิวาทกับมัตสึโซเอะด้วย คิริวยังคงยืนยันว่าตนเป็นแค่คนธรรมดาและไม่ได้มาที่นี่เพื่อก่อปัญหาอะไร ฮิโรเสะจึงบอกว่าถ้ามีปัญหาอะไรนากุโมะก็จะรับผิดชอบเอง ก่อนที่ฮารุโตะจะคลานขึ้นมาบนตักของฮิโรเสะอย่างน่าเอ็นดู ทำให้คิริวเข้าไปอุ้มฮารุโตะออกมาและขอตัวกลับก่อน

ในขณะที่คิริวกำลังจะออกจากสำนักงานนั้น คิโยมิได้วิ่งมาหาและบอกกับคิริวว่าสมาชิกกลุ่มมัตสึโซเอะมาตามหาตัวคิริวอยู่ และถ้าไปไหนมาไหนโดยต้องอุ้มเด็กแบบนี้ก็อันตรายมากแน่ๆ ทำให้คิโยมิตเสนอว่าให้คิริวเดินตามตนไปที่ศาลเจ้าริวนันบนเนินเขาดีกว่า

เมื่อหลบการตามล่ามาได้แล้ว ทั้งคู่จึงคุยกันถึงเรื่องการตามหาพ่อของฮารุโตะ คิริวบอกว่ามันคงจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้ตนได้เจอกับนากุโมะและลูกน้องตั้งแต่ทีแรกที่มาถึงที่นี่ และตนอาจต้องไปคุยกับพวกนั้นอีกครั้ง เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าทุกคนเคยพบกับฮารุกะที่เมืองนี้ พวกนั้นโกหกกันไม่เก่งเลยจริงๆ คิโยมิบอกว่าพวกเขาอาจเคยเห็นฮารุกะทางโทรทัศน์ก็ได้ แต่คิริวก็บอกว่าถ้าเคยเห็นทางโทรทัศน์ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดบังนี่ แต่คิริวก็ไม่ได้กังวลอะไรเพราะคิดว่าจะรอจนกว่าพวกนั้นจะยอมบอกเอง เพราะตนก็ไม่ได้เกลียดชังอะไรพวกนากุโมะหรอก ก่อนที่คิริวบอกว่าตนจะไปที่โมเรนทำให้คิโยมิอาสาดูแลฮารุโตะจนกว่าจะถึงตอนเย็นให้เอง

ที่ร้านโมเรน ทากาชิระเรียกคิริวว่าลูกพี่อย่างไม่เต็มใจนัก ส่วนสาวโฮสเตสก็เข้ามาขอบคุณคิริวที่ช่วยเหลือตนเอาไว้ก่อนหน้านี้ คิริวคุยกับมัตสึนากะที่กำลังต่อเรือโมเดลยามาโตะอยู่ มัตสึนากะบอกว่าทุกคนในเมืองนี้มีสายสัมพันธ์กับท้องทะเลกันหมด คิริวกล่าวขอโทษที่เมื่อวานตนมีเรื่องกับลูกค้าในบาร์แต่มัตสึนากะก็บอกว่าไม่เป็นไรเพราะสุดท้ายคิริวก็ช่วยตนเอาไว้แต่ก็เตือนว่าอย่าทำตัวตามสบายเกินไปก็จะดีเพราะนากุโมะเป็นพวกแปรปรวนง่าย

จากนั้นยูตะก็เข้ามาในร้านก่อนจะบอกว่าลูกค้าที่ก่อเรื่องเมื่อวานเป็นพวกคนงานจากอู่ต่อเรือ แต่จู่ๆ สหพันธ์โยเมอิก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะบางคนจากเมื่อวานไปที่สำนักงานรวมถึงรองหัวหน้าสหพันธ์อย่างโคชิมิตซึด้วย แน่นอนว่ามัตสึโซเอะก็ไปด้วยพร้อมกับคนอีกราวยี่สิบคน ทั้งหมดล้วนแต่ถามนากุโมะและมัตสึนากะ ทุกคนจึงงุนงงมากว่าแล้วทำไมจู่ๆ กลุ่มหลักถึงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่มัตสึนากะยืนยันว่าตนจะต้องไปรับผิดชอบไม่เช่นนั้นชื่อเสียงกลุ่มฮิโรเสะก็จะต้องมัวหมอง คิริวเองก็สงสัยว่าแค่เรื่องคนตีกันตอนเมากลายมาเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง

ยูตะเองก็บอกว่าตนก็ไม่รู้ แต่ลูกค้ากลุ่มเมื่อวานมาจากอู่ต่อเรือแน่นอน หรือถ้าจะให้เจาะจงกว่านั้นก็คือบริษัทอู่ต่อเรืออิวามิที่คุมเมืองนี้ พวกนั้นเป็นบริษัทอู่ต่อเรือที่ในโลกถึงขนาดมีโรงพยาบาลและโรงเรียนของตัวเอง อิวามินั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกคนในฮิโรชิมะเลย คิริวจึงถามต่อว่ารวมถึงสหพันธ์โยเมอิด้วยรึเปล่า มัตสึนากะจึงบอกว่าคิริวไม่ใช่คนแรกที่เชื่อมโยงทั้งหมดเข้าด้วยกันหรอกนะ แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปก็จะดีกว่า

มัตสึนากะเตรียมตัวที่จะไปสำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ แต่คิริวบอกว่าตนจะไปด้วย ทำให้มัตสึนากะสั่งการกับทากาชิระและยูตะว่าไม่ให้คิริวไปจากโมเรนได้เด็ดขาด

ยูตะขอร้องคิริวไม่ให้เข้าไปยุ่งเรื่องนี้เพราะไม่อยากทำให้มัตสึนากะต้องเสียเกียรติ แต่คิริวก็ยืนยันว่าเรื่องเมื่อคืนนั้นเป็นฝีมือของตนคนเดียวไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฮิโรเสะเลย ทำให้ยูตะและทากาชิระเข้าสู้กับคิริวเพื่อหยุดเอาไว้ ก็แน่นอนว่าคิริวชนะได้อย่างง่ายดาย ยูตะได้เตือนคิริวว่าสหพันธ์โยเมอินั้นควบคุมยากูซ่าในฮิโรชิมะทั้งหมดและคิริวไม่ควรไปหาเรื่องพวกนั้น ทากาชิระถามว่าคิริวจะเสี่ยงชีวิตเพื่อมึตสึนากะทำไม คิริวจึงบอกว่าเพราะตนรู้ว่าสมาชิกกลุ่มฮิโรเสะรู้เรื่องเกี่ยวกับฮารุกะแต่ไม่ยอมบอกตน และถ้าทำแบบนี้บางทีอาจจะยอมบอกก็ได้ ยูตะจึงบอกว่าถ้าคิริวทำสำเร็จล่ะก็อยากจะถามอะไรก็จะตอบให้หมด

ที่สำนังานกลุ่มฮิโรเสะ มัตสึโซเอะเผชิญหน้ากับคิริวอีกครั้ง คิริวบอกว่าตนต้องการคุยกับตัวแทนจากสหพันธ์โยเมอิพลางบอกให้พวกมัตสึโซเอะหลีกไป มัตสึโซเอะจึงข่มขู่คิริว คิริวจึงตอบกลับไป “ไอ้คำขู่แบบนี้ฉันเคยได้ยินมาหมดแล้ว ถ้าพวกแกไม่อยากตายก็ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันซะ” คำพูดนี้ทำให้มัตสึโซเอะและลูกน้องเข้าเล่นงานคิริวทันที แต่ไม่ทันไรทุกคนก็โดนคิริวเล่นงานจนร่วงลงกับพื้นหมด

มัตสึโซเอะจึงเตือนคิริวว่าตนเป็นหัวหน้าของกลุ่มมัตสึโซเอะซึ่งเป็นสายตรงของสหพันธ์โยเมอิ และถ้าคิริวฆ่าตนก็จะทำให้กลายเป็นศัตรูของยากูซ่าทั่วทั้งฮิโรชิมะแน่ ไม่ทันไรโคชิมิตซึก็ออกมาจากสำนักงานและบอกให้มัตสึโซเอะเงียบปากไป พลางถามว่าคิริวมีธุระอะไรกับสหพันธ์โยเมอิ คิริวจึงถามว่าโคชิมิตซึเป็นใครทำให้โคชิมิตซึแนะนำตนเองว่าเป็นรองหัวหน้าของสหพันธ์โยเมอิ และเป็นหัวหน้าของกลุ่มโคชิมิตซึ



คิริวกล่าวว่า “งั้นแกก็คือเบอร์ 2 แห่งฮิโรชิมะงั้นสิ?” โคชิมิตซึบอกว่าคิริวนั้นปิดบังตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ แต่ตนสามารถมองเห็นมังกรที่กลางหลังของคิริวได้ชัดเจน ก่อนจะบอกว่านากุโมะก็รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคิริวซังเหมือนกันไม่ใช่รึไง? นากุโมะจึงมีสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย โคชิมิตซึกล่าวต่อว่าฮิโรชิมะน่ะเป็นจังหวัดที่ห่างไกลและการต่อเรือก็เป็นอุตสาหกรรมอย่างเดียว ตนจึงสงสัยว่าคิริวมาสนใจอะไรกับเมืองนี้นัก ส่วนมัตสึโซเอะก็ไม่เข้าใจเลยวกำลังเกิดอะไรขึ้น โคชิมิตซึเกริ่นว่าคิริวอาจมีส่วนในการบริหารกลุ่มฮิโรเสะด้วยก็ได้ก่อนจะขอตัวจากไปและบอกว่าวันนี้ตนแค่ต้องการมาทักทายคิริว คาซึมะซัง เท่านั้น

เมื่อจบเรื่อง ทุกคนก็เข้ามาในสำนักงานโดยที่มัตสึนากะนอนบาดเจ็บอยู่ด้านใน นากุโมะนั้นแสดงท่าทีงุนงงเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของคิริว แต่มัตสึนากะก็เริ่มจะสติแตกที่คิริวเข้ามาพัวพันพลางบอกว่าคิริวไม่รู้รึไงว่าทำอะไรลงไป เพราะเรื่องนี้น่าจะจบได้หากตนยอมตัดนิ้วตัวเอง คิริวไม่เข้าใจโลกของพวกตนเลย แต่คิริวยืนกรานเสียงแข็งว่าตนเข้าใจดีทุกอย่างนั่นล่ะ

นากุโมะบอกให้มัตสึนากะกล่าวขอโทษคิริวด้วยเพราะที่ยังมีนิ้วครบก็เพราะคิริวช่วยเอาไว้ ก่อนที่ทากาชิระและยูตะจะตามมาสมทบ ทากาชิระพูดขึ้นมาถึงบาดแผลของมัตสึนากะว่ากลุ่มหลักนั้นโหดร้ายที่เล่นงานมัตสึนากะแบบนั้น แต่นากุโมะออกตัวว่าเป็นฝีมือของตนเพราะมัตสึนากะดันพูดว่าจะตัดนิ้วตัวเองต่อหน้าโคชิมิตซึ



นากุโมะบอกให้คิริวสบายใจได้เพราะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เห็นก่อนจะบ่นมัตสึนากะที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณคิริว คิริวหัวเราะขึ้นมาทำให้ทุกคนหัวเราะตามก่อนที่จู่ๆ ฮิโรเสะก็เข้ามาร่วมหัวเราะด้วยอีกคน นากุโมะจึงถามว่าหัวหน้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ฮิโรเสะจึงบอกว่าก็อยู่มาตั้งแต่ต้นแล้ว พลางถามว่าตีกันจบแล้วสินะ?

เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าทั้งหมดจึงนั่งคุยกันในหลายเรื่อง มัตสึนากะตกใจที่ได้รู้ว่าตัวจริงของคิริวคือมังกรแห่งโดจิมะและเป็นประธานรุ่นที่สี่ของสมาพันธ์โทโจ แต่ก็แปลกใจว่าทำไมตนเป็นคนเดียวที่มีอาการตกใจแบบนี้ ฮิโรเสะบอกว่าแค่ดูก็รู้แล้ว คิริวบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังอะไร แต่ทุกอย่างที่ผ่านมามันเป็นแค่อดีต ตอนนี้ตนเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น ยูตะบอกว่าเป็นความผิดของพวกตนเองที่ทำให้คิริวต้องเปิดเผยตัวตน นากุโมะก็รู้สึกผิดเช่นกัน ฮิโรเสะถามว่านากุโมะปิดบังอะไรอยู่ ก่อนที่คิริวจะบอกว่านี่ก็ดึกมากแล้วตนขอตัวไปรับตัวฮารุโตะก่อน

ที่ซุยกุนอพาร์ตเมนต์ คิโยมิสอบถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยรึเปล่าคิริวกล่าวเพียงขอบคุณที่เธอช่วยดูแลฮารุโตะให้ เธอถามว่ากลุ่มฮิโรเสะได้บอกข้อมูลของฮารุกะเพิ่มเติมรึไม่ แต่คิริวก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่ได้อะไรมากขึ้น เธอมีสีหน้าเหมือนรู้สึกผิดแต่ก็บอกปัดไปว่าไม่มีอะไร

หลังจากกล่อมฮารุโตะเข้านอนแล้ว คิริวก็เปิดหน้าต่างเพื่อสูบบุหรี่แต่ทันทีที่จุดไฟก็พลันมีเสียงคนเคาะประตู เป็นนากุโมะนั่นเอง นากุโมะบอกว่าตนเพิ่งเห็นคิโยมิเมื่อสักครู่จึงตัดสินใจมาบอกสิ่งที่รู้เกี่ยวกับฮารุกะ

นากุโมะสารภาพว่าทุกคนในกลุ่มฮิโรเสะนั้นรู้จักฮารุกะ และเมื่อทุกคนเห็นรูปภาพของเธอก็รู้ทันทีว่าคิริวเป็นใคร (ยกเว้นมัตสึนากะ) ฮารุกะมาที่โอโนมิจิเมื่อสามปีก่อน เธอไม่ค่อยเล่าเรื่องของตัวเองมากนักและมีท่าทีของคนที่พยายามปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา เมื่อเธอมาที่นี่เธอก็กลายเป็นที่รู้จักของทุกคนเพราะจำเธอได้จากโทรทัศน์ และรู้ว่าเธอเป็นใคร ทุกคนต่างอยากจะปกป้องเธอจากเรื่องอื้อฉาวทั้งนั้น เพราะแบบนี้พวกตนจึงปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักเธอในทีแรก

คิริวถามว่าพ่อของฮารุโตะอยู่ในโอโนมิจิรึเปล่า นากุโมะตอบว่าพวกตนเองก็ไม่รู้ ใครๆ ก็รักฮารุกะแต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าเธอคบกับใครอยู่ แต่จะอย่างไรก็ตามในเมื่อเด็กอายุราวขวบเดียวในตอนที่ฮารุกะน่าจะเริ่มตั้งครรภ์เธอก็ไปจากเมืองนี้แล้ว

คิริวประหลาดใจมาก นากุโมะยืนยันว่าเธอจากไปหลังจากมาที่นี่ได้ประมาณปีนึงและก็ไม่ได้ยินข่าวคราวอีกเลย ในตอนที่ทุกคนรู้ว่าฮารุโตะเป็นลูกชายของฮารุกะนั้นไม่มีใครอยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แต่กลุ่มของพวกตนก็ไม่ใช่พวกเดียวที่จะรู้จักฮารุกะ ตลอดเวลาที่ฮารุกะใช้ชีวิตอยู่ในโอโนมิจินี้เธอทำงานอยู่ที่บาร์แห่งหนึ่ง เป็นบาร์ที่คิริวรู้จักดี นั่นคือสแน็คคิโยมิในโอโนมิจินี้ คนที่รู้จักฮารุกะดีกว่าใครก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคิโยมินั่นล่ะ



บทที่ 5 หน้ากาก

วันรุ่งขึ้นที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ ยูตะกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ฮารุโตะแต่ก็ต้องสยดสยองกับกองอึมหาศาลภายในผ้าอ้อม นากุโมะตะโกนว่ากล่าวยูตะว่าอย่าเสียงดังเพราะเดี๋ยวเด็กจะตกใจกลัว ก่อนจะบอกว่ากองอึแบบนี้ก็แปลว่าเด็กแข็งแรงดีไงล่ะ ทากาชิระก็พูดขึ้นมาว่าพอฮารุโตะเห็นหน้านากุโมะทีไรก็ร้องไห้ตลอดนั่นแหละ แต่นากุโมะก็พยายามจะแย้งก่อนจะชมเชยยูตะว่าเปลี่ยนผ้าอ้อมได้เก่งไม่เบา กระนั้นฮารุโตะก็ยังไม่หยุดร้อง ยูตะจึงอุ้มฮารุโตะมาให้คิริวแทน คิริวปลอบฮารุโตะพลางบอกว่าสิ่งที่เด็กคนนี้ต้องการมากที่สุดก็คืออ้อมกอดของแม่



คิริวบอกกับทุกคนว่าหลังจากทีคุยกับนากุโมะเมื่อคืนแล้วก็ตรงไปที่สแน็คคิโยมิทันที แต่คิโยมิกลับไม่อยู่ที่ร้านทว่าเธอทิ้งข้อความให้คิริวเพื่อนัดเจอกันที่จุดชมวิวด้านบนกระเช้าเย็นวันนี้ นากุโมะก็สงสัยว่าคิโยมินั้นปิดบังอะไรจากตนเหมือนกันรึเปล่า ยูตะพูดขึ้นมาว่านากุโมะคิดว่ายังจะมีความลับอะไรอีกเหรอในเมื่อตัวเองเป็นคนเอ่ยปากบอกคนแรกแท้ๆ นากุโมะบอกว่าจะยังไงคิริวก็รู้ความจริงเองอยู่ดี แต่คิริวก็บอกว่าไม่ใช่หรอกตนรู้แค่ส่วนน้อยแต่นากุโมะบอกที่เหลือมาจนหมดเอง ก่อนที่คิริวจะแซวนากุโมะว่าความสามารถในการแสดงของนากุโมะก็ไม่ได้ดีอะไรด้วย

ตอนเย็น คิริวได้ไปพบกับคิโยมิตามนัดพลางถามว่าทำไมจึงไม่บอกแต่แรกว่ารู้จักกับฮารุกะ เธอบอกว่าเธอพบกับฮารุกะครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน ฮารกะยืนที่ท่าเรือจ้องมองทะเลด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย เธอมาย้อนคิดแล้วตอนนั้นเธอคงจะกังวลเกินเหตุไป แต่ในคราวนั้นเธอคิดว่าฮารุกะจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตายจึงได้เรียกฮารุกะเอาไว้และสอบถามว่ามาจากที่ไหน แต่เธอก็คิดขึ้นมาได้ว่าฮารุกะคงไม่ยอมตอบคำถามแน่ ตัวเธอเองก็เห็นใจในสถานการณ์ที่ฮารุกะเป็นอยู่เหมือนกันเพราะเธอเองก็หนีจากบ้านมาเช่นเดียวกัน และในเมื่อฮารุกะนั้นไม่มีที่พักเธอเลยเสนอให้ฮารุกะมาพักกับเธอ ก่อนจะขอให้ฮารุกะมาช่วยงานที่ร้านหลังจากนั้นไม่นาน อันที่จริงตัวเธอเองไม่ต้องมีคนช่วยก็ได้ แต่การให้ฮารุกะทำงานที่ร้านก็ช่วยให้ฮารุกะหายเศร้าไปได้เหมือนกัน จากนั้นคนก็เริ่มรู้ว่าฮารุกะเป็นใครแต่ในเมื่อเธอไม่เคยพูดถึงอดีตของตัวเองคนอื่นก็เลยไม่พูดเช่นกัน แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เธอคิดว่าเธอได้ยินเสียงฮารุกะร้องไห้ แต่พอฮารุกะหันมาเห็นเธอก็แสร้งยิ้มทันที แล้ววันถัดมาฮารุกะก็ไปจากโอโนมิจิเลย เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งคู่ก็คิดเหมือนกันว่าคงเป็นเพราะฮารุกะรู้ตัวว่าตั้งท้องนั่นเอง

คิโยมิไม่รู้ว่าพ่อของฮารุโตะเป็นใคร เพราะในตอนที่ฮารุกะทำงานกับเธอก็ดูจะไม่มีใครที่ฮารุกะคบอยู่ แต่เธอคิดว่าเธอน่าจะพอรู้ว่าใครที่เข้าข่าย แต่ก่อนที่เธอจะได้บอกกับคิริวนั่นเองโซเมยะก็ปรากฏตัวขึ้นมา

โซเมยะประหลาดใจที่ได้เจอคิริวที่นี่แน่นอนว่าคิริวก็เช่นกัน คิริวถามว่าโซเมยะมาทำอะไรที่นี่ โซเมยะก็ตอบเพียงแค่ว่าพวกตนพักอยู่ที่อาคารรับรองไม่ไกลจากที่นี่ นี่เป็นครั้งแรกที่ตนเคยมาที่นี่เลย พอเจอเนินเขาเยอะๆแบบนี้ก็น่าเหนื่อยไม่น้อย ทำให้คิริวถามย้ำว่าทำไมสมาพันธ์โทโจถึงมาที่โอโนมิจิ โซเมยะจึงบอกว่าตนมาที่นี่ในฐานะตัวแทนของสมาพันธ์โทโจเพื่อมาเจรจาเป็นพันธมิตรกับสหพันธ์โยเมอิ ตนกับโคชิมิตซึจะทำพิธีดื่มสาเกร่วมสาบานกัน แต่ก็แน่นอนว่าอันที่จริงควรจะเป็นไดโกะที่ทำพิธีร่วมกับคุรุสึผู้ที่ต่างก็เป็นหัวหน้าใหญ่ของแต่ละฝ่าย แต่ในตอนนี้ประธานรุ่นที่หกนั้นไม่สะดวกที่จะมา โซเมยะบอกว่าโคชิมิตซึเป็นผู้สืบทอดสหพันธ์โยเมอิส่วนตนก็มีตำแหน่งรองจากซึไก แถมยังเป็นผู้มีสิทธิขึ้นมาเป็นผู้นำของสมาพันธ์โทโจอีกต่างหาก เพราะงั้นตนและโคชิมิตซึจึงถือว่ามีสถานะเท่าเทียมกันในองค์กรของตัวเอง



คิริวนั้นไม่คิดว่าโซเมยะจะเป็นผู้มีสิทธิชิงตำแหน่งผู้นำของสมาพันธ์โทโจได้ ทำให้โซเมยะบอกว่าหากท่านประธานรุ่นที่สี่อยากจะกลับมารับตำแหน่งตนก็ยินดีจะหลบฉากออกไปเอง เพราะตนกับคิริวนั้นมีสายสัมพันธ์บางอย่างกันอยู่ เพราะคิริวไม่ใช่คนเดียวที่ประหลาดใจกับการได้เจอตนที่นี่หรอก นั่นเพราะผู้หญิงคนที่อยู่กับคิริวก็เคยเป็นผู้หญิงของตนเองเช่นกัน ตนก็ไม่นึกว่าคิโยมิจะกลับมาที่บ้านเกิด หลังจากที่คิโยมิจากตนมาตนก็เที่ยวตามหามาตลอดแต่พอได้เห็นว่าปลอดภัยดีนั้นก็ดีแล้ว คิโยมินั้นมีท่าทีไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นโซเมยะและลูกน้องก็โค้งให้กับคิริวและจากไป

คิริวบอกว่าตนไม่สนใจอดีตของคิโยมิหรอก ตนแค่อยากรู้เรื่องของฮารุกะเท่านั้น คิริวกล่าวจบก็เดินออกมาโดยที่ไม่ได้รอฟังว่าคิโยมิคาดเดาว่าพ่อของฮารุโตะน่าจะเป็นใคร

ที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ ทุกคนต่างตกใจที่ได้รู้ว่าคิโยมิเคยมีความสัมพันธ์กับโซเมยะโดยเฉพาะอย่างยิ่งนากุโมะที่พอได้ยินยูตะพูดขึ้นมาว่าโซเมยะคงเป็นอดีตสามีของคิโยมิก็ทำให้นากุโมะเกิดจิตตกขึ้นมาและเข้าไปเขย่าคอยูตะทันที พลางบอกว่าให้จำเอาไว้ว่าชื่อของคิโยมินั้นหมายความว่า “สาวงามบริสุทธิ์” ยูตะเลยบอกว่าจะสาวงามบริสุทธิ์คนไหนก็แต่งงานมีสามีกันได้ทั้งนั้นล่ะน่า แต่นากุโมะก็ยังไม่ยอมเชื่ออยู่ดี ทากาชิระตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาคิโยมิเองก็ดูแลฮารุโตะได้ดีไม่น้อยทำให้ยูตะพูดขึ้นมาว่าเผลอๆ คิโยมิก็คงมีลูกแล้วเหมือนกัน ได้ยินเช่นนั้นก็ทำให้นากุโมะถึงกับเดือดดาลงุ่นง่านขึ้นมาจนคิริวบอกให้ใจเย็นลงจึงพอจะสงบลงได้

จากนั้นอิโนะก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่าคิโยมิโดนลักพาตัวไป มีพวกยากูซ่าพาตัวเธอขึ้นรถไปและพวกนั้นไม่ใช่คนของสหพันธ์โยเมอิด้วยแต่เป็นพวกยากูซ่าจากโตเกียว นากุโมะถึงกับคุมสติไม่อยู่และบอกว่าตนจะไปช่วยคิโยมิกลับมา คิริวห้ามเอาไว้ว่าอย่าไปก่อปัญหากับสมาพันธ์โทโจ แต่นากุโมะบอกว่ามีคราวนี้เท่านั้นที่ตนจะไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของลูกพี่ มัตสึนากะก็บอกว่าพวกตนจะไปทุกคนเพราะคิโยมิเป็นคนสำคัญของพวกตนทุกคนเช่นกัน

คิริวบอกว่าตนปล่อยให้พวกนากุโมะทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะโซเมยะเป็นแขกของสหพันธ์โยเมอิขืนบุ่มบ่ามก็จะทำให้ฮิโรเสะเดือดร้อน นากุโมะจึงบอกว่าถ้าแบบนั้นก็ให้หัวหน้าฮิโรเสะขับตนออกจากกลุ่มได้เลย ตนจะไปช่วยผู้หญิงที่ตนรักจะเป็นยากูซ่าหรือไม่ก็ช่างหัวมัน

คิริวบอกว่านากุโมะนี่โง่จริงๆ ก่อนจะอาสาไปแทนเองเพราะตนไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มฮิโรเสะ เพราะงั้นต่อให้มีเรื่องกับสหพันธ์โยเมอิก็ไม่มีปัญหาอะไร นากุโมะบอกว่าตนปล่อยให้คิริวไปลำพังไม่ได้แน่ ก่อนที่ฮิโรเสะจะปรากฏตัวออกมาและบอกว่าถ้ามีคนรู้ว่ามาจากกลุ่มฮิโรเสะก็จะมีปัญหาสินะ ถ้างั้นตนมีทางแก้ไขให้นั่นคือหน้ากากไงล่ะ ฮิโรเสะบอกว่าสมัยก่อนตนเคยใส่หน้ากากแล้วไปเล่นงานคนอื่นพร้อมกับหัวหน้าเหมือนกัน ในทีแรกคิริวดูจะไม่อยากใส่ แต่ยูตะบอกว่าถ้ามีใครเห็นคิริวก็จะรู้ทันทีว่าคนอื่นที่มาด้วยคือสมาชิกกลุ่มฮิโรเสะ สุดท้ายคิริวจึงยอม ทากาชิระนำเอาโบรชัวร์ของอาคารรับรองมากางดูก่อนจะวางแผนกันว่าจะบุกอย่างไร เมื่อเตรียมพร้อมแล้วทุกคนก็สวมหน้ากากไอ้โม่งและบุกเข้าอาคารรับรองทันที



ทุกคนสู้กับยากูซ่าฝั่งตรงข้ามมากมายจนมาถึงห้องอาบน้ำแต่ก็ไม่พบโซเมยะที่ไหนเลย นากุโมะจึงไปตรวจสอบในห้องเซาน่าแต่กลับรู้สึกร้อนจนทนไม่ไหวและถอดหน้ากากออกพลางเดินออกมาด้านนอกห้องเซาน่า ทำให้มัตสึโซเอะที่เดินมาเจอจำหน้าได้ทันทีพลางถามว่ามาทำอะไรที่นี่

เมื่อเป็นเช่นนี้คิริวจึงถอดหน้ากากออกเหมือนกัน ส่วนนากุโมะที่เห็นว่าไหนๆ ก็เปิดเผยตัวแล้วจึงไปยื้อยุดมัตสึโซเอะเอาไว้ ส่วนโซเมยะที่อยู่ในห้องเซาน่าอยู่แล้วก็ดูจะไม่แปลกใจที่เห็นคิริว คิริวเอ่ยปากถามว่าโซเมยะจับตัวคิโยมิไปไว้ที่ไหน ทำให้โซเมยะพูดว่าคิริวต้องทำเรื่องใหญ่โตขนาดนี้เพื่อผู้หญิงคนเดียวเชียวรึ แต่ตนก็ยินดีที่ข่าวลือเรื่องฝีมือของคิริวนั้นเป็นของจริง คิริวตั้งท่าเตรียมสู้แต่โซเมยะบอกว่าตนจะไม่โง่สู้กับคิริวตอนนี้แน่ ตนจะสู้ก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าจะชนะเท่านั้น คิริวที่ได้ยินเช่นนั้นก็บอกว่าโซเมยะพูดอะไรออกมาได้ขี้ขลาดสิ้นดี โซเมยะจึงบอกว่าขออย่าได้รีบด่วนสรุปไปเพราะตนไม่ได้บอกสักคำว่าตนคิดว่าตัวเองจะแพ้ ก่อนที่โซเมยะจะวิ่งหนีไป

คิริวไล่ตามโซเมยะไปโดยกำจัดบรรดายากูซ่าที่ขวางทางจนกระทั่งตามมาเจอกับโซเมยะในห้องพัก โซเมยะบอกว่าตนเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จแท้ๆ แต่กลับต้องมาเหงื่อชุ่มอีกแล้วถ้าเป็นแบบนี้กลับไปอาบอีกรอบคงจะดีกว่า เมื่อกล่าวจบโซเมยะก็ถอดชุดอาบน้ำของตนออกให้คิริวเห็นว่าโซเมยะนั้นไม่มีรอยสักที่ใดเลย คิริวจึงพูดขึ้นมาว่าร่างกายของโซเมยะนั้นสะอาดมาก โซเมยะแย้งว่าการไปสักน่ะไม่จำเป็นในปัจจุบันนี้แล้ว เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนที่ยากูซ่าจะคอยข่มขู่รีดไถคนปกติเพื่อเอาเงินมาง่ายๆ ทุกวันนี้ยากูซ่าต้องทำธุรกิจให้ถูกต้อง ปลอดภัยและต้องทำกำไรด้วย

คิริวบอกว่ารอยสักนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อข่มขู่คน แต่สิ่งที่อยู่บนหลังคือเครื่องแสดงถึงวิถีชีวิตของคนนั้นต่างหาก โซเมยะจึงยั่วโมโหว่าคิริวคงจะมีรสนิยมชื่นชอบหลังเป็นพิเศษ ก่อนจะบอกว่าคิริวนั้นฝันกลางวันเพราะความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท้ายที่สุดแล้วผู้ปกครองก็สนใจแค่ว่าลูกของตนทุ่มเทให้กับองค์กรแค่ไหนไม่ใช่รึ ยากูซ่าควรจะมีรูปลักษณ์แบบนี้ต่างหาก

คิริวบอกว่าคนที่ลืมความฝันของตัวเองและเอาแต่ไล่ตามเงินน่ะเป็นยากูซ่าไม่ได้หรอก ก่อนจะบอกว่าลูกผู้ชายที่จะได้รับความชื่นชมจากทุกคนและได้รับการสนับสนุนจากองค์กรจะต้องมีวิถีชีวิตที่หนักแน่น มีความมุ่งมั่น และคอยช่วยเหลือผู้อื่นในยามลำบาก ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านั้นไม่นานก็จะโดนดูแคลนและไม่มีใครให้ความนับถือจนต้องโดนเล่นงานในสักวัน

โซเมยะบอกว่าเงินต่างหากที่จะทำให้ได้รับการชื่นชมและสนับสนุนจากคนอื่น อย่างน้อยซึไกเองก็ดูจะเห็นด้วยกับตน แต่จะอย่างไรก็ไม่สำคัญเพราะตอนนี้คิโยมิโดนขังเอาไว้ในห้องข้างๆ พลางบอกว่าคิโยมิยังคงสวยไม่สร่าง ทำให้คิริวบอกว่าโซเมยะนั้นต่ำตมไม่น้อย คิริวบอกว่ารีบสะสางกันให้เสร็จโดยเร็วจะดีกว่าซึ่งโซเมยะเองก็เห็นด้วยพลางกล่าวว่าตนยินดีที่ได้คู่มือเป็นท่านประธานรุ่นที่สี่ในตำนาน เมื่อกล่าวจบทั้งคู่ก็คุยกันด้วยกำปั้นแทนซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของคิริว



ไม่นานนักนากุโมะก็ตามมาถึง และโคชิมิตซึก็ออกมาจากห้องถัดไปพร้อมบอกว่าคิดอยู่แล้วว่าพวกคิริวจะต้องมา ที่อีกห้องหนึ่งนั้นคิโยมิกำลังรับประทานอาหารค่ำอย่างดีร่วมกับโคชิมิตซึและชายอีกสองคนหนึ่งในนั้นเป็นคนหนุ่มใส่แว่นส่วนอีกคนเป็นชายชราผมหงอกขาวใส่แว่นเช่นกัน คิริวบอกว่าพวกตนมาที่นี่เพื่อช่วยคิโยมิกลับไปเพราะได้ข่าวว่าคิโยมิโดนลักพาตัวมา ทำให้โคชิมิตซึอธิบายว่าเธอเป็นภรรยาของแขกคนสำคัญของพวกตนต่างหาก



จากนั้นโซเมยะก็เข้ามาในชุดอาบน้ำของตนพลางบอกว่าเมื่อกี้ถือเป็นการออกกำลังกายก่อนอาหารที่ดีทีเดียว โซเมยะยืนยันว่าคิโยมิเป็นอดีตภรรยาของตนจริง ทำให้คิริวตกใจแต่นากุโมะแทบจะสิ้นหวัง โคชิมิตซึบอกว่าตนค่อนข้างประหลาดใจที่ภรรยาของโซเมยะมาอยู่ในเมืองเล็กๆ แบบนี้ แต่ก็เพราะแบบนั้นพวกตนจึงเชิญคิโยมิมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน

ชายหนุ่มบอกให้นากุโมะระงับอาการหึงหวงของตัวเองซะบ้าง ส่วนโคชิมิตซึก็บอกว่ากลุ่มฮิโรเสะจะโดนขับออกจากสหพันธ์โยเมอิเพราะการกระทำนี้และฮิโรเสะก็จะได้รับการลงโทษอย่างสาสม เพราะโซเมยะนั้นอุตส่าห์เดินทางมาจากโตเกียวเพื่อทำพิธีดื่มสาเกร่วมสาบานจึงถือเป็นแขกคนสำคัญ แต่ชายแก่ก็บอกให้หยุดพูดอะไรน่ากลัวจนทำให้คิโยมิผวาได้แล้ว เพราะงานเลี้ยงครั้งนี้ควรเป็นการฉลองแสดงความยินดี

คิริวถามว่าทั้งสองคนเป็นใคร ชายชราแนะนำตัวเองว่าชื่ออิวามิ เฮย์โซว ก่อนที่โซเมยะจะเสริมว่าเฮย์โซวเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทอู่ต่อเรืออิวามิและเป็นผู้นำเครือธุรกิจอิวามิ แต่ก็มีอีกชื่อหนึ่งนั่นคือคุรุสึ ทาเครุ



คิริวตะลึงมาก ชายชราคนนี้คือเจ้าของบริษัทอู่ต่อเรืออิวามิและเป็นหัวหน้าของสหพันธ์โยเมอิจริงๆ น่ะรึ? คุรุสึอธิบายว่าตนเป็นเจ้าของเครืออิวามิซึ่งก็ถือเป็นบริษัทแม่หากเปรียบเปรยเป็นคำกล่าวในปัจจุบัน และเครืออิวามิก็เป็นหน้าฉากของสหพันธ์โยเมอิพลางแนะนำตัวชายหนุ่มว่าชื่ออิวามิ ทสึเนโอะผู้เป็นลูกชายของตนเอง และลูกชายตนก็เป็นประธานของบริษัทอู่ต่อเรืออิวามิด้วย



ซึ่งเฮย์โซวบอกว่าตนรู้ว่าคิริวก็คือประธานรุ่นที่สี่ของสมาพันธ์โทโจ แต่ก่อนอื่นเฮย์โซวเสนอให้ทุกคนไปล่องเรือกันก่อนดีกว่า ด้วยเหตุนี้ทั้งคิริว คุรุสึ ทสึเนโอะ โซเมยะและโคชิมิตซึจึงเปลี่ยนสถานที่คุยมาเป็นบนเรือของคุรุสึแทน คุรุสึกล่าวว่านี่เป็นวิวที่ตนชื่นชอบที่สุดในโอโนมิจิเลย และมหาสมุทรก็เป็นสถานที่สำคัญที่สุดในการที่จะคุยเรื่องสำคัญเพราะจะไม่มีใครมาแอบฟังได้



