Wikigame


จุดจบของจอมโจรมายา...?

ชายหนุ่มในชุดดำผู้หนึ่งทะยานผ่านคาสิโนอันหรูหราพร้อมสมบัติล้ำค่าในมือ ซึ่งจอมโจรสวมหน้ากากรายนี้ได้ต่อกรกับปีศาจที่เข้ามาขัดขวางทางหนีของเขาอย่างไม่ย่อท้อด้วยคำแนะนำของเพื่อนร่วมทีม



ทว่าสุดท้ายแล้วจอมโจรผู้นี้ก็จนมุม แม้ว่าจะพยายามหาทางหลบหนีโดยการพุ่งผ่านกระจกมาก็ตามแต่กลับต้องพบกับกองกำลังตำรวจมากมายที่รออยู่จนโดนจับกุมในที่สุด และในห้องสอบสวนอันมืดมิดนั้น ชายหนุ่มผู้เป็นจอมโจรสวมหน้ากากถูกซ้อมอย่างหนักหน่วงก่อนจะโดนบังคับให้ลงนามรับสารภาพ ชายหนุ่มจึงลงชื่อของตนแต่โดยดี ชื่อของเขาคือ อากิระ คุรุสุ (ของอ้างอิงชื่อตัวเอกตามที่ปรากฏในฉบับมังงะ)

ไม่นานนักสตรีรายหนึ่งก็เข้ามาในห้องสอบสวนด้วยเช่นกัน เธอแนะนำตัวเองว่าชื่อ ซาเอะ นิอิจิม่า ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการที่กำลังพยายามไขคดีประหลาดอยู่ ซาเอะไม่รอช้าและถามเกี่ยวกับ “อีกโลกหนึ่ง” และการ “ช่วงชิงหัวใจ” ทันที ด้านอากิระซึ่งตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาก็พยายามหวนนึกถึงชีวิตของตนที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้...ความทรงจำของเขาย้อนไปถึงเดือนเมษายน ก่อนที่ตนจะกลายมาเป็นจอมโจรมายา...


จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง

ที่บ้านเกิดนั้น อากิระโดนตัดสินว่ามีความผิดจากสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อเพียงเพราะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวที่ตกที่นั่งลำบากแต่โชคร้ายที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล อากิระจึงโดนข้อหาทำร้ายร่างกายและต้องมีประวัติอาชญากรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงถูกส่งตัวมายังโตเกียวเป็นการรอลงอาญาโดยมีผู้ดูแลคือ โซจิโร่ ซากุระ ที่เป็นคนรู้จักของพ่อแม่ของตน

ในตอนที่อากิระมาถึงทางแยกของชิบุย่าอันเลื่องชื่อนั่นเอง โทรศัพท์ของเขากลับปรากฏแอพพลิเคชั่นปริศนาขึ้นมาโดยไม่มีที่มา ซึ่งในจังหวะเดียวกันโลกรอบด้านกลับดูเสมือนหยุดนิ่งลงพร้อมกับเปลวเพลิงสีน้ำเงินที่ก่อตัวเป็นรูปร่างให้เห็นพร้อมรอยยิ้มอันน่าสะพรึงและตาสีเหลืองอันแข็งกร้าว แต่หลังจากนั้นเวลาก็เดินต่ออีกครั้ง อากิระนึกว่าตนคงฝันกลางวันและทำการลบแอพพลิเคชั่นนั้นไป ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานี ยงเก็นจายะ เพื่อไปสู่ร้านกาแฟเลอบลังของโซจิโร่ และที่นั่นเองอากิระก็ได้เริ่มชีวิตใหม่ในห้องใต้หลังคาของร้านกาแฟที่โซจิโร่เป็นเจ้าของ

ในตอนที่อากิระเตรียมตัวนอนนั้น เขาพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งทำให้ตนต้องโดนทัณฑ์บนก่อนจะตัดสินใจว่าจะยังไงซะ ตนเองก็ยืนมองผู้หญิงโดนรังแกเฉยๆ ไม่ได้ ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นและเมื่อเขายกขึ้นมาดูก็ต้องประหลาดใจที่แอพพลิเคชั่นประหลาดนั้นยังอยู่ทั้งที่เขามั่นใจว่าลบไปแล้วแน่ๆ เขาจึงจัดการลบมันอีกครั้งแล้วผล็อยหลับไป

ค่ำคืนแรกที่เลอบลัง อากิระได้หลับฝันและพบกับชายผู้หนึ่งชื่อ อิกอร์ เขาพบว่าตนนั้นอยู่ในชุดนักโทษพร้อมกับโดนใส่กุญแจมือทั้งสองข้างพร้อมกับโซ่ตรวนที่พันธนาการขาเอาไว้ อิกอร์กล่าวต้อนรับอากิระ ก่อนที่สาวน้อยฝาแฝดในชุดพัศดีชื่อแคโรลีนและจัสตีนจะบอกว่าร่างจริงของอากิระยังคงหลับใหลอยู่ อิกอร์อธิบายว่าที่นี่คือ Velvet Room อันเป็นแดนที่คงอยู่ระหว่างความฝันและความเป็นจริง ซึ่งผู้ที่จะมาที่นี่ได้มีเพียงผู้ที่ทำสัญญาไว้เท่านั้น อิกอร์กล่าวต่อว่าตนพาตัวอากิระมาที่นี่เพื่อแจ้งให้อากิระได้รับรู้ว่าจะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านโชคชะตาของตนที่จะต้องพบกับความวิบัติในอีกไม่นาน แล้วโชคชะตาแบบไหนที่รอคอยอากิระอยู่?



ในระหว่างเดินทางไปโรงเรียนในวันถัดไป อากิระได้เห็นแอพพลิเคชั่นปริศนาในโทรศัพท์อีกครั้งพร้อมกับที่สังเกตเห็นสาวสวยผมทองคนหนึ่งยืนหลบฝนอยู่ใกล้กัน ผู้หญิงคนนั้นใส่เครื่องแบบมัธยมปลายชูจินเช่นเดียวกับอากิระ แต่ไม่นานนักก็มีรถคันหนึ่งแล่นมาจอดและรับเธอไปโรงเรียนด้วยกัน เมื่อรถแล่นผ่านไปพลันมีนักเรียนม.ปลายวัยเดียวกันกับอากิระที่มาถึงและพูดถึงคนขับรถคนเมื่อครู่ว่าเป็นอาจารย์มากตัณหา อากิระได้คุยกับเด็กหนุ่มม.ปลายคนนั้นและทราบว่าเขาคือริวจิ ซาคาโมโต้ที่เรียนอยู่โรงเรียนมัธยมปลายชูจินเช่นเดียวกัน ทั้งสองพูดคุยกันและได้ทำให้แอพพลิเคชั่นลึกลับทำงานโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้เส้นทางเดินที่ควรจะพาไปยังโรงเรียนกลับกลายเป็นมีปราสาทลึกลับตั้งอยู่ ที่นั่นเองที่ทั้งสองคนได้พบกับชายผู้อ้างตัวเป็นเจ้าของปราสาทแต่ริวจิก็จำได้ว่าชายคนนั้นคือซุงุรุ คาโมชิดะผู้เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนและเป็นคนที่ขับรถรับสาวคนก่อนหน้าไปด้วย ทั้งคู่โดนจับกุมตัวเอาไว้ในฐานะผู้บุกรุกและในตอนที่ริวจิกำลังจะโดนสังหารนั้น พลันพลังเพอร์โซน่าของอากิระที่ชื่ออาร์แซนน์ก็ถูกปลุกขึ้นมา ทั้งคู่จึงสามารถเอาตัวรอดออกมาได้ และในระหว่างที่กำลังหลบหนีออกจากปราสาทนั้นทั้งคู่ได้พบกับมอร์กาน่าซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดรูปร่างคล้ายแมวที่โดนคุมขังไว้เช่นกัน มอร์กาน่าร้องขอให้ช่วยปล่อยตนออกไปเพื่อแลกกับการที่มอร์กาน่าจะพาไปที่ทางออกให้ ซึ่งมอร์กาน่าเองก็มีพลังเพอร์โซน่าเช่นเดียวกับอากิระไม่ผิดเพี้ยน




เมื่ออากิระและริวจิหนีออกจากปราสาทมาได้แล้วก็พบว่าพวกตนอยู่หน้าโรงเรียนตามที่ควรจะเป็น ที่หน้าโรงเรียนนั้นคาโมชิดะยืนตรวจตรานักเรียนแต่ละคนอยู่ ริวจิรีบเข้าไปต่อว่าคาโมชิดะเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดในปราสาทลึกลับทันที แต่คาโมชิดะนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ท่าทีต่อต้านเช่นนี้ก็ทำให้คาโมชิดะสั่งการให้ยูกิ มิชิม่าซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นของอากิระไปแพร่ข่าวลือเสียหายทั่วโรงเรียน อากิระและริวจิจึงตัดสินใจที่จะกลับเข้าไปสู่ปราสาทลึกลับอีกครั้ง


ปฏิบัติการณ์แรก: คาโมชิดะ

ทั้งสองทดสอบโดยการใช้งานแอพพลิเคชั่นลึกลับ Meta–Nav พร้อมกับพูดคำที่เป็นคีย์เวิร์ดที่น่าจะเป็นออกมา ซึ่งผลลัพธ์ก็ทำให้ทั้งสองมาโผล่ที่ปราสาทหลังเดิมได้ ทั้งสองได้พบกับมอร์กาน่าอีกครั้งและได้ทราบจากมอร์กาน่าว่าราชาเจ้าของปราสาทผู้หน้าตาเหมือนคาโมชิดะไม่ผิดเพี้ยนคือชาโดว์ของคาโมชิดะ หรือก็คือจิตใจที่แท้จริงนั่นเอง ความคิดด้านมืดและจิตใจที่บิดเบี้ยวก่อให้เกิดสถานที่อันสะท้อนถึงจิตใจของคนผู้นั้นขึ้นมา สิ่งนี้เรียกว่าพาเลซ และในพาเลซของคาโมชิดะนี่เองสิ่งที่ริวจิสงสัยมาตลอดว่าคาโมชิดะกระทำรุนแรงและล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนก็ชัดเจนจนสิ้นสงสัย ในระหว่างการสำรวจปราสาทนี้เองที่ทุกคนล้วนโดนชาโดว์ที่เป็นสมุนของคาโมชิดะเล่นงานจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ริวจิก็สามารถปลุกพลังเพอร์โซน่าขึ้นมาแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงทีและหลบหนีออกมาได้สำเร็จ



ริวจินั้นเคยเป็นดาวเด่นในชมรมกรีฑา แต่กลับโดนคาโมชิดะกลั่นแกล้งและเล่นงานจนชมรมกรีฑาโดนยุบ ดังนั้นริวจิจึงอยากใช้สิ่งที่ตนเห็นเพื่อเปิดโปงคาโมชิดะ ทว่าโศกนาฏกรรมก็บังเกิดขึ้นมาเสียก่อน เพราะว่านักเรียนหญิงรายหนึ่ง ชิโฮะ สุซุอิ ไม่อาจทนต่อการล่วงละเมิดของคาโมชิดะได้อีกต่อไปตัดสินใจทิ้งตัวลงมาจากหลังคาอาคารเรียน เมื่อเห็นเช่นนี้ แอน ทาคามากิ จึงไม่อาจทนเฉยต่อไปได้ ซึ่งแอนก็คือหญิงสาวที่ขึ้นรถไปกับคาโมชิดะในทีแรกที่อากิระได้เจอนั่นเอง โดยแอนก็ทุกข์ทรมานใจกับข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วว่าเธอนั้นคบหาอยู่กับคาโมชิดะทั้งที่ในความเป็นจริงเธอบ่ายเบี่ยงและปฏิเสธมาโดยตลอด แต่ที่ยังทนอยู่ก็เพราะคาโมชิดะขู่ว่าถ้าแอนไม่ยอมทำตาม คาโมชิดะจะถอดชิโฮะออกจากการเป็นนักกีฬาตัวจริงของทีมวอลเลย์บอล ทว่าเมื่อข้อเรียกร้องของคาโมชิดะเริ่มหนักข้อขึ้นจนแอนไม่อาจทำตามได้ คาโมชิดะจึงหันเป้าไปลงกับชิโฮะแทนซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ชิโฮะตัดสินใจกระโดดตึกเช่นนั้นเอง

มอร์กาน่าได้บอกให้ทุกคนทราบว่าหากทำการช่วงชิงแหล่งกำเนิดแห่งความปรารถนาหรือสมบัติมาได้ ก็จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของคาโมชิดะได้ ดังนั้นทั้งหมดจึงกลับไปที่พาเลซอีกครั้งแต่แล้วการกลับมาครั้งนี้แอนกลับติดร่างแหมาด้วยจนเธอโดนชาโดว์ของคาโมชิดะจับตัวไป แต่ในที่สุดทุกคนก็ตามหาตัวแอนจนพบ ซึ่งแอนก็สามารถปลุกพลังเพอร์โซน่าของตนขึ้นมาได้สำเร็จ ทั้งสามคนรวมถึงแอนจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของคาโมชิดะให้ได้แต่ก่อนอื่นก็จำเป็นต้องหาตำแหน่งของสมบัติให้เจอเสียก่อน เมื่อทุกคนเจอที่ซ่อนสมบัติแล้วแต่กลับพบว่าสมบัติมีลักษณะเหมือนเป็นเพียงมิติที่บิดเบี้ยวไม่สามารถจับต้องได้ มอร์กาน่าจึงชวนให้ทุกคนกลับสู่โลกความเป็นจริงก่อนที่จะดำเนินการอะไรต่อไป