คุรุสึบอกว่าตนมีคำขอร้องสำคัญที่อยากจะขอคิริว นั่นคือในตอนที่โคชิมิตซึและโซเมยะทำพิธีดื่มสาเกร่วมสาบานนั้น ตนอยากขอให้คิริวเป็นคนคอยคุ้มกัน คิริวถามว่าหมายความว่าอะไรทำให้คุรุสึอธิบายว่าสหพันธ์โยเมอินั้นไม่เคยเป็นพันธมิตรกับสมาพันธ์โทโจหรือแม้แต่สหพันธ์โอมิมาก่อน เพราะมันอาจกระทบดุลอำนาจในโลกมืดได้ หากพวกตนไปจับมือกับสหพันธ์โอมิก็จะกลายเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นทันที และสมาพันธ์โทโจก็จะไม่มีโอกาสเอาชนะได้เลย แต่ในทางกลับกันหากสหพันธ์โยเมอิไปจับมือกับสมาพันธ์โทโจ ก็จะเป็นการคุกคามสหพันธ์โอมิทันทีเช่นกัน หากว่าสหพันธ์โอมิทราบว่าจะมีการจับมือเป็นพันธมิตรเช่นนี้ พวกโอมิจะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ความร่วมมือนี้ไม่เกิดขึ้นแน่นอน หากผิดพลาดแม้ครั้งเดียวก็จะก่อให้เกิดสงครามไปทั่วโลกมืดของญี่ปุ่น คิริวที่ได้ยินก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจะต้องเป็นพันธมิตรกันทั้งที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้ แต่โคชิมิตซึบอกว่าเหตุผลนั้นจะขออธิบายทีหลัง ในตอนนี้พวกตนต้องการให้คิริวสัญญาว่าจะยอมเป็นผู้คุ้มกันให้ก่อน คุรุสึบอกว่าคิริวนั้นได้รับการเชื่อถืออย่างมากจากหัวหน้าคนปัจจุบันของสหพันธ์โอมิและยังเป็นยากูซ่าในตำนานอีก หากมีคิริวเป็นคนคุ้มกันแล้วก็จะสามารถประกาศพิธีนี้สู่สาธารณะได้ส่วนสหพันธ์โอมิก็จะต้องจำยอมไป ชื่อของมังกรแห่งจิมะนั้นยังคงทรงอิทธิพลขนาดนั้น อย่างน้อยตนก็คิดเช่นนั้น

คิริวปฏิเสธและบอกว่าผู้นำคนปัจจุบันของสมาพันธ์โทโจคือโดจิมะ ไดโกะ แต่ตอนนี้ไดโกะโดนจับกุมตัวอยู่ ซึไกก็ดำรงตำแหน่งเพราะเป็นมาตรการฉุกเฉินเท่านั้น การที่คิริวจะมีส่วนร่วมในพิธีที่หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาจะก่อให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบได้นั้น ถ้ายินยอมโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากไดโกะก็จะถือเป็นการทรยศประธานรุ่นที่หกแน่นอน

ทสึเนโอะดูไม่พอใจในคำตอบนัก และบอกว่าถ้าอย่างนั้นจะให้พวกตนไปจับมือกับสหพันธ์โอมิแทนดีกว่าไหม? คิริวจะยอมรับได้รึ? คิริวบอกว่าพวกนั้นจะจับมือกับใครก็เรื่องของพวกนั้น เพราะตนไม่ใช่สมาชิกของสมาพันธ์โทโจอีกต่อไปแล้ว ทสึเนโอะบอกว่ามันก็น่าตลกอยู่ที่คิริวยืนยันว่าตนไม่ใช่คนของสมาพันธ์โทโจ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริงแล้วจะสนทำไมว่าจะทรยศรึไม่ คุรุสึบอกให้ลูกชายของตนเงียบปากไปพลางกล่าวขอบคุณคิริวที่ให้คำตอบอย่างจริงใจพร้อมกับจบบทสนทนาไป

ที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ นากุโมะยังคงทำใจไม่ได้เรื่องคิโยมิ มัตสึนากะบอกฮิโรเสะว่านากุโมะพลาดไปถอดหน้ากากเข้าทำให้ฮิโรเสะบอกว่าตนจะแสดงให้ดูเองว่าหน้ากากนั้นเค้าใช้กันยังไง

เมื่อคิริวกลับมาถึง คิโยมิบอกว่าเธอกำลังรอคิริวอยู่เพราะเธอยังไม่ได้บอกข้อมูลเกี่ยวกับฮารุกะ คิริวถามว่าคิโยมิไม่เป็นอะไรใช่ไหมทำให้คิโยมิยืนยันว่าเธอสบายดี แค่ว่าพอได้พบกับโซเมยะอีกครั้งทำให้เธอตกใจเท่านั้น เธอบอกว่าคนที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นพ่อของฮารุโตะก็คือทัตสึคาวะที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กของยูตะและเป็นคนชักชวนยูตะมาเป็นยากูซ่า คิริวไม่ยินดีเลยที่ต้องคิดว่าสมาชิกกลุ่มฮิโรเสะอาจจะเป็นพ่อเด็ก แต่ยูตะก็บอกว่าทัตสึคาวะนั้นออกจากกลุ่มไปพักหนึ่งแล้ว

คิโยมิอธิบายเหตุผลที่เธอคิดเช่นนั้นให้ฟัง ก่อนที่ฮารุกะจะจากไป เธอได้ยินทัตสึคาวะคุยโทรศัพท์ที่ด้านอกร้าน ทัตสึคาวะพูดว่า “ถ้ามีลูกเราก็อยู่กันแบบมีความสุขไม่ได้หรอก เธอควรจะไปทำแท้งนะ” เธอก็ไม่แน่ใจว่าคนที่ทัตสึคาวะคุยด้วยคือฮารุกะหรือไม่ แต่เวลามันก็พอดีกันอยู่ คิริวจึงถามทันทีว่าทัตสึคาวะอยู่ไหน ยูตะจึงบอกว่าไปที่โตเกียวแล้ว เห็นว่าจะไปยิ่งใหญ่ที่นั่น แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าหมายความว่าอะไรกันแน่

ทากาชิระบอกว่าทัตสึคาวะไปที่คามุโร่โจเพื่อเป็นโฮสต์ ตนเคยคุยกับทัตสึคาวะบ่อยทาง SNS หลังจากที่ทัตสึคาวะไปโตเกียว แต่หลังจากนั้นไม่นานนักเมื่อตนส่งข้อความอะไรไปทัตสึคาวะก็ไม่อ่านอีกเลย คิโยมิบอกว่าดูเหมือนจะเป็นทางตัน ทว่าคิริวบอกว่านี่ก็แค่เรื่องยุ่งยากเล็กน้อยเท่านั้นเอง ก่อนจะกล่าวขอโทษฮารุโตะและบอกว่าให้ฮารุโตะอดทนรอคอยอีกไม่นาน


บทที่ 6 รอยเท้า

ทากาชิระนำเอารูปของทัตสึคาวะมาให้คิริวดูทำให้คิริวประหลาดใจมาก ยูตะเองก็บอกว่าพวกตนก็ไม่มีใครอยากเชื่อเหมือนกัน ยูตะไม่ชอบเลยที่จะต้องคิดว่าหมอนี่เป็นพ่อของฮารุโตะก่อนจะบ่นว่าทำไมตนต้องคอยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ฮารุโตะอยู่คนเดียว ทากาชิระบอกว่าจะยังไงเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของฮารุกะนะ มัตสึนากะเสริมว่าฮารุกะเป็นเหมือนนางฟ้าของพวกตนถ้าฮารุโตะเป็นลูกของเธอยูตะก็ควรจะยินดีที่จะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้สิ

จากนั้นโซเมยะก็ปรากฏตัวออกมา นากุโมะเตรียมเข้าไปเล่นงานทันทีแต่คิโยมิห้ามเอาไว้ โซเมยะต้องการจะคุยกับคิโยมิสักครู่ ทำให้เธอบอกว่าถ้าจุคุยกันก็ต้องตรงนี้เลยเพราะเธอจะไม่ยอมปิดบังอะไรคิริวและคนอื่นอีกแล้ว โซเมยะบอกว่าตนแค่ต้องการมาขอโทษที่สร้างความวุ่นวายให้ก่อนจะกลับโตเกียวแค่นั้น พอโซเมยะกำลังจะไปคิโยมิก็รั้งไว้ครู่หนึ่งเพื่อถามว่าลูกสบายดีไหม โซเมยะบอกว่าสบายดีและยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนคิโยมิขึ้นทุกวันจากนั้นโซเมยะก็จากไป นากุโมะก็ยิ่งคิดมากเข้าไปใหญ่ “มีลูกกันแล้วด้วย!!”

คิโยมิกล่าวขอโทษคิริวอีกครั้งที่ไม่บอกเรื่องของฮารุกะ แต่คิริวบอกว่าตนตามหาฮารุกะมาพักใหญ่แล้วตนต้องขอบคุณคิโยมิมากกว่า ยูตะถามว่าตอนนี้ฮารุกะอยู่ที่ไหนแล้วทำไมฮารุโตะถึงไม่ไปอยู่กับเธอล่ะ ทากาชิระและมัตสึนากะก็สงสัยเหมือนกัน คิริวจึงเล่าเรื่องอุบัติเหตุให้ฟังพร้อมบอกว่าแพทย์ลงความเห็นว่าฮารุกะอาจไม่ฟื้นก็ได้ ตนก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฮารุกะหลังจากที่ไปจากโอโนมิจิจนถึงตอนที่โดนรถชนในคามุโร่โจเหมือนกัน

ทกากชิระสงสัยว่าเธอไปคามุโร่โจเพื่อเจอกับทัตสึคาวะรึเปล่า ยูตะจึงเสริมว่าหมอนั่นไปจากท่นี่ไม่นานหลังจากที่ฮารุกะหายตัวไป มัตสึนากะจึงบอกว่าคิริวคงต้องไปคุยกับทัตสึคาวะหน่อยแล้ว ซึ่งคามุโร่โจก็เป็นเบาะแสเดียวที่จะเจอตัวได้คิริวก็ต้องกลับไปคามุโร่โจ แต่ด้วยความที่สมาพันธ์โทโจและมาเฟียจีนกำลังปะทะกันแบบนี้หากพาฮารุโตะไปด้วยก็ไม่ปลอดภัยแน่ คิริวจึงฝากฝังให้คิโยมิช่วยดูแลฮารุโตะไปก่อนเพราะตอนนี้คิริวเชื่อใจคิโยมิมากกว่าใคร

คิริวตัดสินใจว่าจะไปคามุโร่โจทันทีในวันพรุ่งนี้ และจะรีบกลับมาพร้อมกับพาทัตสึคาวะมาด้วย ยูตะจึงขอไปด้วยเพราะยกโทษให้กับทัตสึคาวะในสิ่งที่ทำลงไปกับฮารุกะไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งนากุโมะก็ขอตามไปเช่นกัน มัตสึนากะบอกว่าตนยังช็อคไม่หายและรู้สึกอกหักส่วนคิโยมิก็ขอตัวจากไปก่อน คิริวบอกว่าก็ไม่ได้แวะเวียนไปหาคนที่คามุโร่โจมาพักหนึ่งแล้วนี่นะ

คามุโร่โจ เย็นวันถัดมา



ยูตะตื่นตาไปกับคามุโร่โจมากทำให้นากุโมะเตือนว่าอย่าทำตัวเป็นพวกบ้านนอกให้คนอื่นขายหน้าสิ แต่พอนากุโมะจะจุดบุหรี่สูบคิริวก็ต้องห้ามเอาไว้เพราะทุกวันนี้มีกฎห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ไปเดินไปในโตเกียวแล้ว ยูตะได้ยินจึงขำออกมาแล้วบอกว่าใครกันแน่ที่ทำคนอื่นขายหน้า คิริวบอกว่าถ้าจะสูบบุหรี่ก็ไปที่ร้านคาเฟ่แอลป์สกันก่อนก็ได้ แล้วค่อยไปตามหาทัตสึคาวะ แต่นากุโมะกลับอยากไปที่ที่มีสาวๆ และมีเหล้ามากกว่าเพราะไหนๆ ก็มาที่คามุโร่โจทั้งที ทำให้ยูตะบอกว่านี่ไม่ใช่เวลามัวมาเล่นสนุกนะ

ยูตะและนากุโมะเปิดเมนูของคาเฟ่แอลป์สดูแล้วก็ต้องตะลึงกับราคาอาหาร ยูตะบอกว่าแบบนี้นากุโมะจะมีเงินเหลือไปเข้าร้านอย่างว่าเหรอ ก่อนที่ยูตะจะขอยืมโทรศัพท์ของคิริวมาแล้วเปิดบล็อกของทัตสึคาวะให้ดู ซึ่งรูปล่าสุดที่ลงในบล็อกนั้นเป็นรูปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ทั้งสองคนถามคิริวว่าจำร้านที่อยู่ในรูปได้รึเปล่า คิริวจึงตอบว่าตนอยู่ในเรือนจำมาสามปีอะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนไปเลยไม่แน่ใจนัก นากุโมะจึงเสนอให้ลองถามตามโฮสต์คลับเลยดีกว่า คิริวจึงบอกว่าตนรู้จักผู้จัดการและเจ้าของร้านสตาร์ดัสต์ที่เป็นโฮสต์คลับอันดับหนึ่งในเมือง ถ้าจะมีใครรู้จักทัตสึคาวะก็คงต้องเป็นที่นั่น



เมื่อตกลงได้แล้วทุกคนจึงไปที่สตาร์ดัสต์ ทว่ายูตะที่สั่งพาร์เฟต์มากินที่คาเฟ่แอลป์สกลับปวดท้องขึ้นมาจึงขอเข้าป็อปโปะมินิมาร์ทไปขอใช้ห้องน้ำ ทว่าในร้านก็ดันไม่มีห้องน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้าไปมั่วสุม ในขณะที่ยูตะกำลังขอร้องพนักงานอยู่นั้น นากุโมะเหลือบไปเห็นนิตยสารที่ลงบทความเกี่ยวกับไดโกะ “ยกอุทธรณ์ ตรงดิ่งเข้าเรือนจำทันที” นากุโมะอ่านแล้วก็กังวลขึ้นมา เพราะแบบนี้ก็แปลว่าโซเมยะจะยิ่งทีอำนาจและอิทธิพลมากกว่าเดิมแต่คิริวก็บอกว่าไม่เกี่ยวอะไรกับตน เพราะตนไม่อยู่ในสถานะที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับสมาพันธ์โทโจอีกแล้ว

พนักงานร้านขู่จะโทรเรียกตำรวจเพราะยูตะเองดันไปขู่ว่าจะปล่อยหนักลงบนพื้นร้านเลย คิริวจึงบอกกับยูตะว่าไปใช้ห้องน้ำในสตาร์ดัสต์ก็ได้ ยูตะจึงรีบวิ่งนำไปก่อนทันที แต่ทว่าเมื่อคิริวกับนากุโมะไปถึงก็พบว่ายูตะโดนโยนออกมานอกร้านโดยการ์ดของร้าน แม้คิริวจะถามถึงยูยะและคาซึกิแต่การ์ดก็บอกว่าที่นี่ไม่มีคนชื่อนั้นพร้อมไล่ทุกคนไป ในขณะที่ทุกคนกำลังสับสนว่าจะทำไงต่อไปดีนั้นยูยะก็ปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันยูยะกลายเป็นพนักงานบริษัทไปแล้ว



ทุกคนจึงไปที่ร้านคันไรและคุยกันไประหว่างที่กินเนื้อย่าง ยูยะนั้นตกใจมากที่รู้ว่าฮารุกะมีลูกแล้วและพอได้เห็นรูปของทัตสึคาวะก็จำได้ เพราะก่อนหน้านี้ทัตสึคาวะเคยทำงานที่สตาร์ดัสต์แต่ปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าไปทำงานที่ไหนแล้ว คิริวถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสตาร์ดัสต์ทำให้ยูยะเล่าว่าบรรดาโฮสต์คลับและคาบาเรต์คลับในคามุโร่โจเริ่มจะเสียรายได้ไปเพราะข้อพิพาทระหว่างสมาพันธ์โทโจและมาเฟียจีน สุดท้ายคาซึกิก็ต้องขายร้านทิ้งไปในราคาขาดทุนเมื่อต้นปี ซึ่งคนที่มาซื้อไปก็เป็นพวกเกาหลีที่จู่ๆ ก็มีเงินมากมายมากว้านซื้อกิจการในคามุโร่โจซึ่งก็รวมถึงสตาร์ดัสต์ด้วย ยูยะก็รู้ดีว่าพวกนั้นเป็นพวกจิงวอนแน่นอน คิริวอธิบายให้นากุโมะและยูตะฟังว่าตนเคยปะทะกับพวกกลุ่มจิงวอนมาก่อน ยูยะบอกว่าตอนนี้คนที่ยังทำงานสตาร์ดัสต์อยู่ก็มีแต่พวกคนหนุ่มทั้งนั้น แต่คาซึกิเองก็กำลังหาทางที่จะซื้อสตาร์ดัสต์กลับมาอยู่พร้อมยืนยันว่าถ้าคาซึกิซื้อร้านกลับมาได้ก็จะไม่รีรอที่จะกลับไปทำงานทันทีเพราะตนเป็นมือขวาของคาซึกิ

ไม่นานนักการ์ดของสตาร์ดัสต์ที่โยนยูตะออกจากร้านก็เข้ามาพร้อมกับเจ้าของคนใหม่ของสตาร์ดัสต์ที่ชื่อฮัน จุงกิ โดยฮัน จุงกิได้เข้ามาขอโทษที่การ์ดของตนไร้มารยาทก่อนจะทำการลงโทษโดยจับหน้าของการ์ดลงไปแนบกับเตาย่างเนื้อทันทีต่อหน้าทุกคน ฮันบอกว่าตนรู้จักคิริว และคิดว่าเป็นเกียรติมากที่ได้พบกับคิริวและจากนี้ไปสตาร์ดัสต์พร้อมต้อนรับคิริวตลอดเวลาเพราะตนเป็นแฟนคลับที่ชื่นชอบคิริวมาก ก่อนที่ฮันจะเอ่ยปากชวนให้คิริวไปที่สตาร์ดัสต์เพื่อตอบข้อสงสัยทุกอย่างและออกจากร้านไป



ยูยะเตือนคิริวว่ามันอันตรายมากเพราะมีข่าวลือว่าพวกจิงวอนนั้นคอยกระพือความขัดแย้งในคามุโร่โจอย่างลับๆ เพื่อประโยชน์ของพวกตน คิริวบอกว่าตนก็คิดไว้แล้วแต่ยังไงก็ต้องรู้เรื่องพ่อของฮารุโตะให้ได้


ในระหว่างที่มุ่งหน้าไปสตาร์ดัสต์นั่นเอง ทุกคนก็โดนสมาชิกกลุ่มจิงวอนมาล้อมกรอบเอาไว้ในบริเวณจัตุรัสโรงหนัง นากุโมะและยูตะจึงบอกให้คิริวล่วงหน้าไปก่อนแล้วจะตามไป ทว่าสุดท้ายเมื่อคิริวไปถึงร้านมีแค่ยูตะที่ตามมาเพราะนากุโมะกำลังสนุกกับการได้ตีกับคนอื่นเพื่อระบายความหงุดหงิด



เมื่อทั้งคู่เข้าร้านไปก็พบว่าในร้านนั้นร้างผู้คน ฮันที่รออยู่บอกว่าเจ้าของคนเก่านั้นมีรสนิยมดีมาก ทีแรกก็คิดว่าจะตกแต่งภายในเสียใหม่แต่ก็ไม่จำเป็นแล้ว คิริวสงสัยว่าลูกค้าไปไหนหมด ฮันบอกว่าตอนนี้พวกตนกำลังคิดว่าจะฟื้นฟูร้านโดยเผยอีกด้านหนึ่งให้ลูกค้าเห็น ก่อนที่บทสนทนาจะเปลี่ยนไปคุยถึงกลุ่มจิงวอนและถึงวีรกรรมที่คิริวเกือบจะกวาดล้างกลุ่มจิงวอนไปจนหมด แต่ฮันบอกว่าตนปล่อยวางเรื่องนั้นไปแล้วพลางเสนอให้คิริวและยูตะได้เห็นเบื้องหลังของร้านและชวนทั้งสองคนลงชั้นใต้ดิน ยูตะไม่เชื่อใจฮันเลยแต่คิริวบอกว่าอะไรก็ตามที่อยู่ด้านล่างคงเป็นกุญแจที่จะพาไปหาทัตสึคาวะได้ จึงตกลงที่จะตามฮันไป

ที่ด้านล่างนั้นทั้งคู่ได้เห็นกับกิจกรรมอื้อฉาวอย่างละลานตาไม่ว่าจะเหล้ายาและโฮสต์หนุ่มที่ถอดเสื้อโชว์กล้ามเดินเอาใจลูกค้าสาวไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุใดและยังบริการกอดจูบลูบคลำเต็มที่ ฮันบอกว่าเจ้าของเก่าของสตาร์ดัสต์นั้นมีแนวทางดำเนินการที่ไม่เร้าใจพอสำหรับลูกค้าในปัจจุบัน ที่นี่ที่ถูกเรียกว่าโตเกียวนิวเวิลด์จึงถือกำเนิดขึ้นมาเป็นที่ที่ผู้หญิงจะสามารถปลดปล่อยความต้องการกับรูปร่างของชายหนุ่มได้เต็มที่ เพราะโฮสต์คลับและคาบาเรต์คลับทั่วไปน่ะชวนให้คนหลงใหลในกามารมณ์แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ให้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ ทว่าร้านสตาร์ดัสต์ใหม่นี้แม้จะเป็นโฮสต์คลับ แต่ก็มีบริการที่ล้ำหน้าและทำให้ความปรารถนาที่แท้จริงอันโดนกดทับอยู่ของคนญี่ปุ่นได้รับการเติมเต็ม ทว่าคิริวก็ไม่อยากฟังต่อเพราะอยากรู้เรื่องของทัตสึคาวะมากกว่า ฮันบอกว่าทัตสึคาวะไม่อยู่ที่นี่แต่ตนสามารถให้เบาะแสได้ภายใต้เงื่อนไขข้อหนึ่ง

ที่นี่มีสังเวียนต่อสู้ด้วย ลูกค้าหญิงต่างก็ประกาศชื่อโฮสต์ที่ตนชื่นชอบให้ขึ้นสังเวียนเพราะชอบเห็นร่างกายอาบเลือดของแต่ละคน แต่อีเวนต์หลักของวันนี้จะเป็นเดธแมตช์ระหว่างฮันและมังกรแห่งโดจิมะนั่นเอง คิริวบอกว่าตนไม่อยากจะขึ้นไปสู้โชว์ใครทั้งนั้นและเตรียมกลับ แต่ยูตะกลับอาสาขึ้นสังเวียนแทน เพราะยูตะยอมทำทุกอย่างที่จะรู้ข้อมูลของทัตสึคาวะและช่วยฮารุกะ ฮันจึงคิดว่าก็ถือเป็นตัวเลือกที่ยอมรับได้ ทว่าบนสังเวียนนั้น ยูตะโดนฮันเล่นงานฝ่ายเดียวจนหมดสภาพ ทำให้คิริวยอมสอดมือเข้ามาในที่สุดและจะสู้กับฮัน



ฮันที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยินดีมากพร้อมกล่าวว่าตนภูมิใจในน้ำใจนักกีฬาของตนเองและบอกว่าหากตนสามารถเอาชนะมังกรแห่งโดจิมะได้ล่ะก็ความแค้นของกลุ่มจิงวอนที่มีมานานจะถือว่าได้รับการสะสางเรียบร้อย แต่ก็แน่นอนว่าคิริวเป็นฝ่ายไล่ต้อนฮันและเล่นงานฮันจนทรุดแทน คิริวบอกให้ฮันทำตามสัญญาด้วย ทว่ายูตะที่บาดเจ็บกลับโดนโฮสต์ชายลากตัวเข้ามาพร้อมกับมีดที่จ่อคอหอยอยู่



ฮันตะโกนบอกลูกน้องให้ปล่อยตัวยูตะ เพราะทำแบบนี้จะทำให้ตนเสียชื่อ ก่อนจะหันไปบอกกับผู้ชมให้ปรบมือแสดงความยินดีแก่คิริวผู้เป็นมังกรแห่งโดจิมะที่สามารถเอาชนะฮัน จุงกิคนนี้ได้ ฮันบอกว่าเป็นการต่อสู้ที่งดงามและคิริวก็เป็นชายที่งดงามพลางขอจับมือกับคิริว

ทุกคนกลับขึ้นมาที่ชั้นบน ยูตะยังคงมีท่าทีไม่พอใจฮันอยู่แต่ฮันบอกว่าการต่อสู้จบลงแล้วพลางขอจับมือกับยูตะ คิริวนำรูปของทัตสึคาวะให้ฮันดู ซึ่งฮันก็จำได้ว่าทัตสึคาวะนั้นลาออกจากร้านไปไม่นานหลังจากที่กลุ่มจิงวอนซื้อกิจการของสตาร์ดัสต์ ฮันจึงสงสัยว่าคิริวจะตามหาตัวทัตสึคาวะไปทำไม คิริวจึงตอบว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ฮันจะต้องรู้ ฮันจึงคาดเดาว่าไม่กี่วันก่อนมีผู้หญิงชื่อซาวามูระ ฮารุกะประสบอุบัติเหตุซึ่งพวกตนก็รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเกี่ยวข้องยังไงกับคิริว เป็นไปได้สินะที่ทัตสึคาวะกับอุบัติเหตุของฮารุกะจะมีความเกี่ยวโยงกัน

ฮันคิดว่าการที่ทัตสึคาวะมาเป็นโฮสต์นั้นเป็นแค่เพียงฉากหน้า เพราะทัตสึคาวะสามารถพูดภาษาจีนได้ (ซึ่งยูตะก็พูดได้เล็กน้อย) ฮันสงสัยว่าการพูดภาษาจีนนั้นก็เพียงแค่เพื่อไว้คุยกับสาวสวยชาวจีนรึเปล่าเพราะส่วนใหญ่คนที่เรียนภาษาต่างชาติก็หวังเช่นนั้นกัน จะอย่างไรก็ตามหลังจากที่ลาออกจากสตาร์ดัสต์ไปทัตสึคาวะก็ได้ไปย่านอาจิอาไกและทำงานให้พวกมาเฟียจีนที่ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของสหพันธ์ไซโอ ฮันคิดว่านั่นคงเป็นจุดประสงค์แต่แรกของทัตสึคาวะก็เป็นได้

คิริวหันไปถามยูตะว่าคิดยังไง ยูตะตอบว่าตนไม่เคยคิดเลยว่าทัตสึคาวะจะมีจุดประสงค์แบบนั้น ฮันอยากรู้มากว่าคิริวจะตามหาตัวคนๆ นี้ไปทำไมแต่คิริวก็ไม่ยอมบอกเหตุผล ฮันบอกว่าทัตสึคาวะนั้นอาศัยอยู่ในชั้นสองของอาคารโอวกะริมถนนเซ็นเรียว ซึ่งทัตสึคาวะใช้ชีวิตกับสาวจีนคนหนึ่ง ก่อนจะจากไปคิริวก็ได้ถามถึงการที่จิงวอนจะฉกฉวยประโยชน์จากสงครามระหว่างสมาพันธ์โทโจและมาเฟียจีนยังไง ฮันจึงตอบว่าใครก็ตามที่แพ้ศึกนี้พวกตนจะเข้าไปฮุบประโยชน์จากฝ่ายที่แพ้ยังไงล่ะ

ที่ด้านนอก คิริวบอกกับยูตะว่าแถวถนนเซ็นเรียวก็เป็นจุดที่ฮารุกะโดนรถชน หากพบว่าทัตสึคาวะมีส่วนที่ทำให้ฮารุกะโดนชนตนก็ไม่แน่ใจว่าจะควบคุมตัวเองได้เมื่อเจอหน้าทัตสึคาวะ ต่อให้เป็นพ่อของฮารุโตะและเป็นเพื่อนเก่าของยูตะก็ตาม ยูตะบอกว่าตนก็รู้สึกแบบเดียวกันก่อนจะตกลงว่าไปพบกันที่หน้าตึกอีกทีพร้อมกับนากุโมะ

เมื่อคิริวมาพบกับยูตะและนากุโมะที่หน้าอาคารแล้วก็ได้กล่าวขอบใจนากุโมะที่ช่วยสู้กับพวกเกาหลีให้ ยูตะบอกว่าทีแรกนากุโมะบอกว่าจะตามไปแต่ก็ไม่โผล่ไปที่สตาร์ดัสต์เลยแถมยังกลิ่นเหล้าหึ่งอีกต่างหาก นากุโมะบอกว่าทีแรกก็จะตามไปอยู่หรอกแต่หลงทางก็เลยเดินเตร่ไปทั่วคามุโร่โจแทนเพื่อซึมซับบรรยากาศ แต่ผู้หญิงโตเกียวนั้นหยาบกระด้างเหลือเกิน นากุโมะจึงถามคิริวว่าเสร็จจากนี้แล้วจะพาตนไปที่ๆ มีสาวสวยได้รึเปล่า ยูตะจึงบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมกิจการของฮันถึงได้กำไรดีนัก

ทุกคนคุยเสร็จแล้วก็มุ่งหน้าเข้าตัวอาคาร ที่หน้าห้องของทัตสึคาวะนั้นยูตะลองบิดลูกบิดแต่ก็พบว่าประตูไม่ได้ล็อค จึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปแต่ทุกคนก็พบว่าทัตสึคาวะและสาวจีนที่อยู่ด้วยกันกลายเป็นศพไปแล้วทั้งคู่



บทที่ 7 เด็กตลาดมืด

ดาเตะบอกว่าเหยื่อเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง พลางถามคิริวกับคนอื่นๆ ว่ารู้จักเหยื่อรึเปล่า คิริวบอกว่าตนรู้จักทัตสึคาวะจากรูปถ่ายแต่ไม่รู้จักชื่อหรือหน้าของผู้หญิงเลย ฮอนโจวเองก็เริ่มสงสัยคิริวขึ้นมา เพราะคิริวนั้นคิดว่าทัตสึคาวะคือพ่อของเด็ก การที่คิริวเป็นพ่อบุญธรรมของหญิงที่อาจจะมีลูกกับหนุ่มอดีตโฮสต์น่ะ แค่นี้ก็มากพอที่คิริวจะมีเหตุผลที่จะเล่นงานทัตสึคาวะจนตายได้แล้ว แต่ดาเตะก็เข้ามาแทรกว่าอย่าพยายามจะโยนทั้งหมดให้คิริวแบบง่ายๆ อย่างนี้

คิริวถามว่าตำรวจรู้รึเปล่าว่าทัตสึคาวะนั้นเลิกเป็นโฮสต์แล้วและทำงานให้พวกมาเฟียจีนในย่านอาจิอาไก แน่นอนว่าตำรวจไม่รู้แต่นั่นก็ทำให้ดาเตะคิดว่าบางทีทัตสึคาวะอาจโดนพวกสหพันธ์ไซโอเก็บก็เป็นได้ ส่วนหญิงผู้ตายก็ดูจะเป็นโฮสเตสในคามุโร่โจและทั้งสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ฮอนโจวไม่พอใจนักที่ดาเตะให้ข้อมูลทั้งหมดนี้แก่คิริวแต่ดาเตะก็ยืนยันว่าคิริวมีสิทธิที่จะรู้เพราะเป็นคนเจอศพและบอกข้อมูลทั้งหมดที่รู้ให้ตำรวจ ที่สำคัญคือคิริวก็ไม่ใช่ยากูซ่าแล้วด้วย คิริวก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกพลางขอให้ดาเตะแวะไปร้านนิวเซเรน่าในภายหลัง

คิริวกลับไปที่นิวเซเรน่าและคุยกับนากุโมะและยูตะ คิริวบอกว่าดาเตะที่เป็นสามีของมาม่าประจำร้านจะแวะมาทีหลังและบอกข้อมูลเพิ่มเติม คิริวกล่าวขอโทษมาม่าที่ทำให้วุ่นวายแต่เธอก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกเพราะคิริวเองก็คุ้นเคยกับที่นี่มานานมาก

ทุกคนคุยกันถึงความเกี่ยวพันของทัตสึคาวะและมาเฟียจีน ยูตะนั้นรับไม่ค่อยได้ที่เพื่อนของตนไม่ใช่คนอย่างที่ตนคิด ทั้งที่บอกว่าจะมาเป็นโฮสต์ที่คามุโร่โจแต่สุดท้ายดันกลายมาเป็นคนขายข่าวให้พวกมาเฟียจีนแทน ยูตะรู้สึกว่าที่ทัตสึคาวะตายก็เพราะทำตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง

นากุโมะถามว่าแล้วคราวนี้จะทำอะไรต่อไปดี จะถามเรื่องของฮารุกะจากใครได้ แต่คิริวกลับอยากรู้มากกว่าว่าพวกมาเฟียจีนฆ่าทัตสึคาวะทำไม เพราะถ้าหากทัตสึคาวะกำลังหนีการตามล่าจากพวกมาเฟียจีนบางทีฮารุกะกับฮารุโตะอาจจะโดนลูกหลงก็เป็นได้

เมื่อดาเตะมาถึงก็ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนากุโมะและยูตะ ซึ่งนากุโมะก็เล่าเรื่องกลุ่มฮิโรเสะให้ฟัง นากุโมะตกใจมากที่เป็นนักสืบโตเกียวแต่ไม่เคยได้ยินชื่อหัวหน้าฮิโรเสะเลย ดาเตะบอกคิริวว่าหลังจากที่คิริวไปฮิโรชิมะแล้วฮารุกะก็ถูกย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจแทน เพราะก่อนหน้านั้นคนของสมาพันธ์โทโจก็มักมาที่โรงพยาบาลเสมอเพื่อขอพบกับฮารุกะ ถึงแม้พวกนั้นจะไม่บอกว่าพวกตนเองมาจากสมาพันธ์โทโจแต่มองปราดเดียวก็รู้แล้ว ดาเตะรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็เลยย้ายฮารุกะไปที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนากว่าเดิม คิริวถามว่าฮารุกะเป็นอย่างไร ดาเตะจึงบอกว่าคงต้องรออีกนานหน่อยถึงจะเข้าพบได้เพราะถ้าใครลอบติดตามคิริวอยู่ก็จะรู้ที่อยู่ของฮารุกะทันที แล้วตอนนี้ฮารุกะก็ยังไม่ได้สติด้วย

คิริวถามถึงอากิยามะ แต่ดาเตะก็ไม่ได้พบกับอากิยามะเลยตั้งแต่ที่ย้ายฮารุกะไปโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งพวกมาเฟียจีนก็ยังตามล่าอากิยามะอยู่ คิริวนั้นอยากพบตัวอากิยามะเพราะว่ามาเฟียจีนที่ชื่อเอ็ดน่าจะรู้ว่าทำไมสหพันธ์ไซโอถึงเก็บทัตสึคาวะ ดาเตะจึงบอกว่าตอนนี้เรื่องอยู่ในมือตำรวจแล้วและคิริวก็ไม่ควรจะมายุ่งเรื่องนี้อีก แต่ก็แน่นอนว่าคิริวไม่ยอมอยู่เฉยแน่ หลังจากที่ดาเตะกลับไปคิริวบอกว่าตนรอให้ตำรวจสะสางไม่ได้แน่ เพราะฮอนโจวปฏิบัติกับตนเหมือนเป็นคนร้ายจึงจะต้องจัดการด้วยตัวเอง คิริวจึงคิดจะไปพบอากิยามะในทางระบายน้ำใต้ดินและบอกให้นากุโมะกับยูตะรอที่ร้านนิวเซเรน่าไปก่อน

ในทางระบายน้ำใต้ดินนั้น ไม่ปรากฏร่องรอยของอากิยามะเลยแต่คิริวก็ได้ช่วยชายไร้บ้านคนนึงเอาไว้จากพวกมาเฟียจีน ชายไร้บ้านบอกว่าตนก็ไม่ได้เห็นอากิยามะมาพักหนึ่งแล้ว เพราะตั้งแต่ออกจากที่นี่ไปพร้อมกับคิริวก็ไม่ได้กลับมาเลย แถมมาเฟียจีนก็ยังตามล่าอากิยามะอยู่ แต่ตนจะนำข้อความไปบอกอากิยามะให้และจะบอกให้ติดต่อมาหาคิริว



เมื่ออากิยามะโทรมาแล้ว อากิยามะบอกว่าตอนนี้ตนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดแต่ก็ยังอยู่ในคามุโร่โจ คิริวจึงถามเกี่ยวกับเอ็ดว่ามีตำแหน่งสูงระดับไหนในกลุ่มมาเฟียจีน อากิยามะจึงบอกว่าเอ็ดนั้นเป็นระดับบริหารเช่นกัน คิริวจึงอยากรู้ว่าจะพบเอ็ดได้ที่ไหนอากิยามะจึงบอกชื่อร้านในย่านอาจิอาไกให้ แต่ก็เตือนคิริวว่าไม่ควรไปที่นั่นเพราะตรงนั้นเป็นใจกลางถิ่นเลย แต่คิริวบอกว่าตนจัดการได้

อากิยามะอยากเล่าอย่างอื่นให้คิริวรู้แต่จะไม่เล่าผ่านทางโทรศัพท์ จึงได้ขอให้คิริวมาพบกับตนเองที่ชั้น 6 ของโรงแรม APA เพียงคนเดียวและระวังอย่าให้ใครสะกดรอยตามมาด้วย เมื่อคิริวเข้าใกล้โรงแรมนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีคนสะกดรอยตามจริง จึงทำการล่อผู้ติดตามเข้าไปในซอยและกำจัดพวกมันจนหมด ทว่าเมื่อกำจัดพวกนั้นแล้วคิริวก็พบว่าคนที่สะกดรอยตามนั้นไม่ใช่มาเฟียจีนหากแต่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์โทโจต่างหาก