มอร์กาน่าอธิบายว่าการจะทำให้สมบัติเป็นรูปร่างขึ้นมาได้จำเป็นต้องทำให้บุคคลนั้นในความเป็นจริงตระหนักว่าสมบัติหรือสิ่งที่ตนหวงแหนนั้นกำลังจะถูกช่วงชิงไป ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้จำเป็นต้องใช้บัตรแจ้งล่วงหน้า ริวจิจึงรับอาสาทำบัตรแจ้งแล้วนำไปแปะที่บอร์ดโรงเรียนพร้อมลงชื่อกำกับว่าจากจอมโจรมายา คาโมชิดะที่ไม่ทราบว่าใครจ้องเล่นงานตนก็โกรธมากส่งผลให้สมบัติปรากฏขึ้นมาในพาเลซจนได้ ทุกคนไม่รอช้ารีบกลับเข้าไปในพาเลซและสามารถเอาชนะชาโดว์ของคาโมชิดะลงได้และช่วงชิงสมบัติมาสำเร็จ ทำให้คาโมชิดะในความเป็นจริงสารภาพบาปต่อสาธารณะพร้อมมอบตัวต่อทางการด้วยตัวเอง




เมื่อทุกคนตระหนักว่าตนสามารถใช้พลังเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ไม่มีที่พึ่ง จึงตกลงกันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะจอมโจรมายาต่อไป ซึ่งแม้ทุกคนจะกังวลกับอนาคตข้างหน้าเพียงใด แต่จิตใจอันมุ่งมั่นก็ทำให้พวกเขามุ่งหน้าต่อไปโดยใช้ชีวิตเป็นจอมโจรมายา แต่ก่อนอื่นพวกเขาตัดสินใจฉลองความสำเร็จกันโดยการกินเลี้ยงฉลองกันที่ภัตตาคารหรูโดยใช้เงินที่ได้มาจากการขายสมบัติของคาโมชิดะ ซึ่งที่ภัตตาคารนั้นเอง อากิระและริวจิได้พบกับชายผู้หนึ่งท่าทางภูมิฐานที่ห้อมล้อมด้วยผู้ติดตามมากมายเดินแซงคิวทั้งสองขึ้นลิฟต์ไปอย่างไร้มารยาทและดูถูกเหยียดหยาม อากิระนั้นคลับคล้ายคลับคลาน้ำเสียงของชายผู้นั้นว่าคล้ายกับเสียงของชายผู้ที่ฟ้องร้องตนเหลือเกินแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก


ปฏิบัติการณ์ครั้งที่ 2: มาดาราเมะ

วันหนึ่ง จอมโจรมายาได้พบกับ ยูสุเกะ คิตากาว่า ผู้ที่เป็นศิษย์ของศิลปินชื่อดังแห่งญี่ปุ่น อิจิริวไซ มาดาราเมะ และเมื่อทุกคนรู้ว่ามาดาราเมะเองก็มีพาเลซเช่นกัน พวกเขาจึงพยายามใช้ความหลงใหลที่ยูสุเกะมีต่อแอนเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยูสุเกะปกป้องมาดาราเมะอย่างไม่ลดละ ทำให้จอมโจรมายาต่างกังขาว่าควรจะเปลี่ยนแปลงจิตใจหรือไม่ถ้าหากว่าเหยื่อผู้ถูกกระทำไม่ได้ร้องขอ

แต่ด้วยความช่วยเหลือของ ยูกิ มิชิม่า ผู้ซึ่งเคยเป็นเหยื่อของคาโมชิดะเช่นกัน เขาจึงปวารณาตัวสนับสนุนจอมโจรมายาอย่างเต็มที่โดยการสร้างเว็บไซต์สนับสนุนขึ้นมา ซึ่งเขาก็ช่วยให้จอมโจรมายาได้พบกับ นัตสึฮิโกะ นาคาโนะฮาระ ผู้เคยเป็นอดีตลูกศิษย์ของมาดาราเมะ และหลังจากที่ได้รู้ว่ามาดาราเมะกระทำสิ่งเลวร้ายต่อลูกศิษย์คนก่อนๆ เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นการช่วงชิงงานของลูกศิษย์ (รวมถึงยูสุเกะ) มาเป็นของตนเอง  รวมถึงทำลายงานศิลป์ที่แม่ของยูสุเกะรังสรรค์ขึ้นนั่นคือรูปภาพชื่อ ซายูริ อันเป็นเสมือนรูปภาพมายาในตำนานของวงการศิลปะ อีกทั้งมาดาราเมะยังทำสำเนาภาพออกขายโดยแอบอ้างว่าเป็นของจริงเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองมากมาย อากิระและพรรคพวกจึงไม่อาจปล่อยให้มาดาราเมะลอยนวลอีกต่อไป

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังบุกพาเลซของมาดาราเมะเพื่อหาสมบัตินั่นเอง ยูสุเกะก็พลัดหลงเข้ามาด้วยและเริ่มยอมรับความจริงเกี่ยวกับอาจารย์ของตนได้ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงคนดีจอมปลอม ต่อมาเมื่อได้เผชิญหน้ากับชาโดว์ของมาดาราเมะนั่นเอง ยูสุเกะจึงปฏิเสธอาจารย์ของตนเป็นครั้งแรกจนทำให้เพอร์โซน่าของตนลืมตาตื่น ก่อนจะให้ความช่วยเหลือจอมโจรมายาและเปลี่ยนแปลงจิตใจของมาดาราเมะลงได้ แต่ก่อนที่ชาโดว์ของมาดาราเมะจะหายไปก็ได้ทิ้งข้อสงสัยไว้ให้พวกอากิระงุนงง เพราะชาโดว์ของมาดาราเมะได้พูดถึงผู้บุกรุกอีกคนที่ใส่หน้ากากสีดำขึ้นมา แต่ไม่ทันได้คำตอบพาเลซก็เกิดการพังทลายพวกอากิระจึงต้องรีบหนีออกมา โดยสมบัติที่จอมโจรมายาช่วงชิงออกมาได้ก็คือรูปภาพซายูริที่แม่ของยูสุเกะสร้างสรรค์เอาไว้ก่อนตายนั่นเอง ซึ่งยูสุเกะก็ได้มอบรูปภาพนี้ให้แก่อากิระและภาพก็ถูกนำแขวนแสดงไว้ที่ร้านเลอบลังในเวลาต่อมา





หลังจากนั้น มาดาราเมะก็ได้กล่าวขออภัยผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจิตใจในระดับประเทศเช่นนี้เองที่ทำให้สาธารณะเชื่อว่าจอมโจรมายานั้นมีตัวตนจริง แต่ในขณะเดียวกันชายหนุ่มผู้สายตาเฉียบคมและหญิงสาวผู้ชาญฉลาดต่างก็ดูข่าวและคาดคะเนเกี่ยวกับจอมโจรมายาอย่างเยือกเย็น...


ปฏิบัติการณ์ครั้งที่ 3: คาเนชิโร่ 

การสารภาพกลางการถ่ายทอดสดของมาดาราเมะถือเป็นเรื่องราวใหญ่โตเลยทีเดียว และนั่นก็ทำให้ชื่อเสียงและการเคลื่อนไหวของจอมโจรมายาเริ่มเป็นที่โจษจันและผู้คนเริ่มให้ความสนใจ ซึ่งนั่นก็รวมถึงนักสืบหนุ่มมัธยมปลาย โกโร่ อาเคจิ และประธานนักเรียนแห่งโรงเรียนมัธยมปลายชูจินนั่นคือ มาโคโตะ นิอิจิม่า ซึ่งในระหว่างทัศนศึกษาที่สถานีโทรทัศน์นั้น อากิระและพรรคพวกได้พบกับ โกโร่ อาเคจิ ที่ไปอัดรายการพอดี อาเคจิเชื่อว่าจอมโจรมายานั้นเป็นกลุ่มที่ต่อต้านความยุติธรรมและเป็นพวกนอกกฎหมายซึ่งท่าทีเป็นปฏิปักษ์เช่นนั้นก็ทำให้พวกอากิระไม่พอใจนัก

อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนชูจินก็เกิดกังวลเรื่องชื่อเสียงของโรงเรียนขึ้นมาภายหลังเกิดเหตุการณ์ของคาโมชิดะ จึงได้ขอให้มาโคโตะช่วยตรวจสอบว่าจอมโจรมายาเป็นนักเรียนของโรงเรียนหรือไม่ มาโคโตะที่เป็นคนฉลาดเป็นทุนเดิมก็สงสัยในพฤติกรรมของอากิระและพรรคพวกทันที ซึ่งเธอก็ได้แอบติดตามพวกอากิระจนได้หลักฐานยืนยันเป็นเสียงบันทึกของริวจิที่ประกาศตัวว่าพวกตนคือจอมโจรมายา เธอจึงใช้หลักฐานที่มีตั้งข้อเรียกร้องให้พวกอากิระช่วยแสดงความยุติธรรมที่ยึดถือให้เธอเห็นแล้วเธอจะไม่เปิดเผยบันทึกเสียงดังกล่าว เป้าหมายที่เธอตั้งข้อเรียกร้องให้ช่วยสืบหาข้อมูลก็คือยากูซ่าที่กำลังรีดไถผู้คนในชินจูกุจนนักเรียนของชูจินเองก็ตกเป็นเหยื่อ

ต่อมาจอมโจรมายาต่างก็ทราบชื่อของยากูซ่ารายดังกล่าวว่าคือ จุนยะ คาเนชิโร่ แต่กลับไม่สามารถหาตัวพบจึงไม่สามารถบุกไปยังพาเลซได้ ดังนั้นมาโคโตะจึงใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้ทราบถึงที่อยู่ของคาเนชิโร่ ทว่านั่นกลับเป็นกับดักที่ทำให้ทุกคนตกอยู่ในสภาวะคับขันเพราะคาเนชิโร่ได้ถ่ายรูปทุกคนในบาร์เอาไว้พร้อมด้วยโต๊ะที่มีเหล้ายาเต็มไปหมด ท้ายที่สุดทุกคนจึงโดนบังคับให้ต้องหาเงินเป็นจำนวนมากมาให้คาเนชิโร่ มิเช่นนั้นรูปถ่ายก็จะโดนเปิดเผยออกไป

มาโคโตะที่รู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนต้องติดร่างแหจึงให้การช่วยเหลืออากิระและพรรคพวกจนสามารถบุกเข้าพาเลซของคาเนชิโร่ได้สำเร็จ และที่นี่เองที่เธอปลุกพลังเพอร์โซน่าของตนขึ้นมาได้ ซึ่งเธอก็สามารถช่วยทุกคนกำจัดชาโดว์ของคาเนชิโร่ลงได้ ทว่าก่อนที่จะหายไปนั้นชาโดว์ของคาเนชิโร่ได้เปิดเผยว่ามีคนอื่นที่สามารถเข้ามาในพาเลซได้เช่นกัน และอาจเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ mental shutdown (เมื่อชาโดว์ของคนๆ นั้นโดนฆ่าจะทำให้คนๆ นั้นเกิดอาการเสียชีวิตในความจริงไปด้วย) และ psychotic breakdown (ที่บุคคลเกิดคุ้มคลั่งโดยไม่มีสาเหตุ) ที่เกิดเหตุต่อเนื่องเมื่อไม่นานมานี้





หรือสิ่งที่ชาโดว์ของคาเนชิโร่กล่าวมาจะเกี่ยวข้องกับผู้บุกรุกหน้ากากดำที่ชาโดว์ของมาดาราเมะพูดถึงกันแน่...?


ปฏิบัติการณ์ครั้งที่ 4: ฟูตาบะ

ภายหลังจากที่ทำการเปลี่ยนแปลงจิตใจของคาเนชิโร่ไปแล้ว จอมโจรมายาก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นก็ทำให้เครือข่ายแฮ็คเกอร์ที่ชื่อ เม็ดเจ็ด เข้ามาท้าสู้ แม้ว่าการท้าทายครั้งนี้จะทำให้สาธารณะตื่นเต้นก็ตาม แต่กลุ่มจอมโจรมายากลับมืดแปดด้านไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรเพราะเม็ดเจ็ดนั้นเป็นเครือข่ายที่ไม่เปิดเผยตัวตน แต่ในระหว่างที่กำลังจับต้นช้นปลายไม่ถูกนั้น กลุ่มโจรมายาก็ได้รับข้อความจากบุคคลที่เรียกตนเองว่าอาลีบาบา

อาลีบาบายื่นข้อเสนอที่จะช่วยเหลือในการกำจัดเม็ดเจ็ดให้ ถ้าหากว่าจอมโจรมายาตกลงเปลี่ยนแปลงจิตใจของคนๆ หนึ่งให้นั่นคือ ฟูตาบะ ซากุระ ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใดทุกคนจึงรับข้อเสนอ และในช่วงนี้เองที่อากิระได้รู้ว่าโซจิโร่ได้รับเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ฟูตาบะ ผู้เป็นลูกสาวของ วากาบะ อิชชิกิ คนรู้จักในสมัยก่อนของโซจิโร่ ซึ่งวากาบะนั้นทำการวิจัยเกี่ยวกับ Cognitive Psience ที่ศึกษาการรับรู้ความเป็นจริงของแต่ละบุคคลและรวมถึง Metaverse อันเป็นโลกอีกด้านหนึ่งอยู่ แต่วันหนึ่งเธอกลับต้องจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุ ซึ่งผลจากเหตุการณ์นั้นทำให้ผู้คนในทีมวิจัยบางส่วนกล่าวโทษฟูตาบะว่าเป็นต้นเหตุให้แม่ของตนต้องตาย ฟูตาบะจึงเก็บตัวไม่สุงสิงกับใครมานับแต่นั้น