ที่โรงแรม
APA นั้น คิริวเข้าไปในห้องที่เปิดอยู่แต่ก็ไม่พบใคร ก่อนที่อากิยามะจะเข้ามาในห้องทางกระจกด้วยนั่งร้านทำความสะอาดแทน แต่อากิยามะไม่ได้มาคนเดียวเพราะมีอีกคนตามมาด้วย คนนั้นคือมุโรตะจากกลุ่มจินเซย์แห่งสมาพันธ์โทโจ และชายคนนี้ก็คือคนที่คิริวเคยช่วยชีวิตเอาไว้จากพวกมาเฟียจีนที่ด้านหลังร้านนิวเซเรน่านั่นเอง อากิยามะบอกว่ามุโรตะนั้นมองออกแม้ว่าตนจะปลอมตัวก็ตามที ซึ่งมุโรตะก็มีอะไรที่อยากบอกคิริวด้วย



มุโรตะที่ได้อยู่ต่อหน้าประธานรุ่นที่สี่แห่งสมาพันธ์โทโจก็ถึงกับอึ้งพูดอะไรไม่ออก มุโรตะนั้นแปลกใจที่ได้รู้ว่าคิริวกลับมาที่คามุโร่โจ แต่เมื่อพวกระดับสูงของสมาพันธ์โทโจรู้เรื่องนี้ทุกคนต่างก็ตื่นตระหนกกันไปหมดและมีการแสดงออกอย่างรุนแรงด้วย

มุโรตะบอกว่ามีข่าวลือเกี่ยวกับซึไกและโซเมยะว่าวางแผนอะไรบางอย่าง ทุกอย่างเริ่มจากการวางเพลิงในย่านอาจิอาไกที่ดูเหมือนว่าสมาพันธ์โทโจน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และสิ่งที่มาพร้อมกับกองเพลิงก็คือสหพันธ์ไซโอซึ่งเริ่มปะทะกับสมาพันธ์โทโจสืบเนื่องมาจากการที่ประธานรุ่นที่หกโดนจับกุมตัว

อากิยามะเล่าต่อจากมุโรตะว่าข่าวลือตอนนี้ก็คือซึไกและสหพันธ์ไซโอนั้นสมรู้ร่วมคิดกัน การวางเพลิงนั่นก็เพื่อที่ซึไกจะสามารถพาพวกสหพันธ์ไซโอมาแพร่อิทธิพลในคามุโร่โจได้ และข้อพิพาทเป็นเพียงหน้าฉากเพื่อให้ไดโกะโดนจับกุมตัว อากิยามะบอกว่าคิริวควรจะระวังโซเมยะและซึไกเอาไว้ให้ดี พวกนั้นรู้ดีว่าถ้าคิริวรู้ความจริงเมื่อไหร่ก็จะพยายามช่วยเหลือไดโกะแน่นอน มุโรตะก็ยืนยันว่าคิริวควรระวังซึไกและโซเมยะให้ดี คิริวจึงบอกว่าก็เป็นไปได้เพราะระหว่างทางที่มาที่นี่ตนก็โดนคนจากสมาพันธ์โทโจเล่นงาน ก่อนที่คิริวจะกล่าวขอบใจมุโรตะ

หลังจากที่มุโรตะไปแล้ว คิริวก็ถามอากิยามะว่าคิดยังไงกับสิ่งที่มุโรตะเล่ามา อากิยามะบอกว่าข้อพิพาทของสมาพันธ์โทโจและสหพันธ์ไซโอนั้นเดิมอาจเป็นแค่แผนก็จริง แต่พอนานไปก็ดันกลายเป็นข้อพิพาทของจริงโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวเลย ตอนนี้คามุโร่โจวุ่นวายมาก ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปตนก็กลับมาเปิดร้านสกายไฟแนนซ์ไม่ได้ซักที อากิยามะบอกว่าตนเปิดสกายไฟแนนซ์เพื่อให้ผู้คนแห่งคามุโร่โจที่มีความฝันได้หยิบยืมเงิน และคามุโร่โจก็ทำให้ตนทำเช่นนั้นได้ แต่จากการที่เกิดข้อพิพาทระหว่างสมาพันธ์โทโจและมาเฟียจีน รวมถึงกลุ่มจิงวอนที่กว้านซื้อกิจการทางเพศในเมืองนี้ไปอีกจนร้านสตาร์ดัสต์เองก็ตกเป็นเหยื่อแบบนี้ สิ่งเดียวที่ทำให้ผู้คนยังมีหวังก็คือการที่ได้รู้ว่า “มังกรแห่งโดจิมะ” ยังอยู่ในเมืองนี้นั่นเอง

อากิยามะย้ำว่าตนรู้ดีว่าคิริวไม่ได้กลับมาที่นี่เพื่อสะสางข้อพิพาท แต่ตนก็ยังหวังแบบนั้นเหมือนกัน ก่อนที่อากิยามะจะอธิบายสถานการณ์ของย่านอาจิอาไกให้ฟังและบอกว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือการลอบเข้าไปทางด้านหลังนั่นเอง อากิยามะสงสัยว่าคิริวอยากจะพบเอ็ดทำไม คิริวจึงเล่าเรื่องของทัตสึคาวะให้ฟัง อากิยามะที่ได้ยินก็ไม่อยากเชื่อว่าฮารุกะจะไปคบกับผู้ชายที่ฟังดูอันตรายแบบนั้น คิริวเองก็บอกว่าตนก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันเพราะแบบนั้นจึงต้องขอคุยกับเอ็ดก่อน อากิยามะจึงตกลงที่จะช่วยแต่ถ้าจะให้ดีก็ควรต้องมีคนมากกว่านี้

คิริวที่ได้ยินเช่นนั้นจึงกลับไปที่ร้านนิวเซเรน่าเพื่อพานากุโมะและยูตะไปด้วย แต่ดูเหมือนทั้งคู่ดื่มเหล้ากันอย่างไม่บันยะบันยังเสมือนดื่มไว้อาลัยให้ทัตสึคาวะจนนากุโมะผล็อยหลับไปแล้ว แต่มาม่าประจำร้านลืมบอกไปว่าเหล้าที่ทั้งคู่ดื่มนั้นขวดละ
50‚000 เยน ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ดื่มกันไปถึงสิบขวดด้วยซ้ำ



เมื่อได้ยินเช่นนั้นยูตะจึงรีบปลุกนากุโมะอย่างลนลาน ทำให้นากุโมะที่ทราบราคาถึงกับสร่างเมาในบัดดล...ภายหลังจากที่เคลียร์เรื่องเงินเสร็จแล้วทั้งหมดจึงวางแผนที่จะบุกย่านอาจิอาไกกัน ยูตะนั้นเป็นกังวลพอควรแต่นากุโมะยินดีลุยถึงไหนถึงกัน พลางขอบคุณคิริวที่ทำให้ตนได้ฟาดปากกับคนมากมายแบบนี้

ทุกคนมาพบกับอากิยามะตามนัดและแนะนำตัวกันสั้นๆ ก่อนที่อากิยามะจะอธิบายแผนให้ฟัง อากิยามะบอกว่าก่อนอื่นเลยทุกคนควรต้องปลอมตัวกันก่อนเพราะถ้ามีใครเห็นประธานรุ่นที่สี่ของสมาพันธ์โทโจแอบเข้ามาในถิ่นของสหพันธ์ไซโอก็จะเกิดปัญหาแน่ ซึ่งการปลอมตัวที่ว่าก็คือการสวมหน้ากากไอ้โม่งนั่นเอง ทำเอาทุกคนยกเว้นอากิยามะอดนึกถึงเรื่องเมื่อเร็วๆ นี้ไม่ได้



คิริวและอากิยามะลุยขึ้นไปจนถึงดาดฟ้าก่อนจะโยนบันไดลงมาให้นากุโมะและยูตะ เมื่อพร้อมแล้วทุกคนต่างก็บุกเข้าอาคารและมุ่งหน้าไปยังห้องของเอ็ดทันที เมื่อพบกับเอ็ดแล้วเอ็ดจึงถามว่าพวกคิริวเป็นใคร คิริวจึงบอกว่า “เดาไม่ออกรึไงกัน?” เอ็ดจำเสียงได้ทันที คิริวจึงถอดหน้ากากออกพลางถามเรื่องทัตสึคาวะและถามว่าทำไมถึงต้องฆ่าทัตสึคาวะด้วย

เอ็ดบอกว่าตนนี่แหละที่ฆ่าทัตสึคาวะเอง เพราะหมอนั่นหักหลังสหพันธ์ไซโอ มันเป็นกฎขององค์กร เอ็ดถามคิริวว่าเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ “เด็กตลาดมืด” คำนี้เป็นคำที่ใช้เรียกลูกคนที่สองของครอบครัวจีนซึ่งขัดต่อนโยบายลูกคนเดียวของจีน เด็กพวกนี้จะไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านและไม่มีตัวตนใดๆ กับรัฐ จึงจะไม่ได้รับสวัสดิการใดจากรัฐเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่น่าสมเพช ซึ่งปัจจุบันก็ประมาณการณ์กันว่าน่าจะมีหลายร้อยล้านทีเดียว ซึ่งทัตสึคาวะก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น เพราะสหพันธ์ไซโอให้ความช่วยเหลือเหล่าเด็กตลาดมืดในญี่ปุ่นมากมายโดยการลักลอบพาเข้าเมืองพร้อมกับปลอมแปลงหลักฐานระบุตัวตนให้ ทัตสึคาวะจึงกลายไปเป็นยากูซ่าแห่งสหพันธ์โยเมอิเพื่อที่วันหนึ่งจะได้เป็นประโยชน์แก่สหพันธ์ไซโอ แต่ทัตสึคาวะก็ลืมบุญคุณและหักหลังองค์กรจึงต้องพบกับจุดจบแบบนั้น

คิริวถามว่าแล้วการหักหลังที่ว่าคืออะไร แต่เอ็ดบอกว่าตนตอบคำถามไปแล้วและไม่คิดจะบอกอะไรมากกว่านี้ คิริวและเอ็ดจึงสู้กันก่อนที่คนอื่นๆ จะตามมาสมทบ เมื่อเอ็ดพ่ายแพ้คิริวจึงถามอีกครั้งว่าทำไมจึงฆ่าทัตสึคาวะและการหักหลังนั้นคืออะไร เอ็ดบอกว่าวันหนึ่งตนจะฆ่าพวกคิริวให้หมดทำให้ยูตะบอกว่าแต่ถ้าตนฆ่าเอ็ดซะก่อนก็ไม่มีปัญหา แต่ทันใดนั้นมัตสึโซเอะก็เข้ามาพร้อมกับสมาชิกของสหพันธ์ไซโอที่เอาปืนจ่อพวกคิริวไว้



มัตสึโซเอะกล่าวชมเชยที่พวกคิริวสามารถบุกย่านอาจิอาไกได้ด้วยคนเพียงสี่คน คิริวจึงถามว่ามัตสึโซเอะมาทำอะไรที่นี่ ทำไมสหพันธ์โยเมอิจึงร่วมมือกับมาเฟียจีน เพราะตอนนี้สหพันธ์โยเมอิกำลังเตรียมการเป็นพันธมิตรกับสมาพันธ์โทโจในฮิโรชิมะ ถ้าตอนนี้สมาพันธ์โทโจอยู่ในภาวะสงครามกับมาเฟียจีนแล้ว มาเฟียจีนก็ควรเป็นศัตรูของสหพันธ์โยเมอิเช่นกัน ทว่ามัตสึโซเอะบอกว่าตนไม่เคยสนใจสหพันธ์โยเมอิแต่ต้นแล้วพลางปลดกระดุมกลุ่มของตนออก และบอกว่าภายในใจของตนนั้นคือมาเฟียจีนเต็มตัว เพราะตนคือคนของสหพันธ์ไซโอมาแต่แรกแล้วต่างหาก มัตสึโซเอะบอกว่าตนก็เป็นเด็กตลาดมืดเช่นเดียวกันแต่ต่างกับทัตสึคาวะตรงที่ตนไม่ได้ทรยศ คิริวจึงถามต่อไปว่ามาเฟียจีนไปทำอะไรที่ฮิโรชิมะ มัตสึโซเอะจึงย้อนกลับว่าทำไมคิริวถึงคิดว่าตนเองมีสิทธิที่จะมาถามอะไรซอกแซก เพราะตนอยากรู้มากกว่าว่าพวกคิริวลอบเข้ามาในย่านอาจิอาไกทำไม

คิริวจึงพูดถึงเรื่องของทัตสึคาวะให้ฟังว่าในฮิโรชิมะนั้นหมอนั่นทำให้ผู้หญิงชื่อซาวามูระ ฮารุกะผู้เป็นเสมือนลูกสาวของตนต้องตั้งท้องจนคลอดลูกชายออกมาคนหนึ่งชื่อฮารุโตะก่อนที่ทัตสึคาวะจะมาที่คามุโร่โจ มัตสึโซเอะจึงพูดขึ้นมาว่า “อ้อ ซาวามูระ ฮารุกะเป็นลูกสาวรึ? ถ้างั้นเด็กผู้ชายที่อุ้มไปไหนมาไหนด้วยในโอโนมิจินั่น...”

ก่อนที่มัตสึโซเอะจะพูดต่อ เอ็ดก็แทรกขึ้นมาบอกว่าให้รีบฆ่าพวกคิริวซะที แต่มัตสึโซเอะก็บอกให้ใจเย็นเพราะหัวหน้ามาที่นี่แล้ว ซึ่งหัวหน้าที่ว่าก็คือบิ๊ก โรว แห่งสหพันธ์ไซโอ



โรวเคยได้ยินชื่อของคิริวมาก่อนแล้ว และคิดว่ามังกรแห่งโดจิมะคงมีเหตุผลหนักแน่นพอที่จะไปเมืองเล็กๆ อย่างโอโนมิจิ ก่อนที่โรวจะหันไปพูดภาษาจีนกับมัตสึโซเอะจนทำให้ยูตะพึมพำกับตัวเองว่า “อะไรนะ?” จนโรวถึงกับจ้องมาทางยูตะเช่นกัน ก่อนที่โรวจะสั่งให้ลูกน้องของตนลดปืนลง

โรวบอกกับคิริวว่าน่าจะสร้างสายสัมพันธ์ที่เกิดประโยชน์ระหว่างกันเอาไว้จะดีกว่า พลางขอร้องให้คิริวไปพบกับตนตามลำพังในเย็นวันพรุ่งนี้แล้วตนจะบอกในสิ่งที่อยากรู้ให้ทุกอย่าง คิริวจึงถามว่าแล้วตนจะมีประโยชน์กับโรวยังไง โรวจึงตอบว่าก่อนอื่นเลยก็คือตนเป็นเจ้าของร้านนี้ที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อของพรรคพวกตน และอย่างที่สองก็คือตนรู้ว่าสหพันธ์โยเมอิมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างกลุ่มของตนและสมาพันธ์โทโจอย่างไรบ้าง ตนคิดว่าคิริวก็คงจะอยากได้ยินจากปากของสมาชิกระดับสูงขององค์กรด้วยตนเองกระมัง? คิริวจึงตกลงที่จะไปพบกับโรว มัตสึโซเอะจึงบอกให้คิริวไปยังตึกร้างที่เดิมเคยเป็นอาบอบนวดแชงกรีล่าตามลำพัง

ที่ร้านนิวเซเรน่า นากุโมะสงสัยว่าทำไมพวกมาเฟียจีนจึงปล่อยให้พวกตนรอดชีวิตกลับมาได้ อากิยามะจึงคิดว่าสงสัยจริงๆ แล้วมัตสึโซเอะอาจเป็นคนดีก็ได้ แต่นากุโมะก็แย้งว่าไม่มีทางเด็ดขาด นากุโมะถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็กตลาดมืดทำให้อากิยามะอธิบายเพิ่มให้นากุโมะฟัง นากุโมะบอกว่าอากิยามะนี่รอบรู้ดีแต่ก็สมเป็นคนโตเกียวอยู่ อากิยามะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเด็กตลาดมืดก็คือการค้ามนุษย์นั่นแหละ

ยูตะบอกว่าตนไม่เคยได้ยินคำนี้ในฮิโรชิมะมาก่อนเลย แต่มีคนจากสหพันธ์โยเมอิมาเกี่ยวข้องถึงสองคนแล้วไหนจะมีเรื่องมาเฟียจีนที่เข้ามาแทรกซึมอีก อากิยามะสอบถามถึงความเกี่ยวข้องระหว่างสหพันธ์โยเมอิและสหพันธ์ไซโอ แต่ทั้งนากุโมะและยูตะต่างก็ใบ้กินทั้งคู่

อากิยามะถามว่าคิริวจะตอบรับคำเชิญของโรวจริงรึ คิริวจึงบอกว่ามันจำเป็นเพราะเป็นทางเดียวที่จะรู้ได้ว่าพวกมาเฟียจีนฆ่าทัตสึคาวะทำไม และเพื่อจะได้รู้ด้วยว่าอุบัติเหตุของฮารุกะนั้นเป็นอุบัติเหตุจริงรึเปล่า เพราะถ้าเป็นการจงใจเล่นงานก็เป็นไปได้ที่ฮารุกะจะตกเป็นเป้าอีกครั้ง นากุโมะถามว่าคิริวไปคนเดียวจะเป็นอะไรรึเปล่า คิริวจึงบอกว่าโรวจะฆ่าทุกคนในตอนนั้นเลยก็ได้แต่ก็ไม่ได้ลงมือ ตนจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธคำเชิญ

จากนั้นยูตะก็นึกอะไรขึ้นได้ว่าในตอนที่โรวและมัตสึโซเอะพูดภาษาจีนกันนั้น ตนเข้าใจความหมายบางคำเพราะตนเคยเรียนภาษาจีนมาจากทัตสึคาวะ สองคนนั้นพูดว่า

โรว “เรื่องที่ดินผืนนั้นในโอโนมิจิน่ะ...”
มัตสึโซเอะ “สิ่งนั้นจะไม่มีวันตื่นขึ้นมาเด็ดขาด เพราะความลับกำลังหลับใหลอยู่”

คิริวที่ได้ยินก็พูดย้ำขึ้นมา “สิ่งนั้นจะไม่มีวันตื่นขึ้นมา ความลับของโอโนมิจิงั้นเหรอ?”


บทที่ 8 สมคบคิด

ภัตตาคารแห่งหนึ่งในเขตตัวเมือง

โซเมยะนั้นกำลังเจรจาความร่วมมือกับนักธุรกิจในภัตตาคาร ชายคนแรกเรียกโซเมยะอย่างนอบน้อมว่าคุณจากสมาพันธ์โทโจ พลางสอบถามว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในคามุโร่โจนั้นจะลากยาวไปจนถึงเมื่อไหร่ โซเมยะตอบว่าในอีกไม่นานเรื่องก็จะจบลงแล้ว ชายอีกคนจึงพูดขึ้นมาว่าพอสมาพันธ์โทโจกำลังรับมือกับพวกมาเฟียจีนแบบนี้ ก็เลยยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้พวกจากคันไซด้วย ชายอีกรายกล่าวว่าคามุโร่โจเป็นหน้าเป็นตาของยากูซ่าแถบคันโตนี่นะ อีกรายจึงกล่าวว่าถ้าจะให้อยู่รอดได้ก็ต้องอาศัยคนหนุ่มรุ่นใหม่นี่ล่ะ

โซเมยะกล่าวว่าตนเป็นคนหนุ่มก็จริงแต่ก็ระลึกถึงบุญคุณของระดับสูงที่สนับสนุนตนเสมอมา ชายคนหนึ่งในห้องพูดขึ้นมาว่าตนได้ยินมาว่ามังกรแห่งโดจิมะกลับมาที่คามุโร่โจแล้ว โซเมยะที่ได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวชมเชยว่าหูไวไม่เบา ก่อนที่ชายคนเดิมจะกล่าวต่อว่าคนที่ออกจากวงการไปแล้วก็ไม่ควรที่จะกลับมาอีก ทั้งโซเมยะเองก็เป็นอนาคตของสมาพันธ์โทโจด้วย อีกไม่นานพวกผู้เฒ่าตัวปัญหาทั้งหลายก็จะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้อีก แต่คำพูดนั้นกลับแสลงหูโซเมยะไม่น้อย ชายคนเดิมยังคงกล่าวต่อว่าแม้ผู้เฒ่าพวกนั้นจะเป็นยากูซ่าที่ยิ่งใหญ่ในอดีตแค่ไหนแต่นั่นก็เป็นแค่อดีตไปแล้ว สมควรจะปิดฉากตัวเองไปซะที โซเมยะที่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจัดพลางหยิบขวดไวน์ฟาดหัวชายคนดังกล่าวจนฟุบคาโต๊ะก่อนจะเดินออกจากห้องไป



ที่ร้านนิวเซเรน่า ดาเตะพูดคุยถึงรื่องที่คิริวและคนอื่นเสี่ยงชีวิตเข้าไปในย่านอาจิอาไกแต่ก็ยังไม่รู้เหตุผลที่ทัตสึคาวะโดนฆ่าอยู่ดี คิริวบอกว่าอย่างน้อยก็รู้แล้วว่าทัตสึคาวะโดนฆ่าเพราะหักหลังพวกมาเฟียจีนบางทีอุบัติเหตุของฮารุกะก็มีส่วนเกี่ยวพันอยู่ ตนคิดว่าดาเตะนั้นตัดสินใจถูกแล้วที่ย้ายฮารุกะไปอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ไม่รู้ว่าระหว่างสหพันธ์โยเมอิและพวกมาเฟียจีนนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร

อากิยามะถามถึงความลับของโอโนมิจิที่ได้ยินมา คิริวบอกว่าตนเองก็อยากรู้เหมือนกันแต่ในตอนนี้เรื่องนั้นคงต้องพักไว้ก่อนเพราะเรื่องของสมาพันธ์ไซโอ การตายของทัตสึคาวะและอุบัติเหตุของฮารุกะนั้นสำคัญกว่า

ในตอนนั้นเองโซเมยะก็เดินเข้ามาในร้าน ทำเอานากุโมะเตรียมจะเล่นงานทันที แต่โซเมยะก็พูดขึ้นมาว่านากุโมะนั้นมัวแต่ไปเที่ยวส่องสาวในคามุโร่โจในตอนที่คิริวกับยูตะต่อสู้อยู่ในสตาร์ดัสต์ เมื่อได้ยินเช่นนั้นนากุโมะก็หยุดกึกและตกใจมาก ทำให้โซเมยะบอกว่าที่ตนรู้ก็เพราะเมืองนี้เป็นเมืองของสมาพันธ์โทโจไงล่ะ คิริวจึงถามโซเมยะเกี่ยวกับคนของสมาพันธ์โทโจที่พยายามเล่นงานตนเองก่อนหน้านี้ว่าโซเมยะส่งมาเพื่อต้องการดูอะไรสนุกๆ แค่นั้นรึเปล่า แต่โซเมยะบอกว่าตนมาที่นี่เพื่อมาขอร้องอะไรบางอย่างนั่นคือต้องการให้ประธานรุ่นที่สี่อย่างคิริวร่วมมือกับตน ตนรู้ว่าคิริวจะไปพบกับโรวในอีกไม่นานและตนก็ต้องการพบกับโรวด้วยเช่นกัน โซเมยะอธิบายต่อว่านี่อาจเป็นโอกาสให้ตนได้ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสมาพันธ์ไซโอและสมาพันธ์โทโจเข้าด้วยกัน โซเมยะกล่าวต่อว่าทุกคนจำจิมมี่ โรว ลูกชายของบิ๊ก โรวที่โดนฆ่าไปก่อนหน้านี้ได้รึเปล่า ตนอยากจะไปคุยเรื่องนั้นไงล่ะ คิริวจึงถามต่อว่าเป็นฝีมือของสมาพันธ์โทโจรึไงกัน ทว่าโซเมยะก็เพียงแต่หัวเราะและบอกว่าอย่าถามคำถามแบบนั้นต่อหน้าตำรวจสิ ทำให้ดาเตะยืนยันว่าบทสนทนานี้จะไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการแน่นอนและถ้าไม่มีหลักฐานล่ะก็ตำรวจก็ลงมือไม่ได้ด้วย ถึงอย่างนั้นโซเมยะก็ยืนยันว่าตนไม่ทราบว่าใครฆ่าจิมมี่ และด้วยเหตุนี้ตนจึงอยากไปพบกับบิ๊ก โรวเพื่อยุติข้อขัดแย้ง ตนจึงอยากขอร้องให้คิริวช่วยทำประโยชน์แก่สมาพันธ์โทโจอีกซักครั้งด้วย



คิริวขอให้โซเมยะตอบคำถามอย่างหนึ่งก่อน นั่นคือข่าวลือที่ว่าสมาพันธ์โทโจช่วยให้สมาพันธ์ไซโอแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในคามุโร่โจได้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ โซเมยะก็เคยได้ยินข่าวลือนั้นเช่นกันและรู้ว่าข่าวลือนั้นพาดพิงตนเองและซึไกด้วย คิริวจึงถามย้ำว่าโซเมยะและซึไกวางแผนก่อข้อพิพาทให้ไดโกะต้องโดนจับรึเปล่า

โซเมยะบอกว่าถ้าเป็นความจริงก็หมายความว่าตนและซึไกนั้นหักหลังสมาพันธ์โทโจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลวไหลมาก ตนขอตอบเช่นนั้น จากนั้นโซเมยะก็ถามย้ำว่าคิริวจะร่วมมือกับตนหรือไม่ คิริวจึงบอกให้โซเมยะกลับมาอีกทีในช่วงเย็นแล้วตนจะพาไปยังจุดนัดพบกับโรวให้ แต่จะยังไงก็ตามตนจะคุยกับโรวตามลำพังเท่านั้น โซเมยะก็เห็นด้วยและจากไป ทว่านากุโมะเองก็ไม่แน่ใจว่าคิริวทำแบบนี้มันดีรึเปล่า เพราะนากุโมะคิดว่าโซเมยะอยากจะฆ่าโรวมากกว่า คิริวจึงตอบว่าโซเมยะนั้นเป็นคนที่อันตรายและไม่รู้ว่าจะลงมือทำอะไรเมื่อไหร่และถ้าจะปราบพยศหมาบ้าให้เชื่องก็ต้องล่ามโซ่เอาไว้ให้แน่น อากิยามะจึงกล่าวว่าก็เหมือนกับสุภาษิตโบราณล่ะนะ “เก็บมิตรสหายไว้ใกล้ตัว แต่เก็บศัตรูไว้ใกล้กว่านั้น” อากิยามะจึงบอกกับคิริวว่าควรต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับทุกอย่างในตอนที่พบกับโรวแล้ว ส่วนนากุโมะก็อยากรู้สถานการณ์ที่ฮิโรชิมะจึงคิดว่าเดี๋ยวจะโทรหาทากาชิระและมัตสึนากะทีหลัง

ในเย็นวันนั้นเอง โซเมยะก็มาตามนัด คิริวจึงบอกว่าสถานที่นัดพบก็คืออาคารเก่าอันเคยเป็นที่ตั้งของแชงกรีล่า โซเมยะเองก็รู้จักที่นั่นแต่ไม่เคยเข้าไปข้างในเลย ในระหว่างที่มุ่งหน้าไปนั้นโซเมยะพูดขึ้นมาว่าบางทีโรวอาจจะรู้ว่าคิริวไม่ทำตามสัญญาเพราะพาตนไปด้วยก็ได้ หวังว่าโรวจะไม่หนีไปเสียก่อน คิริวตอบว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เสียเวลากันไปเปล่าๆ ทั้งคู่ โซเมยะค่อนขอดว่าโรวนี่มีมารยาทเยี่ยมไม่น้อยเลยที่นัดพบคนไปยังสถานที่รกร้างอโคจรแบบนั้น คิริวเองก็เห็นด้วย

ที่ด้านในอาคาร โซเมยะเริ่มหวนระลึกถึงวันเก่าๆ และบอกว่าอาคารนี้ยับเยินจากข้อพิพาทในอดีตช่วงที่ทุกคนแก่งแย่งจะเป็นผู้สืบทอดของประธานรุ่นที่สาม มาซารุ เซระ ตนรู้ด้วยว่าที่นี่มังกรแห่งโดจิมะและหมาบ้าแห่งชิมาโนะเคยสู้กันมาแล้ว ถึงกับมีรถบรรทุกพุ่งเข้าชนอาคารเลยทีเดียว ผลก็คือที่นี่ปิดตัวลงถาวรเพราะฝีมือของคิริวและมาจิมะ แต่แม้จะเป็นอย่างนั้นตนก็รู้ว่าพอออกจากอาคารนี้ไปทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและสร้างความพินาศไปทั่วเมืองเช่นกัน

คิริวที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร โซเมยะจึงกล่าวต่อว่าพวกอันธพาลทั้งหลายก็ยังใช้ที่นี่มั่วสุมและก่ออาชญากรรมอยู่ ไม่ว่าจะลักพาตัวผู้หญิงมาข่มขืนหรือทำอะไรอื่นๆ แล้วตอนนี้ตำรวจเองก็ยังยุ่งอยู่กับข้อพิพาทระหว่างสมาพันธ์โทโจกับมาเฟียจีนเลยไม่ว่าจะมาดูแลเรื่องอื่น ตรงบริเวณใจกลางเมืองก็เลยกลายเป็นแดนนอกกฎหมายไปโดยปริยาย โซเมยะอดถามไม่ได้ว่าที่เป็นแบบนี้คิริวคิดว่าตัวเองมีส่วนรึเปล่า คิริวไม่ตอบเพราะพวกอันธพาลเริ่มตรงเข้ามาหาเรื่องทั้งคู่แล้ว



หลังจากที่ทั้งคู่เล่นงานพวกอันธพาลที่ใช้ที่นี่เป็นแหล่งมั่วสุมและฝ่าอุปสรรคต่างๆ ก็ได้มาพบกับโรวที่รออยู่ โรวที่เห็นคิริวมากับโซเมยะจึงถามขึ้นมาว่าทำไมจึงพาโซเมยะมาด้วยทั้งที่สัญญากันแล้วว่าจะมาลำพัง แต่ถึงอย่างนั้นตนก็ชินแล้วกับการโดนคนญี่ปุ่นหักหลังแบบนี้

โซเมยะบอกว่าตนมาที่นี่เพราะควานหาทั่วย่านอาจิอาไกแล้วแต่ก็หาโรวไม่พบ ซึ่งโรวก็ตอบว่าที่นี่เป็นที่เดียวที่ตนจะหลบสายตาพวกสมาพันธ์โทโจได้ โซเมยะค่อนขอดว่ามาซ่อนตัวในสถานที่สกปรกแบบนี้นี่เองจึงได้เหม็นเน่าไปหมดทั้งอาคาร โรวโต้ว่าก็เพราะโซเมยะและพวกยากูซ่าญี่ปุ่นนั่นล่ะที่เชื้อเชิญให้พวกตนมาที่เมืองนี้แล้วก็ฆ่าลูกชายตนทิ้ง

คิริวที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้แล้วว่าข่าวลือดังกล่าวนั้นเป็นความจริง เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงแผนการที่โดนวางเอาไว้แล้ว โซเมยะได้ฟังแล้วก็ยอมรับว่าจริง แต่สงครามระหว่างองค์กรนั้นเป็นเรื่องจริงแล้ว เพราะตอนที่ซึไกกลายเป็นหัวหน้าใหญ่ของสมาพันธ์โทโจ เมื่อนั้นสมาพันธ์ไซโอก็จะต้องโดนกำจัดแต่แล้วพวกสมาพันธ์ไซโอกลับดื้อด้านไม่ยอมทำตามที่ตกลงกัน โซเมยะหยิบปืนขึ้นมาจ่อโรวเอาไว้และกล่าวขอโทษคิริวก่อนจะขอให้คิริวร่วมมือกับตนอีกครั้ง โซเมยะบอกว่าตนคิดจะฆ่าโรวซะที่นี่เลยแต่ถ้าทำแบบนั้นคิริวก็จะเข้ามาขวางแน่เพราะคิริวมีเรื่องอยากถามโรวอยู่ แต่ถ้าตนกับคิริวร่วมมือกันจับตัวโรวไว้ คิริวก็ค่อยถามโรวทีหลังได้ แถมการจับโรวมาเป็นตัวประกันก็จะทำให้การควบคุมสมาพันธ์ไซโอนั้นสะดวกขึ้นด้วย

คำตอบของคิริวคือการเข้ามายืนขวางกระบอกปืนของโซเมยะ คิริวถามย้ำเกี่ยวกับข่าวลืออีกครั้งและพูดถึงผลลัพธ์ที่ไดโกะต้องเข้าเรือนจำไปในตอนนี้ คิริวบอกว่าตนรู้จักไดโกะมาตั้งแต่ยังเด็ก และตนก็เป็นคนที่ดูแลให้ไดโกะเติบโตมาในฐานะยากูซ่าซ้ำยังเป็นคนสนับสนุนให้ไดโกะได้เป็นประธานรุ่นที่หกด้วยซ้ำ



โซเมยะเองก็รู้ดีและลดปืนลงก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม คุณก็ไม่มีวันร่วมมือกับผมอยู่ดี”

คิริวจึงตอบว่า “ต่อให้ฉันพยายามจะล้างตัวเองแค่ไหน แต่เนื้อแท้ของฉันก็คือยากูซ่า ถ้าแกมาเล่นงานเพื่อนของฉัน ฉันจะเอาคืน นั่นเป็นนิสัยของฉัน”

โซเมยะกล่าวว่าหากคิริวคว่ำตนได้ต่อหน้าโรวก็จะได้ความเชื่อใจจากสมาพันธ์ไซโอแน่นอน การกระทำที่กล้าหาญและจริงใจแบบนี้ก็ย่อมทำให้ทั้งมิตรและศัตรูต่างชื่นชมได้ไม่ยาก ยากูซ่าที่มีฝีมือก็มักจะเหนือกว่าคนอื่นเพราะแบบนั้น โซเมยะอธิบายต่อว่าแม้วิธีการของตนและคิริวจะต่างกันแต่ก็มีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ คิริวและโซเมยะต่างก็เตรียมเข้าสู้กันโดยมีโรวยืนดูอยู่ คิริวถอดเสื้อให้เห็นรอยสักมังกร ส่วนโซเมยะก็ทิ้งปืนไปด้วยเหตุผลที่ว่ามันไม่สง่างาม และโซเมยะก็ไม่อยากพลาดโอกาสได้สู้จริงจังกับประธานรุ่นที่สี่ด้วย

คิริวเอาชนะโซเมยะได้อย่างไม่ยากเย็น โซเมยะบอกว่าฝีมือของมังกรแห่งโดจิมะคือแบบนี้เอง ไม่ว่าตนจะพยายามแค่ไหนก็จะไม่มีวันก้าวข้ามไปได้ ก่อนจะถามว่าใครที่จะเป็นคนลงมือปลิดชีพตนระหว่างคิริวและโรว

โรวเดินเข้ามาพลางขอร้องคิริวให้ตนจัดการเรื่องนี้เองเพราะลูกชายของตนโดนฆ่าในคามุโร่โจ แต่ตอนนี้ตนรู้แล้วว่าผู้ที่ลงมือไม่ใช่สมาพันธ์โทโจหรอก หากแต่เป็นฝีมือของผู้ที่ชักใยสหพันธ์โยเมอิอยู่เบื้องหลังอย่างอิวามิ ทสึเนโอะต่างหาก คิริวตะลึงมากว่าตัวการที่แท้จริงก็คือลูกชายของคุรุสึนั่นเองรึ โรวบอกว่าชายคนนั้นเปลี่ยนแปลงระดับบริหารของสมาพันธ์โทโจเพื่อประโยชน์ของตนเอง พามาเฟียจีนเข้ามาในคามุโร่โจเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นตามเป้าหมายก็คิดที่จะฆ่าตน แต่แล้วจิมมี่ก็กลายเป็นก้างขวางคอจิมมี่เลยต้องตาย ตนรู้ว่าจะซึไกหรือโซเมยะต่างก็เหมือนกันนั่นคือเป็นแค่หมาก ต่อให้ฆ่าไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

โซเมยะบอกว่าตนก็เสียใจที่บทบาทของตนในแผนการนี้เป็นได้แค่นั้น โรวบอกว่าคนที่อยากจะฆ่าตนนั้นมีมากมายเหมือนดาวบนท้องฟ้า หากตนฆ่าโซเมยะที่นี่ก็เป็นเรื่องง่ายดายแต่ก็จะเสมือนเป็นการไปแหย่รังแตน หากฆ่าแตนตัวใหญ่ไปหนึ่งตัวสุดท้ายแตนตัวเล็กจำนวนมากก็จะมารุมล้อมแทน โซเมยะที่ได้ยินก็แค่นหัวเราะที่ตนถูกเปรียบเปรยเป็นแตนตัวใหญ่ โรวกล่าวต่อว่าการปล่อยให้โซเมยะรอดชีวิตจะลดความเสี่ยงของตนได้มากกว่า โซเมยะที่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจทันทีว่าทำไมโรวจึงดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กรมาได้หลายปี ก็เพราะกระบวนความคิดแบบนี้นั่นเอง

โรวฝากข้อความให้โซเมยะนำไปบอกแก่ทสึเนโอะว่า “ฉันจะล้างแค้นให้ลูกชายไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม ต่อให้ต้องสูญเสียทุกอย่างก็ไม่สำคัญ” โซเมยะกล่าวขอบคุณทั้งสองคนที่ช่วยให้ตนได้เรียนรู้อะไรมากมายในวันนี้ ก่อนจะขอตัวจากไป

โรวถามคิริวว่ามีข้อโต้แย้งอะไรกับการตัดสินใจของตนหรือไม่ ซึ่งคิริวก็ไม่มีอะไรโต้แย้ง นอกจากนี้แล้วโรวยังยอมรับในการกระทำของคิริวด้วยแต่ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมคิริวจึงพาโซเมยะมาด้วยในทีแรก แต่คิริวบอกว่าตนไม่ได้จะมาพูดคุยอะไรเล็กๆ น้อยๆ ตนแค่ต้องการมาสอบถามเรื่องทัตสึคาวะว่าทำไมถึงต้องโดนฆ่า และทัตสึคาวะทำอะไรที่เป็นการหักหลังสมาพันธ์ไซโอ

โรวบอกว่าตนคงอธิบายรายละเอียดการหักหลังของทัตสึคาวะไม่ได้ แต่ถ้าคิริวกลายมาเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ไซโอและสาบานว่าจะจงรักภักดีกับองค์กรนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตามในตอนนี้คิริวไม่จำเป็นต้องรู้ความจริงเบื้องหลังการตายของทัตสึคาวะเลย แต่สิ่งสำคัญก็คือทัตสึคาวะนั้นไม่ใช่พ่อของซาวามูระ ฮารุโตะแน่นอน เพราะพ่อเด็กนั้นเป็นคนอื่น

คิริวที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจมาก และถามว่าโรวรู้ได้อย่างไรและรู้อะไรเกี่ยวกับฮารุกะอีก โรวบอกว่าตนจะเล่าในสิ่งที่สามารถเล่าได้ เพราะเด็กคนนั้นมีคุณค่าและมีความสำคัญกับองค์กรที่ปะทะกันอยู่ในคามุโร่โจมาก และดูเหมือนว่าคนที่เข้าใจถึงคุณค่านั้นก็มากขึ้นทุกที

คิริวถึงกับอึ้งไม่น้อย “คุณค่าของฮารุโตะคืออะไร? พ่อของเด็กเป็นใครกันแน่?”