มาโคโตะสันนิษฐานว่าฟูตาบะก็คืออาลีบาบานั่นเอง และเมื่อทุกคนเห็นพ้องกันว่าการช่วยเหลือฟูตาบะจะทำให้พวกตนสามารถต่อกรกับเม็ดเจ็ดได้ จอมโจรมายาจึงบุกเข้าไปในพาเลซของฟูตาบะอันมีสภาพเป็นพีระมิดขนาดใหญ่ แต่ทว่าแม้ฟูตาบะจะปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจตนเองเพียงใด ก็ได้มีตัวตนขนาดมหึมาเข้ามาขัดขวางจอมโจรมายาเอาไว้ ตัวตนนั่นเป็นร่างมโนคติอันบิดเบี้ยวของวากาบะผู้เป็นมารดาของฟูตาบะนั่นเอง ร่างดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากจิตใจของฟูตาบะที่โทษตนเองว่าตนเป็นสาเหตุที่ทำให้วากาบะต้องตาย เธอจึงคิดว่าแม่จะต้องเกลียดชังเธอผู้เป็นต้นเหตุแน่นอน



ในระหว่างคับขันนั่นเองที่เพอร์โซน่าของฟูตาบะได้ตื่นขึ้นมา และด้วยความร่วมมือของเธอกับจอมโจรมายาภาพลักษณ์อันบิดเบี้ยวของวากาบะก็โดนกำจัดลงไปจนได้



ในตอนนั้น ได้มีร่างมโนคติของวากาบะอีกร่างหนึ่งปรากฏตัวออกมา คราวนี้วากาบะกล่าวขอบคุณลูกสาวของเธอที่สามารถจดจำรูปลักษณ์และนิสัยที่แท้จริงของตนผู้มีแต่ความรักและความห่วงใยให้ฟูตาบะได้แล้ว ทว่าแม้จะกำจัดร่างมโนคติอันบิดเบี้ยวของวากาบะไปได้แล้วก็ตามกลับไม่มีร่องรอยของสมบัติให้เห็นเลย มอร์กาน่าจึงอธิบายว่าตัวฟูตาบะเองนั่นแหละคือสมบัติของพาเลซแห่งนี้ และการที่ตัวเจ้าของพาเลซเข้ามาในพาเลซของตัวเองนานเกินไปจึงทำให้พาเลซเริ่มจะไม่เสถียร ด้วยเหตุนี้พาเลซจึงเริ่มถล่มลงมาทำให้เหล่าจอมโจรมายาต้องรีบหนีกันอย่างลนลานและกลับมาสู่โลกความจริงได้อย่างหวุดหวิด หลังจากที่จิตใจของเธอเปลี่ยนแปลงไป ฟูตาบะก็ได้จัดการทำลายเว็บไซต์ของเม็ดเจ็ดพร้อมฝากสัญลักษณ์ของจอมโจรมายาเอาไว้ให้ทุกคนเห็นโดยทั่วกัน และเธอก็ตกลงร่วมมือกับจอมโจรมายาเพื่อหาตัวผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้แม่ของเธอต้องจบชีวิตลงให้ได้


เมฆหมอกทมิฬที่เริ่มก่อตัว

เมื่อเม็ดเจ็ดโดนทำลายไปแล้ว จอมโจรมายาก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก และทุกคนที่ปลื้มกับความสำเร็จต่างก็ควานหาเป้าหมายในระดับสูงคนต่อไป ซึ่งด้วยความที่เชื่อว่าการเสียชีวิตของวากาบะเกิดจากอาการ mental shutdown นี่เอง ทำให้ทั้งทีมค้นหาตัวบุคคลที่จะต้องรับผิดชอบเพื่อหวังว่าชื่อเสียงของพวกตนจะยิ่งเป็นที่โจษจันขึ้นไป

ฟูตาบะเสนอว่าให้ทำการลักลอบขโมยข้อมูลจากแล็ปท็อปของซาเอะผู้เป็นพี่สาวของมาโคโตะเสียเลย เพราะซาเอะเองก็กำลังดูแลคดี mental shutdown อยู่เช่นกัน แม้ว่ามาโคโตะจะลังเลในทีแรกแต่เธอก็ยินดีทำตามแผน

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ฟูตาบะก็รับอาสาตรวจสอบข้อมูลให้เอง ส่วนที่เหลือก็มุ่งหน้าไปทัศนศึกษากันที่ฮาวายและได้ทราบว่าพวกตนมีชื่อเสียงในระดับสากลแล้ว หากแต่ทว่าเมื่อพวกเขากลับมาญี่ปุ่นก็ได้ทราบข่าวว่าอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนชูจินกลับเสียชีวิตอย่างลึกลับในอุบัติเหตุ...ซึ่งการเสียชีวิตครั้งนี้ก็ทำให้ผู้คนบางส่วนเริ่มสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของจอมโจรมายาก็เป็นได้


ปฏิบัติการณ์ครั้งที่ 5: โอคุมูระ

จากข้อมูลของซาเอะนั้น ฟูตาบะได้ทราบว่าซีอีโอของกลุ่มธุรกิจ โอคุมูระ ฟูดส์ ที่ชื่อ คุนิคาซุ โอคุมูระ นั้นเป็นศูนย์กลางของคดีที่เกิดขึ้นหลายคดี ซึ่งการเอารัดเอาเปรียบพนักงานก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่กลุ่มจอมโจรมายาก็โต้เถียงกันว่าควรจะทำการเปลี่ยนแปลงจิตใจของโอคุมูระตามกระแสสังคมอย่างเดียวดีหรือไม่ เมื่อไม่อาจตัดสินใจกันได้เช่นนี้ มอร์กาน่าจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปสะสางด้วยตัวคนเดียว

อากิระและพรรคพวกจึงทำการตามรอยของมอร์กาน่าไปยังพาเลซของโอคุมูระ และที่นั่นเองที่พวกเขาได้พบกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “จอมโจรแสนสวย” ผู้เป็นคู่หูรายใหม่ของมอร์กาน่า แน่นอนว่าทุกคนก็ยังไม่สามารถคืนดีกับมอร์กาน่าได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ยังไม่ทันจะคุยอะไรกันไปมากกว่านั้นทุกคนก็มีอันต้องหนีออกจากพาเลซเสียก่อน

ที่โรงเรียนชูจิน ทุกคนต่างควานหาตัวตนที่แท้จริงของจอมโจรแสนสวย และก็ได้รู้ว่าไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็น ฮารุ โอคุมูระ ผู้เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของซีอีโอโอคุมูระนั่นเอง อากิระและมาโคโตะตัดสินใจไปพบกับฮารุโดยตรงและชักชวนเธอให้มาร่วมกลุ่มทว่าฮารุปฏิเสธและบอกว่าเธอไม่ต้องการร่วมกลุ่มกับคนที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของเพื่อนแน่นอน จากนั้นอากิระและพรรคพวกก็ได้รู้ว่ามีคนขอบคุณพวกตนที่ช่วยสะสางคำร้องขอที่ฝากเอาไว้บนเว็บให้ แต่พวกอากิระก็งุนงงว่าพวกตนไม่ได้เป็นคนลงมือจึงคาดเดากันว่าคงเป็นฝีมือของมอร์กาน่าและฮารุนั่นเอง ทุกคนตัดสินใจเข้าไปยัง Mementos เพื่อดักพบทั้งสองคนและปรับความเข้าใจ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้อยู่ดี

หลังจากที่ทุกคนกลับสู่โลกความจริงแล้ว อากิระและพรรคพวกได้พบฮารุที่กำลังโดนยื้อยุดโดยชายผู้หนึ่ง มอร์กาน่าที่เห็นดังนั้นก็ได้พยายามเข้าไปช่วยแต่ก็โดนเล่นงานจนบาดเจ็บ พวกอากิระจึงเข้าไปขวางแทน ชายคนนั้นแนะนำตัวเองว่าตนเป็นคู่หมั้นของฮารุและบอกให้พวกอากิระอย่าเข้ามาขัดขวาง ทว่าเมื่อพวกอากิระไม่ยอมรามือชายคนนั้นจึงจำต้องล่าถอยไปเอง หลังจากนั้นทุกคนจึงพามอร์กาน่าและฮารุกลับไปที่เลอบลัง โดยภายหลังจากได้พูดคุยกันแล้วทุกคนจึงทราบว่าฮารุนั้นยังไม่สามารถปลุกพลังเพอร์โซน่าของตนได้อย่างสมบูรณ์ และการที่เธอตัดสินใจเป็นจอมโจรมายาก็เพื่อหนีการคลุมถุงชนนั่นเอง ซึ่งทุกคนก็ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับมอร์กาน่าและร่วมทีมกันตามเดิม

ทุกคนตกลงกลับสู่พาเลซของโอคุมูระอีกครั้งและสามารถผ่านระบบรักษาความปลอดภัยมาได้โดยความช่วยเหลือของฮารุ แต่ที่นี่ทุกคนก็ได้พบกับร่างมโนคติของสุกิมุระผู้เป็นคู่หมั้นของฮารุด้วย ชาโดว์ของโอคุมูระเปิดเผยว่าตนรู้ดีว่าลูกเขยในอนาคตนั้นเป็นคนที่มีนิสัยเลวร้ายเพียงใด และต่อให้ตนยกฮารุไปก็คงไม่ได้แต่งงานเป็นภรรยาหลักแน่นอนเต็มที่ก็เป็นได้แค่เมียน้อย แต่ตนก็ยังจะส่งฮารุไปเพื่อเป็นบันไดให้ตนได้เข้าสู่วงการการเมืองนั่นเอง ฮารุที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทั้งเสียใจและโกรธแค้นพ่อของตนจนเพอร์โซน่าของเธอโดนปลุกขึ้นมาอย่างสมบูรณ์จนสามารถเอาชนะร่างมโนคติของสุกิมุระลงได้ด้วย เมื่อทุกคนบุกเข้าไปด้านในพาเลซมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นสิ่งที่โอคุมูระผู้พ่อคิดกับพนักงานบริษัทมากเท่านั้น นั่นคือเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ทำงานอย่างไม่มีวันหยุดพักและถ้าพังเมื่อไหร่ก็จะโดนทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใย เมื่อเห็นเช่นนี้ฮารุจึงมุ่งมั่นจะเปลี่ยนจิตใจของพ่อให้จงได้







กลุ่มจอมโจรมายาสามารถเอาชนะชาโดว์โอคุมูระลงได้และช่วงชิงสมบัติมาไว้ในมือ ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าในตอนที่จากมาได้มีร่างหนึ่งในชุดดำและสวมหน้ากากดำเข้ามายิงสังหารชาโดว์ของโอคุมูระไปอย่างเลือดเย็น ไม่นานนักโอคุมูระผู้พ่อก็ได้ตัดสินใจจัดงานแถลงข่าวอย่างกะทันหันขึ้น ซึ่งในวันแถลงข่าว ทุกคนในทีมจอมโจรมายาต่างเฝ้าดูงานแถลงข่าวจากในเดสตินี่แลนด์ด้วยความช่วยเหลือในการจองสถานที่จากฮารุ โอคุมูระผู้พ่อเตรียมสารภาพความผิดที่ตนได้ทำลงไปกับพนักงานรวมถึงคู่แข่งทางการค้า และตั้งใจที่จะเปิดเผยผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ mental shutdown แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น...เพราะกลางงานแถลงข่าว โอคุมูระพลันเกิดอาการ mental shutdown และเสียชีวิตต่อมาในภายหลัง ทำให้จอมโจรมายาต่างตกตะลึงกันเป็นอย่างมากเพราะพวกตนไม่ได้เป็นผู้ลงมือจึงไม่น่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นนี้ได้


ปฏิบัติการณ์ครั้งที่ 6: ซาเอะ

ภายหลังการเสียชีวิตของโอคุมูระนั้น กลุ่มจอมโจรมายาก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังไปในทันที และชื่อเสียงก็ดิ่งเหวลงในพริบตา มิหนำซ้ำตำรวจยังตั้งค่าหัวจอมโจรมายาเอาไว้ถึง 30 ล้านเยน ทว่านักสืบหนุ่ม โกโร่ อาเคจิ ที่ก่อนหน้านี้เคยออกมาให้ความเห็นแก่สาธารณะโต้แย้งในสิ่งที่จอมโจรมายาทำลงไป คราวนี้อาเคจิกลับประกาศต่อสาธารณะว่ากลุ่มจอมโจรมายานั้นไม่ใช่คนร้ายผู้อยู่เบื้องหลังความตายของโอคุมูระ และยังบอกว่าตนพอจะทราบว่าคนร้ายตัวจริงคือใคร...

กลุ่มจอมโจรมายาจึงพยายามติดต่ออาเคจิให้มากล่าวปาฐกถาในงานโรงเรียนชูจิน เพื่อหวังว่าอาเคจิจะช่วยล้างมลทินให้พวกตนและเพื่อสืบทราบการเคลื่อนไหวของตำรวจให้พวกตนรับรู้ได้ ทว่าสุดท้ายแล้วอาเคจิกลับกดดันให้ทั้งทีมต้องยอมร่วมมือเพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจของซาเอะแทนเพราะอาเคจิมีหลักฐานสำคัญเป็นรูปถ่ายของพวกอากิระที่กำลังออกจาก Metaverse กลับมาสู่โลกความจริง อาเคจิให้เหตุผลว่าตอนนี้ซาเอะกำลังหลงลืมหลักการคิดแต่จะไขคดีโดยไม่สนวิธีการและไม่สนว่าใครจะต้องเป็นแพะรับบาปหรือไม่ ซึ่งอาเคจิก็เปิดเผยว่าแท้จริงแล้วตนก็สามารถเข้าสู่ Metaverse ได้เช่นกัน แถมยังเรียกเพอร์โซน่าได้ด้วย


รอดพ้นหายนะ ตอนแรก

กลุ่มจอมโจรมายารวมถึงอาเคจิได้บุกเข้าพาเลซของ ซาเอะ นิอิจิม่า อันมีรูปลักษณ์เป็นคาสิโนอันสุดจะหรูหรา โดยในท้ายที่สุดทุกคนก็สามารถเอาชนะชาโดว์ของซาเอะลงได้ แต่โชคร้ายที่อากิระโดนควบคุมตัวเอาไว้โดยตำรวจในโลกแห่งความเป็นจริงที่เข้ามาในพาเลซโดยไม่รู้ตัว...ทว่าในตอนที่โดนจับกุมนี่เอง อากิระได้รู้ว่าในหมู่พวกตนมีคนทรยศแฝงตัวอยู่



ข่าวการจับกุมหัวหน้าของจอมโจรมายาแพร่กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันกับที่อากิระโดนพาตัวไปยังห้องสอบสวนใต้ดินและโดนซ้อมอย่างหนัก ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น ซาเอะ นิอิจิม่า ก็เข้ามาในห้องสอบสวนเพื่อถามคำถามในการปฏิบัติการณ์ที่ผ่านมาของจอมโจรมายา

อากิระพยายามต่อต้านฤทธิ์ยาเต็มที่และพยายามปิดปากเงียบเกี่ยวกับสมาชิกทีมคนอื่นๆ ในขณะที่มือสังหารของคนร้ายตัวจริงก็คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ...มือสังหารผู้นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็น โกโร่ อาเคจิ นั่นเอง อาเคจิหยิบปืนขึ้นมายิงใส่กลางหน้าผากอากิระอย่างเลือดเย็น แต่ข่าวที่ปรากฏออกไปกลับบอกว่าหัวหน้าของจอมโจรมายานั้นฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิด...


รอดพ้นหายนะ ตอนสอง

ความวิบัติที่อิกอร์ย้ำเตือนให้อากิระรับรู้เมื่อเดือนเมษายนก็คือสิ่งนี้นั่นเอง หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว อากิระยังไม่ตาย เพราะความตายของอากิระล้วนแล้วแต่เป็นการวางแผนมาอย่างดี ก่อนหน้านี้กลุ่มจอมโจรมายาได้รู้ว่าอาเคจิคือคนทรยศเพราะได้ทำการดักฟังโทรศัพท์ไว้ แต่ทุกคนยอมทำตามแผนของอาเคจิเพราะรู้ดีว่าใครก็ตามที่อาเคจิทำงานให้ต้องมีอิทธิพลสูงมากถึงขนาดที่ว่าแม้จะก่อคดีฆาตกรรมก็จะไม่เป็นข่าว

ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงวางแผนที่จะป้องกันการลอบสังหารอากิระและเปิดโปงอาเคจิไปพร้อมกัน...แผนที่ว่าก็คือการล่อลวงให้อาเคจิหลงเข้ามาในสถานีตำรวจซึ่งอยู่นอกพาเลซของซาเอะ และที่นั่นเองที่อาเคจิลงมือสังหารอากิระตัวปลอมจนหลงเข้าใจผิดว่าตนทำงานลุล่วงแล้ว เพราะด้านในสถานีตำรวจนั้นแทบไม่ต่างอะไรจากความเป็นจริง ดังนั้นถ้าหากใครสักคนโดนหลอกเข้ามาก็จะไม่เห็นความแตกต่างเลยแม้แต่น้อย วิธีการก็คือให้ซาเอะเปิดโทรศัพท์ของอากิระทิ้งไว้หลังเสร็จการสอบสวน จากนั้นฟูตาบะจึงทำการสั่งการให้แอพพลิเคชั่น Meta–Nav ทำงานและหลอกให้อาเคจิฆ่าอากิระตัวปลอมได้สำเร็จ ส่วนในโลกของความเป็นจริงซาเอะก็ย้อนกลับไปที่ห้องสืบสวนและช่วยพาอากิระตัวจริงหนีกลับมาที่ร้านเลอบลัง

จากการดักฟังโทรศัพท์ของอาเคจินี่เอง ที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดคือ มาซาโยชิ ชิโดะ นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลและกำลังจะลงสมัครเลือกตั้งเพื่อหวังเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในอีกไม่นาน ชิโดะคอยสั่งการให้อาเคจิไปสังหารคู่แข่งทางการเมืองของตนอยู่บ่อยครั้ง โดยไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนชูจิน และโอคุมูระ หรือแม้กระทั่งผู้อำนวยการกรมสืบสวนคดีพิเศษก็ล้วนแล้วแต่มีสายสัมพันธ์กับชิโดะด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ธุรกิจขายงานศิลปะของปลอมที่มาดาราเมะทำและการรีดไถเงินของคาเนชิโร่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับชิโดะทั้งสิ้น มิหนำซ้ำชิโดะเองก็เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตายของวากาบะ อิชชิกิผู้เป็นมารดาของฟูตาบะ เมื่อความจริงปรากฏเช่นนี้ทุกคนจึงมุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของชิโดะให้ได้


ปฏิบัติการณ์ครั้งที่ 7: ชิโดะ

ภายหลังจากที่หลอกอาเคจิได้สำเร็จ อากิระก็ทำการซ่อนตัวเพื่อไม่ให้ชิโดะทราบว่าตนยังมีชีวิตรอดอยู่ ในระหว่างนั้นความนิยมในตัวชิโดะก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอากิระที่ได้ยินเสียงของชิโดะในตอนแสดงปาฐกถาก็เชื่อว่าชิโดะนี่เองที่เป็นคนฟ้องร้องให้ตนต้องรับโทษและโดนทัณฑ์บน ด้วยเหตุนี้กลุ่มจอมโจรมายาจึงยิ่งมีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนแปลงจิตใจของชิโดะให้ได้ ทุกคนบุกเข้าไปยังพาเลซของชิโดะ แต่ในระหว่างนั้นอาเคจิกลับปรากฏตัวออกมาขวางและเปิดเผยว่าตนคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ mental shutdown ทั้งหมด

อาเคจิบอกว่าตนยอมทำงานให้กับชิโดะก็เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจก่อนจะล้างแค้นในภายหลัง นั่นเพราะอาเคจิเป็นลูกนอกสมรสของชิโดะที่ไม่เคยได้รับการดูแลจากชิโดะเลยแม้แต่น้อย ซึ่งอาเคจิจะทำทุกอย่างเพื่อให้เป้าหมายของตนสัมฤทธิ์ผลและในตอนที่ชิโดะได้ในสิ่งที่ต้องการตนก็จะเป็นคนทำลายชิโดะลงกับมือเอง โดยในการต่อสู้นั้นอาเคจิก็ได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่าตนมีพลังในการปลุกให้ชาโดว์คุ้มคลั่งจนเกิดอาการ psychotic breakdown ของบุคคลนั้นในความเป็นจริง นอกจากนั้นยังเรียกใช้เพอร์โซน่าได้มากกว่า 1 อย่างเช่นเดียวกับที่อากิระสามารถทำได้ ซึ่งเดิมทีอาเคจิมีเพอร์โซน่าคือโรบินฮู้ด แต่ในการต่อสู้นี้อาเคจิยังสามารถเรียกโลกิมาต่อสู้ได้ด้วย ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงมากที่สุดคือการที่ชุดสีขาวดั้งเดิมของอาเคจิแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นเกราะสีดำสนิททั้งตัว เมื่อจอมโจรมายาเห็นเข้าจึงมั่นใจทันทีว่าผู้บุกรุกสวมหน้ากากสีดำที่ชาโดว์ของมาดาราเมะและชาโดว์ของคาเนชิโร่พูดถึงก็คืออาเคจินั่นเอง


แต่ทว่าสุดท้ายจอมโจรมายาก็สามารถเอาชนะอาเคจิลงได้ ในขณะที่อาเคจิกำลังยอมรับในความคิดของตนว่าผิดพลาดนั้น พลันร่างมโนคติของอาเคจิที่ชิโดะคิดก็ปรากฏตัวออกมาพลางกล่าวว่าแท้จริงชิโดะไม่เคยไว้ใจอาเคจิเลย เพราะถ้าชิโดะชนะการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็จะไม่เก็บอาเคจิไว้เช่นกัน การที่อาเคจิสามารถเข้าสู่พาเลซของคนอื่นได้ถือเป็นอันตรายกับชิโดะด้วย ด้วยเหตุนี้ชิโดะจึงสร้างร่างมโนคติของอาเคจิขึ้นมาไว้เตรียมการรับมือกับอาเคจิตัวจริง จากนั้นร่างมโนคติของอาเคจิก็สั่งให้อาเคจิตัวจริงกำจัดกลุ่มจอมโจรมายาซะ แต่อาเคจิกลับยอมสละชีวิตเพื่อให้จอมโจรมายาหนีไป ซึ่งอากิระก็ให้สัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของชิโดะให้สำเร็จให้ได้


หลังกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง กลุ่มจอมโจรมายาเตรียมการประกาศช่วงชิงสมบัติในจิตใจของชิโดะอย่างอลังการ พวกเขาทำการแทรกสัญญาณโทรทัศน์จอใหญ่ในที่สาธารณะทั่วญี่ปุ่นเพื่อประกาศเป้าหมายนั่นคือการเปลี่ยนแปลงจิตใจของชิโดะ ผลลัพธ์ของการกระทำเช่นนี้ ทำให้จอมโจรมายาประกาศต่อสาธารณะว่าพวกตนยังมีชีวิตอยู่และกล่าวโทษชิโดะต่อสาธารณะไปพร้อมกัน ด้วยเหตนี้จอมโจรมายาจึงกลับมาเป็นกระแสพูดถึงในวงกว้างกันอีกครั้ง



กลุ่มจอมโจรมายาสามารถเอาชนะชาโดว์ของชิโดะได้สำเร็จ แม้ว่าชิโดะจะพยายามทำลายพาเลซของตนเองด้วยการกินยาที่ส่งผลให้ร่างกายมีสภาพเสมือนตายไปชั่วครู่เพื่อหวังทำลายพาเลซของตนและจัดการกลุ่มจอมโจรมายาไปพร้อมกัน ทว่าในท้ายที่สุดปฏิบัติการณ์ของจอมโจรมายาก็ลุล่วงไปด้วยดี


โลกที่ตกอยู่ในอันตราย

มาซาโยชิ ชิโดะ โดนเปลี่ยนแปลงจิตใจและได้สารภาพความผิดของตนขณะประกาศผลเลือกตั้งอันถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ทำให้จอมโจรมายาเชื่อว่าสังคมจะดีขึ้นแน่นอน ทุกคนต่างดื่มด่ำกับความสำเร็จและมั่นใจว่าแรงสนับสนุนของชิโดะจะต้องพังทลายลงหลังฟังคำสารภาพเช่นนั้น แต่แล้วสถานการณ์กลับพลิกผัน ไม่เพียงแต่สาธารณะยังคงปฏิเสธที่จะยอมรับในความผิดของชิโดะเท่านั้น แต่ยังเริ่มที่จะหลงลืมตัวตนของกลุ่มจอมโจรมายาด้วยซ้ำไป

ท่ามกลางความอับจนนี้เอง กลุ่มจอมโจรมายาและซาเอะที่รู้ความจริงและหันมาให้การสนับสนุนอากิระและพรรคพวกต่างก็วางแผนสิ่งที่จะต้องทำกันต่อไป เพราะที่ผ่านมาชิโดะอาศัย Metaverse ในการก่อเหตุนี่เอง การจะสั่งฟ้องชิโดะจึงลำบากมาก ยิ่งในเมื่อความเห็นของสาธารณะยังคงก้ำกึ่งเช่นนี้กลุ่มจอมโจรมายาจึงต้องรีบหาทางแก้ไขโดยเร็ว แต่การจะไล่เปลี่ยนจิตใจทีละคนนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน

ในตอนนั้นเอง มอร์กาน่าจำได้ว่า Mementos อันมีลักษณะเป็นศูนย์รวมของพาเลซของทุกคนเองก็มีสมบัติอยู่ และถ้าสามารถช่วงชิงสมบัตินั้นมาได้ก็อาจทำให้สาธารณชนได้สติเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นย่อมแปลว่าเป็นการทำให้ Metaverse สลายไปด้วย และทุกคนก็จะไม่สามารถปฏิบัติการณ์ในฐานะจอมโจรมายาได้อีกต่อไป

แม้จะโศกเศร้าที่จะไม่อาจปฏิบัติการณ์ได้อีก แต่ทุกคนเชื่อมั่นในหลักการที่ยึดถือเสมอมา ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปสู่ Mementos เพื่อออกปฏิบัติการณ์ครั้งสุดท้าย


ปฏิบัติการณ์ครั้งสุดท้าย

ที่ใจกลางส่วนที่ลึกที่สุดของ Mementos ทุกคนได้พบกับสมบัตินั่นคือ Holy Grail แต่ว่าด้วยเจตจำนงของสาธารณชนที่ปรารถนาจะให้มีใครหรืออะไรซักอย่างมาควบคุมและชี้นำชีวิตของตนเอง จึงได้เปลี่ยนสภาพมันให้กลายเป็นเทพผู้มุ่งร้ายไปเสียแล้ว แม้ว่ากลุ่มโจรมายาจะพยายามสู้อย่างสุดความสามารถแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ และ Holy Grail ก็เริ่มที่จะผนวก Mementos เข้ากับความเป็นจริง ทุกคนลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางชิบุยะที่บิดเบี้ยวก่อนที่ร่างของพวกตนจะค่อยๆ สลายหายไป



ที่ Velvet Room นั้น อากิระได้ทราบความจริงว่าเทพผู้มุ่งร้ายนั้นได้ปลอมแปลงตนเป็นอิกอร์มาโดยตลอดและคอยชักใยอากิระให้เล่นตามเกมของตน ซึ่งเป็นเกมที่อากิระไม่มีสิทธิชนะตั้งแต่แรกแล้ว โดยเทพดังกล่าวมอบความสามารถให้อากิระและอาเคจิเพื่อดูว่าโลกนี้จะถูกรักษาเอาไว้หรือถูกทำลายผ่านการกระทำของทั้งสอง โดยที่ตนคอยชี้นำเหตุการณ์ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ ส่วนทั้ง Meta–Nav และ Metaverse ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือที่เทพเจ้านี้ใช้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมนุษยชาตินั้นโง่เขลาเพียงใด

อิกอร์ตัวปลอมสั่งการให้พัศดีแฝดแห่ง Velvet Room ทำการประหารอากิระที่เล่นเกมแพ้ แต่ในขณะที่กำลังโจมตีนั้นแฝดทั้งคู่กลับเริ่มจำได้ว่าแท้จริงแล้วพวกตนเคยเป็นคนเดียวกันมาก่อนแต่โดนเทพผู้มุ่งร้ายจับแยกออกจากกัน ทั้งคู่จึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้งจนกลายเป็นลาเวนซ่า อากิระจึงรอดพ้นความตายมาได้ ส่วนเทพเจ้าที่เชื่อมั่นว่าตนชนะแล้ว จึงได้คืนอิกอร์ตัวจริงมาและจากไป

อากิระได้ไปปลุกจิตใจของเพื่อนร่วมทีมแต่ละคนที่กระจัดกระจายไปใน Velvet Room ให้ลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง ทุกคนจึงมารวมตัวกันเพื่อฟังคำบอกเล่าจากปากของอิกอร์เอง อิกอร์เล่าว่าก่อนที่ตนจะโดนจองจำ อิกอร์ได้ใช้พลังที่เหลืออยู่สร้างผู้ส่งสาส์นขึ้นมาโดยมอบหมายหน้าที่ให้ไปตามหามนุษย์ผู้ที่จะสามารถกลายมาเป็น Trickster ได้ ผู้ส่งสาส์นที่ว่าก็คือมอร์กาน่านั่นเอง บัดนี้มอร์กาน่าจำได้หมดแล้วว่าตนเองเป็นใครและมีหน้าที่อะไร มอร์กาน่าจึงนำพาทุกคนไปสู้ในศึกสุดท้าย

การต่อกรกับเทพผู้มุ่งร้ายโดยมีชะตาของโลกเป็นเดิมพันจึงได้เริ่มต้นขึ้น...