ในตอนนั้นโทรศัพท์ของคิริวก็ดังขึ้น และโรวบอกว่าควรจะรับโทรศัพท์เสียก่อน เพราะสถานการณ์เกี่ยวกับเด็กคนนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่คิริวคิดมากนัก

ผู้ที่โทรมาก็คือยูตะ ยูตะบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ที่ฮิโรชิมะ เพราะพวกตนทราบจากคิโยมิว่าหัวหน้าฮิโรเสะพาตัวฮารุโตะไป แล้วก็หายตัวกันไปทั้งคู่ คิริวถึงกับพูดไม่ออก แต่โรวกลับมีท่าทีสงบนิ่งพลางเดินออกจากห้องไป คิริวร้อนใจมากจึงบอกกับยูตะว่าจะต้องรีบกลับไปฮิโรชิมะกันในทันที



บทที่ 9 หายสาบสูญ

คิริวรีบรุดกลับที่นิวเซเรน่าทันทีพลางสงสัยว่าหัวหน้าฮิโรเสะจะลักพาตัวฮารุโตะไปทำไม ยูตะและนากุโมะก็ไม่สามารถติดต่อฮิโรเสะได้เช่นกัน คิริวเล่าเรื่องที่โรวบอกว่าฮารุโตะนั้นมีคุณค่ามากและทัตสึคาวะไม่ใช่พ่อของฮารุโตะให้ทุกคนทราบ ส่วนเรื่องอื่นจะอธิบายทีหลัง นากุโมะบอกว่าตนคุยกับทากาชิระและมัตสึนากะแล้วจึงทราบว่ากลุ่มใหญ่เองก็มาตามหาหัวหน้าฮิโรเสะเช่นกัน โคชิมิตซึมาที่สำนักงานเพราะอยากคุยกับฮิโรเสะ แต่ในตอนนี้ทากาชิระและมัตสึนากะก็ซ่อนตัวอยู่ที่บาร์โมเรน ทำให้คิริวบอกว่ามันเสี่ยงเกินไปเพราะกลุ่มหลักอาจไปตามหาฮิโรเสะที่นั่นด้วย

ที่ฮิโรชิมะ คิริวและนากุโมะกับยูตะต่างพบกับคนที่เข้ามาเล่นงานมากมาย แต่ทุกคนก็ฝ่าฟันไปจนถึงบาร์โมเรนได้สำเร็จ



สถานการณ์ที่โมเรนกลับสงบอย่างคิดไม่ถึง มัตสึนากะนั้นนึกไม่ถึงเรื่องที่ทัตสึคาวะเองเป็นเด็กตลาดมืด ส่วนคิโยมิก็อยู่ที่โมเรนเช่นกัน เธอกล่าวขอโทษคิริวที่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้กับฮารุโตะทั้งที่เธอเป็นคนดูแล ทำให้นากุโมะบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย คิโยมิจึงเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

เธอบอกว่าเธอกำลังเตรียมตัวเปิดร้านในช่วงเย็น ตอนนั้นเองที่หัวหน้าฮิโรเสะมาหาและบอกว่าอยากขอเจอฮารุโตะสักหน่อย ฮารุโตะเองก็เริ่มคุ้นเคยกับฮิโรเสะแล้วและเมื่อเห็นฮิโรเสะมาก็ดีใจอย่างเห็นได้ชัด ฮิโรเสะมานั่งดื่มเหล้าที่ร้านซึ่งคิโยมิก็ขอไว้ว่าอย่าสูบบุหรี่เพื่อไม่ให้กระทบกับเด็ก หลังจากนั้นคิโยมิก็ต้องไปทำธุระจึงวางใจปล่อยทั้งคู่ไว้ด้วยกัน เมื่อเธอกลับมาทั้งคู่ก็ไม่อยู่แล้ว ในทีแรกเธอคิดว่าฮิโรเสะอุ้มฮารุโตะออกไปเดินเล่นแต่ฮิโรเสะก็วางเงินค่าเหล้าไว้ที่โต๊ะ เธอพยายามโทรหาแต่ก็พบว่าฮิโรเสะทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่ร้านของเธอด้วย พอเวลาผ่านไปเธอก็เริ่มวิตกและติดต่อกับมัตสึนากะจากนั้นก็โทรหายูตะ

คิริวเล่าให้ทุกคนฟังเกี่ยวกับเรื่องของฮารุโตะตามที่โรวบอก ทำให้นากุโมะคิดว่าบางทีโคชิมิตซึก็คงต้องการตัวเด็กเช่นกัน ทากาชิระบอกว่าหัวหน้าฮิโรเสะอาจจะพาตัวเด็กไปเพื่อซ่อนเด็กจากคนที่คิดจะชิงตัวก็เป็นได้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าจะบอกกับคิโยมิก่อน คิริวกังวลมากแต่ก็คิดว่าคิโยมินั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ในตอนที่คิริวกำลังจะออกจากร้าน คิโยมิก็กล่าวขอโทษอีกครั้งที่ปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้น คิริวบอกว่าไม่ต้องเป็นกังวลไปก่อนจะเล่าเรื่องที่ตนต่อสู้กับโซเมยะในคามุโร่โจซึ่งคิริวเองก็รู้สึกว่าคิโยมิยังมีปัญหาที่ต้องสะสางกับโซเมยะด้วย คิริวเล่าเรื่องการวางแผนของโซเมยะที่ทำให้ไดโกะต้องติดคุก ก่อนจะบอกว่าตนมีส่วนต้องรับผิดชอบที่ทำให้ไดโกะต้องเข้ามาอยู่ในโลกของยากูซ่าแต่แรก

คิโยมิยืนยันว่าโซเมยะไม่สำคัญกับเธออีกแล้ว คิริวจึงถามเกี่ยวกับลูกของเธอและโซเมยะ เธอเล่าว่าเธอทอดทิ้งลูกเพื่อที่จะหนีโซเมยะมา เธอบอกว่าเธอหนีมาตลอดชีวิต หนีจากโอโนมิจิ หนีจากโรงเรียนมัธยมปลาย และหนีไปโตเกียวในตอนอายุยังน้อยและไปทำงานเป็นโฮสเตสที่ย่านกินซ่าในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ ในสมัยนั้นการหาเงินเป็นเรื่องที่ง่ายมากและการใช้ชีวิตในโตเกียวก็สนุกไปหมด แต่ก่อนที่จะรู้ตัวเธอก็อายุเข้าวัยสามสิบและลูกค้าก็เบาบางลงทุกที เธอไปพัวพันกับยากูซ่าที่อ้างว่ามีกิจการอสังหาริมทรัพย์จนเธอติดหนี้มหาศาล ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นจึงคิดว่ายากูซ่าคนที่ว่าก็คือโซเมยะแน่ แต่เธอบอกว่าไม่ใช่ โซเมยะต่างหากที่คอยปกป้องเธอจากยากูซ่าคนนั้น

เธอเล่าต่อว่า วันหนึ่งโซเมยะโซซัดโซเซมาในสภาพเลือดท่วมตัวจากการต่อสู้กับยากูซ่าคนที่ว่า โซเมยะมาหาคิโยมิและบอกว่าตนทำทุกอย่างก็เพื่อคิโยมิ ตอนนี้คิโยมิไม่มีหนี้เหลืออีกแล้วและยากูซ่าคนนั้นก็ไปจากโตเกียวแล้ว เมื่อกล่าวจบโซเมยะก็จูบเธอ แม้คิโยมิจะขัดขืนในทีแรกแต่สุดท้ายเธอก็โอนอ่อนตามและเธอก็รู้สึกขอบคุณในสิ่งที่โซเมยะทำเพื่อเธอมาก



นากุโมะที่ฟังอยู่ก็ทำใจไม่ค่อยได้ คิโยมิจึงถามว่าเธอทำลายภาพลักษณ์ในใจของนากุโมะไปแล้วสินะ เพราะเธอทิ้งบ้านเกิดจนกลายเป็นคนอวดดีที่ประสบเรื่องลำบากในชีวิต เธอไม่ว่าอะไรถ้านากุโมะจะมองว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าโง่คนนึง นากุโมะไม่ได้พูดอะไร คิโยมิกล่าวต่อว่าจากนั้นเธอก็แต่งงานกับโซเมยะและไม่นานจากนั้นก็มีลูกสาวด้วยกัน แต่แล้วเธอก็เริ่มกลัวกับการที่เป็นผู้หญิงของโซเมยะ เธอพยายามขอร้องให้โซเมยะเลิกเป็นยากูซ่าแต่ก็ไม่เป็นผล ทุกครั้งที่เธอถามว่าโซเมยะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่โซเมยะก็มักจะโกรธและบอกว่ามันเป็นงานของลกผู้ชาย และก็เช่นเดียวกันที่โซเมยะมักจะโกรธเมื่อเธอถามว่าเลือดที่เธอต้องซักจากเสื้อผ้าของโซเมยะนั้นเป็นเลือดของใคร เธอหยุดคิดถึงมือคู่นั้นของโซเมยะไม่ได้ มือที่ลูบใบหน้าลูกสาวอย่างทะนุถนอมแลก็เป็นมือที่ปลิดชีวิตคนอื่น เมื่อเป็นอย่างนี้เธอจึงเลิกคุยกับโซเมยะและหาทางหนีออกมาพร้อมลูกสาว คิริวที่ฟังจนถึงตอนนี้ก็รู้ว่าโซเมยะไม่มีวันปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่ คิโยมิจึงเล่าต่อว่าเธอไม่สามารถมองโซเมยะเป็นชายคนเดิมที่เธอเห็นบนถนนกินซ่าในวันนั้นได้อีก เธอพยายามหนีแต่ก็โดนลูกน้องของโซเมยะจับเอาไว้ ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้โซเมยะเริ่มลงไม้ลงมือกับเธอ นากุโมะได้ยินเช่นนั้นก็เดือดดาลมาก “มันตีเธอกี่ครั้ง กี่ครั้ง!?”

ในตอนที่ลูกสาวของเธออายุครบสามขวบ คิโยมิก็ทิ้งลูกสาวไว้แล้วหนีออกมา โซเมยะไม่เปิดช่องให้เธอพาลูกมาด้วยเลย เธอก็ได้แต่หวังว่าลูกจะมีความสุขแต่เธอก็เสียใจที่ทิ้งลูกมาจนถึงวันนี้ แต่ในตอนนั้นเธอไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ เธอรู้ว่าเธอมีสามีอารมณ์ร้ายและทิ้งลูกสาวที่ยังเล็กเอาไว้ เธอไม่มีสิทธิเรียกตัวเองเป็นแม่เด็กแม้แต่น้อย

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นากุโมะจึงบอกว่าคิโยมินั้นโง่มาก “เด็กคนนั้นออกมาจากท้องของเธอ และเธอก็ยังอยากจะเห็นหน้าลูกไม่ใช่รึไง!?” คนที่ควรโดนตำหนิก็คือโซเมยะต่างหากไม่ใช่คิโยมิ นากุโมะบอกว่าถ้าอยากเจอลูก ตนก็จะไปพาตัวลูกมาให้จากโซเมยะเอง เพราะสำหรับเด็กน่ะไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นคนยังไงก็ยังเป็นพ่อแม่อยู่ดี คิโยมิที่ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มสะอื้นออกมา ทำให้นากุโมะกล่าวขอโทษเป็นการใหญ่ แต่คิโยมิกลับขอบคุณนากุโมะ เธอบอกว่าบางทีคงเป็นเพราะลึกๆ แล้วเธออยากจะบอกเรื่องนี้กับใครซักคนตั้งแต่คราวแรกที่เธอกลับมายังโอโนมิจินั่นเอง จากนั้นเธอก็ออกจากบาร์โมเรนไป

คิริวถามว่านากุโมะจะตามคิโยมิไปรึเปล่า เพราะถ้าคิดจะตามไปก็ไม่ว่าอะไร แต่นากุโมะบอกว่าสิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องตามหาหัวหน้าฮิโรเสะกับเด็กให้เจอก่อน และเมื่อหัวหน้าไม่อยู่ตนก็ต้องเป็นคนรักษาการแทน คิริวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา

มัตสึนากะคิดว่าบางทีอาจจะพอคาดเดาได้ว่าหัวหน้าฮิโรเสะไปไหนถ้าลองสุมหัวกันดู คิริวถามนากุโมะ นากุโมะคิดว่าน่าจะลองกลับไปที่ร้านสแน็คคิโยมิเพื่อดูว่ามีข้อมูลอะไรในโทรศัพท์ที่จะเป็นประโยชน์ได้รึเปล่า ยูตะคิดว่าตนจะกลับไปยังสำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ แต่ทากาชิระบอกว่าสำนักงานล็อคอยู่เพราะไม่มีใครอยู่นั่นเลยซักคนแถมหัวหน้าเองก็ไม่มีกุญแจ มิหนำซ้ำพวกคนจากสมาพันธ์โยเมอิก็คงควานหาตัวหัวหน้าที่นั่นด้วย ยูตะเลยขอคิดอีกทีนึง มัตสึนากะเสนอว่าให้ลองไปหาข้อมูลที่คาเฟ่อพอลโล เพราะที่นั่นเป็นร้านเล็กๆ ที่หัวหน้าชอบสั่งอาหารจากที่นั่นมากิน ส่วนทากาชิระเสนอให้ไปดูที่สุสานเพราะไม่ค่อยมีใครไปที่นั่นกัน อาจจะเหมาะซ่อนตัวก็เป็นได้

คิริวจึงตัดสินใจไปตามสถานที่ต่างๆ ข้างต้นโดยมียูตะอาสาติดตามไปด้วยเพราะพวกคนจากลุ่มหลักยังป้วนเปี้ยนอยู่ในเมือง แต่คิริวบอกว่าตนไปคนเดียวก็เอาตัวรอดได้ และยิ่งคนจากกลุ่มฮิโรเสะถือว่าอยู่ใต้สังกัดของสหพันธ์โยเมอิด้วยแล้วควรเลี่ยงปัญหาจะดีกว่า

คิริวไปที่สุสานและคาเฟ่อพอลโลแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม จึงตัดสินใจกลับไปที่สแน็คคิโยมิ ที่นั่นคิริวได้ดูโทรศัพท์ของฮิโรเสะที่ไม่มีการล็อคหน้าจอใดๆ ไว้ ในโทรศัพท์มีสายไม่ได้รับหนึ่งสายซึ่งก็มาจากที่คิโยมิพยายามโทรหาในตอนที่ฮิโรเสะหายตัวไปนั่นเอง ส่วนข้อมูลอื่นๆ นั้นไม่มีเลย แม้แต่สมุดรายชื่อโทรศัพท์ก็ว่างเปล่า คิโยมิบอกว่าหัวหน้าฮิโรเสะไม่ได้ใช้โทรศัพท์มากนักและเมื่อใช้ทีไรก็จะลบข้อมูลออกไปทุกครั้ง คิริวจึงกลับไปยังที่สำนักงานกลุ่มเป็นที่สุดท้าย

ที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ คิริวสังเกตเห็นว่ามีไฟเปิดอยู่แต่ประตูยังคงล็อคเอาไว้ จึงตัดสินใจเดินไปดูบริเวณด้านข้างอาคารและเห็นว่าหน้าต่างห้องฮิโรเสะเปิดอยู่ คิริวจึงใช้บันไดพาดและปีนเข้าไปในห้องอย่างไม่รอช้า ที่บริเวณขอบหน้าต่างคิริวเห็นรูปถ่ายในวัยหนุ่มของฮิโรเสะและคุรุสึ ทาเครุ คิริวจึงจำได้ว่าฮิโรเสะเคยต่อกรกับพวกสหพันธ์โอมิในอดีตเช่นกัน และดูเหมือนว่าฮิโรเสะกับคุรุสึจะเหนียวแน่นมากกว่าที่ตนคิด คิริวอดสงสัยไม่ได้ว่าฮิโรเสะพาตัวฮารุโตะไปตามคำสั่งของคุรุสึรึเปล่า แต่ก็ฉุกใจว่าคงเป็นการด่วนสรุปเกินไป แต่บนโต๊ะนั้นมีกลักไม้ขีดไฟกล่องหนึ่งเป็นของร้านสแน็คเอาเออร์กลาส คิริวจึงคิดจะไปหาข้อมูลที่นั่นต่อ

คิริวกลับออกมาด้านนอกผ่านประตูหน้า แต่ก็พบกับคนจากสหพันธ์โยเมอิที่มาตามหาฮิโรเสะ คิริวจึงถามว่าจะตามหาฮิโรเสะไปเพื่ออะไรหรือที่จริงตั้งใจมาหาตัวเด็กกันแน่ แต่พวกสหพันธ์โยเมอิไม่ยอมตอบคำถามมากกว่านั้นและคิดจะฆ่าคิริวด้วยซ้ำ



หลังจากคิริวชนะแล้ว คนจากสหพันธ์โยเมอิบอกว่าคิริวต้องตายแน่ คิริวจึงถามย้ำว่ามาตามหาตัวฮิโรเสะทำไม แต่พวกนั้นก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันและบอกแค่ว่าโคชิมิตซึสั่งพวกตนให้มาตามหาฮิโรเสะและเด็กเท่านั้น

คิริวจึงถามเกี่ยวกับมัตสึโซเอะต่อว่าไปที่ไหนและทำอะไรอยู่ คำตอบที่ได้รับก็คือมัตสึโซเอะไปโตเกียวเรื่องงาน เพื่อไปช่วยเจรจาเรื่องพิธีดื่มเหล้าสาบานกับโซเมยะแห่งสมาพันธ์โทโจ คิริวจึงบอกว่ามัตสึโซเอะคงจะโกหกแน่นอน ในไม่ช้าสหพันธ์โยเมอิก็จะทราบความจริงเอง จากนั้นคิริวก็มุ่งหน้าไปยังสแน็คเอาเออร์กลาสและพบกับผู้หญิงที่ยืนสูบบุหรี่นอกร้าน คิริวจึงถามเกี่ยวกับฮิโรเสะ แต่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าตนรอคิริวอยู่ เพราะฮิโรเสะมาที่นี่ก่อนร้านเปิดพร้อมกับเด็กผู้ชายน่ารักคนนึงและบอกเธอให้ช่วยฝากข้อความแก่คิริวว่าให้ไปพบกันที่ศาลเจ้าริวนัน

ในระหว่างที่มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้านั่นเอง คิริวก็ได้พบกับโคชิมิตซึที่บอกว่าอยากสู้กับมังกรแห่งโดจิมะมานานแล้ว แต่ที่อยากรู้ก็คือฮิโรเสะไปไหนด้วย คิริวจึงถามกลับว่าในฐานะที่โคชิมิตซึเป็นรองหัวหน้าสหพันธ์รู้สาเหตุที่ว่าทำไมจึงต้องตามหาตัวเด็กคนนั้นรึเปล่า คุณค่าของเด็กคนนั้นคืออะไร แน่นอนว่าโคชิมิตซึไม่ยอมตอบ ทั้งคู่จึงต่อสู้กัน



หลังจากนั้น โคชิมิตซึบอกว่ามันยังไม่จบง่ายๆ แค่นี้แน่ แต่คิริวก็เพียงแต่ยิ้มและพูดว่า “คิดแบบนั้นจริงเหรอ” เมื่อคิริวพูดจบนากุโมะก็ใช้ขวดเบียร์ฟาดศีรษะของโคชิมิตซึจากด้านหลังอย่างเต็มแรงจนโคชิมิตซึฟุบลงกับพื้นทันที นากุโมะที่เห็นหน้าโคชิมิตซึแบบนี้ก็เริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับฮิโรเสะขึ้นทุกที และไม่นานนักคนอื่นๆ จากกลุ่มฮิโรเสะก็ตามมาสมทบซึ่งทุกคนก็นึกถึงร้านสแน็คเอาเออร์กลาสขึ้นมาได้ และไปที่นั่นกันมาแล้วเช่นกัน คิริวเสนอให้ปลุกโคชิมิตซึขึ้นมาถามข้อมูล แต่ไม่ทันไรฮิโรเสะก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับอุ้มฮารุโตะในอ้อมแขนพลางกล่าวว่าไม่จำเป็นหรอก เพราะโคชิมิตซึไม่รู้ข้อมูลอะไรสำคัญเลย แต่ตนจะบอกทุกอย่างที่อยากรู้ให้เอง



ที่ด้านในของศาลเจ้า ฮิโรเสะกล่าวขอโทษที่ทำให้เรื่องวุ่นวายและบอกว่าตนควรจะเล่าให้คิริวฟังเรื่องเด็กคนนี้ก่อนหน้านี้ แต่เพราะตอนที่โคชิมิตซึกับคนอื่นๆ ตามล่าตัวเด็กแล้วก็เลยทำให้ไม่มีเวลาอธิบายเลย ที่ตนไม่เล่าให้ลูกน้องคนอื่นๆ ฟังก็เพราะไม่อยากให้เข้ามาพัวพันด้วย แต่เรื่องที่จะต้องบอกก็มีมากมายเหลือเกิน เพราะนับแต่ตอนที่ฮารุกะไปจากโอโนมิจิจนถึงตอนที่เธอประสบอุบัติเหตุในคามุโร่โจนั้น ฮิโรเสะคอยดูแลเธอมาตลอด ทำให้คนอื่นๆ ประหลาดใจมากที่ไม่เคยทราบเลยซึ่งฮิโรเสะบอกว่าเพราะให้ใครรู้ไม่ได้ไงล่ะ ฮิโรเสะบอกว่าตนทราบดีว่าฮารุโตะไม่ใช่ลูกของทัตสึคาวะก่อนที่คิริวจะกลับไปคามุโร่โจเสียอีก ซึ่งฮารุโตะมีชะตาที่จะต้องตกเป็นเป้าหมายมาก่อนเกิดแล้วเพราะสายเลือดที่สืบทอดมา

คิริวจึงกล่าวว่าถ้าพูดแบบนี้ย่อมแปลว่าฮิโรเสะรู้ว่าพ่อที่แท้จริงของฮารุโตะคือใคร ฮิโรเสะจึงตอบว่าตนทราบดี พ่อของเด็กคือคนที่คิริวรู้จักดีด้วย และทุกคนในห้องนี้ก็รู้จักพ่อเด็กดีเช่นกัน คนๆ นั้นก็คือ อุซามิ ยูตะ




บทที่ 10 กฎโลหิต

เมื่อสองปีก่อนที่โอโนมิจินี้เอง ฮารุกะได้เดินผ่านมาพบกับยูตะที่กำลังกระหน่ำชกชายคนหนึ่งอย่างรุนแรง ฮารุกะเอ่ยปากขอให้ยูตะหยุดมือ ชายคนที่โดนเล่นงานเป็นลูกค้าที่ร้านของคิโยมิเมื่อคืนก่อน ฮารุกะนั้นไม่เข้าใจว่ายูตะจะทำแบบนี้ทำไม ยูตะจึงเอาโทรศัพท์ของชายคนนั้นให้ฮารุกะดูและบอกว่าชายคนดังกล่าวคือนักข่าวที่ตามสืบเรื่องฮารุกะอยู่ ยูตะบอกว่าถึงฮารุกะจะไม่พูดอะไรแต่ทุกคนในเมืองนี้ก็รู้ว่าทำไมฮารุกะถึงต้องหลบซ่อนตัวจากคนพวกนั้น ยูตะพูดต่อว่าฮารุกะเองก็คงรู้สึกแล้ว แม้ว่านากุโมะเองจะเล่นละครไม่เก่งก็เถอะแต่พวกตนจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องอดีตของฮารุกะต่อไปก็ได้เพราะทุกคนในเมืองนี้ต่างก็รักฮารุกะทั้งนั้น  และถ้าฮารุกะรู้สึกอึดอัดล่ะก็ตนจะไม่ไปที่ร้านของคิโยมิแล้วก็ได้หากว่าจะทำให้ฮารุกะยังอยู่ที่โอโนมิจิต่อ



กลับมาในเวลาปัจจุบัน ยูตะก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไรในขณะที่คนอื่นๆ ต่างกำลังตกตะลึงกันอยู่ จากนั้นยูตะที่ทนไม่ไหวก็ได้คุกเข่าก้มคำนับคิริวเพื่อขอขมา นากุโมะถามว่าแล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ยอมบอกความจริง ยูตะตอบว่าพอตอนที่สันนิษฐานกันว่าทัตสึคาวะเป็นพ่อเด็ก ตนเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน...

ในตอนนั้นมัตสึนากะก็ถามขึ้นมาว่าแล้วทำไมถึงไม่ใช้ถุงยาง จึงทำให้นากุโมะถีบยอดหน้าจนสลบเหมือดทันที แต่แล้วนากุโมะเองก็กลับกลายเป็นฝ่ายที่เริ่มจะคุมสติไม่อยู่แทนพลางบอกให้ยูตะปฏิเสธมาที ยูตะบอกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะอารมณ์พาไป ทั้งคู่มีอะไรกันแค่ครั้งเดียว เมื่อได้ยินแบบนั้นนากุโมะจึงต่อยยูตะทันทีแต่ก่อนที่จะมีอะไรรุนแรงกว่านั้นคิริวก็ห้ามเอาไว้เพราะรู้ว่าทำแบบนี้ไปก็ไม่ช่วยอะไร จากนั้นคิริวจึงถามว่าฮิโรเสะรู้ได้ยังไงว่ายูตะเป็นพ่อเด็กเพราะกระทั่งยูตะเองก็ยังไม่รู้เลย ฮิโรเสะจึงบอกว่าตนกำลังจะอธิบายต่อไป ในตอนนั้นเองได้มีคนเดินเข้ามาในศาลเจ้าซึ่งก็เป็นมัตสึโซเอะนั่นเอง



มัตสึโซเอะบอกว่าตนรักษาสัญญาแล้ว นับแต่นี้ไปตนจะไม่สามารถกลับไปที่สมาพันธ์ไซโอหรือแม้แต่สหพันธ์โยเมอิได้อีก “หากคุณทอดทิ้งผมตอนนี้ ผมก็ไม่รู้จะไปหลบซ่อนตัวได้ที่ไหนอีกแล้ว” ทำให้ฮิโรเสะตอบว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตนเถอะ ตนจะไปคุยกับหัวหน้าคุรุสึให้เอง

นากุโมะงุนงงมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฮิโรเสะจึงอธิบายต่อว่าที่ตนรู้เรื่องยูตะเป็นพ่อเด็กก็เพราะทราบมาจากมัตสึโซเอะและทัตสึคาวะอีกที ทั้งสองคนนั้นคอยเฝ้าดูยูตะมาตั้งแต่เด็กแล้ว ยูตะจึงถามว่าทำไม มัตสึโซเอะจึงตอบว่าเพราะยูตะเป็นทายาทของสมาพันธ์ไซโอไงล่ะ เป็นลูกชายที่แท้จริงของบิ๊ก โรว ยูตะเป็นน้องชายของจิมมี่ โรวที่โดนฆ่าในคามุโร่โจเมื่อสามเดือนก่อน ด้วยเหตุนี้ยูตะจึงเป็นทายาทที่ชอบธรรมเพียงคนเดียว



มัตสึโซเอะอธิบายต่อว่า สมาพันธ์ไซโอนั้นมีโครงสร้างที่ป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำและจะคอยรักษาพันธะทางสายเลือดเอาไว้ให้ได้อย่างยิ่งยวด องค์กรอย่างสมาพันธ์ไซโอให้คุณค่าสายเลือดมาก อย่างเอ็ดเองก็เป็นญาติของบิ๊ก โรว ซึ่งที่ผ่านมาหัวหน้าแต่ละคนของสมาพันธ์ไซโอก็จะส่งลูกชายคนที่สองไปเลี้ยงดูที่อื่นอย่างลับๆ เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีที่ลูกชายคนโตเป็นอะไรไปเสียก่อน

ยูตะแทบไม่เชื่อหูตัวเอง แต่มัตสึโซเอะบอกว่าถ้าจิมมี่ไม่ด่วนตายไปยูตะก็คงไม่มีวันรู้ความจริง ยูตะถูกส่งไปเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็กโดยมีมัตสึโซเอะและทัตสึคาวะคอยดูแลอย่างห่างๆ ตามคำสั่งที่ได้รับมา เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นเด็กตลาดมืดที่สมาพันธ์ไซโอเลี้ยงดูจึงเป็นหนี้ชีวิตองค์กร ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงทราบความเป็นไปในชีวิตของยูตะมาตลอด รวมถึงความสัมพันธ์กับฮารุกะด้วย ทากาชิระที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเข้าใจว่าบทสนทนาทางโทรศัพท์เรื่องทำแท้งที่คิโยมิแอบได้ยินหมายถึงอย่างนี้เอง

มัตสึโซเอะอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า องค์กรที่ให้คุณค่าสายเลือดนั้นจะยอมให้สายเลือดสกปรกของคนญี่ปุ่นมาทำให้แปดเปื้อนไม่ได้เด็ดขาด สายเลือดที่เป็นหลักประกันจะเพิ่มมากกว่าเดิมไม่ได้และก็เป็นหน้าที่ของพวกตนที่จะต้องสืบหาและเด็ดหน่ออ่อนที่เพิ่งเกิดทิ้งซะ แต่ในกรณีนี้ฮารุกะกลับหายไปจากเมืองซะเอง โดยที่ฮิโรเสะช่วยให้หลบซ่อนตัว

ฮิโรเสะอธิบายต่อว่า ฮารุกะมาหาตนและขอให้ช่วยเหลือเพราะเธอเองก็เพิ่งทราบว่าชายที่เธอมีสัมพันธ์ด้วยเป็นลูกชายของหัวหน้ามาเฟียจีน แถมสมาชิกในกลุ่มยังกดดันให้เธอทำแท้งอีก เธอยอมไม่ได้เพราะตอนนั้นเธอมีความรู้สึกของการเป็นแม่แรงกล้ามากแล้ว ดังนั้นฮิโรเสะจึงจัดหาสถานที่ให้ฮารุกะคลอดลูกได้อย่างปลอดภัย

มัตสึโซเอะบอกว่าหลังจากที่ตนและทัตสึคาวะคลาดสายตาจากฮารุกะ ทั้งคู่ก็ปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้โรวทราบ เพราะมีแค่ทั้งคู่เท่านั้นที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของยูตะ พวกตนคิดว่าจะรอเวลาให้ฮารุกะปรากฏตัวในคามุโร่โจอีกครั้ง แต่แล้วแผนดังกล่าวก็ล้มเหลวเพราะจิมมี่ โรวมาโดนฆ่าเสียก่อน หลังจากนั้นภายในองค์กรจึงเริ่มอยากรู้ข้อมูลและประวัติของยูตะเพื่อที่จะเรียกให้มาเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป ดังนั้นมัตสึโซเอะและทัตสึคาวะจึงเริ่มควานหาตัวฮารุกะกันอย่างลนลานเพื่อรักษาชีวิตตัวเองโดยได้แจ้งให้โรวทราบก่อนที่องค์กรจะรู้เรื่องลูกของฮารุกะ ในที่สุดทัตสึคาวะก็พบตัวฮารุกะที่ใช้ชีวิตในหมู่บ้านอันห่างไกลจากโอโนมิจิ พวกตนจึงแจ้งให้หัวหน้าทราบและหัวหน้าก็สั่งการให้ชิงตัวเด็กมา

แต่แล้วทัตสึคาวะก็หักหลัง และนำข้อมูลดังกล่าวไปขายให้กับอิวามิ ทสึเนะโอะแทน พลางพาฮารุกะและลูกไปยังคามุโร่โจลับหลังมัตสึโซเอะ ต่อมามัตสึโซเอะถึงเพิ่งทราบว่าทัตสึคาวะขับรถชนฮารุกะ แต่กระนั้นมัตสึโซเอะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคงเป็นอุบัติเหตุโดยแท้เพราะการทำแบบนั้นยิ่งทำให้เสียโอกาสได้ตัวเด็กมากกว่า ทว่าหลังจากนั้นมังกรแห่งโดจิมะก็เข้ามาพัวพันแล้วทุกอย่างก็เลยยุ่งเหยิงไปหมด

ทัตสึคาวะนั้นโดนฆ่าเพราะขายข้อมูลของเด็กให้แก่ทสึเนะโอะ เอ็ดนั้นเพลิดเพลินกับการฆ่าทัตสึคาวะมาก ทั้งยังหัวเราะไปพลางเล่าตอนที่ปาดคอหอยและควักหัวใจของทัตสึคาวะออกมาให้มัตสึโซเอะฟัง ตอนนี้มัตสึโซเอะก็กลัวจะมีชะตากรรมเดียวกัน นากุโมะจึงบอกว่าถ้าจะโดนแบบนั้นก็สมควรแล้ว

มัตสึโซเอะขอให้ฮิโรเสะทำตามข้อตกลง นั่นคือการช่วยคุ้มครองตนและช่วยไปคุยกับหัวหน้าคุรุสึให้ แต่ก่อนที่ฮิโรเสะจะได้ตอบอะไรนั้น ได้มีชายฉกรรจ์สวมหน้ากากจำนวนมากปรากฏตัวออกมาเพื่อแย่งชิงตัวฮารุโตะ จากนั้นทุกคนจึงพยายามแยกย้ายหนีกันไปโดยที่มีการโยนฮารุโตะระหว่างกันไปมา ทางด้านของคิริวนั้นอยู่ที่ศาลเจ้าเพื่อคอยจัดการกับบรรดาชายสวมหน้ากากเหล่านั้น โดยผู้ที่นำมาก็คือฮัน จุงกินั่นเอง





คิริวสู้กับฮัน จุงกิเป็นครั้งที่สองและได้รับชัยชนะจึงออกจากบริเวณศาลเจ้าเพื่อไปตามหาคนอื่นๆ ที่วิ่งกระจัดกระจายกันไป คิริวได้พบกับยูตะที่บอกว่าตนก็พลัดกับคนอื่นเช่นกัน แต่ล่าสุดที่ตนเห็นนั้นนากุโมะเป็นคนอุ้มฮารุโตะไว้ ยูตะจึงเสนอให้กลับไปที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะเพื่อรอทุกคนจะดีกว่า

ที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ คิริวรอทุกคนอยู่เงียบๆ ยูตะพยายามชวนคุยเรื่องฮารุกะ ยูตะบอกว่าตนรู้ว่าคิริวโกรธมาก แต่ยังไม่ทันจะคุยอะไรต่อนากุโมะก็มาถึงพอดีโดยที่ไม่มีฮารุโตะมาด้วย นากุโมะกล่าวขอโทษและบอกว่าพวกที่สวมหน้ากากแย่งตัวเด็กไปได้และพาขึ้นเรือไปแล้ว ยูตะตกใจมากเพราะตนเพิ่งจะรู้ว่าฮารุโตะเป็นลูกตนและพ่อของตนเป็นหัวหน้ามาเฟียจีน หลายเรื่องที่ประดังเข้ามาทำให้ยูตะตั้งตัวไม่ทัน นากุโมะบอกว่าให้ตั้งสติหน่อยเพราะต้องเตรียมตัวไปไล่ตามเรือลำนั้นให้ได้ นากุโมะบอกว่าตอนนี้ได้เช่าเรือมาแล้ว ทุกคนก็รออยู่ที่ท่าเรือกันแล้วเช่นกัน