เผชิญหน้าเทพเจ้าแห่งการควบคุม ยาลดาเบาธ์ (Yaldabaoth)

ทุกคนกลับมาที่ชิบุยะอีกครั้ง พลันมองเห็นวิหารขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาใจกลางโตเกียว จึงรีบมุ่งหน้าขึ้นไปเผชิญหน้ากับเทพเจ้าทันที ระหว่างทางกลุ่มจอมโจรมายาต่างก็เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งซึ่งขวางทางอยู่ ไม่ว่าจะเป็น อูริเอล ราฟาเอล กาบริเอล และมิคาเอล ซึ่งทุกครั้งที่เอาชนะได้ผู้คนต่างก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นจนโกลาหลไปหมด ที่ปลายทางของการเดินทาง ทุกคนได้พบกับ Holy Grail อีกครั้ง แต่ในคราวนี้มันเผยให้เห็นร่างอันแท้จริงสุดแสนมหึมาเทียบเท่าตึกสูง ตัวตนที่แท้จริงของมันคือยาลดาเบาธ์ เทพเจ้าผู้หวังควบคุมมนุษย์และชี้นำมนุษย์ทุกคน



จอมโจรมายาพยายามเข้าต่อกรอย่างเต็มความสามารถ ทว่าพลังของยาลดาเบาธ์นั้นมหาศาลจนเหล่าจอมโจรมายาต่างโดนเล่นงานหมอบไปตามกัน ทว่าพวกเขานั้นไม่ยอมแพ้และไม่ยอมสิ้นหวัง คำพูดอันมุ่งมั่นของพวกเขาปรากฏให้ได้ยินบนโทรทัศน์จอใหญ่ด้านล่างพร้อมกับสัญลักษณ์กลุ่มจอมโจรมายา ผู้คนที่เริ่มหมดหวังต่างก็มีความหวังกลับมาและเริ่มจำพวกเขาได้อีกครั้ง บรรดาพวกพ้องที่อากิระเคยช่วยเหลือเอาไว้ต่างก็ตะโกนเปล่งเสียงสนับสนุนให้กำลังใจกันเต็มที่

เมื่อเป็นดังนี้มนุษยชาติจึงไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของยาลดาเบาธ์อีกต่อไป อากิระที่รับรู้ได้ถึงพลังของผู้คนทำการเรียกอาร์แซนน์ออกมา พลันอาร์แซนน์ร่างสลายกลายเป็นเงาร่างขนาดมหึมาเทียบเท่ายาลดาเบาธ์ที่ปรากฏตัวลงมาจากหมู่เมฆด้านบน สิ่งนั้นคือซาตานาเอล (Satanael) เพอร์โซน่าที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากความปรารถนาในเสรีภาพของมวลมนุษย์ ปากกระบอกปืนของซาตานาเอลเล็งที่ศีรษะยาลดาเบาธ์พร้อมกับคำพูดของอากิระว่า “สลายไปซะ” เมื่อสิ้นคำกระสุน Sinful Shell ที่อัดแน่นเอาไว้ด้วยบาปเจ็ดประการก็พุ่งออกจากปากกระบอกทะลวงเข้าใส่ศีรษะยาลดาเบาธ์จนร่างสลายไปในที่สุด



ทุกอย่างคลี่คลาย และโลกก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่กลับไปสู่สภาพก่อนที่จะโดนหลอมรวม มอร์กาน่าที่ทำภารกิจสำเร็จก็ค่อยๆ ร่างเลือนหายไปท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคน จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไป ส่วนทางด้านของอากิระนั้นได้คุยกับซาเอะ โดยซาเอะได้ยื่นข้อเสนอขอให้อากิระมอบตัวในฐานะของจอมโจรมายาเพื่อไม่ให้เพื่อนๆ ต้องติดร่างแหและในขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นหลักฐานในการสั่งฟ้องชิโดะด้วย ด้วยเหตุนี้เอง อากิระจึงไปเปิดเผยความจริงกับตำรวจและต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำเยาวชนชั่วระยะเวลาหนึ่ง ส่วนที่ด้านนอกนั้นบรรดาพรรคพวกในทีมจอมโจรมายา รวมถึงผู้คนที่อากิระเคยช่วยเหลือต่างก็พยายามหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอากิระกันอย่างสุดความสามารถ จนอากิระพ้นมลทินจากคดีทำร้ายร่างกายจนได้

ที่ร้านเลอบลัง ทุกคนรอคอยการกลับมาของอากิระอย่างอบอุ่น แม้จะโศกเศร้าที่มอร์กาน่าจากไปแล้วก็ตามที แต่ในทันใดนั้นมอร์กาน่าก็กลับเข้ามาในร้านและบอกว่าแม้ร่างใน Metaverse ของตนจะหายไป แต่ร่างในโลกจริงก็ยังอยู่ และที่ไม่ปรากฏตัวให้เร็วกว่านี้ก็เพราะอยากรอให้อากิระได้รับการปล่อยตัวก่อนนั่นเอง

วันที่ 19 มีนาคม คือวันสุดท้ายที่อากิระจะได้ใช้ชีวิตในโตเกียว อากิระไปบอกลามิตรสหายทุกคนที่ตนรู้จักก่อนจะต้องกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น และในเช้าวันถัดมา อากิระก็บอกลาโซจิโร่ทำเอาโซจิโร่เองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และเมื่ออากิระเดินออกมาที่ถนนใหญ่ก็ได้พบกับพรรคพวกอดีตจอมโจรมายาของตนรอคอยอยู่ พวกเขาตัดสินใจกันว่าจะขับรถตู้พาอากิระไปส่งถึงบ้านกันทุกคน

รถแล่นบนทางหลวงมาครู่หนึ่งจนมาถึงถนนเส้นเลียบทะเล ที่แสงแดดสะท้อนผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ อากิระมองบ้านเกิดของตัวเองแล้วยิ้มออกมาก่อนจะเปิดหลังคาเพื่อโผล่หน้าออกไปรับลมและแสงแดดในสถานที่อันคุ้นเคย ช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาในโตเกียวของอากิระนั้นถือเป็นความทรงจำอันแสนมีค่าและไม่มีอะไรจะมาทดแทนได้ และจากนี้ไปเขาก็พร้อมจะรับมือกับอนาคตในภายภาคหน้าแล้ว


เนื้อเรื่อง Confidant ของแต่ละตัวละคร

0 The Fool
อิกอร์

เนื้อหาเกี่ยวพันกับเนื้อเรื่องหลัก


I The Magician
มอร์กาน่า

เนื้อหาเกี่ยวพันกับเนื้อเรื่องหลัก


II The Priestess
มาโคโตะ นิอิจิม่า

เนื้อเรื่องของเธอเป็นการทำหน้าที่ดูแลนักเรียนคนอื่นในฐานะที่เธอเป็นประธานนักเรียน วันหนึ่งเธอได้ข่าวว่ามีนักเรียนมัธยมปลายหญิงไปทำงานพิเศษในย่านบันเทิงกลางคืนของชินจูกุ ดังนั้นเธอจึงขอความช่วยเหลือจากอากิระให้ไปเป็นเพื่อนเธอ เมื่อไปถึงเธอก็ได้พบกับนักเรียนหญิงของโรงเรียนชูจินเดินเข้าไปในร้านที่ดูไม่น่าไว้วางใจจริง แต่เมื่อสืบสาวราวเรื่องแล้วก็พบว่านักเรียนหญิงคนดังกล่าวมาทำงานพิเศษโดยแต่งตัวเป็นเมดคอยเสิร์ฟในร้านเท่านั้น ด้วยเหตุนี้มาโคโตะกับนักเรียนหญิงคนนั้นที่ชื่อเอย์โกะจึงได้ติดต่อและกลายเป็นเพื่อนกัน ทั้งสองคนคุยจิปาถะกันเรื่อยมาจนวันหนึ่งเอย์โกะบอกกับมาโคโตะว่าตนกำลังคบหาอยู่กับโฮสต์หนุ่มคนหนึ่งและต้องการแนะนำตัวให้มาโคโตะรู้จัก มาโคโตะจึงขอความช่วยเหลือจากอากิระให้ไปเป็นเพื่อนและแสร้งทำตัวเป็นแฟนกับเธอ

เมื่ออากิระและมาโคโตะได้พบกับโฮสต์หนุ่มแฟนของเอย์โกะก็คิดว่านิสัยไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย แถมยังพยายามจะรุกมาโคโตะอย่างหนักหน่วงแทน แม้ว่ามาโคโตะจะพยายามเตือนเอย์โกะแต่เอย์โกะที่หลงใหลแฟนของตนก็ไม่ยอมเชื่อฟังซ้ำยังคิดว่ามาโคโตะจะแย่งแฟนของตนด้วยซ้ำ ต่อมาเอย์โกะได้ติดต่อกับมาโคโตะเพื่อขอยืมเงินเพราะโฮสต์หนุ่มแฟนของเธอทำเหล้าราคาแพงตกแตกในร้านจึงอยากขอยืมเงินไปชดใช้ แต่สุดท้ายมาโคโตะและอากิระก็สืบรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงแค่การหลอกลวงเพื่อหวังปอกลอกเงินจากผู้หญิงที่ไม่ประสาและไม่ทันคนเท่านั้น มาโคโตะข่มขู่โฮสต์หนุ่มว่าตนมีคนรู้จักในสำนักงานตำรวจมากมายและพี่สาวก็เป็นอัยการจนโฮสต์หนุ่มเกรงกลัวและหนีไป เมื่อช่วยเหลือเอย์โกะได้แล้ว มาโคโตะก็เปิดใจกับอากิระว่าสุดท้ายแล้วเธอก็ตัดสินใจได้ว่าเธอจะมุ่งมั่นในการเรียนต่อไปและตั้งใจจะเป็นตำรวจตามรอยพ่อของเธอ


III The Empress
ฮารุ โอคุมูระ

เนื้อเรื่องของเธอนั้น เธอมีแปลงปลูกผักอยู่บนดาดฟ้าของโรงเรียนชูจิน เธอต้องการทราบว่ารสชาติและคุณภาพของผักที่เธอปลูกนั้นอยู่ในระดับไหน เธอจึงขอร้องอากิระให้ช่วยนำผักของเธอไปให้โซจิโร่ลองชิมดู แม้ว่าผักที่เธอปลูกจะยังไม่มีคุณภาพถึงขั้นวางขายในร้านได้แต่เธอก็ตั้งใจที่จะพัฒนาผักของเธอให้ดีขึ้น แต่นอกจากเรื่องผักของเธอแล้วเธอยังพยายามศึกษาเรื่องเมล็ดพันธุ์ของกาแฟอย่างจริงจัง ถึงอย่างนั้นเธอก็มีปัญหากวนใจนั่นคือเรื่องสุกิมุระผู้เป็นคู่หมั้นที่พ่อของเธอจัดแจงเอาไว้ให้ก่อนตาย ฮารุนั้นพยายามที่จะปฏิเสธมาโดยตลอดแต่คู่หมั้นของเธอไม่ยอมฟังเลยแถมยังป่าวประกาศไปทั่วว่าหากเธอไม่ยอมทำตามสัญญาก็จะโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก มิหนำซ้ำเธอยังกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทหลังจากที่พ่อของเธอตายไปอีกซึ่งประธานคนปัจจุบันของโอคุมูระฟูดส์ที่ชื่อทาคาคุระก็คอยเสนอให้ฮารุโอนหุ้นให้บริษัทดูแลแทนเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระ แต่เธอนั้นไม่รู้ว่าจะเชื่อใจทาคาคุระได้จริงหรือไม่ จึงทำให้ภาระที่เธอแบกรับนั้นหนักหนาไม่น้อย วันหนึ่งเธอชวนอากิระมาช่วยดูแลแปลงผักตามปกติแต่เธอเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมาจึงต้องพักชั่วครู่ เธอบอกกับอากิระว่าช่วงที่ผ่านมาเธอไม่ค่อยได้นอนพักเพราะทาคาคุระกดดันเธอให้เปิดธุรกิจใหม่เป็นร้านคาเฟ่ราคาประหยัด ซึ่งพนักงานบางส่วนมองว่าธุรกิจนี้ไม่น่าจะประสบความสำเร็จและหวังให้ฮารุเป็นคนหยุดความคิดนี้ แต่เธอเองก็จนใจเพราะเธอไม่มีความรู้พอที่จะบอกได้ว่ากิจการใดจะไปรอดหรือไม่ แต่ด้วยคำแนะนำของอากิระทำให้ฮารุตัดสินใจที่จะไปคุยกับทาคาคุระโดยตรง เธอคิดว่าการทำร้านราคาประหยัดนั้นไม่สามารถให้ความรู้สึกละเมียดละไมกับการจิบกาแฟอย่างที่เธอศึกษามาตลอดได้

ด้วยเหตุนี้เธอจึงคิดใช้ประโยชน์จากดินในแปลงผักที่เธอดูแลมาตลอดในการปลูกเมล็ดกาแฟให้ทาคาคุระดื่มและหวังว่าจะสามารถสื่อในสิ่งที่เธอคิดได้ ในวันที่เธอชวนอากิระไปคุยกับทาคาคุระนั้น ทาคาคุระได้ลองดื่มกาแฟเข้าไป ฮารุอธิบายว่าเธอไม่คิดจะห้ามธุรกิจคาเฟ่ราคาประหยัดแต่เธอยอมไม่ได้ถ้าบริษัทจะเสิร์ฟอาหารคุณภาพต่ำให้แก่ลูกค้า ทาคาคุระที่ได้ยินเช่นนั้นก็บอกว่ากาแฟนี้คล้ายกับที่ปู่ของฮารุเคยชงเลยทีเดียว เดิมทีทาคาคุระก็เคยเป็นลูกค้าในร้านที่ปู่ของฮารุเปิดและก็ด้วยเหตุนั้นจึงตัดสินใจมาทำงาน การที่ทาคาคุระเสนอเปิดคาเฟ่ก็เพราะต้องการตั้งชื่อแบบเดียวกับร้านที่ปู่ของฮารุเปิดด้วยและต้องการทำให้เป็นร้านที่ใครก็สามารถเข้ามามีความสุขกับกาแฟได้ ซึ่งหลังจากที่คุยกันจนเข้าใจแล้วทาคาคุระก็กล่าวขอโทษฮารุที่เร่งรัดเรื่องการแต่งงานกับสุกิมุระเพราะตนเข้าใจผิดว่าฮารุนั้นยินดีที่จะแต่งงาน ตนต้องการให้ฮารุมีคนที่จะสามารถให้การพึ่งพิงได้ แต่จากที่ได้คุยกันทาคาคุระก็เข้าใจแล้วว่าฮารุนั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และความจริงก็เปิดเผยว่าอันที่จริงแล้วไม่เคยมีสัญญาระหว่างพ่อของฮารุและสุกิมุระเลย ไม่มีอะไรที่จะมาบังคับให้ต้องจ่ายค่าชดเชยทั้งนั้น สุกิมุระนั้นโกหกและได้รับความช่วยเหลือจากคนในบริษัทที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของทาคาคุระเพื่อหวังให้สุกิมุระเข้ามายึดกิจการมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ทาคาคุระจึงอาสาที่จะจัดการเรื่องการยกเลิกแต่งงานให้เองแม้จะต้องใช้เวลาสักหน่อยก็ตามที จากการคุยกับทาคาคุระเช่นนี้ทำให้เธอมีความกล้ามากขึ้น เธอสามารถเข้าประชุมบริษัทได้และออกความเห็นของเธอให้คนอื่นรับฟัง ถึงอย่างนั้นเธอก็คิดว่าเรื่องการบริหารบริษัทปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารดีกว่า ส่วนเป้าหมายในอนาคตของเธอก็คือการเปิดร้านกาแฟเล็กๆ ส่วนตัวที่ทุกอย่างเธอจะทำด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นการปลูกเมล็ดกาแฟหรือแม้แต่ผักที่นำมาทำสลัดก็ตาม เธอตั้งใจจะทำร้านที่ผู้คนหลงรักเหมือนอย่างที่ปู่ของเธอเคยทำและเหมือนอย่างร้านเลอบลังนั่นเอง


IV The Emperor
ยูสุเกะ คิตากาว่า

เนื้อเรื่องของยูสุเกะนั้น อากิระต้องช่วยเขาเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานชิ้นต่อไปในฐานะศิลปิน เพราะนับแต่จบเรื่องราวของมาดาราเมะไปนั้นยูสุเกะก็ตกอยู่ในสภาวะตัน ไม่อาจสร้างงานออกมาได้ ด้วยเหตุนี้ยูสุเกะจึงได้ชวนอากิระไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อจับอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละสถานที่และนำมาวาดเป็นงานศิลป์ให้ได้ วันหนึ่งยูสุเกะได้ชวนอากิระเข้าไปใน Mementos ด้วยเหตุที่ว่า Mementos นั้นเป็นศูนย์รวมความปรารถนาของมนุษย์ ภายหลังจากกลับมาสู่โลกความเป็นจริงแล้วยูสุเกะก็สามารถวาดงานที่ชื่อ ความปรารถนา ออกมาและนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ได้ ทว่าผลตอบรับกลับไม่ดีนัก ซ้ำยังมีนักวิจารณ์รายหนึ่งบอกกับยูสุเกะว่าแม้เทคนิคที่ใช้ในงานจะเลิศเลอแต่ตัวงานนั้นขาดความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งคำวิจารณ์นั้นก็ทำให้ยูสุเกะเสียความมั่นใจไปพอสมควร ภายหลังจากที่ยูสุเกะตระเวนหาแรงบันดาลใจไปทั่วนั้นสุดท้ายยูสุเกะก็ได้กลับมาที่บ้านของมาดาราเมะอันเป็นสถานที่อยู่เก่าของตนเพื่อหวังจะกระตุ้นตนเองได้อีกครั้ง ในตอนนั้นเองนักวิจารณ์ที่เคยให้คำแนะนำงานของยูสุเกะก็เข้ามาและแนะนำตัวว่า ตนชื่ออาคิโกะ คาวานาเบะ ผู้อำนวยการมูลนิธิสนับสนุนงานศิลป์ญี่ปุ่น คาวานาเบะเสนอให้ความช่วยเหลือแก่ยูสุเกะและหวังว่ายูสุเกะจะติดต่อไป เมื่อเป็นดังนี้ยูสุเกะจึงนัดคุยกับคาวานาเบะโดยชวนอากิระไปด้วย แต่เมื่อได้คุยกันคาวานาเบะกลับเสนอว่าจะผลักดันยูสุเกะโดยอาศัยประวัติของยูสุเกะที่เคยโดนมาดาราเมะขโมยงานเพื่อให้มีฐานลูกค้าและงานจะได้ขายได้สม่ำเสมอ

คำเสนอของคาวานาเบะที่ไม่เห็นคุณค่าของงานศิลป์นั้นทำให้ยูสุเกะไม่พอใจมากและปฏิเสธคำเสนอดังกล่าว คาวานาเบะที่ได้เห็นปฏิกิริยาของยูสุเกะจึงบอกว่ายูสุเกะนั้นยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอเพราะมัวแต่ไล่ตามสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างความบริสุทธิ์ของงานศิลป์ คาวานาเบะจึงบอกว่าอีกไม่นานมูลนิธิของตนจะจัดงานประกวดงานศิลป์ขึ้นและผู้ชนะจะได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิซึ่งงานดังกล่าวจะมีลูกค้ามาชมงานจากทั่วญี่ปุ่น หากยูสุเกะยึดมั่นในความเชื่อของตนมากก็ควรเอาชนะให้ได้ คำท้าทายของคาวานาเบะทำให้ยูสุเกะเกิดความมุ่งมั่นขึ้นมาและได้ชวนอากิระเข้าสู่ Mementos อีกครั้ง เมื่อกลับมาสู่โลกความจริงยูสุเกะก็ได้นำงานเก่าของตนมาปรับแต่เพิ่มเติมจนกลายเป็นงานชื่อ ความปรารถนาและความหวัง ซึ่งงานชิ้นดังกล่าวก็ได้รับชัยชนะในงานประกวด คาวานาเบะที่ได้เห็นงานของยูสุเกะก็กล่าวชมเชยจากใจจริง อากิระที่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจทันทีว่าที่ผ่านมาคาวานาเบะทำการยั่วโมโหยูสุเกะเพื่อให้สามารถสร้างสรรค์งานออกมาได้ คาวานาเบะเปิดเผยว่าตนเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยโดนอิทธิพลของมาดาราเมะเล่นงานเพราะมาดาราเมะคิดว่าตนแย่งลูกค้าไป ที่ผ่านมาแทบไม่มีคนมาขอเช่าพื้นที่ตนเพื่อจัดแสดงงานเลย คาวานาเบะเสนอให้ยูสุเกะรับการช่วยเหลือจากมูลนิธิอีกครั้ง แต่ยูสุเกะก็ยังคงปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าตนนั้นไม่เหมือนกับมาดาราเมะ ตนสามารถมองเห็นแสงสว่างได้ ถ้าตนหลงทางก็จะมีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือและถ้าตนทำผิดเพื่อนๆ ก็จะคอยฉุดรั้ง ตราบใดที่ตนยังมีแสงแห่งความหวังอยู่ใกล้ๆ ตนจะไม่เป็นไรแน่นอน คาวานาเบะที่ได้ยินเช่นนั้นก็พอใจและกล่าวว่ามาดาราเมะก็ตาถึงไม่น้อยเลย ยูสุเกะจึงหันไปขอบคุณอากิระที่ช่วยให้ตนหลุดจากหล่มได้สำเร็จ


V The Hierophant
โซจิโร่ ซากุระ

เนื้อเรื่องของโซจิโร่นั้น เราจะได้ทราบว่าที่ฟูตาบะมาอยู่ภายใต้การดูแลของเขาก็เพราะโซจิโร่ช่วยเหลือฟูตาบะเอาไว้จากการดูแลของลุงและป้าที่ดูแลฟูตาบะอย่างทิ้งขว้าง ซึ่งในวัยหนุ่มนั้นโซจิโร่เองก็แอบมีใจให้แก่วากาบะ ด้วยเหตุนี้โซจิโร่จึงคิดที่จะปกป้องลูกสาวของหญิงที่ตนรักโดยการรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมและยอมจ่ายเงินตอบแทนให้แก่ลุงของฟูตาบะที่ชื่อโยวจิ อิชชิกิ ทว่าโยวจินั้นไม่ยอมเลิกราและยังคงตามมารังควานโซจิโร่ถึงที่ร้าน ฟูตาบะจึงขอร้องอากิระให้ช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจของลุงตน เมื่อทั้งสองได้พบกับชาโดว์ของโยวจิใน Mementos นั้น โยวจิเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วตนอิจฉาน้องสาวของตนที่ประสบความสำเร็จในการงานทั้งยังมีลูกสาวที่น่ารัก โยวจิจึงคิดว่าการถูกแจ็คพ็อตใหญ่จากการพนันก็จะทำให้ตนเทียบเคียงน้องสาวได้ หลังจากหัวใจของโยวจิโดนขโมยไปแล้วไม่นานนักหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ก็ได้มาที่ร้านเลอบลังเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของโซจิโร่ในฐานะผู้ปกครอง ซึ่งทั้งฟูตาบะและอากิระก็ยืนยันว่าพวกตนถือว่าโซจิโร่ประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อมาโซจิโร่ก็ได้พาฟูตาบะและอากิระไปที่โบสถ์เพื่อทำความเคารพหลุมศพของฟูตาบะ ทั้งโซจิโร่ยังบอกว่าโยวจินั้นถอนฟ้องทุกข้อหาทำให้ตนสามารถใช้ชีวิตในฐานะครอบครัวกับฟูตาบะและอากิระได้ต่อไป


VI The Lovers
แอน ทาคามากิ

เนื้อเรื่องของเธอจะเป็นการใช้ชีวิตในฐานะนางแบบของเธอในวงการแฟชั่น ในทีแรกนั้นเธอมองว่าการทำงานเป็นนางแบบของเธอเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้นและความฝันของเธอคือการเป็นนักแสดงหนังแอ็คชั่นเพราะเธอชื่นชอบตัวละครในอนิเมที่เธอเคยดูในวัยเด็ก ตัวละครนั้นเป็นตัวร้ายที่ไม่ว่าจะพยายามต่อกรกับตัวเอกแค่ไหนก็มักจะพ่ายแพ้เสมอ แต่ตัวร้ายนั้นก็มีความมุ่งมั่นและยืนหยัดมาท้าตัวเอกสู้ตลอด ตัวละครตัวนั้นใจเด็ด สวย และมุ่งมั่น เธอจึงหวังที่จะเป็นแบบนั้นให้ได้สักวันหนึ่ง ต่อมาเธอมีงานที่ต้องไปถ่ายแบบเธอจึงได้ชักชวนอากิระไปเป็นเพื่อนด้วยและในวันนั้นเธอได้พบกับมิกะนางแบบสาวรุ่นน้องที่ดูจะชื่นชมแอนในทีแรก แต่พอเห็นท่าทีสบายๆ ของแอนก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา มิกะให้เหตุผลว่าเธอต้องพยายามทั้งการคุมอาหาร ออกกำลังกาย และศึกษาท่วงท่าการเดินต่างๆ เพื่อให้การถ่ายแบบออกมาดีที่สุด แต่แอนกลับไม่เคยใส่ใจอะไรแบบนั้นเลยซึ่งมิกะคิดว่าคงเพราะแอนเป็นคนที่มีความสวยตามธรรมชาติอยู่แล้วเลยไม่ต้องพยายามอะไรมาก มิกะที่เห็นแบบนั้นจึงรู้สึกว่าเธอจะต้องแย่งความนิยมจากแอนมาให้ได้ แอนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงคิดที่จะเริ่มเอาจริงเอาจังกับการเดินแบบมากขึ้น