แต่ยูตะที่ได้ยินเช่นนั้นกลับไม่มีการตอบสนองอะไรเลย นากุโมะที่เห็นดังนั้นจึงต่อว่ายูตะว่าขี้ขลาดและเตรียมจะชกยูตะ แต่คิริวบอกว่าถ้าจะมีใครชกยูตะก็ขอตนชกแทนเถอะ คิริวชกยูตะเต็มแรงจนร่างปลิวกระแทกประตูหน้าสำนักงานกลุ่มจนหลุดออกมาด้านนอก




คิริวถามยูตะว่ารู้รึเปล่าว่าทำไมตนถึงโกรธ ไม่ใช่เพราะว่ายูตะมานอนกับฮารุกะและก็ไม่ใช่เพราะยูตะปิดเรื่องนี้เป็นความลับด้วย แต่เป็นเพราะยูตะยอมปล่อยให้ฮารุโตะโดนจับตัวไปแล้วยังไม่กล้าลุกขึ้นมาช่วยลูกของตนเองต่างหาก จะเป็นเพราะมีสายเลือดมาเฟียหรือเพราะฮารุโตะเป็นสายเลือดของตัวเองหรือไม่ก็ไม่สำคัญ การที่คนเราจะมีสายเลือดอะไรก็ไม่อาจเปลี่ยนตัวตนของเราได้ แต่ถ้าคิดว่าเปลี่ยนได้ยูตะเองก็ไม่ต่างอะไรจากโรวเช่นกัน คิริวบอกว่าตนยอมสละชีวิตเพื่อช่วยฮารุโตะกลับมา ถ้ายูตะไม่คิดจะกระดิกตัวทำอะไรเลยก็ตามใจ แต่อย่าได้คิดจะโผล่มาให้ตนเห็นหน้าอีก นากุโมะก็เสริมว่าคิริวพูดทุกอย่างที่ตนอยากพูดไปหมดแล้ว

ที่ท่าเรือทุกคนพร้อมลุยแล้ว แต่คิริวขอให้อิโนะรอก่อน ทันใดนั้นยูตะก็วิ่งตามมาและขอไปด้วย ยูตะบอกว่าเป็นเพราะตนที่ทำให้ฮารุโตะโดนจับตัวไป หลายครั้งที่ตนเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ฮารุโตะเจอทั้งฉี่ทั้งอึแต่ฮารุโตะก็ยิ้มตลอด ตนอยากเห็นรอยยิ้มของฮารุโตะอีกครั้งเพราะฮารุโตะเป็นลูกชายของตน นากุโมะจึงบอกว่า “มาสายประจำเลยนะไอ้โง่นี่” คิริวเองก็ย้ำเช่นกัน “ไอ้หน้าโง่เอ๊ย ฉันไม่อยากฟังคำพูดโง่ๆ ของแกอีกแล้ว” แต่ใบหน้าของคิริวนั้นกลับยิ้มออกมา

อิโนะนั้นได้ยินเสียงจากวิทยุว่ามีเรือต้องสงสัยซ่อนอยู่แถวบริเวณเกาะลอยน้ำใกล้อู่ต่อเรือ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น คิริวถามว่ามีใครเห็นมัตสึโซเอะบ้าง ทากาชิระจึงบอกว่ามัตสึโซเอะนั้นหนีรอดไปได้ตอนที่ศาลเจ้าโดนบุก แต่อย่างน้อยแบบนี้หัวหน้าฮิโรเสะก็ไม่ต้องคอยดูแลมัตสึโซเอะในตอนนี้ นากุโมะถามว่าพวกที่จับตัวฮารุโตะไปนั้นเป็นใคร คิริวจึงบอกว่าพวกนั้นคือกลุ่มจิงวอน เพราะฮัน จุงกิพาพวกมันมา ยูตะสงสัยว่าพวกจิงวอนมาทำอะไรที่ฮิโรชิมะทำให้ฮิโรเสะบอกว่าจะเหตุผลอะไรก็ตามแต่ อิวามิ ทสึเนะโอะชักใยอยู่เบื้องหลังแน่นอน

คิริวถามฮิโรเสะว่าโอโนมิจิและสมาพันธ์ไซโอมีความเกี่ยวข้องกันยังไง ฮิโรเสะเล่าว่าสายสัมพันธ์นั้นเก่าแก่ยิ่งกว่าที่ทุกคนคิด ความร่วมมือระหว่างคุรุสึและสมาพันธ์ไซโอนั้นต้องย้อนไปก่อนเกิดสงครามเสียอีกนั่นคือเมื่อ 70 ปีก่อน ซึ่งหัวหน้าของสมาพันธ์ไซโอในตอนนั้นเป็นคนก่อนหน้าโรว ภายหลังจากสงครามความร่วมมือกันก็ขาดช่วงไปชั่วคราว แต่เมื่อ 30 ปีก่อนทั้งสองฝ่ายก็กลับมาจับมือกันอีกครั้งในตอนที่โรวขึ้นมากุมอำนาจของสมาพันธ์ไซโอ ทั้งสององค์กรร่วมมือกันในธุรกิจการลักลอบค้าเด็กทารก โรวจะทำการลักลอบพาเด็กออกจากจีนและคุรุสึก็จะรับเด็กเหล่านั้นในโอโนมิจิ จำนวนเด็กที่มีทั้งหมดคือราว 10,000 คน แม้แต่ฮิโรเสะในวัยหนุ่มก็มีส่วนร่วมในธุรกิจนี้เช่นกัน คิริวจึงถามว่าแล้วทสึเนะโอะมีส่วนเกี่ยวข้องรึเปล่า ฮิโรเสะตอบว่าคนที่จะตอบได้คงมีแต่ทสึเนะโอะหรือโรวเท่านั้น



นากุโมะบอกว่าระหว่างโอโนมิจิและสมาพันธ์ไซโอนั้นมีความเกี่ยวข้องกันอีกอย่างหนึ่ง เพราะตอนที่อยู่ในย่านอาจิอาไกนั้น โรวได้พูดถึงความลับของโอโนมิจิขึ้นมา ฮิโรเสะบอกว่าตนไม่เคยได้ยินเรื่องนั้นมาก่อนเลย แต่มัตสึนากะก็บอกว่าตนเคยได้ยินว่าหัวหน้าคุรุสึนั้นมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับสูง รวมถึงคนที่อยู่เบื้องหลังการเมืองอย่าง “ผู้บงการจากยุคโชวะ” ด้วย ยูตะจึงถามว่าใช่คนชื่อไดโดวจิที่เคยเห็นจากในโทรทัศน์รึเปล่า มัตสึนากะจึงบอกว่าใช่ คนนั้นนั่นล่ะ ปู่ของมัตสึนากะเกลียดหมอนั่นมากเพราะเชื่อว่าหมอนั่นคอยบงการรัฐบาลญี่ปุ่นจากในเงามืด “ทั้งวิกฤติน้ำมันและวิกฤติฟองสบู่ล้วนเป็นแผนของผู้บงการทั้งนั้น” นากุโมะที่ได้ยินก็หัวเราะและบอกว่าฟังดูเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ ในตอนนั้นเองอิโนะก็เริ่มเห็นเกาะเป้าหมายแล้ว

ในตอนที่ทุกคนลงจากเรือนั้น ฮิโรเสะกล่าวขอโทษที่ไปด้วยไม่ได้และขอโทษคิริวที่ไม่ยอมบอกเรื่องฮารุกะให้เร็วกว่านี้ ตนต้องการแค่ให้เด็กปลอดภัยแต่การปิดบังก็ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตแบบนี้จนได้ ฮิโรเสะขอร้องให้คิริวช่วยดูแลเด็กและฮารุกะด้วย เพราะฮารุกะเคยเล่าให้ตนฟังว่าอย่างเดียวที่เธอต้องการก็คือการกลับบ้านและพาลูกไปเลี้ยงดูที่โอกินาวะ และวันหนึ่งก็อยากที่จะได้อยู่กับคิริวอีกครั้ง คิริวจึงยืนยันว่าจะพาฮารุโตะกลับมาโดยปลอดภัย

ทุกคนบุกฝ่าบรรดาลูกน้องของฮัน จุงกิเป็นจำนวนมาก ไม่นานนักคิริวก็ได้รับโทรศัพท์จากฮันที่ต้องการจะขอต่อรองเล็กน้อย ฮันบอกว่าสิ่งที่พวกตนต้องการก็คือยูตะ ขอแค่ยูตะไปฆ่าโรวให้ก็พอ ที่ผ่านมาโรวระวังตัวแจจนไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนและปรากฏตัวอีกครั้งก็ตอนที่คิริวและคนอื่นๆ บุกไปย่านอาจิอาไกนั่นเอง ก่อนหน้านี้ตลอดสองเดือนไม่มีใครได้เห็นโรวด้วยซ้ำ เพราะงั้นถ้ายูตะไปฆ่าโรวภายในสามวัน พวกตนก็จะคืนตัวฮารุโตะกลับไปแบบเป็นๆ คิริวจึงบอกว่าไม่ต้องคุยกันแล้วเพราะตนจะบุกไปแย่งตัวเด็กกลับมาแน่นอน เพราะตอนนี้คิริวโกรธจัดมากและบอกว่าตนจะไปคนเดียว ส่วนฮันจะส่งคนมากี่คนก็ไม่สำคัญ ฮันที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกลงที่จะไปพบกับคิริวตามลำพังเช่นกัน ถึงอย่างนั้นคนอื่นๆ ก็ไม่เห็นด้วยที่คิริวจะไปเพียงลำพังแต่คิริวก็บอกว่าไม่ต้องมาโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจ

เมื่อคิริวไปพบกับฮัน ฮันบอกกับคิริวว่าตอนนี้ตนคือคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของกลุ่มจิงวอนแล้ว คิริวเดาว่าที่ฮันหักหลังกลุ่มก็คงเป็นเพราะอิวามิ ทสึเนะโอะ ฮันจึงตอบว่าใช่เพราะทสึเนะโอะมาพบกับกลุ่มจิงวอนภายหลังเหตุเพลิงไหม้ในย่านอาจิอาไกไม่นาน ทสึเนะโอะต้องการกระพือความขัดแย้งระหว่างสมาพันธ์โทโจและสมาพันธ์ไซโอให้มากขึ้น แถมทสึเนะโอะยังจ่ายค่าตอบแทนอย่างงาม พวกตนจึงใช้เงินที่ได้มากว้านซื้อธุรกิจค้ากามในคามุโร่โจรวมถึงสตาร์ดัสต์ด้วย แม้ฮันจะไม่สามารถฆ่าโรวได้ แต่คนที่ฆ่าจิมมี่ โรวก็คือกลุ่มจิงวอนนั่นเอง และพวกตนก็ยังร่วมมือกับทัตสึคาวะอีกด้วย ในตอนที่ทัตสึคาวะขับรถชนฮารุกะนั้นฮันก็เห็นเหตุการณ์ พวกตนทำตามคำสั่งของทสึเนะโอะเพื่อให้มั่นใจว่าทัตสึคาวะจะจัดการเรื่องเด็กได้เรียบร้อย และเป้าหมายในตอนนี้ก็คือให้ยูตะไปฆ่าโรวนั่นเอง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออุบัติเหตุ ทัตสึคาวะนั้นทำพลาด เพราะไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุทัตสึคาวะได้พบกับฮารุกะและบอกเธอว่าเขาไม่ใช่คนร้าย มิหนำซ้ำยังอยากจะหักหลังองค์กรเพื่อช่วยฮารุกะด้วยซ้ำโดยการพาเธอไปที่ปลอดภัย เธอดูเหมือนจะเชื่อใจทัตสึคาวะและยอมตามกลับไปที่คามุโร่โจ แต่ว่าถ้าฮารุกะขึ้นรถไปกับทัตสึคาวะล่ะก็ ทัตสึคาวะก็จะพาเธอไปหาทสึเนะโอะและคงจับสองแม่ลูกขังเอาไว้ ซึ่งตอนก่อนที่จะขึ้นรถนั้นฮารุกะกลับรู้สึกกังวลขึ้นมาและปฏิเสธที่จะขึ้นรถไปด้วยกัน

ในตอนนั้นทัตสึคาวะก็พยายามยื้อยุดฮารุกะให้ไปขึ้นรถ แต่เธอขัดขืนและวิ่งหนีมาได้ ทัตสึคาวะจึงพยายามขับรถไล่ตามแต่ในตอนที่ออกจากที่จอดรถนั้นทัตสึคาวะหักหลบรถบรรทุกกะทันหันจนรถไถลมาชนฮารุกะในที่สุด ฮันเห็นอุบัติเหตุนั้นกับตาและเห็นว่าฮารุกะใช้ร่างกายตัวเองปกป้องลูก การกระทำของฮารุกะจับใจฮันมากจึงตัดสินใจที่จะไม่พรากลูกมาจากแม่ แต่ฮันก็ยืนยันว่าพวกตนนั้นไม่มีใครคิดที่จะทำร้ายฮารุกะแน่นอน จากนั้นทั้งคู่ก็เข้าต่อสู้กันพร้อมกับฮันที่บอกว่านี่จะเป็นดอกไม้ไฟครั้งสุดท้ายของกลุ่มจิงวอน




ภายหลังการต่อสู้สิ้นสุดลง คิริวได้ไปหาฮารุโตะที่อยู่ในเปลและกล่าวขอโทษที่ทำให้ต้องรอนาน ฮันขอบคุณคิริวที่ไม่ฆ่าตน คิริวจึงบอกว่าตนไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นต่อหน้าเด็กเด็ดขาด ฮันเตือนคิริวว่าอิวามิ ทสึเนะโอะและโรวนั้นไม่ห่วงชีวิตเด็กเลยแม้แต่น้อย เพราะสองคนนั้นคร่าชีวิตผู้คนมานานจนอะไรก็ไม่มาทำให้เป้าหมายสั่นคลอนได้ จากนั้นฮันนึงพูดถึงความลับของโอโนมิจิขึ้นมา คิริวถามว่าความลับนั้นคืออะไรและใครปิดบังอะไรอยู่ ฮันบอกว่าคนที่ปิดบังเรื่องทั้งหมดก็คือหัวหน้าคุรุสึแห่งสหพันธ์โยเมอิ เป็นคนที่กุมความลับนั้นเอาไว้ สิ่งนั้นคือรากฐานแห่งอำนาจของฮิโรชิมะเลยทีเดียว

ทว่าก่อนที่ฮันจะได้พูดอะไรต่อไป พลันมีเสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับหน้าผากของฮันที่โดนกระสุนเจาะอย่างแม่นยำ คิริวอุ้มฮารุโตะเข้าที่กำบังแต่ดูเหมือนเป้าหมายของมือปืนจะเป็นการปิดปากฮันเรื่องความลับอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลางท้องทะเลอันมืดมิดได้มีร่างหนึ่งลอยมาตาเบิกโพลงพร้อมกับแผลกระสุนกลางหน้าผากเช่นเดียวกัน ร่างนั้นคือมัตสึโซเอะนั่นเอง




บทที่ 11 พ่อและลูก

คิริวพาฮารุโตะกลับมาหาทุกคนก่อนจะมอบให้ยูตะไปอุ้ม ยูตะขอโทษคิริวและบอกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับฮารุโตะและฮารุกะนั้นเป็นความผิดของตน ทุกคนรวมถึงฮิโรเสะจึงชวนกันกลับไปที่สำนักงานก่อนแล้วค่อยคุยกันต่อไป

ที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะ ทุกคนคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฮัน จุงกิ ฮิโรเสะบอกว่าน่าจะเป็นฝีมือของลูกน้องทสึเนะโอะสักคนนึง คิริวบอกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นในทันทีที่ฮันพูดว่าหัวหน้าคุรุสึปิดบังความลับของโอโนมิจิเอาไว้ คิริวสงสัยว่าความเกี่ยวพันกันของความลับและการมุ่งมั่นจะสังหารโรวให้ได้ของทสึเนะโอะนั้นคืออะไร นากุโมะสงสัยว่าหรือคุรุสึจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง แต่ฮิโรเสะไม่คิดเช่นนั้น ฮิโรเสะบอกว่าหัวหน้าคุรุสึมองว่ากิจการของทสึเนะโอะนั้นแยกจากกันกับของกลุ่มและอนุญาตให้ทสึเนะโอะดำเนินการได้เองตามใจชอบ ตอนนี้คุรุสึวางตัวทสึเนะโอะให้สืบทอดกิจการกลุ่มอิวามิและวางตัวโคชิมิตซึให้สืบทอดสหพันธ์โยเมอิแล้ว  แต่แม้ว่าทสึเนะโอะจะทะเยอทะยานอยากนั่งเป็นประธานรุ่นสองของสหพันธ์โยเมอิมานานแค่ไหนและพยายามจะเบียดโคชิมิตซึออกไปเพียงใด ทสึเนะโอะนั้นกลับไร้ความสามารถในการทำหน้าที่ประธานอย่างไม่น่าเชื่อ

คิริวถามต่อว่าฮิโรเสะรู้จักคุรุสึดีแค่ไหน ฮิโรเสะตอบว่าตนเป็นคู่หูดื่มชาด้วยกัน คำตอบนั้นทำให้นากุโมะประหลาดใจมาก ฮิโรเสะจึงบอกว่ามีอีกหลายเรื่องเลยที่พวกนากุโมะยังไม่รู้เกี่ยวกับตน เพราะตนไม่มีเหตุผลที่จะต้องเล่าให้ฟัง แต่ตนก็ไม่เคยได้ยินเรื่องความลับของโอโนมิจิจากปากของคุรุสึเหมือนกัน บทสนทนาเรื่องนี้จึงจบลงเท่านั้น

มัตสึนากะถามว่าคิริวจะทำอย่างไรกับฮารุโตะต่อไป เพราะจะให้เด็กพักที่สำนักงานกลุ่มก็คงไม่ปลอดภัยเพราะคนจากกลุ่มใหญ่น่าจะยังตามล่าตัวเด็กอยู่ คิริวจึงบอกว่าตนจะพาฮารุโตะกลับไปยังที่ห้องพัก ที่นั่นปลอดภัยที่สุดแล้ว ยูตะดูจะอิดออดเล็กน้อยคิริวจึงชวนยูตะมาด้วย ถึงแม้ว่าห้องจะเล็กแต่ก็พออยู่กันได้ทุกคน

ที่ห้องพัก ยูตะชวนคิริวคุยเรื่องสายเลือดและครอบครัว ก่อนหน้านี้ยูตะมีวัยเด็กที่ค่อนข้างลำบากเพราะโดนพ่อแม่ทอดทิ้งจึงรู้จักแค่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเท่านั้น จากนั้นตนจึงมีเพื่อนเป็นเด็กเกเรอย่างทัตสึคาวะที่ชักชวนให้ตนเข้ากลุ่มฮิโรเสะ ตอนนั้นตนยังไม่ได้คิดอะไรแต่ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าทัตสึคาวะมาชวนก็เพื่อจะได้คอยจับตาดูได้ง่ายขึ้น แต่แล้วท่กลุ่มฮิโรเสะก็กลายเป็นที่แรกที่ตนรู้สึกถึงการมีครอบครัวและก็มีความสุขดี

คิริวบอกว่าฮารุกะก็มีชีวิตคล้ายๆ กันยูตะเองก็เห็นด้วย แม้ว่าเธอจะไม่เคยพูดอะไรเลยแต่ยูตะก็รู้ได้จากท่าทีที่เธอพยายามรักษาระยะห่างกับคนอื่นและเธอก็ไม่เคยสัมผัสสิ่งที่เรียกสายสัมพันธ์ทางสายเลือดเลย แต่ตอนนี้ตนกลับรู้สึกกลัวสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดกับฮารุกะและฮารุโตะเพราะสายเลือดของตนเอง ตนจึงคิดที่จะไปคามุโร่โจในวันพรุ่งนี้ ตนคิดจะไปที่สมาพันธ์ไซโอและขอคุยกับโรว จะแสร้งทำเป็นว่ายอมแพ้และยอมพาฮารุโตะไปด้วย ตนตั้งใจจะจบเรื่องทุกอย่างแม้ว่ามันจะไม่ง่าย แต่ตนก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พวกนั้นมุ่งเป้ามาที่ฮารุกะและฮารุโตะได้อีกต่อไป คิริวเองก็คิดแบบนั้น ดังนั้นคิริวจะไปกับยูตะเพื่อไปพบกับโรว และถ้าโรวไม่ยอมทำตามก็จะสู้ด้วยกันและทำลายสมาพันธ์ไซโอไปเลย

วันถัดมา ฮิโรเสะนั้นไม่อยู่ที่สำนักงานในตอนที่ทั้งคู่ไปร่ำลา นากุโมะนั้นอยากจะไปด้วยแต่คิริวขอร้องให้อยู่ที่นี่เพื่อดูแลฮิโรเสะ คิริวบอกนากุโมะว่านากุโมะเพิ่งฟาดหัวโคชิมิตซึไปเมื่อคืน ที่ตอนนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากกลุ่มหลักก็ประหลาดมากแล้ว นากุโมะจึงบอกว่าที่กลุ่มหลักตอนนี้กำลังวุ่นวายยกใหญ่เพราะเมื่อเช้ามีการพบศพมัตสึโซเอะในทะเล เมื่อคิริวทราบรายละเอียดการตายก็คิดว่าเป็นวิธีฆ่าแบบเดียวกับที่ฮัน จุงกิโดน คนลงมืออาจเป็นคนเดียวกันด้วยซ้ำ



โตเกียว คามุโร่โจ

ที่คามุโร่โจ คิริวเสนอให้ไปที่ร้านนิวเซเรน่ากันก่อน เพราะถ้าพาฮารุโตะไปย่านอาจิอาไกด้วยย่อมไม่ปลอดภัยแน่ เมื่อเข้าไปในร้านมาม่าที่เห็นทั้งสองคนก็สอบถามสารทุกข์สุกดิบเล็กน้อยก่อนจะโทรเรียกดาเตะให้มาพบ

เมื่อดาเตะมาถึง ก็ประหลาดใจพอควรที่ได้รู้ว่ายูตะเป็นพ่อของฮารุโตะ ดาเตะบอกว่าตนรู้จักฮารุกะมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ ไม่เคยคิดเลยว่าจะไปมีความสัมพันธ์กับยากูซ่าหนุ่มแห่งฮิโรชิมะได้ ยูตะจึงบอกว่าจะมองว่าตนเป็นลูกชายหัวหน้ามาเฟียจีนแทนก็ได้นะถ้าจะทำให้สบายใจขึ้น ดาเตะจึงบอกว่าถ้าคิริวไม่ขัดข้องอะไรตนก็ไม่ขัดข้องเหมือนกัน ถึงอย่างนั้นดาเตะก็ถามย้ำคิริวอีกทีว่าแบบนี้ดีแล้วแน่นะ คิริวจึงตอบว่าไม่มีปัญหาเพราะตนชกยูตะสุดแรงเกิดไปทีนึงแล้ว

ดาเตะเตือนคิริวว่าอิวามิ ทสึเนะโอะไปประชุมกับซึไกที่สำนักงานใหญ่สมาพันธ์โทโจ และคนของสหพันธ์โยเมอิก็ป้วนเปี้ยนทั่วในคามุโร่โจด้วย ตอนนี้ในย่านอาจิอาไกและสมาพันธ์ไซโอกำลังตึงเครียดเต็มที่และดูเหมือนพายุลูกใหญ่จะกระหน่ำในไม่ช้า คิริวถามว่าทำไมทสึเนะโอะถึงมาที่นี่ ดาเตะคิดว่าบางทีอาจมาเพราะต้องการเจรจาบางอย่างในพิธีดื่มสาเกร่วมสาบานกับโซเมยะ

ในตอนนั้นยูตะขอตัวไปโทรหาฮิโรเสะและออกจากร้านไป ดาเตะเตือนคิริวว่าการไปหาสมาพันธ์ไซโอตอนนี้คงไม่ดีนัก แต่คิริวบอกว่าคนตายมากขึ้นทุกที จะรอนานกว่านี้คงไม่ได้แล้ว แต่แล้วทั้งสองคนก็รู้สึกว่ายูตะไปนานเกินจนผิดปกติ เมื่อคิริวออกไปดูก็พบกับโทรศัพท์ของยูตะที่ทิ้งไว้ตรงบันได นั่นเพราะยูตะไปเดินหาซื้อเหล้าในคามุโร่โจมาดื่มย้อมใจจนเมามายพลางมุ่งหน้าไปยังย่านอาจิอาไกตามลำพัง ยูตะบอกกับคนที่ยืนเฝ้าอาคารสำนักงานใหญ่ว่าตนมาพบกับพ่อ สุดท้ายยูตะก็ได้เข้าไปพบกับโรวตามที่หวังเอาไว้




คิริวไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าไปยังย่านอาจิอาไกเช่นกัน ในระหว่างทางนากุโมะโทรมาหาคิริวและบอกว่าพวกตนเจอจดหมายสั่งเสียของยูตะในถังขยะที่สำนักงาน ยูตะคิดจะฆ่าโรวแล้วฆ่าตัวตายตามเพื่อปกป้องฮารุโตะ เมื่อคิริวไปถึงย่านอาจิอาไกก็พบว่ายูตะนั้นทำการวางเพลิงสำนักงานใหญ่สมาพันธ์ไซโอจนเปลวเพลิงท่วมไปทั่วบริเวณ



ท่ามกลางความสับสน บรรดาสมาชิกของสมาพันธ์ไซโอที่เห็นคิริวต่างก็เข้ามาเล่นงานเพราะคิดว่าเป็นฝีมือของคิริว คิริวจึงต้องทำการฝ่าคนจำนวนมากเข้าไปด้านในรวมถึงเอาชนะเอ็ดได้ เมื่อเข้าไปด้านในแล้วคิริวก็ได้พบกับยูตะในห้องของโรวพร้อมกับโรวที่นอนบาดเจ็บด้วยแผลบนศีรษะ ยูตะยืนยันว่าตนตั้งใจจะตายพร้อมกับโรวที่นี่เพราะเห็นว่าจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ทุกอย่างได้ หากทั้งสองคนตายไปก็จะไม่มีเหตุผลที่ใครจะมุ่งเป้าไปที่ฮารุโตะอีกต่อไป ใช่ไหมล่ะโรว? โรวตอบว่า “ไม่ว่าฉันจะพูดอะไรไปแกก็ไม่คิดจะฟังอยู่แล้วไม่ใช่รึ?”



ก่อนหน้าที่คิริวจะมาถึงไม่นาน ยูตะได้เข้ามาพับกับโรวในห้อง โรวแสดงความประหลาดใจที่ได้รู้ว่ามัตสึโซเอะนั้นตายแล้ว ยูตะเขวี้ยงขวดเหล้าใส่กำแพง ซึ่งโรวก็ตระหนักทันทีว่าในขวดนั้นไม่ใช่เหล้าหากแต่เป็นน้ำมันต่างหาก ยูตะบอกกับโรวว่าตนยอมตายดีกว่าจะเป็นทายาทของโรว แต่โรวก็ได้พูดอย่างใจเย็นว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนไป การเจรจาเพิ่งเริ่มต้นลองหาทางเลือกอื่นกันดูก่อนจะดีกว่า ยูตะบอกว่าตนนั้นเจรจาไม่เก่งจึงคิดจะเสี่ยงชีวิตเพื่อลูกแทน เมื่อพูดจบยูตะก็ใช้บุหรี่จุดไฟทันที

ในช่วงเวลาปัจจุบัน ยูตะได้ขอให้คิริวออกไปจากที่นี่เพราะคิริวไม่จำเป็นต้องมาตายด้วย คิริวจึงถามว่าถ้ายูตะตายไปแล้วฮารุโตะจะทำยังไง ยูตะจึงบอกว่าฮารุโตะก็จะเป็นอิสระไงล่ะ ถ้าตนและโรวตาย สมาพันธ์ไซโอก็จะเกิดศึกภายในเพื่อแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าจนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องอื่น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คิริวถามเพราะคิริวต้องการถามว่าจะปล่อยให้ฮารุโตะนั้นกำพร้าพ่อรึไงกัน

ยูตะขอร้องให้คิริวช่วยดูแลฮารุกะและฮารุโตะด้วย แต่คิริวที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ คิริวบอกว่าต่อให้ต้องลากไปก็จะพาทั้งสองคนออกไปจากที่นี่ให้ได้ ตนไม่มีทางยอมให้ยูตะทิ้งชีวิตง่ายๆ และเห็นแก่ตัวแบบนี้



หลังจากที่คิริวทุบยูตะเพื่อเรียกสติ คิริวก็จัดการลากทั้งยูตะและโรวออกมาจากอาคารที่ตกอยู่ในเปลวเพลิงและพาทั้งสองคนมาพักในตรอกใกล้ๆ กัน โรวบอกว่าช่างน่าขันที่กฎโลหิตของสมาพันธ์ไซโอช่วยพาลูกชายของตนกลับมาเพื่อเอาชีวิตของตน คิริวบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลกและโรวก็ไม่มีสิทธิมาเรียกยูตะเป็นลูกด้วย โรวนั้นเห็นด้วยและบอกว่าองค์กรของตนให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์ทางสายเลือดมากเกินไป จึงต้องสูญเสียทุกอย่างแบบนี้

ยูตะถามว่าแล้วแบบนี้จะเลิกตามล่าฮารุโตะได้รึยัง โรวจึงให้คำมั่นว่าจะหยุดทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะพ้นอันตรายในตอนนี้ เพราะมีชายคนหนึ่งที่มุ่งมั่นจะรักษาความลับของโอโนมิจิจนถึงที่สุด ตอนนี้โรวเป็นเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่และได้รับรู้ความลับนั้น ด้วยคำสั่งของคุรุสึแห่งสหพันธ์โยเมอินั้น ความลับดังกล่าวถูกปกป้องมาหลายปีด้วยฝีมือของมือสังหารคนหนึ่ง และมือสังหารคนนั้นก็เป็นชายคนเดียวกับที่เสนอให้ยูตะใช้ประโยชน์จากกฎโลหิตของสมาพันธ์ไซโอเพื่อมาฆ่าโรว ถึงตอนนี้โรวคิดว่าทั้งคู่ก็น่าจะเดาได้ว่าคนนั้นคือใคร

คิริวและยูตะตะลึงมาก หัวหน้าฮิโรเสะน่ะรึ โรวบอกว่าหลังจากที่จิมมี่ โรวลูกชายของตนโดนฆ่าไป คุรุสึก็ได้ส่งผู้ส่งสาส์นคนหนึ่งมาหาเพื่อขู่ให้ตนไปจากญี่ปุ่น ผู้ส่งสาส์นคนนั้นก็คือฮิโรเสะนั่นเอง

โรวเล่าว่า ในตอนนั้นฮิโรเสะเข้ามาหาตนในห้องทำงานพร้อมกับปืนหนึ่งกระบอกและฮารุโตะในอ้อมแขน ฮิโรเสะบอกว่าตอนนี้โรวก็เป็นคุณปู่แล้วจึงคิดว่าอาจจะอยากเห็นหน้าหลานชายสักหน่อย แต่โรวรู้ดีว่านั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์เดียวที่ฮิโรเสะมาเยือนจึงถามว่ามาเพราะเรื่องของความลับของโอโนมิจิงั้นรึ ฮิโรเสะบอกว่าถ้างั้นตนก็จะเข้าประเด็นเลยเช่นกัน ตนสามารถฆ่าโรวแล้วจบเรื่องได้เลยแต่หัวหน้าของตนต้องการให้โรวออกไปจากญี่ปุ่นแทน เพราะตนกับหัวหน้าคุรุสึนั้นเบื่อกับการต้องเปื้อนเลือดเต็มทีแล้ว แต่โรวปฏิเสธและบอกว่าสมาพันธ์ไซโอลงทุนไปกับย่านอาจิอาไกมหาศาลแล้วจะให้จู่ๆ ไปจากญี่ปุ่นเลยคงไม่ได้ มิหนำซ้ำลูกชายของคุรุสึยังมีส่วนในการฆ่าจิมมี่ โรวทายาทขององค์กรตนอีก ตนจึงไม่มีความจำเป็นต้องทำตามคำขอ



ฮิโรเสะจึงพูดขึ้นมาว่าตนมีข้อเสนอดีๆ จะเล่าให้ฟัง เรื่องอุซามิ ยูตะ ที่ตอนนี้เป็นทายาทของสมาพันธ์ไซโอแล้ว ถ้าโรวไม่ยอมรับเงื่อนไข ฮิโรเสะก็จะบอกความจริงทุกอย่างกับยูตะ ยูตะเป็นลูกของโรวที่ยอมตายเสียดีกว่าจะเป็นทายาทของโรว เพราะงั้นสายเลือดก็จะขาดช่วงแน่นอน โรวจึงพูดเรื่องฮารุโตะขึ้นมา ฮิโรเสะจึงตอบว่าตนจะจัดการเรื่องนี้เอง ตนจะปิดบังความจริงเรื่องฮารุโตะไม่ให้ยูตะทราบไปตลอดกาล โรวจึงถามว่าจะแน่ใจได้ยังไงว่าฮิโรเสะจะปิดปากเงียบไปได้ตลอด ฮิโรเสะจึงบอกว่าถ้าตนปิดปากเงียบไม่ได้สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือโรวต้องตาย ฮิโรเสะบอกว่าตนเห็นทัตสึคาวะและมัตสึโซเอะที่เป็นลูกน้องของโรวไปด้อมๆ มองๆ บริเวณที่ซ่อนตัวของตนด้วยจึงบอกให้โรวสั่งการสองคนนั้นให้ยุติการตามล่าตัวเด็กซะ ฮิโรเสะให้เวลาโรวหนึ่งเดือนในการพาสมาพันธ์ไซโอไปจากคามุโร่โจ และย้ำว่าเพื่อปกป้องความลับของโอโนมิจิแล้วตนยินดีฆ่าทุกคน หลังฮิโรเสะจากไป โรวถึงกับเหงื่อกาฬไหลเป็นน้ำตก โรวคิดว่าตนมีลูกน้องนับร้อยที่คอยคุ้มกันแต่กลับมากลัวชายแก่คนเดียวได้




เวลาปัจจุบัน โรวบอกกับคิริวและยูตะว่าสิ่งแรกที่ตนทำหลังจากคุยกับฮิโรเสะก็คือการติดต่อกับมัตสึโซเอะและทัตสึคาวะพร้อมกับยกเลิกคำสั่งที่ให้ตามล่าและฆ่าเด็กซะ แต่ทุกอย่างก็ช้าเกินไปเพราะทัตสึคาวะนั้นย้ายข้างไปแล้วและทำตามคำสั่งของทสึเนะโอะพร้อมกับตัดการติดต่อกับสมาพันธ์ไซโอทั้งหมด จากนั้นก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น ส่วนเด็กนั้นก็หลุดไปจากการคุ้มครองของฮิโรเสะ

คิริวก็ยังไม่อยากเชื่อว่าฮิโรเสะวางแผนให้ยูตะมาฆ่าโรว โรวจึงถามว่าใครล่ะที่เป็นคนเฉลยว่ายูตะเป็นพ่อเด็ก และใครล่ะที่เปิดเผยว่ามัตสึโซเอะและทัตสึคาวะมีเป้าหมายในการฆ่าเด็ก โรวเชื่อว่าคนที่ฆ่ามัตสึโซเอะก็คือฮิโรเสะเองไม่ใช่ใครอื่น รวมถึงฮัน จุงกิด้วย และเพื่อปกป้องความลับของโอโนมิจินี่เอง ฮิโรเสะจึงยอมสละยูตะที่เป็นหนึ่งในลูกน้องของตน ยูตะที่ได้ยินก็ไม่อยากจะเชื่อและโรวบอกว่ามีทางเดียวที่จะรู้ได้ก็คือต้องเปิดเผยความลับของโอโนมิจิออกมา ในตอนนั้นพวกผู้เฒ่าแห่งฮิโรชิมะก็จะต้องพยายามหยุดยั้งไม่ให้ความลับโดนเปิดเผยอย่างเอาเป็นเอาตายเป็นแน่



บทที่ 12 ยักษ์ที่หลับไหล

ฮิโรชิมะ โอโนมิจิจินไกโจ

คุรุสึอยู่ในสำนักงานใหญ่ของตนและเหม่มองออกไปนอกกระจกพลางพูดกับตนเอง “ความลับที่โดนปกปิดเอาไว้ในโอโนมิจิจะไม่มีวันถูกเปิดเผยเด็ดขาด” และในตอนนั้นเองที่ฮิโรเสะก็ปรากฏตัวเข้ามาในห้อง ฮิโรเสะบอกว่าความลับโดนปกปิดเอาไว้ถึงเจ็ดสิบปีแล้ว ทำไมถึงจะมาโดนเปิดเผยเอาตอนนี้ คุรุสึบอกว่า “ความลับของโอโนมิจิถูกปกปิดเอาไว้ผ่านการเสียสละของผู้คนมากมาย และด้วยหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของฉันเองด้วย ถ้าจะปกปิดความลับต่อไปก็จำเป็นต้องมีคนเสียสละ จะช่วยจัดการให้ได้รึเปล่าล่ะฮิโรเสะ?” เมื่อกล่าวจบคุรุสึหันกลับมาก็พบว่าฮิโรเสะออกจากห้องไปแล้วเพราะรู้หน้าที่ของตนดี




โตเกียว คามุโร่โจ

ที่ร้านนิวเซเรน่า โรวนั้นนอนหมดสติบนโซฟาโดยมีผ้าพันแพลโพกศีรษะเอาไว้ ดาเตะบอกว่าตอนนี้สมาพันธ์ไซโอกำลังโกลาหลเพราะโรวหายตัวไป ดาเตะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรบ้างถ้าพวกนั้นรู้ว่าโรวอยู่ที่นี่ คิริวบอกว่าโรวไม่ควรอยู่ที่นี่นานจริงๆ แต่ตอนนี้ตนยังต้องการถามอะไรบางอย่างจากโรว


ทางด้านของโรวนั้นก็ฝันถึงอดีตในตอนที่ยูตะถือกำเนิด โรวบอกกับจิมมี่ว่าเด็กคนนั้นคือน้องชายของจิมมี่ แต่หลังจากวันนี้ไปจิมมี่จะไม่ได้พบหน้าน้องชายอีกเพราะน้องจะเป็นเพียงหลักประกันให้ตระกูลเท่านั้น โรวอธิบายว่าเพื่อให้องค์กรอยู่รอดจำเป็นจะต้องทิ้งเด็กผู้มีเลือดเนื้อเชื้อไขของตนไป โรวบอกว่าจิมมี่คือลูกชายเพียงคนเดียวของตนเท่านั้น



กาลเวลาผ่านไป จิมมี่เติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ที่กำลังโต้เถียงกับโรวอยู่เพราะจิมมี่และเอ็ดต้องการขยายอิทธิพลของสมาพันธ์ไซโอในญี่ปุ่นให้มากกว่าเดิม เพราะจิมมี่คิดว่าตอนนี้องค์กรสามารถปะทะกับยากูซ่าญี่ปุ่นได้แล้ว แต่โรวปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเพราะสมาพันธ์ไซโอมีข้อตกลงไม่โจมตีกันอยู่กับสหพันธ์โยเมอิ จิมมี่ไม่คิดเช่นนั้นและต้องการใช้เหล่าเด็กตลาดมืดเป็นรากฐานในการขยายอิทธิพล จิมมี่คิดว่าตนและเอ็ดสามารถยึดโตเกียวได้ด้วยซ้ำ

โรวบอกกับจิมมี่ว่าสมาพันธ์โทโจนั้นแข็งแกร่งกว่าที่คิด ทำให้จิมมี่เสนอว่าขอความร่วมมือจากสหพันธ์โยเมอิโดยใช้ความลับของโอโนมิจิมาแบล็คเมล์คุรุสึก็ได้ จิมมี่ขอให้โรวเปิดเผยความลับดังกล่าวให้ตนรู้พลางยอกย้อนคำพูดของโรวที่บอกว่าจำเป็นต้องทิ้งเด็กเพื่อปกป้ององค์กร จิมมี่คิดว่าตอนนี้ได้เวลาที่จะทิ้งสหพันธ์โยเมอิไปแล้ว แต่โรวบอกว่าตนไม่สามารถใช้ความลับของโอโนมิจิไปแบล็คเมล์โรวได้ เพราะว่าตน...