เธอตัดสินใจเข้ายิมไปออกกำลังกายเพื่อร่างกายที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม ต่อมาหลังจากนั้นแอนได้ทราบว่าการฟื้นฟูร่างกายของชิโฮะนั้นเป็นไปได้ด้วยดีเรื่อยๆ เธอจึงชวนอากิระไปเยี่ยมชิโฮะด้วยกัน ชิโฮะนั้นขอให้อากิระและแอนพาเธอขึ้นไปบนดาดฟ้าจุดที่เธอเคยกระโดดลงมาเพื่อทดสอบจิตใจของตัวเองว่าตัวเธอในวันนั้นที่อ่อนแอและตัดสินใจฆ่าตัวตายยังอยู่หรือไม่ ชิโฮะได้คำตอบว่าตัวเธอในตอนนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว แอนรู้สึกว่าชิโฮะนั้นเข้มแข็งมากแต่ชิโฮะกลับบอกว่าแอนต่างหากที่เข้มแข็งเพราะที่ผ่านมาแอนใช้ชีวิตในแง่บวกมาตลอด ไม่ว่าจะอยากเป็นดาราหนังแอ็คชั่นหรือการพยายามเป็นนางแบบที่ดีกว่าเดิม เมื่อชิโฮะเห็นแอนเช่นนั้นเธอจึงคิดว่าจะมัวแต่นอนในโรงพยาบาลเฉยๆ ไม่ได้เช่นกัน แอนที่ได้ยินเช่นนั้นจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าเธอจะต้องเป็นนางแบบที่โด่งดังให้ได้ เธอจะต้องขึ้นปกนิตยสารให้ได้จำนวนมากเพื่อที่ชิโฮะจะได้เห็นหน้าเธอเสมอแม้ว่าจะย้ายไปที่อื่นก็ตาม ดังนั้นเธอจะพยายามไม่ให้แพ้มิกะในฐานะนางแบบเช่นกัน


VII The Chariot
ริวจิ ซาคาโมโต้

เนื้อเรื่องของริวจินั้นเกี่ยวพันกับชมรมกรีฑาของเขาที่เคยโดนยุบไปในสมัยที่คาโมชิดะยังมีอิทธิพลในโรงเรียนอยู่ แม้ว่าชมรมกรีฑาจะไม่อยู่แล้วแต่ริวจิก็ยังคงฝึกวิ่งต่อไป วันหนึ่งริวจิชวนอากิระไปวิ่งฝึกซ้อมจนได้เจอกับอดีตสมาชิกชมรมกรีฑาคนอื่นนั่นคือนากาโอกะและทาเคอิชิ ทุกคนต่างกล่าวโทษริวจิว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชมรมต้องถูกยุบ วันหนึ่งริวจิได้ชวนอากิระไปเข้ายิมในชิบุย่าและก็ได้พบกับอดีตรุ่นพี่แห่งชมรมกรีฑาที่นั่น รุ่นพี่อิเคดะเล่าให้ริวจิฟังว่าตนไม่ได้โทษอะไรริวจิที่ชมรมโดนยุบเพราะตอนนี้ตนก็เข้าชมรมกรีฑาในมหาวิทยาลัยเหมือนเคย อิเคดะเล่าต่อว่าตนได้ยินมาว่าชมรมกรีฑากำลังจะกลับมาอีกครั้งในโรงเรียนชูจินเช่นกัน แต่คนที่จะมาเป็นที่ปรึกษาชมรมคือยามาอุจิที่เคยเป็นมือขวาของคาโมชิดะ ซึ่งตามที่อิเคดะได้ยินมานั้นยามาอุจิเป็นคนเสนอตัวมารับหน้าที่นี้เองด้วยซ้ำ ริวจินั้นไม่ไว้ใจยามาอุจิเลย จึงได้ไหว้วานอากิระให้แอบดักฟังบทสนทนาของยามาอุจิกับเพื่อนอาจารย์ในร้านอาหาร

ที่นั่นเองที่ยามาอุจิเปิดเผยว่าตนอาศัยสถานการณ์นี้สร้างชื่อให้ตนเอง ยามาอุจิต้องการรับหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่ที่คอยชี้ทางให้นักเรียนผู้ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของคาโมชิดะ แม้ว่ายามาอุจิเองจะไม่มีความรู้ด้านกรีฑาเลยแต่สาธารณะจะต้องชอบใจเป็นแน่ ส่วนหน้าที่ด้านการฝึกสอนก็จะทำการจ้างโค้ชคนอื่นที่มีความรู้มาดูแลแทน แต่ว่าในทีมนั้นได้มีการพูดคุยกันว่าต้องการให้นำโค้ชคนก่อนหน้ากลับมา ซึ่งโค้ชคนดังกล่าวเคยโดนคาโมชิดะกดดันจนต้องเลิกฝึกสอนไป นากาโอกะก็เป็นคนที่เรียกร้องเรื่องนี้มากที่สุด ยามาอุจิจึงวางแผนกำจัดนากาโอกะไปจากทีม โดยอาศัยการหลอกทาเคอิชิว่านากาโอกะนั้นเคยร่วมมือกับคาโมชิดะและทำให้ชมรมกรีฑาต้องโดนยุบ ซึ่งยามาอุจิก็เสนอตำแหน่งกัปตันทีมให้ทาเคอิชิด้วยหากว่าสามารถกำจัดนากาโอกะได้ นอกจากนั้นแล้วแม่ของทาเคอิชิเองก็เป็นประธานสมาคมครูและผู้ปกครองจึงจะมีประโยชน์กับยามาอุจิมากหากสามารถควบคุมทาเคอิชิได้ เมื่อทราบเรื่องทั้งหมดดังนี้ ริวจิจึงนำเอาเทปบันทึกเสียงของยามาอุจิไปเปิดเผยความจริงให้นากาโอกะและทาเคอิชิได้รับรู้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้ชมรมกรีฑาสามารถขับไล่ยามาอุจิออกไปและนำโค้ชคนเก่ากลับมา นอกจากนั้นแล้วทุกคนยังชักชวนให้ริวจิกลับเข้าชมรมแต่ริวจินั้นไม่คิดที่จะกลับไปเพราะรู้สึกว่าที่นั่นไม่ใช่ที่ของตนอีกต่อไปแล้ว ริวจิกล่าวขอบคุณอากิระและตั้งใจจะช่วยเหลืออากิระต่อไปเป็นการตอบแทน


VIII The Justice
โกโร่ อาเคจิ

เนื้อหาเกี่ยวพันกับเนื้อเรื่องหลัก


IX The Hermit
ฟูตาบะ ซากุระ

เนื้อเรื่องของฟูตาบะจะเป็นความพยายามเอาชนะความกลัวในการต้องเผชิญกับคนหมู่มากของเธอ โดยที่เธอจัดทำเป้าหมายในการเอาชนะไว้ไม่ว่าจะเป็นการไปอยู่ในที่ที่มีคนหมู่มากพร้อมอากิระหรือแม้แต่การเดินเที่ยวในสถานที่คนพลุกพล่านเพียงลำพัง และในขณะที่เธอกำลังเยียวยาตัวเองอย่างสม่ำเสมอนั้น เธอได้เปิดเผยกับอากิระว่าในวัยเด็กนั้นเธอมักโดนกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมชั้นเสมอด้วยความที่เธอฉลาดมากกว่าคนอื่น แต่กระนั้นเธอก็ยังมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อคานะ อาการิโอะ และเป็นคนเดียวที่ยอมมาคุยกับเธอ แต่วันหนึ่งเธอได้เหลือบไปเห็นสมุดบันทึกของคานะที่เขียนว่าในแต่ละวันคานะโดนพ่อแม่บังคับให้ทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร อย่างการบังคับให้คานะแต่งตัวในชุดต่างๆ แล้วถ่ายรูปเพื่อนำไปขายให้แก่คนที่ต้องการ คานะที่รู้ว่าฟูตาบะเห็นสมุดบันทึกเข้าก็วิ่งหนีไปและทั้งสองคนก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นคานะก็ย้ายที่อยู่ไป ฟูตาบะอยากจะขอโทษคานะและกลับมาติดต่อกันอีกครั้งพร้อมกับช่วยเหลือคานะให้พ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ เธอและจอมโจรมายาคนอื่นจึงจัดการเปลี่ยนแปลงจิตใจของพ่อแม่คานะได้สำเร็จ เมื่อทุกอย่างคลี่คลายฟูตาบะก็กลับมาติดต่อกับคานะอีกครั้งพลางตัดสินใจว่าเธอเองก็จะกลับไปโรงเรียนอีกครั้งเช่นกัน


X Fortune
จิฮายะ มิฟูเนะ

จิฮายะเป็นแม่หมอนักพยากรณ์ที่ตั้งโต๊ะให้บริการอยู่ในย่านสถานบันเทิงกลางคืนในชินจูกุ ซึ่งคำพยากรณ์ของเธอนั้นก็แม่นยำเสมอ แต่แม้ว่าเธอจะทำนายได้แม่นยำก็ตามเธอก็มักจะพยายามขายหินประหลาดให้แก่ลูกค้าโดยอ้างว่าจะช่วยให้รอดพ้นจากโชคชะตาอันเลวร้ายได้ ซึ่งอากิระเองก็หลงซื้อหินดังกล่าวมาในราคาแสนเยนก่อนจะพบว่าแท้จริงแล้วเป็นแค่หินเกลือธรรมดา อากิระและมอร์กาน่าจึงพยายามที่จะคุยกับจิฮายะเพื่อพิสูจน์ว่าหินดังกล่าวไม่ได้ช่วยอะไรและโชคชะตาของคนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่จิฮายะเชื่อมาโดยตลอด อากิระและพรรคพวกจึงทำการเข้าสู่ Mementos ไปเปลี่ยนแปลงจิตใจของแฟนหนุ่มของลูกค้าคนหนึ่งที่จิฮายะเตือนว่าจะต้องประสบเคราะห์ร้ายจากการทำร้ายร่างกายของแฟนหนุ่มคนดังกล่าว

เมื่อเธอเห็นว่าโชคชะตาของลูกค้านั้นเปลี่ยนแปลงได้เธอจึงคิดจะยืนยันในสิ่งที่เธอเชื่อกับอากิระว่าโชคชะตาที่เธออ่านนั้นถือเป็นที่สุด ซึ่งพออากิระเริ่มสนิทกับเธอก็จะได้รู้ว่าพลังที่เธอมีนั้นเป็นพลังทำนายอนาคตของจริงแต่เธอก็เคยโดนขับไล่ออกจากบ้านเกิดเพราะพลังดังกล่าวมาแล้ว ซ้ำร้ายเธอยังโดนกลุ่มอาชญากรต้มตุ๋นที่ชื่อ Assembly of Divine Power บังคับให้เธอต้องขายหินเกลือหลอกลวงผู้คนทว่าทั้งที่เธอรู้เธอก็ยังคงให้ความร่วมมือนั่นเพราะเธอได้ทำนายชะตาตัวเองแล้วพบว่าเธอไม่สามารถหนีจากกลุ่มอาชญากรนี้ได้ กลุ่มจอมโจรมายาจึงสะสางปัญหาให้ สุดท้ายเธอก็ตระหนักว่ากลุ่มจอมโจรมายานี่เองที่ถือเป็นหลักฐานว่าโชคชะตาของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ซึ่งจากการที่จอมโจรมายาเปลี่ยนแปลงจิตใจของประธานกลุ่มต้มตุ๋นไปแล้ว พันธะของจิฮายะที่จะต้องทำงานให้แก่กลุ่มก็เป็นอันสิ้นสุดลงไปด้วยเช่นกัน


XI Strength
แคโรไลน์ และ จัสตีน

เนื้อหาของทั้งสองคนจะเป็นการสั่งให้อากิระนำเอาเพอร์โซน่าตัวที่พวกเธอต้องการพร้อมมีสกิลที่ระบุไว้ไปให้พวกเธอดูเพื่อเป็นวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงพฤติกรรมของอากิระ แต่ว่าพวกเธอเองก็จำไม่ได้ว่าใครที่เป็นเขียนรายการดังกล่าวขึ้น แม้แต่อิกอร์เองก็ไม่ได้เป็นคนเขียนรายการเพอร์โซน่าพวกนั้นเช่นกัน ในภายหลังที่ความจริงเปิดเผยว่าอิกอร์ที่อากิระคุยมาตลอดคือตัวปลอม และสองฝาแฝดนั้นแท้จริงเป็นคนๆ เดียวกันที่ชื่อลาเวนซ่าแล้ว ลาเวนซ่าได้บอกกับอากิระว่าเธอนี่เองที่เป็นคนเขียนรายการดังกล่าวเอาไว้ก่อนที่จะโดนยาลดาเบาธ์จับแยกออกเป็นสอง วัตถุประสงค์ของเธอก็เพื่อต้องการช่วยฝึกฝนให้อากิระมีเพอร์โซน่าที่แข็งแกร่งพร้อมจะต่อกรกับยาลดาเบาธ์นั่นเอง แต่เหตุที่ต้องเขียนให้กำกวมก็เพราะไม่ต้องการให้ยาลดาเบาธ์รู้ตัวและมาขัดขวางได้