ในตอนนั้นเองโรวก็ตื่นจากความฝัน โรวกล่าวขอบคุณยูตะที่ช่วยรักษาแผลให้ แต่ยูตะบอกว่าที่ช่วยไม่ใช่เพราะใจอ่อนหรืออะไรแต่แค่ไม่อยากเห็นโรวตายต่อหน้าเท่านั้น จากนั้นคิริวก็เริ่มสอบถามข้อมูลจากโรวและขอคุยต่อในสิ่งที่คุยค้างไว้ ดาเตะเตือนโรวว่าตนเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน เพราะงั้นตนจะไม่สามารถมองข้ามอะไรก็ตามที่เป็นอาชญากรรมได้ โรวจึงบอกว่ามาถึงขั้นนี้จะปิดบังอะไรก็ไม่สำคัญแล้ว

คิริวถามโรวถึงเหตุผลที่สมาพันธ์ไซโอมาญี่ปุ่น และข้อพิพาทกับสมาพันธ์โทโจรวมถึงความเกี่ยวข้องกับความลับของโอโนมิจิ

โรวจึงเปิดเผยอย่างแรกออกมา “เรื่องความลับของโอโนมิจินั่นน่ะ ความจริงก็คือฉันเองก็ไม่ทราบ” ทำเอายูตะโพล่งออกมาทันทีว่าตนรู้แต่แรกว่าเชื่อใจโรวไม่ได้ ไม่แน่ว่าเรื่องฮิโรเสะก็น่าจะโกหกด้วยเช่นกันแต่คิริวห้ามเอาไว้ให้สงบสติอารมณ์ โรวอธิบายต่อว่าในสมาพันธ์ไซโอยุคก่อนหน้านี้ พ่อของตนและคุรุสึมักพูดกันถึงความลับของโอโนมิจิ พูดถึงแผนการหนึ่ง มันเกี่ยวกับอะไรบางอย่างตั้งแต่สมัยสงครามโลกที่อาจเกี่ยวข้องกับความลับทางการทหาร โรวเชื่อว่าอย่างนั้น

ดาเตะกล่าวแทรกขึ้นมาว่า ในตอนนั้นสหพันธ์โยเมอิยังไม่ก่อตั้งด้วยซ้ำ แล้วทำไมบริษัทอู่ต่อเรืออิวามิและสมาพันธ์ไซโอถึงมีข้อตกลงกันได้ โรวเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่โรวได้รู้ว่ามีความลับบางอย่างอยู่ในปี 1985 ก่อนที่พ่อของตนจะตายไป แต่รายละเอียดโดยแท้ก็ไม่รู้เลย ซึ่งในตอนที่พ่อของโรวตาย โรวก็ได้รับสืบทอดสิ่งที่จะเป็นกุญแจในการเปิดเผยความลับนั้น มันเป็นรหัสที่ระบุถึงสถานที่บางอย่างในโอโนมิจิ แต่ล่วงเลยมาสามสิบปีตนก็ยังไม่สามารถถอดรหัสนั้นได้

คิริวได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจว่าโรวได้รหัสมาในช่วงที่คิริวเข้าสมาพันธ์โทโจพอดี โรวก็คิดถึงญี่ปุ่นในยุคนั้นว่ารุ่งเรืองมากแค่ไหน จากนั้นโรวก็เล่าถึงการที่อิวามิสร้างตัวตนอีกคนหนึ่งขึ้นมาและกลายเป็นคุรุสึ โรวบอกว่าหน้าฉากคือหัวหน้าของบริษัทอู่ต่อเรืออิวามิ แต่หลังฉากคือหัวหน้าของสหพันธ์โยเมอิ นอกจากนั้นแล้วคุรุสึยังคงมีสถานะเป็นผู้บงการอีกด้วย ดาเตะบอกว่าสหพันธ์โยเมอินั้นขึ้นมามีอำนาจอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลก และคาดว่าความลับของโอโนมิจิก็เริ่มต้นจากจุดนั้น อาจเป็นอะไรบางอย่างที่คุรุสึบังเอิญไปเจอเข้าจากการทำธุรกิจใต้ดิน โรวเองก็ไม่รู้แต่ที่รู้ก็คือคุรุสึนั้นชอบทำอะไรแบบลับๆ เสมอ

คิริวถามถึงการลักลอบพาเด็กตลาดมืดเข้าญี่ปุ่น โรวจึงเล่าเบื้องหลังให้ฟังว่าคุรุสึให้การช่วยเหลือโดยใช้ประโยชน์จากบริษัทต่อเรือของตนและจัดแจงเส้นทางเดินเรือลับเพื่อลักลอบขนเด็กเข้ามา และก็รวมถึงการใช้เส้นสายกับเจ้าหน้าที่รัฐและจัดแจงทะเบียนปลอมเอาไว้ให้เด็กเหล่านั้น คุรุสึเป็นคนสำคัญในการลักลอบขนคนเข้าญี่ปุ่นเลย แต่คุรุสึน่าจะทำไปเพื่อปกป้องความลับของโอโนมิจิเท่านั้น จากนั้นสมาพันธ์ไซโอในจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีคำสั่งมาไม่ให้ปะทะกับใครและบอกให้หลีกเลี่ยงการติดต่อกับคุรุสึ ซึ่งโรวคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับความลับของโอโนมิจิเช่นกัน

ดาเตะถามว่าแล้วเป็นมายังไงสมาพันธ์ไซโอถึงเข้ามาในญี่ปุ่นได้ โรวบอกว่าทั้งหมดเป็นเพราะลูกชายของคุรุสึนั่นคืออิวามิ ทสึเนะโอะที่เป็นคนจัดแจงทุกอย่างโดยร่วมมือกับจิมมี่ โรวและซึไกแห่งสมาพันธ์โทโจเป็นการลับ

ในวันที่เกิดเพลิงไหม้ย่านอาจิอาไกนั้น ซึไกเฝ้าดูสถานการณ์จากมิลเลนเนียมทาวเวอร์พร้อมกับคนอื่นๆ ซึ่งก็มีบิ๊ก โรว รวมถึงจิมมี่ โรวและอิวามิ ทสึเนะโอะ ทสึเนะโอะบอกกับโรวว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกและแสดงความยินดีที่โรวมีทายาทที่ดี จิมมี่บอกว่าพ่อของตนไม่ค่อยจะชมเชยตนนักจึงหวังว่าวันนี้พ่อจะยอมรับในสิ่งที่ตนทำ ก่อนที่จิมมี่จะเปลี่ยนไปพูดภาษาจีนกับโรวและบอกว่าพื้นที่ที่เกิดเพลิงไหม้นั้นจะกลายเป็นพื้นที่ปกครองของสมาพันธ์ไซโอนับแต่วันนี้ไป โรวไม่ชอบใจนักและบอกว่าทำแบบนั้นมันเห็นแก่ตัวเกินไป แม้ตนจะอยากขยายอิทธิพลเข้ามาในคามุโร่โจแต่คุรุสึบอกเอาไว้ไม่ให้เข้ามาก้าวก่าย และจิมมี่เองก็น่าจะทราบเหตุผลดี



ซึไกถามว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่รึ แต่โรวทำเป็นไม่ได้ยินและบอกจิมมี่ว่าเราจะไม่คุยเรื่องนี้กันที่นี่ ก่อนที่โรวจะบอกจิมมี่ให้กลับกันได้แล้ว โรวขอให้ทสึเนะโอะฝากสวัสดีพ่อของทสึเนะโอะด้วย แต่ทสึเนะโอะขอให้โรวรอก่อนเพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพ่อของตน จากนั้นทสึเนะโอะก็เปลี่ยนไปพูดภาษาจีนกับโรวว่าโรวไม่สามารถปฏิเสธที่จะคุยได้แน่นอน เพราะมันเกี่ยวกับความลับของโอโนมิจิ ทสึเนะโอะรู้ว่าโรวไม่ทราบว่าความลับนั้นคืออะไร แต่ทสึเนะโอะบอกว่าวันก่อนตนพาจิมมี่ไปทานอาหาร แต่จิมมี่ดื่มหนักจนเมาและเริ่มพูดออกมาว่า “พ่อน่ะไม่คิดว่าเราจะข่มขู่คุรุสึเรื่องความลับได้หรอก เพราะพ่อกลัวเกินกว่าที่จะโกหก” โรวที่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธลูกตัวเองมาก ทสึเนะโอะบอกว่าสาเหตุที่สมาพันธ์ไซโอมีข้อตกลงไม่รุกรานกับญี่ปุ่นก็เพื่อที่คุรุสึจะได้ไม่ต้องเปิดเผยความลับไงล่ะ แต่ทสึเนะโอะก็บอกให้โรวสบายใจได้เพราะตนจะไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อแน่นอน แต่ถ้าวันไหนที่พ่อรู้เข้าบรรดาเด็กตลาดมืดทุกคนในฮิโรชิมะก็จะต้องโดนจัดการ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่สวยเท่าไหร่

โรวถามว่าจุดประสงค์ที่ทสึเนะโอะพาสมาพันธ์ไซโอเข้ามาในคามุโร่โจคืออะไร ทสึเนะโอะจึงตอบว่า “แผนการปฏิรูปสมาพันธ์โทโจแห่งคามุโร่โจไงล่ะ”

คิริวที่นั่งฟังมาตลอดก็สงสัยว่าแผนการดังกล่าวคืออะไร โรวบอกว่าเป้าหมายของทสึเนะโอะก็คือการใช้ซึไกและโซเมยะเพื่อยึดครองสมาพันธ์โทโจ และสุดท้ายทุกอย่างในคามุโร่โจก็จะตกเป็นของทสึเนะโอะ สมาพันธ์ไซโอเองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมเท่านั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นการวางแผนของทสึเนะโอะ รวมถึงการจับกุมประธานรุ่นที่หกของสมาพันธ์โทโจด้วย แน่นอนว่าทสึเนะโอะวางแผนที่จะฆ่าโรวหลังจากหมดประโยชน์แล้ว แต่กลายเป็นจิมมี่ที่ต้องมาตายแทน โรวคิดว่าความบ้าบิ่นของทสึเนะโอะคงทำให้คุรุสึปวดหัวไม่น้อย คุรุสึคงกลัวว่าโรวจะเปิดเผยความลับของโอโนมิจิหลังจากที่จิมมี่โดนฆ่า จึงได้ส่งฮิโรเสะมาไล่ให้โรวออกไปจากญี่ปุ่นและเสนอให้ยูตะเป็นทายาทคนใหม่แทน

ยูตะก็ยังคงไม่เชื่อว่าฮิโรเสะจะทำแบบนั้น โรวถามว่าคิริวเคยสงสัยฮิโรเสะบ้างรึไม่ และคิริวก็บอกว่ามันทำใจเชื่อได้ยากว่านั่นเป็นคนเดียวกับที่ให้ที่พักพิงแก่ฮารุกะและฮารุโตะมาเป็นเวลานาน คิริวเองก็อยากจะเชื่อใจฮิโรเสะเหมือนกัน โรวบอกว่าตนอยากคุยกับคิริวตามลำพังจึงขอให้ขึ้นไปคุยกันบนดาดฟ้าแทน

ก่อนที่คิริวจะขึ้นไปหาโรวนั้น ดาเตะก็พูดขึ้นมาว่าในตอนที่คิริวและยูตะอยู่ในย่านอาจิอาไกนั้น ตนได้พาฮารุโตะไปที่โรงพยาบาลตำรวจเพื่อเยี่ยมฮารุกะ ในตอนนั้นเองที่น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของฮารุกะที่ปิดสนิทอยู่ ดูเหมือนว่าเธอพยายามที่จะฟื้นขึ้นมาให้ได้ อย่างน้อยก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี คิริวได้ฟังก็ยิ้มออกมาและกล่าวขอบใจดาเตะ

ที่บนดาดฟ้า โรวบอกว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที โรวจึงได้ฝากฝังความลับของโอโนมิจิให้แก่คิริวนั่นคือ SD Card ที่ด้านในเป็นข้อมูลที่หัวหน้ารุ่นก่อนมอบหมายให้แก่โรว คิริวสามารถโหลดข้อมูลดังกล่าวลงโทรศัพท์ได้และนั่นจะเป็นกุญแจในการเปิดเผยความลับออกมา โรวนั้นไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลดังกล่าวได้ แต่ถ้าเป็นคนที่รู้จักโอโนมิจิดีก็อาจจะเข้าใจ ซึ่งโรวก็ได้เตือนคิริวอีกครั้งว่าให้ระวังฮิโรเสะให้ดี คนๆ นั้นจะฆ่าใครก็ตามที่เข้าใกล้ความลับดังกล่าว



คิริวถามว่าทำไมถึงให้สิ่งนี้แก่ตน โรวบอกว่าเพราะคิริวเป็นพ่อบุญธรรมของฮารุกะ เป็นพ่อของสาวน้อยที่ลูกชายของตนหลงรัก ในแง่หนึ่งทั้งตนและคิริวก็ถือเป็นคนที่เกี่ยวดองกันแล้ว โรวขอฝากฝังยูตะให้คิริวดูแลด้วย เพราะตอนนี้มันสายเกินไปที่โรวจะทำหน้าที่พ่อที่ดีให้แก่ยูตะได้ ในตอนที่โรวกำลังจะจากไปนั้น คิริวถามว่าที่ตอนแรกโรวบอกว่าเวลาเหลือน้อยเต็มทีนั้นหมายความว่าอย่างไร โรวจึงอธิบายว่าตนได้บอกกับสมาพันธ์ไซโอแล้วว่าตนจะไม่ตั้งยูตะเป็นทายาท นั่นแปลว่าตนละเมิดกฏโลหิตและทำให้องค์กรจำเป็นต้องหาคนขึ้นมาเป็นหัวหน้าคนใหม่แทน และในระหว่างนั้นสมาพันธ์ไซโอก็จะต้องหาบทลงโทษโรวที่ละเมิดกฎไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในไม่ช้ามือสังหารก็จะตามล่าตนจนพบและตนก็ไม่อยากทำให้คิริวรวมถึงคนอื่นๆ ต้องลำบาก จากนี้ไปตนคิดว่าสมาพันธ์ไซโอน่าจะไปจากย่านอาจิอาไกแล้ว แต่ตนก็เสียใจที่ไม่สามารถฆ่าทสึเนะโอะเพื่อล้างแค้นให้จิมมี่ได้

คิริวถามว่ามีอะไรที่โรวอยากฝากบอกยูตะรึเปล่า โรวจึงพูดว่า “ฉันเป็นคนที่พยายามจะฆ่าลูกชายของเด็กคนนั้น ฉันดีใจที่สุดท้ายได้เห็นหน้าตาอันน่ารักของหลานชาย ฉันคิดว่านอกเหนือจากนี้แล้วพูดอะไรไปก็คงไม่เชื่อหรอก”

เมื่อคิริวกลับลงมาด้านล่างก็ได้บอกกับทุกคนว่าจากนี้ไปก็คงจะไม่ได้เจอโรวอีกแล้ว แต่โรวก็ได้ให้กุญแจสำคัญที่จะพาไปสู่ความลับของโอโนมิจิมาให้ หลังจากนี้คิริวจะกลับไปที่โอโนมิจิทันที แต่ก่อนอื่นเลยคิริวคิดจะไปคุยกับสมาชิกกลุ่มฮิโรเสะคนอื่นๆ ก่อน เพราะพวกนั้นรักและนับถือฮิโรเสะมากแต่สุดท้ายอาจต้องเผชิญหน้ากัน คิริวจึงต้องไปอธิบายทุกอย่างให้ฟัง ดาเตะสงสัยว่าทำไมจะต้องไปโอโนมิจิเดี๋ยวนี้เลยด้วย เพราะทั้งฮารุกะและฮารุโตะต่างก็ปลอดภัยแล้วเมื่อโรวเลิกตามล่า คิริวบอกว่าตนเป็นคนที่ทำให้คนอื่นในกลุ่มฮิโรเสะต้องมาพัวพัน เพราะฉะนั้นตนจะต้องสะสางเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ดาเตะจึงบอกว่า “โว้ย แกนี่มันไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ ว่ะ เออเอาเถอะ จะทำแบบนั้นก็ตามใจ”

คิริวบอกให้ยูตะพาฮารุโตะไปเยี่ยมฮารุกะ แต่ยูตะก็อยากกลับไปโอโนมิจิด้วย แน่นอนว่าคิริวปฏิเสธและบอกว่าในวันที่ตนต้องมองแม่ของฮารุกะตายไปต่อหน้าต่อตานั้น ตนได้สาบานกับตัวเองว่าจนกว่าวันที่ฮารุกะจะเจอคนที่เธอรักหรือมีลูก ตนก็จะเป็นพ่อให้แก่ฮารุกะเอง คิริวบอกว่าตอนนี้ต้องมีใครสักคนไปอยู่เคียงข้างฮารุกะแต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของคนเป็นพ่อ มันเป็นหน้าที่ของยูตะต่างหาก

ยูตะไม่เห็นด้วยและบอกว่าที่คิริวพูดมาเกี่ยวกับฮิโรเสะนั้นเหลวไหลทั้งเพไม่ต่างจากโรวเลย ตนจะไปโอโนมิจิเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฮิโรเสะ และถ้าฮิโรเสะไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวหาล่ะก็คราวหน้าตนจะฆ่าโรวจริงๆ

ดาเตะจึงแทรกเข้ามาแล้วใส่กุญแจมือยูตะทันที พลางบอกว่ามาพูดจาแบบนั้นต่อหน้าตำรวจน่ะไม่ได้หรอกนะ แล้วดาเตะก็อยากจะขอสอบสวนเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ในย่านอาจิอาไกก่อนหน้านี้ด้วย ยูตะพยายามบอกว่าตนแค่พูดเล่น แต่ยังไงดาเตะก็ไม่ปล่อยไปง่ายๆ ดาเตะหันมาพูดกับคิริวว่าตนเองก็เป็นพ่อที่มีลูกสาวเหมือนกันเลยอยากถามว่ารู้สึกยังไงบ้างที่วันนึงลูกสาวก็โดนไอ้หนุ่มสักคนมารับตัวไป ดาเตะบอกว่าตนเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลย คิริวได้ยินแล้วก็หัวเราะเบาๆ พลางบอกว่าจู่ๆ อย่ามาทำตัวเป็นรุ่นพี่ไปหน่อยเลยน่า จากนั้นดาเตะก็พายูตะออกไปจากร้าน

ฮิโรชิมะ โอโนมิจิจินไกโจ

ทันทีที่คิริวกลับมาถึงโอโนมิจิ ก็เผชิญหน้ากับคนจากสหพันธ์โยเมอิทันทีโดยที่คนเหล่านั้นฝากข้อความมาจากคุรุสึให้คิริวว่า “โปรดออกไปจากเมืองทันที” แน่นอนว่าคิริวปฏิเสธ การต่อสู้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้



เมื่อคิริวกลับไปที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะแล้วก็ได้ยินรายงานข่าวเกี่ยวกับไดโดวจิ มิโนะผู้มีอาการไม่สู้ดีนัก ไดโดวจินั้นเป็นผู้บงการจากยุคโชวะและยังเป็นหนึ่งในทหารยศสูงประจำกองทัพเรือช่วงหลังสงครามไดโดวจิยังคงมีอิทธิพลต่อรัฐบาลในยุคต่อๆ มา เมื่อคิริวเข้าไปในสำนักงาน นากุโมะก็สอบถามว่าทำไมถึงกลับมา ส่วนทากาชิระก็ถามว่ายูตะยังปลอดภัยดีไหม คิริวตอบว่าไม่ต้องเป็นห่วงก่อนจะขอให้ทุกคนนั่งลงเพื่ออธิบายสถานการณ์ให้ฟัง

ทุกคนตะลึงกับสิ่งที่คิริวเล่าให้ฟัง นากุโมะบอกว่าตนไม่เคยได้ยินอะไรที่เหลวไหลแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิตซึ่งมัตสึนากะก็เห็นด้วย คิริวถามว่าฮิโรเสะนั้นอยู่ที่ไหนแต่ทุกคนก็ไม่ทราบ คิริวบอกสิ่งที่โรวเล่ามาให้ทุกคนทราบว่าถ้าตนพยายามจะเปิดเผยความลับของโอโนมิจิเมื่อไหร่ ฮิโรเสะก็จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงและพยายามฆ่าตนแน่นอน นากุโมะนั้นโกรธมากเพราะฮิโรเสะคอยดูแลตนและมัตสึนากะมาตั้งแต่เด็ก ที่คิริวพูดแบบนี้ก็เพราะเชื่อคำโกหกของพวกมาเฟียจีน แม้คิริวจะพยายามอธิบายว่าตนเองก็ไม่เชื่อในทีแรก แต่นากุโมะก็ไม่ยอมฟัง นากุโมะเรียกคิริวว่าคุณคิริวแทนที่จะเรียกลูกพี่เหมือนอย่างเคย ถึงคิริวจะเสนอให้ลองทดสอบดูโดยการเปิดเผยความลับของโอโนมิจิ แต่นากุโมะก็ตอบว่าตนไม่จำเป็นต้องฟังคำพูดของอดีตยากูซ่า จากนั้นนากุโมะก็เข้ามาสู้กับคิริว

หลังจากที่คิริวชนะ นากุโมะเห็นทากาชิระและมัตสึนากะเดินเข้ามาจึงคิดว่าทั้งสองคนจะเข้ามาช่วย นากุโมะจึงเตือนว่าไม่ต้องเข้ามายุ่ง แต่ที่จริงแล้วทั้งสองคนชี้ให้เห็นคนจากลุ่มหลักที่มุ่งหน้ามาต่างหาก สุดท้ายทุกคนจึงร่วมมือกันต่อกรกับคนจากกลุ่มหลัก จนสุดท้ายนากุโมะก็ยอมรับว่าสิ่งที่คิริวพูดมานั้นอาจมีส่วนจริงก็เป็นได้ เพราะอย่างน้อยหัวหน้าคุรุสึก็พยายามปกป้องความลับของโอโนมิจิอย่างเอาเป็นเอาตาย คิริวพูดว่าตนเข้าใจที่ทุกคนจะต้องยืนหยัดปกป้องหัวหน้าของกลุ่มฮิโรเสะ นากุโมะใคร่ครวญแล้วจึงตัดสินใจว่าพวกตนจะช่วยคิริวเปิดเผยความลับดังกล่าว แต่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าพวกตนทำไปเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฮิโรเสะเท่านั้น นากุโมะขอให้คิริวขออภัยหากความจริงแล้วฮิโรเสะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง คิริวก็รับปากโดยดี จากนั้นนากุโมะจึงกลับมาเรียกคิริวว่าลูกพี่ตามเดิม

คิริวส่งรหัสที่ได้รับมาจากโรวให้ทุกคนดูเพราะต้องการขอให้ช่วยกันถอดรหัสดังกล่าวซึ่งเขียนอยู่ว่า

J7B7R36N1M7E9O22I1K1



ทุกคนที่เห็นต่างก็งุนงงเหมือนกัน แต่แล้วทากาชิระก็พูดขึ้นมาว่ามันอาจเป็นรหัสแทนคำก็ได้ ทากาชิระจึงยกตารางตัวอักษรฮิรากานะออกมา และใช้ตัวเลขแทนที่ตัวอักษร เช่นคำว่า คนนิจิวะ ก็จะกลายเป็น 15100423251 และในเมื่อโรวบอกว่าต้องคนที่คุ้นเคยกับโอโนมิจิดีเท่านั้นจึงจะคิดออก กุญแจไขรหัสก็น่าจะซ่อนอยู่ซักที่ในเมือง ทุกคนจึงตัดสินใจออกตระเวนทั่วเมืองหาคำตอบกัน แต่ทากาชิระนั้นขอหาข้อมูลทางออนไลน์แทน

คิริวพบว่าหลักศิลาที่จารึกบทกวีทั่วเมืองโอโนมิจินั้นคือกุญแจถอดรหัส ตัวอักษรนั้นคืออักษรตัวแรกของผู้ประพันธ์ ส่วนตัวเลขคือลำดับที่ของตัวอักษรในบทกวี ทากาชิระรวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกัน แล้วก็ได้ข้อความออกมาว่า “ทะเล กองทัพ วารี ทหาร ภูผา ชื่อ ถนน หลุมศพ ใหญ่” มัตสึนากะบอกว่าในสุสานก็มีหลุมศพขนาดใหญ่อยู่ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น และก็แน่นอนว่าข้อความดังกล่าวถูกจารึกเอาไว้บนหลุมศพหนึ่ง นากุโมะทำการสำรวจดูและก็พบกับภาพวาดของอู่ต่อเรืออิวามะตั้งแต่สมัยก่อน ทากาชิระคิดว่าน่าจะเป็นสมัยก่อนสงครามเสียอีกเมื่อพิจารณาจากลักษณะเรือในภาพ คิริวจึงบอกว่านี่แหละสถานที่ในภาพซุกซ่อนความลับของโอโนมิจิเอาไว้



ทุกคนติดต่อกับอิโนะและขอใช้บริการเรือไปส่งที่อู่ต่อเรืออีกครั้ง ซึ่งทากาชิระก็บอกว่าตนน่าจะพาทุกคนไปจุดหมายได้เพราะตนเคยมาอู่ต่อเรือหลายครั้งเหมือนกัน

ที่อู่ต่อเรือ ทุกคนเจอกับยากูซ่าของสหพันธ์โยเมอิมากมาย ทุกคนร่วมมือกันฝ่าฟันโดยในระหว่างทางมัตสึนากะและนากุโมะอาสารั้งท้ายเพื่อถ่วงเวลาให้ สุดท้ายแล้วทั้งคิริวและทากาชิระก็มาถึงปลายทางและได้ต่อกรกับคนจากกลุ่มหลัก คิริวพูดขึ้นมาอย่างแข็งกร้าว “ฉันจะแสดงให้เห็นว่ายากูซ่าของจริงเป็นยังไง”

ไม่มีใครเลยที่สามารถทนมือทนเท้าคิริวได้ และในตอนที่ทากาชิระกำลังจะเปิดประตูเพื่อเผยความลับ ฮิโรเสะก็ปรากฏตัวขึ้นโดยสวมหน้ากาก ฮิโรเสะไม่รีรออะไรและใช้มีดเข้าโจมตีคิริว แม้จะไม่สัมฤทธิ์ผลแต่มีดอีกเล่มถูกปาออกไปจนปักเข้าที่ขาของทากาชิระ คิริวเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นฮิโรเสะจริงๆ จนกระทั่งฮิโรเสะถอดหน้ากากออกด้วยตนเอง มัตสึนากะและนากุโมะที่ตามมาทันจากด้านบนของอู่ต่อเรือก็เห็นอย่างชัดเจนเช่นกัน



คิริวถามว่าฮิโรเสะนั้นใช้ประโยชน์จากยูตะ ฮารุโตะและฮารุกะเพื่อปกป้องความลับของโอโนมิจิจริงรึ แต่ฮิโรเสะไม่ใส่ใจจะตอบพลางหันไปเรียกทากาชิระที่พยายามจะเข้าไปด้านในประตู ฮิโรเสะบอกว่าถ้าเข้าไปด้านในก็จะต้องตกที่นั่งลำบากนะ ทากาชิระถามว่าฮิโรเสะส่งยูตะไปจัดการกับโรวจริงหรือแต่ก็ไม่ได้คำตอบกลับมา ทากาชิระจึงเข้าไปด้านในจนได้ ฮิโรเสะขอให้คิริวหลบไปเพื่อที่ตนจะได้ตามไปจัดการกับทากาชิระ แต่คิริวบอกว่าตนมีหน้าที่ต้องอธิบายความจริงให้ทุกคนในกลุ่มฮิโรเสะได้รู้ ฮิโรเสะจึงขอให้หลบไปอีกครั้ง คิริวพลันตอบกลับอย่างแข็งกร้าว “ก็ลองดูสิ” ทั้งคู่จึงต่อสู้กันอย่างเลี่ยงไม่ได้

คิริวเอาชนะฮิโรเสะลงได้ และนากุโมะกับมัตสึนากะก็ตามมาทัน  ในตอนนั้นเองเสียงหวูดไซเรนดังไปทั่วบริเวณพร้อมกับพื้นดินที่สั่นสะเทือน นากุโมะสงสัยมากว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ฮิโรเสะจึงตอบว่า “ความพ่ายแพ้ของฉันไงล่ะ”

ทากาชิระออกมาจากด้านในประตูและบอกว่าตนเห็นคันโยกอยู่จึงจัดการสับคันโยกลงมา จากนั้นก็มีเสียงไซเรนดังขึ้นจนเผยให้เห็นความลับของโอโนมิจิ มันคือเรือรบขนาดยักษ์ที่โผล่ขึ้นมาจากใต้ทะเลนั่นเอง มัตสึนากะที่เห็นจึงบอกว่านั่นมันเรือรบยามาโตะ แต่แล้วคุรุสึก็ปรากฏตัวขึ้นมาและบอกว่านั่นไม่ใช่ยามาโตะหรอก แต่มันเหนือล้ำกว่ายามาโตะเสียอีก เรือนั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของ “เรือรบญี่ปุ่นขนาดมหึมา” เป็นความลับอย่างสุดท้ายของกองทัพเรือญี่ปุ่น สิ่งนั้นเกือบจะได้เป็นอาวุธสุดยอด เป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดของโลก มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างเป็นความลับ แต่แม้สงครามจะจบไปแล้วมันก็ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะในระหว่างการก่อสร้างนั้นประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเพราะสงคราม ดังนั้นคุรุสึจึงร่วมมือกับสมาพันธ์ไซโอและใช้แรงงานจากผู้อพยพจีนที่ไร้ที่อยู่จากสงครามแทน และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหัวหน้าของสมาพันธ์ไซโอจึงรู้ความลับนี้ด้วย



คิริวสังเกตว่าโรวนั้นรู้ความลับจากหัวหน้าคนก่อน และคุรุสึบอกว่าโชคร้ายที่รุ่นก่อนไม่มีโอกาสได้เห็นเรือรบด้วยตาตนเอง อู่ต่อเรืออิวามินั้นขาดทุนอย่างหนักในตอนที่สงครามจบลง แต่เงินชดเชยก็มาจากคนๆ หนึ่ง คนที่เป็นอดีตนายทหารแห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นนั่นคือไดโดวจิ มิโนะ ไดโดวจิได้จัดแจงให้การก่อสร้างดำเนินต่อไปด้วยเหตุผลของตนเอง หากจะให้กล่าวไปแล้วก็เพราะไดโดวจิยักยอกงบประมาณมาจ่ายค่าสร้างเรือรบลำนี้ พอสงครามจบลงและคำสั่งสลายกำลังพลทุกภาคส่วนออกมาแล้ว ไดโดวจิจึงพยายามปิดบังเรือรบลำนี้เอาไว้ ไดโดวจิได้ให้สัญญากับคุรุสึว่าจะให้เงินชดเชยอย่างงามหากว่าทุกอย่างจะถูกปิดเป็นความลับ

มัตสึนากะจำได้ว่าไดโดวจิที่ว่า ก็คือผู้บงการจากยุคโชวะที่ปู่ของตนเคยพูดถึง และข่าวก็ออกมาว่าตอนนี้ไดโดวจิใกล้ตายเต็มทีแล้วด้วย คุรุสึยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันก่อนจะเล่าต่อว่ากองทัพสลายกำลังไปในปี ค.ศ.1952 ไดโดวจิที่หลีกเลี่ยงการโดนเปิดโปงมาได้ก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตในฐานะผู้บงการรัฐบาลในยุคหลังสงครามแทน ไดโดวจิจ่ายค่าชดเชยให้แก่อู่ต่อเรืออิวามิสำหรับค่าใช้จ่ายในการสร้างเรือด้วยเงินที่ได้มาจากธุรกิจมืด ส่วนที่เหลือก็บงการให้มีการออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ด้านการเงินให้แก่คุรุสึ ซึ่งคุรุสึก็คิดว่ามันเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม

สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือทั้งคุรุสึและไดโดวจิต่างก็มีข้อตกลงใต้โต๊ะกับคนในรัฐบาลมาหลายปีและหลายสมัย ถ้าหากเรือรบญี่ปุ่นขนาดยักษ์นี้ปรากฏต่อสาธารณชนก็จะทำให้ข้อตกลงต่างๆ เหล่านั้นถูกเปิดโปงมาด้วย ซึ่งก็จะเป็นการไม่ดีกับรัฐบาลและกับประเทศนี้ทั้งประเทศเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้สหพันธ์โยเมอิจึงถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องความลับนี้

เดิมทีองค์กรถูกก่อตั้งขึ้นมาโดยประกอบไปด้วยสมาชิกระดับบริหารของอู่ต่อเรืออิวามิที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเรือรบดังกล่าว วัตถุประสงค์เดียวขององค์กรก็คือป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหล ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่สหพันธ์โยเมอิจะต้องขยายอิทธิพลออกไปนอกฮิโรชิมะเหมือนอย่างที่ยากูซ่าปกติจะทำ แต่แล้วสามสิบปีต่อมาจุดเปลี่ยนก็มาถึง ไดโดวจิได้มาหาคุรุสึพร้อมกับข้อเสนอเพื่อให้ความลับถูกปกปิดเอาไว้ตลอดไป ในตอนนั้นเองคนที่รู้ความลับนั้นเหลืออีกไม่มากแล้วจึงมีการตัดสินใจปิดปากผู้รู้ความลับทั้งหมด คุรุสึจึงมอบหมายให้ฮิโรเสะที่เป็นคนมีฝีมือที่สุดในฮิโรเสะให้จัดการลงมือ

คิริวหันไปมองหน้าฮิโรเสะที่นอนพังพาบอยู่กับพื้นและบอกว่าตนอยากฟังจากปากของฮิโรเสะเองด้วย ฮิโรเสะจึงเปิดเผยว่าครอบครัวของตนทุกคนตายในระเบิดปรมาณูที่ทำให้ฮิโรชิมะราบเป็นหน้ากลอง ในตอนนั้นตนอายุเพียง 14 ปีและก็ได้เป็นหนึ่งในแก๊งอันธพาล วันหนึ่งคนในแก๊งเสนอให้ไปที่อู่ต่อเรือเพื่อขโมยของในนั้น ทีแรกฮิโรเสะก็ไม่ได้สนใจแต่ด้วยความที่อยากทำตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มจึงไม่ได้ห้ามปราม แต่แล้วทุกคนก็โดนจับได้

ในครั้งแรกที่ฮิโรเสะได้พบกับคุรุสึนั้น คุรุสึประทับใจในความกล้าของฮิโรเสะจึงได้ชวนให้มาทำงานด้วย คุรุสึบอกว่าฮิโรเสะอยู่กับแก๊งอันธพาลไปก็มีแต่จะใช้ความสามารถไปโดยเปล่าประโยชน์ตนจะทำให้ฮิโรเสะเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวเอง ดังนั้นฮิโรเสะจึงได้เข้ามาเป็นยากูซ่าในสหพันธ์โยเมอิ ซึ่งที่นั่นฮิโรเสะรู้สึกราวกับว่าได้พบกับที่อยู่ของตน และมุ่งมั่นอุทิศตนเองที่จะแข็งแกร่งขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ฮิโรเสะดีใจที่สุดก็คือคำชมเชยจากหัวหน้าคุรุสึเอง

ฮิโรเสะในปัจจุบันหันไปมองคุรุสึและกล่าวว่า “ผมขอขอบคุณหัวหน้าสำหรับทุกอย่าง ตลอดช่วงหลายปีมานี้”

ฮิโรเสะเล่าต่อถึงเหตุการณ์ที่ตนได้รับการชักชวนจากคุรุสึให้ปกป้องความลับของโอโนมิจิ ในวันนั้นคุรุสึได้เรียกฮิโรเสะเข้าไปในห้องก่อนถามว่าสำหรับฮิโรเสะแล้วตนเป็นอะไร ฮิโรเสะที่ได้ยินเช่นนั้นก็งุนงงก่อนจะตอบว่าคุรสึก็คือหัวหน้าของสหพันธ์โยเมอิและอู่ต่อเรืออิวามิ อีกทั้งยังเป็นชายผู้มีเงินและอำนาจมหาศาลอีกด้วย ถือเป็นชายสมบูรณ์แบบก็ว่าได้และเป็นคนเดียวที่ฮิโรเสะเรียกว่าหัวหน้า คุรสึบอกว่าตนรักฮิโรชิมะ รักธรรมชาติอันงดงามและความมีชีวิตชีวาของเมือง ตนรักผู้คนในเมืองและก็เพราะอู่ต่อเรืออิวามิสร้างงานให้แก่ทุกคนในฮิโรชิมะด้วย แต่แล้วคุรุสึก็บอกว่าทั้งสหพันธ์โยเมอิและอู่ต่อเรืออิวามิอาจถึงกาลอวสานได้ ฮิโรเสะตกตะลึงมาก คุรุสึจึงบอกว่าที่โอโนมิจินี้มีความลับซุกซ่อนอยู่ เมื่อใดที่ความลับถูกเปิดเผยทั้งบริษัทและองค์กรต่างก็ต้องล่มสลายรวมถึงคุรุสึเองด้วย คุรุสึกล่าวว่าตนบอกความลับนั้นให้ฮิโรเสะรู้ไม่ได้ แต่ฮิโรเสะก็บอกว่ามันไม่สำคัญหรอก ใครก็ตามที่ข่มขู่คุรุสึไม่ว่าพวกมันจะทำอะไรก็ตาม ตนจะไปฆ่าพวกมันให้เอง

คุรุสึเตือนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขได้โดยการฆ่าใครคนใดคนหนึ่ง และก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องการเพียงการใช้กำลังด้วย ความลับของโอโนมิจิสามารถทำลายได้ทั้งอู่ต่อเรืออิวามิและสหพันธ์โยเมอิและทำให้ฮิโรชิมะต้องสั่นคลอนได้เลยด้วยซ้ำ คุรุสึต้องการร่วมมือกับฮิโรเสะเพื่อปกป้องความลับ แต่ตนอยากรู้ว่าฮิโรเสะยินดีเสี่ยงชีวิตไหมล่ะ ฮิโรเสะยินดีต่อให้ตนเองจะไม่รู้ว่าความลับคืออะไรก็ตาม

เพื่อที่จะแสดงให้ดูว่าเรื่องนี้หนักหนาเพียงใด คุรุสึจึงทำการเรียกตัวสมาชิกรายหนึ่งของสหพันธ์โยเมอิเข้ามาในห้อง ชายผู้โชคร้ายนั้นโดนคุรุสึยิงปืนเข้าใส่กลางหน้าผากทันที คุรุสึบอกว่านี่ถือเป็นครั้งแรกที่ตนฆ่าคน ฮิโรเสะถึงกับพูดไม่ออกคุรุสึจึงถามว่าฮิโรเสะจะเรียกตำรวจมาเล่นงานตนหรือจะร่วมมือกับตนเพื่อปกป้องความลับไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่กันล่ะ เพราะเพื่อปกป้องความลับแล้วตนยินดีทำทุกอย่างต่อให้ต้องกลายเป็นปิศาจก็ตาม คุรุสึก้มหัวให้ฮิโรเสะและขอร้องให้ฮิโรเสะปกป้องความลับร่วมกับตน



หลังจากเล่าย้อนความเสร็จสิ้น ฮิโรเสะบอกว่าความทรงจำในคืนนั้นยังคงแจ่มชัด เพราะหลังจากนั้นตนก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้อะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว คิริวบอกว่าฮิโรเสะนั้นฆ่าคนไปมากมายเพื่อปกป้องความลับ ฮิโรเสะจึงบอกว่าทุกอย่างมันเป็นงาน แต่แล้วก็หัวเราะออกมาและบอกว่าตนโกหกน่ะ เพราะในตอนที่ตนเห็นคุรุสึก้มหัวให้นั้นตนปฏิเสธไม่ได้แล้ว เพื่อหัวหน้า เพื่อฮิโรชิมะ และเพื่อญี่ปุ่น ก่อนที่ฮิโรเสะจะหัวเราะเยาะตัวเองอีกครั้งให้กับความโง่งมของตัวเอง ฮิโรเสะคิดว่าคิริวน่าจะเข้าใจเหมือนกัน

คิริวบอกว่าฮิโรเสะนั้นทำตามคำสั่งได้สมบูรณ์แบบด้วยความจงรักภักดี ฮิโรเสะฆ่าทุกคนที่รู้ความลับและตอนนี้ตนก็เปิดเผยความลับแล้ว ตนรู้ดีว่าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต

ฮิโรเสะจับมีดขึ้นมาอีกครั้งและเล็งไปที่คิริว แต่แล้วนากุโมะก็เข้ามาขวาง คุรุสึบอกให้ฆ่าไปทั้งคู่เลยจากนั้นก็ฆ่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ด้วย แต่ฮิโรเสะบอกว่าตนทำไม่ได้เพราะนั่นนากุโมะ ฮิโรเสะบอกว่านากุโมะไม่เข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้และขอให้หลีกไป แต่เมื่อนากุโมะไม่ยอมหลีก ฮิโรเสะจึงหันไปหาคุรุสึและขอให้อภัยโทษนากุโมะแทน

คุรุสึบอกว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาโอ้เอ้ก่อนจะยิงฮิโรเสะด้วยความร้อนใจ แต่ทว่าหลังจากได้เห็นกระสุนของตนฝังร่างฮิโรเสะนั้น คุรุสึก็ไม่ได้มีทีท่าจะยิงใครอีก ทำให้มัตสึนากะหยิบปืนออกจากมือของคุรุสึได้อย่างง่ายดาย คุรุสึได้บอกกับฮิโรเสะว่า แท้จริงแล้วไดโดวจิได้เคยออกคำสั่งให้คุรุสึปฏิบัติตามอย่างหนึ่งนั่นคือให้ทำลายเรือรบซะ ทว่าคุรุสึเองกลับมีความคิดที่จะสังหารทุกคนที่รู้ความลับแทน เพราะถ้าปราศจากเรือรบเมื่อไหร่ตนก็จะเสียไพ่ตายที่ไว้ต่อรองกับไดโดวจิไปโดยปริยาย คุรุสึเพียงเดินจากไปอย่างเงียบๆ ทำให้ฮิโรเสะบอกกับทุกคนว่าปล่อยคุรุสึไปเถอะ เมื่อทุกอย่างเป็นแบบนี้คุรุสึเองก็จบแล้วเช่นกัน



ฮิโรเสะขอบใจคิริวที่เปิดเผยความลับออกมา เพราะที่ผ่านมาตนก็อยากรู้มาตลอดว่าความลับมันคืออะไร ฮิโรเสะเรียกนากุโมะและมัตสึนากะเข้ามาก่อนจะเปิดเผยว่าตนเป็นผู้สังหารพ่อของทั้งสองคน เพราะพวกเขาเป้นคนที่รู้ความลับของโอโนมิจิเช่นกัน ฮิโรเสะกล่าวขอโทษทั้งสองคนแล้วก็สิ้นใจ



บทสุดท้าย ไม่อาจให้อภัยได้

ฮิโรชิมะ โอโนมิจิจินไกโจ

คุรุสึอยู่ในห้องทำงานของตนก่อนจะโทรศัพท์หาใครบางคน ทสึเนะโอะผู้เป็นลูกชายนั้นเฝ้าดูพ่อของตนก่อนจะพูดขึ้นมาว่าหากพ่อคิดจะโทรหาไดโดวจิล่ะก็ จะไม่เป็นผลแน่และจะขอความช่วยเหลือตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ทสึเนะโอะบอกว่าการที่เรือรบปรากฏขึ้นมาแบบนี้ย่อมหมายถึงพ่อมาถึงจุดจบโดยสิ้นเชิง แต่ก็เพราะแบบนั้นตนเลยทำข้อตกลงใหม่กับไดโดวจิได้ ไดโดวจินั้นบอกว่าเรือรบขนาดใหญ่ที่โดนปกปิดเอาไว้นี้เป็นหน้าที่ของพ่อ แต่ตอนนี้หน้าที่นั้นก็หมดความหมายแล้ว ไม่ว่าพ่อจะพยายามแก้ไขยังไงไดโดวจิก็ไม่ฟังแน่

คุรุสึที่ได้ยินก็งุนงงมาก ทสึเนะโอะจึงเปิดเผยว่าตนรู้ว่าความลับของโอโนมิจิคืออะไรมา 40 ปีแล้ว แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ต่อหน้าพ่อก็เท่านั้น ในตอนที่ยังเป็นเด็กชายคนหนึ่งชื่อมัตสึนากะจากสหพันธ์โยเมอิได้บอกให้ตนทราบ เพราะทุกคนที่รู้ความลับต่างก็โดนฆ่าหมด มัตสึนากะก็คิดว่าคงถึงคิวตนเองในอีกไม่นาน และเย็นวันนั้นมึตสึนากะก็โดนฆ่าจริงๆ แม้มัตสึนากะจะขี้ขลาดแต่ก็ด้วยเหตุนี้ทสึเนะโอะจึงรู้ความลับมานับแต่นั้น รวมถึงการสมรู้ร่วมคิดระหว่างพ่อของตนและรัฐบาลด้วย และเมื่อเรือรบโดนเปิดเผยแบบนี้ทุกคนตลอด 70 ที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับแผนสมคบคิดเหล่านั้นทั้งในรัฐบาลและโลกมืดต่างก็กังวลว่าอดีตอันสกปรกจะโดนเปิดเผยเช่นกัน คนพวกนั้นจึงมาทำข้อตกลงกับทสึเนะโอะแล้ว

แต่ทสึเนะโอะก็ยังมีคำถามอยู่ว่าทำไมคุรุสึซึ่งเป็นพ่อจึงไม่เคยเปิดเผยความลับกับตนผู้เป็นลูกชายเลย คุรุสึบอกว่านั่นเป็นเพราะความลับมีส่วนเกี่ยวพันกับโลกมืด จึงไม่อยากให้ทสึเนะโอะเข้ามาเกี่ยวข้อง คุรุสึหวังจะให้ทสึเนะโอะเดินในเส้นทางที่ขาวสะอาดมากกว่า เพราะต่อไปจะต้องสืบทอดบริษัทต่อเรือชั้นนำของโลก ทว่าทสึเนะโอะไม่คิดเช่นนั้นก่อนจะเผยว่าตนต้องการสืบทอดตำแหน่งทั้งสองด้านของพ่อ แต่พ่อก็ไม่เคยรับฟัง ดังนั้นตนจึงลงมือด้วยตัวเองและใช้โรวแห่งสมาพันธ์ไซโอเป็นตัวหมากเพื่อทำข้อตกลงกับซึไกแห่งสมาพันธ์โทโจ โดยมีเป้าหมายคือการเป็นหัวหน้าของสมาพันธ์โยเมอิ

คุรุสึกล่าวแสดงความยินดีกับลูกชายตนอย่างประชดประชัน เพราะการตัดสินใจดึงโรวเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นเป็นเหตุที่ทำให้เรือรบโดนเปิดเผยในที่สุด แต่ทสึเนะโอะก็กล่าวโทษพ่อตัวเองว่าพยายามจะทำลายความตั้งใจของตนโดยการเชิญคิริว คาซึมะให้มาเป็นคนคุ้มกันในพิธีดื่มสาเกสาบานทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคิริวจะต้องปฏิเสธแน่นอน แต่ทสึเนะโอะก็ยังจะทำตามแผนเดิมต่อไปและพาสมาพันธ์โยเมอิเข้าสู่คามุโร่โจ และในระหว่างนั้นก็คอยหาทางจัดการเรื่องการเปิดโปงเรือรบไปด้วย

ทสึเนะโอะบอกว่าตนเล่าให้ไดโดวจิฟังว่าที่ทุกอย่างเปิดเผยเป็นความผิดของพ่อนั่นเอง ทีแรกก็ไม่คาดว่าจะเกิดเหตุนี้เหมือนกันแต่ในเมื่อทุกอย่างเป็นแบบนี้ก็ต้องคว้าโอกาสเอาไว้ ในตอนนั้นเองโคชิมิตซึก็เข้ามาในห้องพร้อมปืนในมือพลางเล็งไปที่ศีรษะของคุรุสึ ทสึเนะโอะหันหลังให้พ่อตนเองก่อนจะถอดเสื้อให้เห็นถึงรอยสักกลางหลังพลางบอกว่าตนจะขอความลับของโอโนมิจิเป็นมรดกไป และหลังจากนี้ตนก็จะช่วงชิงมาทุกอย่างไม่ว่าจะไดโดวจิ อำนาจทางการเมือง เงินตราและทุกอย่าง คุรุสึจึงบอกว่าอย่าเพ้อฝันเกินไปนัก จะยังไงก็ไม่มีทางสำเร็จแน่นอน ทสึเนะโอะจึงบอกว่า “ขอร้องล่ะ หัดเชื่อสักทีว่าลูกคนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้วครับพ่อ” จากนั้นทสึเนะโอะก็เดินออกจากห้องไป ปล่อยให้โคชิมิตซึลงมือสังหารคุรุสึอย่างเลือดเย็น



ภายหลังทสึเนะโอะก็ได้ไปเยี่ยมไดโดวจิผู้นอนป่วยอยู่ ทสึเนะโอะบอกว่าคุรุสึ ทาเครุพ่อของตนได้ฆ่าตัวตายในฮิโรชิมะไปแล้ว ดังนั้นความเกี่ยวข้องของไดโดวจิและเรือรบก็จะเป็นความลับต่อไป ตนหวังว่าจากนี้ไปตนจะสามารถแทนที่พ่อได้อย่างสมบูรณ์ ไดโดวจิจึงกระซิบให้ทสึเนะโอะจัดการกับชายผู้เปิดโองเรือรบซะ จัดการกับ คิริว คาซึมะ หลังจากเรียบร้อยแล้วทสึเนะโอะก็จะสามารถรับช่วงต่อชื่อคุรุสึ ทาเครุอย่างที่หวังได้



โตเกียว คามุโร่โจ

ที่โรงพยาบาลตำรวจ ยูตะพยายามคุยกับฮารุกะที่ยังไม่ได้สติและบอกเธอว่าฮิโรเสะนั้นเสียชีวิตแล้ว ยูตะขอร้องให้เธอลืมตา และในตอนที่ฮารุโตะเอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้ เธอก็รู้สึกได้และในที่สุดก็ลืมตาตื่นขึ้นมา

ฮิโรชิมะ โอโนมิจิจินไกโจ

สมาชิกกลุ่มฮโรเสะต่างก็ทำพิธีไว้อาลัยให้แก่หัวหน้าฮิโรเสะ โดยที่มีคิโยมิและจุนโกะผู้เป็นโฮสเตสจากบาร์โมเรนทำอาหารมาให้ จุนโกะถามว่าวันนี้จะให้เปิดร้านรึเปล่า มัตสึนากะจึงบอกว่าให้หยุดไปก่อนซัก 2 วัน

ในตอนนั้นเอง โทรทัศน์ก็รายงานข่าวเรือรบความยาวกว่า 300 เมตรที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเมื่อคืนก่อน โดยที่บริษัทต่อเรืออิวามิก็ไม่สามารถอธิบายที่มาได้ จึงได้มีการตั้งทีมตรวจสอบภายในสำหรับเรื่องนี้

จากนั้นคิริวก็เข้ามาในสำนักงานหลังจากคุยโทรศัพท์กับยูตะ คิริวบอกว่าฮารุกะรู้สึกตัวแล้วและพูดได้เล็กน้อย ทุกคนจึงโล่งใจมาก แล้วนากุโมะก็เริ่มพูดถึงฮิโรเสะขึ้นมาว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังทำใจไม่ได้ว่าหัวหน้าตายไปแล้ว หรือแม้แต่เรื่องที่หัวหน้าเป็นคนฆ่าพ่อของตนและมัตสึนากะด้วย ที่จริงตนควรจะต้องเกลียดแต่ก็เกลียดไม่ลง มัตสึนากะก็จำวันที่เกิดเหตุได้ว่าในตอนนั้นตนอยู่ชั้นประถมเอง แต่ในตอนนี้พอได้ยินคำว่าพ่อทีไรก็เห็นแต่หน้าของฮิโรเสะคนเดียวเท่านั้น นากุโมะบอกว่าฮิโรเสะคือพ่อที่แท้จริงของพวกตนและจำได้ว่าตนมีความสุขมากในคราวที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มและมีคนเป็นหัวหน้าของตน

คิริวเองก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน คิริวบอกว่าตนไม่คิดว่าฮิโรเสะเลี้ยงดูทุกคนเพราะอยากไถ่บาปหรอก ตนเชื่อว่าฮิโรเสะน่ะผูกพันกับทุกคนจริงๆ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ฮิโรเสะทำตามคำสั่งของคุรุสึเมื่อคืนไม่ได้ คิริวคิดว่าชีวิตของทุกคนคือสิ่งที่ทำให้ฮิโรเสะปลดแอกตัวเองได้ เมื่อได้ยินแบบนั้นทั้งนากุโมะและมัตสึนากะต่างก็ร้องไห้ออกมา

ไม่นานนักคิริวก็ได้รับสายเข้าจากโซเมยะที่ขอพบกับคิริว ณ ท่าเรือเฟอร์รี่ ที่ในตอนนี้ความลับของโอโนมิจิตระหง่านอยู่ริมอ่าวและมองเห็นได้ชัดจากทุกที่



โซเมยะบอกคิริวว่าตนรู้เรื่องที่ฮิโรเสะเสียชีวิตแล้ว จึงขอแสดงความเสียใจด้วย นอกจากนั้นแล้วยังทราบมาว่าคุรุสึ ทาเครุก็เสียชีวิตแล้วเมื่อคืนเช่นกันและดูเหมือนว่าจะฆ่าตัวตาย คิริวตกใจมากแต่โซเมยะคาดว่าฆาตกรตัวจริงน่าจะเป็นอิวามิ ทสึเนะโอะมากกว่า คิริวก็ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ โซเมยะจึงบอกรายละเอียดเท่าที่ตนรู้ให้คิริวฟังว่าทสึเนะโอะนั้นรู้ความลับของโอโนมิจิมาตั้งแต่ 40 ปีก่อนแล้ว และหลังจากปิดปากคุรุสึไปเมื่อคืนก็ทำให้ทสึเนะโอะกลายมาเป็นผู้นำของสหพันธ์โยเมอิจากแรงหนุนของไดโดวจิทันที โซเมยะเตือนคิริวว่าทสึเนะโอะนั้นเป็นยากูซ่าพันธุ์แท้ และก็น่าจะอยู่เบื้องหลังความพยายามของซึไกที่จะยึดอำนาจในสมาพันธ์โทโจด้วย

คิริวสงสัยว่าทำไมโซเมยะถึงมาบอกทุกอย่างกับตนเอาตอนนี้ โซเมยะจึงบอกว่าไม่ใช่ว่าตนเชื่อใจคิริวหรืออะไร แต่เพราะตนเห็นว่าคิริวนั้นไม่เหมือนกับซึไกและทสึเนะโอะ เพราะคิริวนั้นไม่เคยหวังที่จะฆ่าใคร โซเมยะเตือนคิริวว่าตอนนี้ไดโดวจิได้สั่งการให้ทสึเนะโอะและซึไกกำจัดคิริวให้ได้แล้ว ไดโดวจิไม่มีวันให้อภัยคิริวที่เปิดโปงความลับของโอโนมิจิจนเป็นภัยแก่ตัวเอง ซึ่งคนในกลุ่มฮิโรเสะก็จะตกเป็นเป้าเช่นกัน ทว่าในตอนนั้นทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าโคชิมิตซึแอบฟังบทสนทนาอยู่

โซเมยะกล่าวต่อว่าสหพันธ์โยเมอินั้นอาจมีอิทธิพลแค่ในฮิโรชิมะก็จริง แต่พวกมันมีคนมากมายและต่อให้คิริวกำจัดไปกี่รายสุดท้ายซึไกและทสึเนะโอะก็จะทรมานคิริวจนตายได้อยู่ดี และโซเมยะก็ไม่อยากเห็นคิริวเป็นเช่นนั้น ที่ตนมาที่นี่ก็เพราะซึไกสั่งให้มาจัดการกับคิริว โดยที่ซึไกมีแผนที่จะขายสมาพันธ์โทโจให้แก่ทสึเนะโอะและโซเมยะเองก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ เพราะตนก็เป็นแค่ลูกสมุนของซึไกและจนกว่าประธานรุ่นที่หกจะออกจากคุกมาก็จะไม่มีใครหยุดซึไกได้ นอกจากนั้นแล้วซึไกเองก็พยายามตามล่าตัวฮารุกะและลูกชายเหมือนกัน โซเมยะจึงแนะนำคิริวว่าให้พาทั้งสองคนไปหลบซ่อนตัวที่ไหนก็ได้ที่ห่างไกลจะดีกว่า คิริวขอบใจโซเมยะที่แจ้งข่าว แต่โซเมยะบอกว่าไม่ต้องหรอก เพราะตอนที่ตนโดนจับตัวกลับไปตนจะบอกพวกนั้นว่าคิริวจะมาสะสางเรื่องทั้งหมดแน่นอน โซเมยะบอกกับคิริวว่า “อย่าให้ผมต้องรอนานเกินไปล่ะครับ”

คิริวกลับมาที่สำนักงานกลุ่มฮิโรเสะและเตือนทุกคนว่ากำลังจะเจอปัญหาใหญ่จากไดโดวจิเพราะไปเปิดเผยความลับของโอโนมิจิเข้า ควรออกจากเมืองไปชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยจะดีกว่า และจะให้ดีก็ต้องไปเตือนคิโยมิและจุนโกะด้วย ทันใดนั้นคนจากกลุ่มหลักจำนวนมากก็ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับปืนยิงจรวด คิริวเตือนบรรดาคนจากกลุ่มหลักว่ามาหาเรื่องกลุ่มของพวกเราแล้วจะต้องเสียใจ นากุโมะที่ได้ยินคิริวพูดเช่นนั้นก็แปลกใจไม่น้อย คิริวบอกว่าตนพูดในสิ่งที่ตนรู้สึกก็แค่นั้น นากุโมะก็ขออุทิศการต่อสู้นี้ให้ฮิโรเสะ ทุกคนวิ่งพุ่งเข้าใส่ศัตรูจำนวนมาก จรวดโดนยิงออกมาแต่เลยผ่านทุกคนไปจนชนเข้ากับยอดอาคารจนพังทลายไปบางส่วน



ภายหลังการต่อสู้จบลงคิริวได้โทรหายูตะ ยูตะบอกกับคิริวว่าฮารุโตะเริ่มจะยืนได้เองแล้วไม่นานก็คงเดินได้เอง คิริวฝากยูตะไปบอกกับดาเตะว่าให้ย้ายฮารุกะและลูกไปที่ปลอดภัยและไกลจากคามุโร่โจที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้พ้นจากโตเกียวไปเลย ยูตะรับปากว่าจะไปบอกให้แต่ด้วยเหตุที่ฮารุกะยังคงมีบาดแผลตามร่างกายอยู่มากจึงอาจจะเคลื่อนย้ายเธอไปที่อื่นได้ทันที คิริวจึงบอกว่าตนกำลังจะกลับไป ขอให้ฝากบอกดาเตะให้ช่วยหาสถานที่ปลอดภัยเอาไว้ด้วย ซึ่งนากุโมะและคนอื่นๆ ก็อาสาขอตามไปคามุโร่โจด้วยเช่นกัน

โตเกียว คามุโร่โจ

เมื่อมาถึงนากุโมะก็สอนทากาชิระเรื่องกฎห้ามสูบบุหรี่ คิริวบอกนากุโมะให้ช่วยพาทุกคนไปที่ร้านนิวเซเรน่าก่อน ส่วนตนจะขอตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ ทากาชิระนั้นอิดออดที่ต้องนั่งเฉยๆ แต่นากุโมะบอกว่าคิริวไม่ได้เจอกับฮารุกะมาหลายปีแล้วให้ไปเถอะ นากุโมะบอกกับคิริวว่าไม่ต้องรีบร้อนนะ

ที่โรงพยาบาล ฮารุกะที่ได้พบหน้าคิริวก็เรียกคิริวว่าคุณลุงอย่างคุ้นเคย ยูตะขอตัวและจะให้ทั้งสองได้คุยกันแต่คิริวก็ขอให้ยูตะอยู่ด้วย คิริวบอกว่าตนจะขอเทศนาฮารุกะสักหน่อย การที่จู่ๆ ก็หายตัวไปแบบนั้นฮารุกะทำให้ตนและเด็กคนอื่นๆ ที่อาซากาโอะต้องเป็นกังวลกันมาก ตนมีอะไรมากมายที่อยากจะพูดกับฮารุกะแต่พอได้เห็นฮารุกะยังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าแบบนี้ ก็คิดอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง ฮารุกะก็ได้แต่เพียงขอโทษพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า ส่วนคิริวเองก็ต้องกระพริบตาเพื่อห้ามน้ำตาเช่นกัน





หลังจากนั้นไม่นาน คิริวก็นั่งเขียนจดหมายบนโต๊ะในห้องของฮารุกะขณะที่ฮารุกะและยูตะกำลังคุยกัน จากนั้นอากิยามะก็มาถึง อากิยามะกล่าวต้อนรับคิริวกลับมาและบอกว่าตนร่วมมือกับดาเตะเพื่อหาที่ปลอดภัยให้ฮารุกะและคนอื่นๆ อยู่ คิริวเตือนว่าศัตรูในคราวนี้คือพวกระดับสูงของทั้งสหพันธ์โยเมอิและสมาพันธ์โทโจ เพราะงั้นสถานที่ซ่อนตัวจะต้องลับสุดยอด

ฮารุกะถามว่าเป็นเพราะเธอสินะที่ทำให้คิริวต้องตกอยู่ในอันตรายอีกแล้ว แต่คิริวก็ปฏิเสธและบอกว่าตอนนี้ตนต่างหากที่เป็นเป้าหมาย ส่วนคนอื่นก็โดนลากมาพัวพันด้วย คิริวต้องการแค่ให้ฮารุกะและยูตะได้อยู่ด้วยกันอย่างปลอดภัย

ยูตะเลยบอกว่า “เอ่อ แต่ผมยังไม่ได้ถามฮารุกะเลยว่าเธออยากอยู่กับผมรึเปล่า...” ฮารุกะจึงหัวเราะและถามว่าทำไมถึงคิดว่าจะไม่อยากล่ะ อากิยามะที่เห็นแบบนั้นก็บอกว่าบางทีตนกับคิริวอาจจะเป็นกขค.ในห้องซะแล้ว แต่พอคิริวเดินออกจากห้องไปจริงก็ทำอากิยามะประหลาดใจพอดู แต่คิริวบอกว่าเพราะตนจะต้องโทรหาโซเมยะต่างหาก

คิริวถามโซเมยะว่าตอนี้ทสึเนะโอะและซึไกอยู่ที่ไหน โซเมยะบอกว่าที่อยู่ของทสึเนะโอะน่ะตนไม่รู้แต่ซึไกอยู่ที่มิลเลนเนียมทาวเวอร์ที่ชั้นบนสุด โซเมยะถามว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเที่ยวพูดโดยไม่ระวังตัวได้ ทสึเนะโอะต้องการเอาหัวของคิริวไปมอบให้ไดโดวจิเพื่อได้รับแรงสนับสนุน โซเมยะบอกกับคิริวว่าแผนการที่ดีที่สุดก็คือการฆ่าไดโดวจิแล้วก็หนีไป แต่คิริวบอกว่าเป็นไปไม่ได้แน่เพราะตนต้องมั่นใจว่าคนอื่นๆ จะปลอดภัยด้วย โซเมยะจึงบอกว่าถ้างั้นก็เหลืออีกทางนึงคือฆ่าทสึเนะโอะและซึไก แต่ตนก็รู้ดีว่ามังกรแห่งโดจิมะไม่ใช่คนที่จะบุกไปฆ่าใครก็ตามที่เป็นศัตรู คิริวจึงบอกกับโซเมยะว่าอย่าประเมินตนต่ำเกินไปนัก โซเมยะจึงเตือนคิริวว่าถ้าบุกเข้าไปในมิลเลนเนียมทาวเวอร์ก็จะไม่มีทางหนีแล้วนะ แต่คิริวก็ไม่ใส่ใจนัก

หลังคุยจบก็พอดีกับที่ยูตะออกมาจากห้อง คิริวบอกกับยูตะว่าตนจะไปบุกซึไกที่มิลเลนเนียมทาวเวอร์ คิริวบอกให้ยูตะไปที่ร้านนิวเซเรน่าและพบกับคนอื่นๆ จากนั้นก็ขอให้อากิยามะช่วยดูแลฮารุกะและฮารุโตะ อากิยามะปฏิเสธและบอกว่าให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเถอะ เพราะตนอยากจะไปบุกพร้อมกับมังกรแห่งโดจิมะเหมือนกัน

คิริวพยายามจะบอกว่าอากิยามะนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่อากิยามะไม่เห็นด้วย อากิยามะบอกว่าตนเห็นว่าซึไกเปลี่ยนคามุโร่โจไปอย่างไรบ้าง ตนเพียงลำพังไม่อาจทำอะไรได้จึงได้แต่เพียงหลบซ่อนตัวใต้ดินและรอคอยเวลา แต่ตอนนี้ตนมีโอกาสที่จะเป็นตัวแทนของผู้คนแห่งคามุโร่โจและเล่นงานซึไกคืนแล้ว อากิยามะขอร้องคิริวว่าตนไม่อยากแค่ยืนดูเฉยๆ ในที่สุดคิริวก็ยอมและบอกว่าได้อากิยามะมาช่วยก็เหมือนมีคนเพิ่มมาอีกร้อยคนเลย

จากนั้นคิริวก็เข้าไปคุยกับฮารุกะและบอกว่าตนจะขอยืมตัวยูตะไปก่อนและขอให้เชื่อใจว่าตนจะพายูตะกลับมาอย่างปลอดภัย เธอจึงถามว่าแล้วคิริวล่ะ ทำให้คิริวตอบว่าตนก็จะกลับมาเช่นกัน คิริวบอกว่าฮารุกะนั้นมีลูกที่ดีแต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะเร็วขนาดนี้

ฮารุกะอธิบายที่มาของชื่อฮารุโตะให้คิริวทราบว่า ชื่อ “ฮารุ” นั้นมาจากตัวคันจิในชื่อของเธอส่วน “โตะ” มาจากคันจิตัวแรกของชื่อยูตะ ซึ่งตัวคันจิตัวแรกของชื่อยูตะก็มีความหมายว่ากล้าหาญอีกด้วย ฮารุกะบอกว่ายูตะนั้นเป็นคนดี คิริวจึงบอกว่าตนทราบดี ทำให้ฮารุกะถามว่า “จริงเหรอคะ? เห็นยูตะคุงเล่าว่าคุณลุงต่อยเขาซะปลิวเลย” คิริวที่ได้ยินก็กระอักกระอ่วนเล็กน้อย “อ้อ...เอ่อ ใช่...เล่าเรื่องนั้นด้วยเหรอ...”

ฮารุกะขอให้คิริวกลับมาอย่างปลอดภัย คิริวบอกว่าฮารุกะนั้นเป็นแม่ที่ดีแล้วนะ และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะขอร้องให้ตนกลับมาอย่างปลอดภัย ตนไม่อยากให้ฮารุกะต้องมาพัวพันเลย คิริวบอกลาฮารุกะและออกจากห้องไป

ทุกคนต่างรอคอยคิริวอยู่ที่ร้านนิวเซเรน่า แม้แต่อากิยามะเองก็สวมแจ็คเก็ตดำ แต่ละคนพร้อมแล้วที่จะบุกไปสู้กับกลุ่มยากูซ่าองค์กรใหญ่ มัตสึนากะบอกว่านี่คงจะเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเลย หวังก็แค่อยากให้หัวหน้าฮิโรเสะได้เห็นเท่านั้น



ทุกคนเดินคิ้วขมวดเกร็งตรงไปที่มิลเลนเนียมทาวเวอร์จนผู้คนรอบข้างต่างหลีกหนีด้วยความหวาดกลัว ที่ด้านล่างของตึกนั้นมียากูซ่าจากสมาพันธ์โทโจรออยู่มากมาย และไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงทุกคนพร้อมใจกันเปิดศึกทันที จากด้านนอกเข้าสู่ด้านในอาคาร จากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน และระหว่างทางก็มีคนที่อาสารั้งท้ายเพื่อถ่วงเวลาให้ทุกคนได้บุกต่อ แต่แล้วที่ชั้นบนนั้นยูตะกลับโดนลอบโจมตีจนโดนมีดแทงเข้าที่ท้องจนได้ ยูตะพยายามจะสู้ต่อแต่ก็ไม่ไหว คิริวจึงขอให้อากิยามะช่วยดูแลยูตะพร้อมบอกว่ายูตะต้องมีชีวิตต่อไปเพื่อฮารุกะและฮารุโตะ จากนั้นคิริวก็มุ่งหน้าไปเพียงลำพัง



คิริวต่อกรกับยากูซ่ามากมายและทำลายเฮลิคอปเตอร์ของฝั่งตรงข้ามลงได้ จากนั้นคิริวก็ได้รับโทรศัพท์จากซึไก ซึไกบอกว่าตนไม่สามารถไปสู้กับคิริวได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นจะมีคนที่สู้แทน ส่วนตนก็จะคอยดูคิริวตายอย่างช้าๆ



ที่ชั้นบนสุด ตัวแทนของซึไกก็คือโซเมยะนั่นเอง ส่วนซึไกนั้นเฝ้าดูการต่อสู้จากจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ ซึไกเย้ยหยันว่าหลังจากที่คิริวตายแล้วตนก็จะสามารถฆ่าฮารุกะและลูกชายได้แน่นอน และต่อให้ไดโดวจิด่วนตายไปก่อนตนก็จะทำให้ศัตรูต้องทุกข์ทรมาน แทบอดใจรอไม่ไหวเลย



คิริวและโซเมยะต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายคิริวก็ได้ชัยชนะ คิริวบอกกับโซเมยะว่าโซเมยะฆ่าตนไม่ได้หรอก ทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ซึไกและคนอื่นๆ หัวเราะเยาะลับหลัง โซเมยะควรจะหยุดแค่นี้ดีกว่า ทว่าโซเมยะบอกว่าตนยังหยุดไม่ได้ทำให้ซึไกเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วเพราะตอนนี้คิโยมิโดนจับเป็นตัวประกันนั่นเอง โคชิมิตซึจ่อปืนเข้าที่ศีรษะของคิโยมิ ส่วนอิวามิ ทสึเนะโอะก็ทำการตบหน้าคิโยมิให้โซเมยะเห็นเป็นการเย้ยหยัน



ทสึเนะโอะบอกกับคิริวว่าโซเมยะจะช่วยชีวิตผู้หญิงของตัวเองได้ก็ต่อเมื่อฆ่าคิริวได้สำเร็จ แต่การที่โซเมยะฆ่าคิริวไม่ได้ก็ถือเป็นความผิดของคิริวเหมือนกัน เพราะงั้นพวกตนจะลองวิธีอื่นแทน ตนจะนับถึงสาม หากคิริวฆ่าโซเมยะก่อนครบเวลาตนก็จะปล่อยคิโยมิไป จากนั้นทสึเนะโอะก็เริ่มลงมือนับเวลาถอยหลัง

หนึ่ง โซเมยะยื่นมีดของตนให้คิริวและบอกว่าพวกมันเอาจริง พวกมันจะฆ่าคิโยมิแน่ พลางขอร้องให้คิริวฆ่าตนเองซะ

สอง นากุโมะตามมาถึงพอดีแต่ยังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ทสึเนะโอะบอกว่าหมดเวลาแล้ว ทำให้โซเมยะหยิบมีดแทงท้องตัวเองทันที คิโยมิที่ได้เห็นภาพนั้นก็กรีดร้องอย่างหนัก ส่วนนากุโมะก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน โซเมยะบอกกับคิโยมิว่าตนไม่เคยลงมือตีลูกเลย ตนรักและห่วงใยลูกเสมอมา ทสึเนะโอะที่ได้ยินก็ค่อนขอดว่ารักของคู่แต่งงาน ไม่สิรักของครอบครัวนี่งดงามไม่หยอกนะ จากนั้นทสึเนะโอะและซึไกก็ออกจากห้องไป



แต่แล้วโคชิมิตซึก็จ่อปืนเข้าที่ศีรษะคิโยมิอีกครั้ง คิริวถามว่าทำอย่างนี้หมายความว่ายังไง โคชิมิตซึบอกว่าเวลาหมดก็คือหมด จากนั้นโคชิมิตซึก็ปิดสวิตช์จอทีวีไปพร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้น นากุโมะและโซเมยะต่างก็ใจสลายด้วยกันทั้งคู่

โซเมยะขอร้องคิริวและนากุโมะให้ช่วยดูแลฮิโรมิ ลูกสาวของตนและคิโยมิด้วย นากุโมะบอกให้โซเมยะอย่าเพิ่งยอมแพ้ แต่แล้วโซเมยะก็ขอร้องอีกครั้ง นากุโมะจึงรับปากว่าจะช่วยดูแลให้ เมื่อได้ยินเช่นนั้นโซเมยะก็หมดห่วงและตายจากไป คิริวโกรธจัดพลางร้องคำรามอย่างเจ็บแค้นพร้อมชกทีวีจนพัง



ที่ร้านนิวเซเรน่า ทุกคนต่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ทสึเนะโอะและซึไกทำลงไป ยูตะเองก็ดูจะไม่ได้บาดเจ็บหนักมากนัก คิริวบอกว่าคงต้องไว้คุยรายละเอียดกันทีหลังเพราะตอนนี้การอยู่ที่นี่อันตรายมาก เพราะทุกคนเป็นผู้ที่เปิดเผยความลับของโอโนมิจิจึงจะต้องโดนตามล่าทุกแห่งหนแน่ ตอนนี้ควรจะแยกย้ายและหลบซ่อนตัวกันก่อนดีกว่า อากิยามะบอกว่าอย่างน้อยถ้ารู้ว่าทสึเนะโอะและซึไกไปไหนก็ลองบุกไปจัดการได้ใหม่

นากุโมะบอกว่าตนจะขึ้นไปอัดบุหรี่บนดาดฟ้า และหวังว่าพอกลับลงมาทุกคนจะแยกย้ายกันไปแล้ว ทว่าก็ไม่มีใครขยับไปไหนเลยซักคนทำให้นากุโมะหัวเสียขึ้นมา เพราะนี่ไม่ใช่เวลาจะมาทำตัวสบายๆ กัน ควรจะต้องแยกย้ายได้แล้ว ทากาชิระและมัตสึนากะจึงลุกออกไป ส่วนคิริวก็ขอให้อากิยามะช่วยดูแลยูตะ เพราะคิดว่าคนสมาพันธ์โทโจหรือแม้แต่สหพันธ์โยเมอิก็ไม่น่าจะมีใครรู้ที่ซ่อนตัวใต้ดินของอากิยามะ คิริวถามถึงฮารุกะทำให้อากิยามะบอกว่าดาเตะตั้งใจจะย้ายฮารุกะและลูกออกจากโรงพยาบาลตำรวจวันนี้

ยูตะขอร้องคิริวว่าอย่าโทษตัวเองในสิ่งที่เกิดขึ้นกับคิโยมิ จากนั้นอากิยามะก็ขอถามคิริวสักอย่างนึง อากิยามะอยากรู้ว่าคิริวจะทำยังไงถ้าเกิดว่าได้เจอซึไกที่มิลเลนเนียมทาวเวอร์จริง พวกศัตรูมันต้องการฆ่าคิริวและทุกคนที่เกี่ยวข้อง พวกมันไม่ลดละและไม่สนว่าจะมีใครติดร่างแห อากิยามะจึงเสนอว่าบางทีคิริวควรจะต้องลงมือฆ่าซึไกและทสึเนะโอะจริงๆ เพราะตนคิดว่าถ้ามังกรแห่งโดจิมะลงมือด้วยตัวเองก็จะเป็นการยืนยันสถานะของคิริวว่าเป็นหัวหน้าใหญ่แห่งคามุโร่โจโดยสมบูรณ์

คิริวขอร้องให้อากิยามะเลิกพูดแบบนั้นซักที เพราะตนปกป้องคนอื่นในคามุโร่โจหรือที่ไหนได้เลย ตนเป็นแค่อดีตยากูซ่าเท่านั้น อากิยามะบอกว่าตนยังไม่เลิกหวังในตัวคิริวนะไม่ว่าคิริวจะพูดยังไงก็ตาม เพราะถ้าทสึเนะโอะและซึไกยึดครองคามุโร่โจได้เมื่อไหร่เมืองนั้นก็เสมือนตายไปแล้ว เมืองน่ะต้องการคิริว คิริวคือส่วนหนึ่งของเมืองและเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของคิริวด้วย อากิยามะบอกว่าตนพูดในฐานะคนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากจุดต่ำสุดของคามุโร่โจมาแล้ว ตนจึงยินดีช่วยเหลือคิริวในทุกทางที่ทำได้ "ถ้าต้องการให้ใครทำเรื่องสกปรกล่ะก็ บอกผมได้ตลอดเวลานะ” อากิยามะกล่าวปิดท้าย

คิริวไม่ได้พูดอะไรอีกและมุ่งหน้าขึ้นไปดาดฟ้าเพื่อคุยกับนากุโมะ นากุโมะบอกว่าได้ไหว้วานอิโนะให้ช่วยสืบข่าวในโอโนมิจิ ตอนนี้รู้ว่าทสึเนะโอะจะไปที่อู่ต่อเรือพรุ่งนี้เพื่อทำงานศพของคุรุสึ ทาเครุ จากนั้นก็จะมีการเรียกประชุมเพื่อแต่งตั้งตนเองเป็นประธานรุ่นที่สองของสหพันธ์โยเมอิ และดูเหมือนว่าซึไกก็จะไปที่นั่นเช่นกัน นากุโมะตั้งใจจะไปที่นั่นและคิดว่าคิริวก็คงคิดแบบเดียวกัน คิริวเห็นด้วย นากุโมะบอกว่าแค่เราสองคนก็มากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นหรืออากิยามะเข้ามาพัวพันอีกต่อไป คิริวก็เห็นด้วยอีกพลางบอกว่า “อย่างน้อยถ้าตายเราก็ตายด้วยกันนะ...พี่น้อง” นากุโมะที่ได้ยินคิริวพูดเช่นนั้นก็ยินดีมาก

วันถัดมา ไดโดวจินอนหลับบนฟูกของตนโดยที่ชีพจรร่อแร่เต็มที คิริวกับนากุโมะต่างก็ดื่มไว้อาลัยให้คิโยมิในบาร์ของเธอ ข่าวงานศพของคุรุสึและการเข้าคุมกิจการของทสึเนะโอะเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วญี่ปุ่น ด้านของอากิยามะกลับมาที่เตนท์ของตนก็เห็นข่าวรายงานอยู่บนจอโทรทัศน์ แต่ว่ายูตะกลับไม่อยู่ในเตนท์

ยามค่ำคืนในพิธีแต่งตั้งทสึเนะโอะขึ้นเป็นประธานรุ่นที่สองนั้น คิริวและนากุโมะต่างก็บุกเข้าไปในงาน ซึไกกล่าวต้อนรับและบอกว่ามังกรแห่งโดจิมะทำอย่างที่ตนคาดไว้ไม่ผิดและบอกว่านี่คงเป็นการแสดงประกอบพิธีของคุรุสึ ทาเครุประธานรุ่นที่สองได้เป็นอย่างดี

คิริวบอกว่าเดี๋ยวไม่นานก็ต้องมีรุ่นที่สามแล้ว โคชิมิตซึเข้ามาสู้กับคิริวและบอกว่าตนก็ไม่ได้เกลียดโซเมยะหรอกนะ และสิ่งที่เกิดกับคิโยมินั้นก็น่าเสียดาย ทสึเนะโอะบอกว่าคิริวไม่มีทางชนะแน่นอน แต่คิริวบอกว่าตนไม่ได้มาที่นี่เพื่อชนะหรือแพ้แต่มาเพื่อกำจัดพวกทสึเนะโอะไปจากโลกนี้ เพื่อจบทุกอย่าง นากุโมะบอกว่าพวกตนมาที่นี่โดยเตรียมใจตาย เพราะงั้นพวกแกก็ควรเตรียมใจเช่นกัน!



หลังจากที่คิริวเอาชนะโคชิมิตซึลงได้ ทสึเนะโอะก็บอกกับซึไกว่าคงได้เวลาจบเรื่องแล้ว ซึไกก็เห็นด้วยและให้สัญญาณลูกสมุนของตนพาตัวฮารุกะออกมาพร้อมกับฮารุโตะในอ้อมแขน ปืนจ่อศีรษะของฮารุกะอยู่อย่างเห็นได้ชัด ทสึเนะโอะถามว่าคิริวรู้จักกับฮอนโจวในสำนักงานตำรวจโตเกียวรึเปล่า? วันนี้ตอนเที่ยง ฮอนโจวเพิ่งได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้จับกุมดาเตะด้วยข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวเด็กทารกและยังได้รับคำสั่งให้ช่วยเหลือแม่เด็กออกมา



ในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ดาเตะอยู่ในห้องกับฮารุกะแต่แล้วจู่ๆ ฮอนโจวพร้อมกับตำรวจคนอื่นก็ผลุนผลันเข้ามาในห้องพร้อมกับบอกว่าจะรีบเคลื่อนย้ายฮารุกะและลูกไปที่อื่น ดาเตะแน่นอนว่าไม่ยินยอม แต่ฮอนโจวบอกว่าคำสั่งมาจากเบื้องบนและมาตามลำดับถูกต้อง ทว่าในขณะที่โต้เถียงกันอยู่ นายตำรวจคนหนึ่งก็หยิบปืนขึ้นมายิงฮอนโจวและยิงดาเตะที่หัวไหล่ก่อนจะพาฮารุกะและฮารุโตะไป

เมื่อเล่าเรื่องเรียบร้อย ทสึเนะโอะก็ได้ถอดเสื้อเผยรอยสักพลางกล่าวสำทับว่าตนสามารถฆ่าผู้หญิงและเด็กได้เพียงแค่กระดิกนิ้วเดียว กล่าวจบทสึเนะโอะก็ชกนากุโมะจนสลบ คิริวเรียกทสึเนะโอะว่าเป็นคนบัดซบทำให้ซึไกเตือนว่าคิริวควรยืนนิ่งๆ จะดีกว่า ซึไกบอกว่าท่านประธานรุ่นที่สี่ตอนนี้เป็นศัตรูทั้งกับสมาพันธ์โทโจและสหพันธ์โยเมอิพร้อมกันแล้ว ก่อนจะฟาดศีรษะคิริวด้วยแป๊ปเหล็กพร้อมกับพูดว่าจะคิริวหรือประธานรุ่นที่หกก็ไม่เคยเห็นหัวตนเลย คิริวยืนเฉยให้ฟาดไม่ตอบโต้ ซึไกฟาดซ้ำอีกหลายครั้งแต่คิริวก็ยังคงยืนหยัด

ทสึเนะโอะเห็นเช่นนั้นจึงบอกให้ซึไกหลีกไป เพราะการจะซัดคิริวจนตายคงต้องใช้เวลา ทสึเนะโอะชกคิริวเข้าที่ท้องจนคิริวทรุดลงกับพื้นก่อนจะพูดว่าพ่อของตนไม่เคยเข้าใจตน ยิ่งคนเป็นพ่อแม่บีบบังคับลูกเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งต่อต้านมากเท่านั้น พ่อของตนควรจะรู้ตัวว่าตนมีความสามารถมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ชื่อของยากูซ่าในตำนานอย่างคุรุสึ ทาเครุก็จะเป็นของตนแล้ว ทสึเนะโอะขู่ให้คิริวลุกขึ้นยืนก่อนที่ตนจะนับถึงสิบไม่งั้นฮารุกะจะต้องตาย

คิริวพยายามยันร่างกายที่บาดเจ็บขึ้นมาอย่างเต็มกลืน แต่ในตอนนั้นเองที่ยูตะ พร้อมมึตสึนากะและทากาชิระก็มาถึงและช่วยฮารุกะจากการโดนจับเอาไว้ได้สำเร็จ ยูตะบอกคิริวและนากุโมะว่าพวกตนจะดูแลฮารุกะและฮารุโตะให้เอง มึตสึนากะบอกว่าเอาไว้จะขอเทศนาที่ทั้งคิริวและนากุโมะแอบมาลุยกันเองล่วงหน้าทีหลัง พลางขอร้องให้คิริวและนากุโมะลุกขึ้นมาให้ได้

คิริวพยายามลุกขึ้นมายืนจนได้ ทำให้ทสึเนะโอะสบถออกมาที่คิริวไม่ยอมตายซักที ทสึเนะโอะชกคิริวแต่คิริวรับหมัดเอาไว้ได้ก่อนจะบอกว่า “ถ้าแกอยากมีเรื่องนัก ฉันก็จะมีเรื่องกับแก”

ซึไกที่เห็นท่าไม่ดีก็ร้องขอให้ทสึเนะโอะช่วย แต่นากุโมะบอกซึไกว่าตนจะเป็นคู่ต่อสู้ให้และชกซึไกอย่างแรง คิริวหันไปมองฮารุกะ ฮารุโตะและยูตะ ก่อนจะบ้วนเลือดออกมาและบอกกับทสึเนะโอะว่าตนไม่เสียใจอะไรเลยก่อนจะถอดเสื้อออกพร้อมบอกว่า “ฉันจะลากแกลงนรกไปด้วย ไอ้หนูอิวามิ” คิริวบอกว่าตนปล่อยให้ทสึเนะโอะมีชีวิตต่อไปไม่ได้และจะจบทุกอย่างเอง

คิริวและทสึเนะโอะต่อสู้กันอย่างดุเดือด และในตอนที่กำลังจะลงมือปิดฉากทสึเนะโอะก็ได้ร้องขอให้หยุดก่อน แต่คิริวบอกว่ามีหลายคนที่รอทสึเนะโอะในนรก ทสึเนะโอะลากเอาคนธรรมดาเข้ามาเกี่ยวข้องในโลกของยากูซ่าและนั่นเป็นสิ่งที่ให้อภัยให้ไม่ได้



มือของคิริวจับคอของทสึเนะโอะเอาไว้ แต่แล้วทสึเนะโอะก็หัวเราะขึ้นมาก่อนจะแสดงความยินดีกับซึไกและสั่งให้ซึไกจัดการฆ่าฮารุกะและลูกซะ คิริวจึงหันไปมองรอบตัว ซึไกนั้นนอนอยู่กับพื้นแต่ในมือถือปืนไว้แน่น นากุโมะพยายามวิ่งเข้าไปหาซึไกแต่ก็โดนยิงจนบาดเจ็บ คิริวจึงจัดการชกทสึเนะโอะจนสลบและลุกขึ้นยืน ซึไกนั้นเล็งปืนเข้าหาฮารุกะเธอจึงหันหลังเอาร่างกายบังตัวฮารุโตะเอาไว้ ในจังหวะเดียวกันนั้นยูตะก็รีบวิ่งเข้าไปหาฮารุกะทันที ซึไกยิงนัดแรกแต่พลาด ยิงนัดสองก็ยังพลาด ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ยูตะกระโดดเข้ามายืนขวางฮารุกะได้พอดี ซึไกยิงอีกนัดส่วนยูตะก็หลับตารอรับความตาย

ทว่าผู้ที่รับกระสุนไว้กลับเป็นคิริวที่โผล่เข้ามาขวางยูตะอีกทอดหนึ่ง ซึไกร้องตะโกนใส่คิริวว่ารีบตายไปซักทีก่อนจะยิงเข้าใส่อีกสองนัดจนกระสุนฝังร่างคิริวทั้งสองนัด แต่คิริวก็ยังไม่ล้ม ซึไกนั้นลนลานและพยายามจะใส่กระสุนเพิ่มแต่ทากาชิระก็พุ่งเข้ามาซัดซึไกจนล้มลง ในที่สุดคิริวจึงร่วงลงกับพื้นทำให้ยูตะรีบเข้ามาประคองเอาไว้ คิริวถามว่าฮารุกะและฮารุโตะปลอดภัยรึเปล่า ก่อนจะขอให้ยูตะดูแลทั้งสองคนให้ดี



ซึไกที่เห็นว่าตนโดนล้อมกรอบโดยนากุโมะ มัตสึนากะและทากาชิระนั้น จึงรำพันกับตัวเองว่าความฝันที่มีช่างแสนสั้นก่อนจะให้กระสุนที่เหลือนัดสุดท้ายยิงใต้คางตัวเองจนทะลุสมองตายไป อีกด้านหนึ่งนั้นไดโดวจิก็สิ้นอายุขัยไปบนฟูกนอนของตนเองโดยลำพัง



ยูตะพยายามโทรเรียกรถพยาบาลอย่างร้อนรน ฮารุกะพยายามเรียกชื่อคิริว คิริวบอกว่าตนดีใจที่ฮารุกะปลอดภัย ทำให้ฮารุกะบอกว่าอย่าทำหน้าเหมือนหมดห่วงแล้วแบบนั้นสิ อย่าตายนะ อย่ายอมแพ้ คิริวบอกว่าขอให้ฮารุกะใช้ชีวิตกับยูตะและฮารุโตะอย่างมีความสุข จากนั้นคิริวก็ตาปิดลงด้วยสีหน้าอันพึงพอใจท่ามกลางเสียงเรียกหาทั้งน้ำตาของฮารุกะ



บทส่งท้าย

ฮิโรชิมะ โอโนมิจิจินไกโจ หนึ่งเดือนถัดมา

นากุโมะอยู่ในร้านของคิโยมิพร้อมกับลูกสาวของคิโยมิที่ชื่อฮิโรมิ นากุโมะบอกเธอว่าคิโยมินั้นเป็นห่วงเธอมากและถามว่ายังจำแม่ได้รึเปล่าเพราะแยกจากกันตั้งแต่อายุเพิ่งสามขวบเท่านั้น ฮิโรมิบอกว่าจำได้แค่จากในภาพถ่ายแต่บางครั้งพ่อก็จะพูดถึงแม่เหมือนกัน โซเมยะผู้เป็นพ่อเล่าให้ฟังว่าแม่จากไปเพราะเรื่องงานและเพราะแม่บอกว่าพ่อเป็นคนไม่ดี นากุโมะจึงพูดว่าโซเมยะตั้งใจเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างดีจริงๆ...ใช่ไหมล่ะ คิโยจัง? ที่ด้านนอกร้าน คิโยมิยืนดูทั้งสองคนอยู่ ที่เธอรอดมาได้เพราะปืนของโคชิมิตซึนั้นใส่กระสุนแบลงค์ (ลูกกระสุนที่ไม่มีหัวกระสุน) เอาไว้ โคชิมิตซึไว้ชีวิตคิโยมิหลังจากที่โซเมยะแทงตัวเองไป





ทั้งยูตะ‚ ทากาชิระและมัตสึนากะต่างก็อยู่นอกร้านเช่นกัน พร้อมด้วยฮารุกะและฮารุโตะ ทุกคนสงสัยว่าทำไมโคชิมิตซึจึงตัดสินใจไว้ชีวิตคิโยมิ และต่างก็คิดกันว่าแท้จริงโคชิมิตซึอาจไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนักถ้าไม่ได้โดนใช้โดยทสึเนะโอะและซึไก ส่วนทากาชิระบอกว่าก็น่าสงสารสำหรับนากุโมะนะ เพราะคู่แข่งทางความรักดันฆ่าตัวตายต่อหน้าคิโยมิให้เห็นเลย แล้วนากุโมะจะเอาอะไรไปสู้ได้? แต่ถึงยังไงจากนี้ก็คงต้องใช้เวลาฟื้นฟูกลุ่มฮิโรเสะกลับมาเหมือนเดิม



ด้านยูตะและฮารุกะตัดสินใจว่าจะไปใช้ชีวิตกันที่โอกินาวะ มัตสึนากะจึงอวยพรขอให้โชคดีก่อนจะพูดว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับคิริวเลย ทั้งที่เป็นคนที่แข็งแกร่งแท้ๆ ฮารุกะบอกว่าเธอมั่นใจว่าเมื่อฮารุโตะโตขึ้นก็จะจดจำแผ่นหลังของคิริวได้ และเธอเองก็จะไม่มีวันลืมเช่นกัน คิริวจะอยู่กับพวกเธอเสมอจากนั้นฮารุกะก็เริ่มหลั่งน้ำตาออกมา

ด้านของมาจิมะ‚ ซาเอจิมะและไดโกะก็นั่งสนทนากันอยู่ในรถ ดูเหมือนว่าไดโกะเองก็ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้วเช่นกัน มาจิมะทักว่าไดโกะฟังที่พวกตนพูดอยู่รึเปล่า ซาเอจิมะบอกว่าอีกไม่นานก็คงต้องเปิดศึกกับพวกสหพันธ์โยเมอิแล้วนะ พวกคนหนุ่มของฝั่งเราไม่พอใจที่พวกนั้นฆ่าคิริวตายมากและดูท่าจะเลี่ยงศึกไม่ได้ด้วย มาจิมะบอกว่าก็พอเข้าใจความรู้สึกพวกนั้นอยู่ล่ะก่อนจะถามไดโกะว่าจะทำยังไงกันต่อไป ไดโกะบอกว่าคุรุสึ ทาเครุตายไปแล้ว ส่วนลูกชายทสึเนะโอะก็โดนจับ ตอนนี้โคชิมิตซึทำหน้าที่รักษาการณ์หัวหน้าใหญ่ของสหพันธ์โยเมอิแต่ก็เริ่มสูญเสียอิทธิพลในฮิโรชิมะไปทุกที ซาเอจิมะถามว่าอยากจะถล่มฮิโรชิมะเลยมั้ยล่ะ มาจิมะก็บอกว่าคงเป็นสถานที่สำหรับล้างแค้นที่เหมาะที่สุดแล้ว แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามควรรีบทำทันที ไดโกะที่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งเงียบและไม่พูดอะไรออกมา

ก่อนหน้าที่คิริวจะไปสะสางกับทสึเนะโอะและซึไกที่ฮิโรชิมะนั้น คิริวได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้ ใจความของมันมีว่า

“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้อยากเขียนแบบนี้เพราะหน้าที่หรอกนะ ฉันตั้งใจจะเป็นผู้ปกครองให้นาย และในฐานะผู้ปกครองฉันก็มีอะไรหลายอย่างที่ควรบอกและควรสอนนาย แต่การจะทำแบบนั้นได้ฉันก็ต้องพบกับนายและคุยกับนายต่อหน้า ซึ่งฉันไม่ได้ทำ ไม่นานมานี้ตัวฉันได้เข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์แบบพ่อลูกมากมาย รายหนึ่งผูกพันกันด้วยผลของกฎหมาย คนเป็นพ่อนั้นรู้ตัวช้าเกินไปว่าตนไม่ได้รักลูกตนเองจริง รายหนึ่งต้องการได้รับการยอมรับว่าตนเหนือกว่าพ่อ และลูกชายก็ดื้อดึงเกินไปที่จะยอมรับว่าพ่อนั้นรักตนมากเพียงใด ฉันได้เห็นกับตาตัวเองว่าระยะห่างระหว่างพ่อและลูกนั้นสร้างความทุกข์ได้มากเพียงใด บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เผชิญหน้ากันในฐานะพ่อลูกกระมัง? ไม่หรอก ไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์พ่อลูก แต่ละคนต่างก็ตกอยู่ในวังวนโชคชะตาอันแสนเจ็บปวด การดิ้นรนเพื่อยืนยันสายสัมพันธ์พ่อลูกมีแต่สร้างปัญหามากขึ้นให้พวกเขา แต่ไม่ว่าพวกเขาจะใช้เวลาร่วมกันในฐานะพ่อลูกเพียงใดมันก็ไม่มีวันเพียงพอ แต่ฉันก็คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งฉันเองก็ตกอยู่ในวังวนเช่นเดียวกันเหมือนพวกเขา ตัวฉันนั้นได้เป็นประธานรุ่นที่สี่ของสมาพันธ์โทโจ และก็เป็นฉันเองที่พานายเข้ามาในสมาพันธ์โทโจเพื่อรับตำแหน่งประธานรุ่นที่หกนะไดโกะ ในฐานะผู้ปกครองของนาย ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันจำเป็นจะต้องอยู่เคียงข้างนาย ฉันมอบหมายทุกอย่างให้กับชายที่ชื่อโดจิมะ ไดโกะ ในสิ่งที่ฉันมองเห็น แต่ที่จริงฉันควรจะช่วยแบ่งเบาภาระของนาย และการที่ฉันไม่ยอมใช้เวลาดูแลนายฉันจึงหันหลังให้กับโชคชะตาของตัวเอง ฉันไม่อาจลบอดีตที่ผ่านมาได้ ฉันจึงเลี่ยงที่จะไม่มองมันและวิ่งหนีอดีตไป ตัวฉันน่ะไม่มีหน้าไปสอนใครเรื่องการเป็นพ่อลูกกันหรอก เมื่อฉันมองพวกเขาแล้ว ฉันไม่มีสิทธิที่จะเรียกตัวเองเป็นพ่อใครได้ ไม่ว่าจะกับนายหรือกับสมาพันธ์โทโจก็ตามที เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าฉันตายไปแล้วในตอนที่นายได้อ่านจดหมายนี้ ขอร้องล่ะอย่าคิดว่านายจะต้องล้างแค้นให้กับความตายของพ่อเลยนะ ชีวิตของฉันไม่ได้มีค่าอะไรที่จะต้องยอมเสียสละขนาดนั้น นี่เป็นคำขอร้องสุดท้ายของฉันนะ ไดโกะ”

มาจิมะนั่งอ่านจดหมายสั่งเสียของคิริวจนจบ และในตอนนั้นรถก็มาจอดที่สำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์โทโจพอดี ไดโกะบอกว่าตนได้รับคำสั่งเสียสุดท้ายจากพ่อมาแล้ว และตนคิดจะให้เกียรติคำสั่งเสียนั้น สมาพันธ์โทโจจะไม่เปิดศึกกับฮิโรชิมะเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้นตนจะส่งหนังสือแจ้งไปยังสหพันธ์โยเมอิว่าจะขอทำสัญญาเป็นพันธมิตรที่ทั้งสองฝ่ายจะมีสถานะเท่าเทียมกัน มาจิมะยิ้มออกมา “คิริวจังทำแต้มได้อีกแล้วนะ” ไดโกะบอกว่าหลังจากอ่านจดหมายจบแล้วตนก็รู้สึกว่าได้เวลาที่ตนจะต้องเลิกหลบซ่อนตัวหลังพ่อสักทีและต้องพยายามเหนือกว่าพ่อให้ได้ ซาเอจิมะก็ยิ้มออกมาเช่นกันและชื่นชมคิริวว่าเป็นพ่อที่ดีมากเลยนะ





ที่ร้านนิวเซเรน่า ดาเตะกำลังนั่งดื่มเหล้าลำพังก่อนที่อากิยามะจะเข้าร้านมาเช่นกัน อากิยามะบอกว่าตนกลับมาเปิดสกายไฟแนนซ์ตามเดิมแล้วก็เลยคิดว่าจะแวะมาทักทายเสียหน่อย ดาเตะกล่าวแสดงความยินดีกับอากิยามะ แต่อากิยามะก็สอบถามเรื่องคิริว เพราะดาเตะเป็นคนตรวจสอบศพเอง แน่ใจรึว่าไม่มีอะไรผิดพลาด? ดาเตะก็ตอบว่ามั่นใจ

ที่บ้านเด็กกำพร้าอาซากาโอะ ฮารุโตะกำลังหัดเดินโดยที่มียูตะอัดวิดีโอเอาไว้ ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็ยืนดูและคอยให้กำลังใจ แต่ฮารุโตะก็ล้มลง

กลับมาที่ร้านนิวเซเรน่า อากิยามะบอกว่าดาเตะเป็นคนเดียวที่ได้เห็นศพคิริวก่อนที่ศพของคิริวจะถูกนำไปเผาอย่างรวดเร็วจนผิดปกติ ดาเตะบอกว่าเป็นเพราะคิริวไม่มีญาติและครอบครัวน่ะ ตนจึงโดนเรียกให้ไปยืนยันศพในฐานะที่เป็นเพื่อนและก็เป็นตำรวจด้วย อากิยามะบอกว่าตนจะถามกี่รอบคำตอบก็เหมือนเดิมเลย แต่ตนหวังว่าวันหนึ่งดาเตะจะยอมบอกความจริงและคำตอบก็คงจะเปลี่ยนไปกระมัง? ดาเตะไม่พูดอะไร อากิยามะจึงจากไปให้ดาเตะนั่งดื่มเพียงลำพัง

แท้จริงแล้วในตอนที่คิริวรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้น คิริวต้องสวมใส่หน้ากากออกซิเจนด้วยเหตุที่บาดเจ็บสาหัส แต่ข้างเตียงก็มีกระเป๋าเงินที่บรรจุเงินจำนวนมากตั้งอยู่ เมื่อคิริวลืมตาก็พบกับชายลึกลับคนหนึ่งที่ถามว่าเห็นเงินจำนวนมากนี่ไหม ชายลึกลับบอกว่ามีรายงานว่าไดโดวจิ มิโนะเสียชีวิตแล้ว

คิริวถอดหน้ากากออกและถามว่าชายลึกลับเป็นใคร ชายลึกลับตอบเพียงว่าตนเป็นคนที่นำคำสั่งของไดโดวจิไปสั่งการพวกนักการเมืองอีกทอดหนึ่ง ขณะนี้ในวงสังคมและสื่อมวลชนต่างก็กำลังปั่นป่วนจากเหตุการณ์ในโอโนมิจิ และการเลือกตั้งก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่ตนก็เจอปัญหาบางอย่างในตอนนี้ ตนก็เปรียบเสมือนนักผจญเพลิงนั่นล่ะ ในท้ายที่สุดแล้วเปลวเพลิงก็จะมอดดับไปด้วยตัวมันเอง แต่ในเพลิงที่มอดดับนั้นเถ้าถ่านก็รอคอยการปะทุกลับขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรือรบญี่ปุ่นขนาดยักษ์เอย คุรุสึ ทาเครุเอย อิวามิ ทสึเนะโอะเอย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะโดนจับตามองอย่างใกล้ชิดเผื่อในกรณีที่ความเกี่ยวข้องกับไดโดวจิถูกเปิดเผยขึ้นมาในภายหน้า ดังนั้นหากว่าสื่อมวลชนรู้เรื่องพวกนั้นจากคิริว ชื่อเสียงอันดีของไดโดวจิก็จะเสียหายและผู้คนก็จะยิ่งขุดคุ้ยมากขึ้น และคนที่จะได้รับผลกระทบก็ล้วนแต่เป็นเหล่าเสาหลักค้ำจุนประเทศนี้ทั้งนั้นด้วย



คิริวจึงถามว่างั้นเงินนี่ก็เป็นสินบนเพื่อให้ตนหุบปากงั้นสิ?

ชายลึกลับบอกว่าพวกตนตรวจสอบข้อมูลคิริวแล้ว พวกตนรู้ว่าคิริวเป็นห่วงบ้านเด็กกำพร้าและรู้ว่าที่นั่นต้องใช้เงิน ตนเป็นคนที่มีเมตตาและไม่คิดที่จะรีดเลือดจากคนยากไร้หรอกนะ เพราะงั้นเงินนี่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการไม่เปิดเผยความลับก็จะช่วยให้คิริวเลิกกังวลได้แน่นอน

คิริวกล่าวปฏิเสธ ก่อนจะบอกว่าถ้าต้องการจะเก็บทุกอย่างเป็นความลับก็จะต้องทำตามเงื่อนไขที่ตนเสนอ ชายลึกลับจึงถามว่าทำไมคิริวคิดว่าอยู่ในสถานะที่จะต่อรองได้ คิริวหันไปมองดาเตะที่เฝ้ามองอยู่จากนอกห้อง

คิริวกล่าวว่าก่อนอื่นเลย ตนต้องการให้ปล่อยตัวชายที่ชื่อโดจิมะ ไดโกะออกจากเรือนจำ ถ้าไม่ปล่อยชายคนนี้ออกมาไม่นานจะมีศึกใหญ่ในฮิโรชิมะแน่นอน และนั่นก็จะยิ่งก่อให้เกิดเปลวเพลิงยิ่งกว่าเถ้าถ่านเสียอีก ชายลึกลับนั้นไม่ยินดีในข้อเสนอดังกล่าว แต่คิริวบอกว่าถ้าไม่ยอมรับเงื่อนไขก็ไม่ต้องคุยกันและก็ใช้ชีวิตทั้งชีวิตรอคอยความลับถูกเปิดเผยออกมาได้เลย ชายลึกลับบอกว่าช่างเป็นคำตอบแบบยากูซ่าเสียจริง...คิริวไม่รักชีวิตเลยรึ? อย่าลืมสิว่าคนรอบตัวก็อาจเข้ามาพัวพันด้วยก็ได้

คิริวบอกว่าจะลองดูก็ได้นะ ไหนแกบอกว่าตรวจสอบข้อมูลฉันมาแล้วไม่ใช่รึ? รู้รึเปล่าว่าถ้าฉันโกรธจะเกิดอะไรขึ้น? อยากรับรู้ด้วยตัวเองรึเปล่าล่ะ? ชายลึกลับถามว่าแล้วตนจะมั่นใจได้ยังไงว่าคิริวจะเก็บความลับอยู่ จะมีอะไรมารับประกันได้?

คิริวบอกว่า “ฉันจะยอมตาย” คิริวบอกให้ชายลึกลับใช้อิทธิพลที่มีสั่งการให้โรงพยาบาลออกใบมรณะบัตรในชื่อของตน แล้วจากนั้นตนจะไปเริ่มชีวิตใหม่ นั่นคือเงื่อนไขสุดท้าย

ทันใดนั้นดาเตะก็พรวดพราดเข้ามาในห้องและถามว่าคิริวพูดอะไรออกมา คิริวบอกว่าตนคิดที่จะหายตัวไปจากสังคม ดาเตะก็จะเป็นคนยืนยันศพและบอกกับทุกคนให้ คิริวจึงถามชายลึกลับอีกครั้งโดยมีดาเตะเป็นพยาน ว่ายอมรับเงื่อนไขรึเปล่า?

ดาเตะถามว่าคิริวเสียสติไปแล้วรึไงกัน ถ้าทำแบบนี้ก็จะไม่มีวันได้พบหน้าฮารุกะและฮารุโตะอีกเลยนะ แต่คิริวก็รู้ดี ชายลึกลับยอมรับข้อเสนอ แต่ดาเตะกลับหงุดหงิดมาก “ทำไมถึงต้องลงเอยแบบนี้ด้วย?”

คิริวบอกว่า “เพื่อฮารุกะและฮารุโตะ ทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดฉันและเพื่อนๆ ของฉันทุกคน...ถ้าจะต้องปกป้องพวกเขาล่ะก็ ต่อให้ต้องตายฉันก็ยินดี” คิริวกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม

ในเวลาปัจจุบัน ดาเตะหวนนึกถึงคำพูดของคิริวพลางถอนหายใจและพูดกับตัวเองว่า “ทำไมแกถึงเอาภาระหนักขนาดนี้มาโยนให้ฉันวะ? ไอ้โง่เอ๊ย”

ที่บ้านเด็กกำพร้าอาซากาโอะ ฮารุโตะยังคงพยายามหัดเดินอย่างเต็มกำลัง แต่ในตอนนั้นฮารุโตะเหลือบไปเห็นใครบางคนที่เฝ้าดูอยู่ริมรั้วและพยายามเอื้อมมือออกไปราวกับจะไขว่คว้าหาคนที่คุ้นเคย เป็นคิริวนั่นเองที่ยืนเฝ้ามองทุกคนอยู่ ฮารุกะที่เห็นฮารุโตะมีท่าทีเช่นนั้นจึงหันไปมองตามแต่ก็ไม่พบใครอยู่ตรงนั้นแล้ว จากนั้นฮารุกะก็บอกกับฮารุโตะว่า “พยายามเข้า” ฮารุโตะก้าวออกมาข้างหน้าในขณะที่คิริวหันหลังและก้าวเดินออกมาจากอาซากาโอะ ชีวิตน้อยๆ กำลังเดินเข้ามาหาฮารุกะ ในขณะที่อีกชีวิตหนึ่งกำลังเดินไปจากฮารุกะเพื่อให้เธอได้เริ่มต้นชีวิตใหม่







ฮารุโตะล้มลงและเริ่มที่จะร้องไห้ ทำให้ยูตะพยายามจะเข้าไปอุ้มแต่ก็หยุดลงเมื่อฮารุกะใช้น้ำเสียงที่เข้มแข็งแต่อ่อนโยนพูดขึ้นมาให้ลูกชายของเธอได้ยิน “พยายามเข้า ฮารุโตะ!” ฮารุโตะที่ได้ยินเช่นนั้นก็เลิกร้องและพยายามลุกขึ้นยืนก่อนจะก้าวเดินอีกครั้ง ฮารุกะยังคงส่งเสียงให้กำลังใจลูกชายไม่หยุดหย่อน ส่วนคิริวเดินจากไปโดนไม่หันหลังกลับมามอง คำพูดสุดท้ายของฮารุกะที่คิริวได้ยินก็คือ “พยายามเข้านะ”

คำพูดนั้นสอดคล้องกับความรู้สึกที่คิริวมีต่อฮารุกะและคนอื่นๆ ในบ้านเด็กกำพร้า เสมือนคำอวยพรให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างเข้มแข็งแม้ว่าตนจะไม่อยู่ดูแลแล้วก็ตาม



จบบริบูรณ์

TOP