XII The Hanged Man
มูเนฮิสะ อิวาอิ

เนื้อหาของอิวาอินั้นเกี่ยวพันกับอาชีพของเขาที่เปิดร้านขายปืนโมเดลผู้รับทำงานพิเศษให้แก่ลูกค้าและหน้าที่ในการดูแลคาโอรุผู้เป็นลูกชายบุญธรรม ในทีแรกนั้นอากิระได้รับการว่าจ้างจากอิวาอิให้คอยเป็นคนสังเกตการณ์และแจ้งข่าวในการเจรจาลับซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับทสุดะผู้เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับอิวาอิในสมัยที่อิวาอิยังเป็นยากูซ่าอยู่ อากิระได้รู้ว่าอิวาอิรับเลี้ยงดูคาโอรุในวันที่มีผู้หญิงคนหนึ่งหอบเด็กทารกมาทิ้งไว้ที่สำนักงาน ซึ่งเด็กทารกคนนั้นก็คือคาโอรุนั่นเอง ต่อมางานรับจ้างปรับแต่งปืนที่อิวาอิรับมาจากทสุดะนั้นก็เริ่มทวีความอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ จนทสุดะเองก็เริ่มข่มขู่เอาชีวิตของอิวาอิถ้าทำไม่ได้ตามที่ตกลงกัน

ด้วยเหตุนี้จอมโจรมายาจึงรับอาสาเปลี่ยนแปลงจิตใจของทสุดะ ทสุดะสารภาพว่าตนเริ่มรู้สึกว่าคนหนุ่มเริ่มจะขึ้นมามีบทบาทในองค์กรมากขึ้นทุกทีและอีกหน่อยก็คงไม่มีที่ยืนให้ตนในองค์กรอีกต่อไป ต่อมาทสุดะก็ล้มเลิกความตั้งใจ แต่เพราะเหตุนี้จึงทำให้มาสะผู้เป็นสมาชิกองค์กรอีกคนฉวยโอกาสนี้จะสานต่อข้อตกลงแทนมิหนำซ้ำยังข่มขู่จะเอาชีวิตคาโอรุด้วย ทว่าสุดท้ายทสุดะก็สามารถพลิกสถานการณ์และเล่นงานมาสะได้ ส่วนอิวาอิก็ได้รับความเชื่อใจจากคาโอรุพร้อมกับได้รับเข็มกลัดจากองค์กรมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าครอบครัวของอิวาอิจะได้รับความคุ้มครองจากองค์กรอย่างเต็มที่


XIII Death
ทาเอะ ทาเคมิ

ทาเอะเป็นแพทย์หญิงผู้เปิดคลินิกในย่านยงเก็นจายะ ซึ่งเธอก็มักขายยาที่ก้ำกึ่งจะผิดกฎหมายให้แก่ผู้ป่วยอยู่บ่อยครั้ง หากเราเริ่มความสัมพันธ์กับเธอ อากิระจะได้รู้ว่าเดิมทีเธอทำงานในมหาวิทยาลัยแพทย์ชื่อดังแต่โดนไล่ออกเพราะเธอเป็นแพะรับบาปในความผิดพลาดจากการทดลองยาชนิดหนึ่งซึ่งทำให้ผู้ป่วยตายโดยที่เธอเองก็ต่อต้านแต่แรกด้วยซ้ำ ต่อมาอากิระจะได้รู้ว่าการทดสอบยาของเธอก็เพื่อทำให้ยาของเธอได้ผลสมบูรณ์และกอบกู้ชื่อเสียงตัวเองคืนมา ภายหลังความจริงก็เปิดเผยออกมาว่าผู้ป่วยที่ตายนั้นแท้จริงยังมีชีวิตอยู่แต่ย้ายโรงพยาบาลไปเพราะไม่มีความเชื่อมั่นในโรงพยาบาลเดิมที่ทาเอะเคยทำงานอยู่ ทว่าเหตุการณ์ทั้งหมดกลับโดนปกปิดเอาไว้เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของโรงพยาบาลต้องเสียหาย โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดก็คือโชอิจิ โอยามาดะผู้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแท้จริงแล้วโชอิจินั้นริษยาในความสามารถของทาเอะเป็นทุนเดิม และรู้สึกว่าตนได้ตำแหน่งนี้มาก็เพราะเส้นสายเท่านั้น โชอิจิจึงทำการปกปิดความผิดพลาดและโยนบาปให้ทาเอะทั้งหมด หลังจอมโจรมายาเปลี่ยนแปลงจิตใจของโชอิจิแล้ว โชอิจิก็ได้ยอมเปิดเผยความจริงและก็ทำให้ทาเอะกอบกู้ชื่อเสียงของตนกลับมาได้อีกครั้ง


XIV Temperance
ซาดาโยะ คาวาคามิ

เธอเป็นอาจารย์ประจำชั้นของอากิระ แต่นอกเหนือจากงานประจำที่เป็นอาจารย์แล้วเธอยังรับงานนอกเป็นสาวเมดที่คอยให้บริการถึงบ้านอีกด้วย ในทีแรกนั้นริวจิและยูกิสนใจที่อยากจะโทรศัพท์และใช้บริการสาวเมด จึงชักชวนอากิระให้โทรเรียกใช้บริการโดยอาศัยห้องว่างในอพาร์ตเมนต์ของริวจิ แต่แล้วสาวเมดที่มาถึงกลับกลายเป็นคาวาคามินั่นเอง หลังจากความกระอักกระอ่วนผ่านพ้นไปในคืนนั้น อากิระก็ได้ลองโทรเรียกหาเธออีกครั้ง เธอได้ชื่นชมอากิระที่กล้าต่อต้านคาโมชิดะ ด้วยเหตุนี้เธอจึงยื่นข้อเสนอว่าจะช่วยให้อากิระใช้เวลาว่างในชั้นเรียนของเธอได้แล้วเธอจะทำเป็นมองไม่เห็น แต่เธอก็ขอให้อากิระปิดเรื่องงานพิเศษของเธอเป็นความลับด้วย

ในช่วงแรกเธอโกหกอากิระว่าเธอมีน้องสาวที่ป่วยและต้องใช้ค่ารักษาจำนวนมาก เธอจึงต้องรับทำงานพิเศษเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้วย แต่เมื่อความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เธอก็สารภาพว่าสาเหตุที่เธอต้องทำงานพิเศษนั้นแท้จริงแล้วเพราะก่อนหน้านี้เธอเคยสอนที่อื่นมาก่อน และเธอได้รับมอบหมายจากอาจารย์ใหญ่ให้ช่วยโน้มน้าวนักเรียนที่ชื่อไทคิ ทาคาเสะให้ตัดสินใจย้ายโรงเรียนไป เพราะนักเรียนคนนี้มีเกรดต่ำสุดในชั้นแถมยังขาดเรียนบ่อย แต่ด้วยความที่เธอเห็นใจทาคาเสะที่ต้องเสียพ่อแม่ไปและต้องทำงานพาร์ทไทม์ถึงสามแห่งเพื่อหาเงินมาใช้ในชีวิตประจำวัน เธอจึงตัดสินใจสอนการเรียนให้ทาคาเสะแบบตัวต่อตัวเพื่อให้เกรดดีขึ้นแทน ทว่าความเห็นอกเห็นใจเช่นนี้ทำให้เธอต้องพบกับคำวิพากษ์วิจารณ์จนอาจารย์ใหญ่เองก็สั่งให้เธอหยุดหรือไม่ก็ลาออกจากโรงเรียนไปเสียเพราะทุกคนมองว่าทาคาเสะก็เป็นแค่เด็กเกเรคนหนึ่งแค่นั้น เมื่อเป็นเช่นนี้เธอเองจึงไม่อาจทำอะไรได้และจำเป็นต้องหยุดสอนทาคาเสะไปโดยปริยาย เธอโทรบอกการตัดสินใจของเธอให้ทาคาเสะทราบแต่วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักและทาคาเสะก็จำเป็นต้องทำงานพาร์ทไทม์ด้วยเช่นกัน ผลจากความเหนื่อยล้าและการรับฟังโทรศัพท์ของเธอทำให้ทาคาเสะเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถชน บรรดาญาติของทาคาเสะที่ทราบเรื่องก็กล่าวโทษว่าเธอเป็นต้นเหตุให้ทาคาเสะต้องตายและขู่จะฟ้องร้องเธอเว้นแต่เธอจะยอมจ่ายค่าทำขวัญให้พวกนั้น แต่ญาติของทาคาเสะก็เรียกร้องมากขึ้นทุกทีเธอจึงต้องเร่งทำงานพิเศษหาเงินมาชดใช้จนวันหนึ่งเธอต้องเข้าโรงพยาบาลจากความเหนื่อยล้า

ทว่าถึงอย่างนั้นญาติของทาคาเสะก็มาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาลเพื่อเรียกให้เธอจ่ายค่าทำขวัญตามกำหนด อากิระที่ได้ยินเช่นนั้นจึงโต้แย้งไปว่าแท้จริงแล้วพวกนั้นเพียงใช้ความตายของทาคาเสะมาทำให้คาวาคามิรู้สึกผิดและรีดไถเพื่อไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเท่านั้นเพื่อชดเชยเงินที่แต่ก่อนทาคาเสะเป็นคนหาไปให้ หลังจากที่คาวาคามิออกจากโรงพยาบาลแล้ว ญาติของทาคาเสะก็ยังคงตามไประรานถึงที่โรงเรียนและขู่จะเปิดเผยงานพิเศษของคาวาคามิให้รู้กันทั้งโรงเรียน เมื่อเป็นเช่นนี้อากิระจึงจัดการเปลี่ยนแปลงจิตใจของญาติทาคาเสะให้จนสำเร็จ และคาวาคามิก็เป็นอิสระจากการโดนข่มขู่รีดไถเสียที เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเธอก็เลิกงานพิเศษและบอกอากิระว่าเธอสามารถทุ่มเทให้กับการเป็นอาจารย์ได้เต็มที่อย่างที่ตั้งใจแล้ว


XV The Devil
อิจิโกะ โอยะ

เธอเป็นนักข่าวที่ยินดีเขียนข่าวอะไรก็ได้ที่ขายได้จนบางครั้งยอมบิดข้อมูลในบทความเพื่อเรียกความสนใจจากผู้อ่านเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเราเริ่มความสัมพันธ์กับเธอก็จะทราบว่าก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นนักข่าวที่มุ่งมั่นในการนำเสนอความจริงและเธอก็เคยมีคู่หูอยู่คนนึงเช่นกัน แต่วันหนึ่งเธอตั้งใจที่จะติดตามข่าวอื้อฉาวเรื่องการยักยอกเงินซึ่งเกี่ยวพันกับมาซาโยชิ ชิโดะ แต่ด้วยอิทธิพลของชิโดะทำให้ข่าวของเธอโดนเซ็นเซอร์ไปไม่ได้ตีพิมพ์ ซ้ำร้ายคู่หูของเธอก็หายสาบสูญไปด้วย นับแต่นั้นมาเธอจึงโดนย้ายไปเขียนข่าวบันเทิงแทนเป็นการถาวรและโดนเพ่งเล็งจากกองบรรณาธิการอยู่เป็นประจำ เธอสนใจข่าวสารเกี่ยวกับจอมโจรมายาเพราะคิดว่าอากิระสามารถติดต่อกับจอมโจรมายาได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยที่การพูดคุยกับอากิระก็ทำให้เธอเริ่มกลับมาเป็นนักข่าวที่มุ่งมั่นทีละเล็กละน้อย วันหนึ่งเธอได้รู้จากเพื่อนนักข่าวว่าพบร่องรอยของคาโยะอดีตคู่หูของเธอที่หายตัวไปแล้ว ทว่าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของเธอกลับพยายามห้ามไม่ให้เธอติดตามเรื่องนี้อีกต่อไปซ้ำยังกดดันให้เธอส่งข่าวบันเทิงในปริมาณที่มากกว่าเดิม เมื่อเป็นดังนี้จอมโจรมายาจึงอาสาเปลี่ยนแปลงจิตใจของบรรณาธิการคนดังกล่าวให้ ทำให้โควต้างานของเธอลดลงและเธอก็ได้รับอนุญาตให้ตามสืบความจริงรวมถึงเรื่องราวของคาโยะได้ตามเดิม ภายหลังเธอทราบว่าคาโยะนั้นยังมีชีวิตอยู่แต่ที่ไม่ได้ติดต่อมาหาเธอเลยก็เพราะว่าคาโยะนั้นเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลผู้ป่วยทางจิตเพราะคาโยะมีอาการของ mental shutdown นั่นเอง อย่างไรก็ตามคาโยะนั้นได้แอบถ่ายคลิปที่จะสามารถเปิดโปงชิโดะเอาไว้ได้ อิจิโกะจึงคิดว่าเธอจะเตรียมการทุกอย่างให้พร้อมเพื่อที่จะเขียนเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวให้สาธารณะรับทราบซักวันหนึ่ง


XVI The Tower
ชินยะ โอดะ

ชินยะเป็นเด็กประถมผู้มีฝีมือในการเล่นเกมอาร์เขด Gun About เป็นอย่างมากแถมยังชื่นชอบกลุ่มจอมโจรมายา แต่ชินยะนั้นมีแม่ที่ชอบร้องเรียนและมีปัญหากับโรงเรียนอยู่เสมอจึงทำให้เพื่อนร่วมชั้นมองว่าแม่ของชินยะเป็นพวกประหลาด ส่งผลให้ชินยะเองมักโดนรังแกที่โรงเรียนบ่อยครั้ง แต่ชินยะมองว่าสิ่งนี้คือสงครามกับเด็กคนอื่นที่ตนต้องเอาชนะให้ได้ ต่อมาชินยะได้พบกับแชมป์คนปัจจุบันของเกม Gun About ที่ชื่อทาเคคุมะและทั้งคู่ก็ได้ท้าแข่งกัน แต่ชินยะกลับพบว่าทาเคคุมะนั้นเล่นโกงโดยใช้เกราะชนิดพิเศษทำให้ชินยะหัวเสียไม่น้อย มิหนำซ้ำเพื่อนจากที่โรงเรียนของชินยะก็มาเรียกร้องให้ชินยะคืนเงินที่เอาไปด้วยแต่ชินยะก็ปฏิเสธทำให้เด็กคนอื่นบอกว่าจอมโจรมายาน่าจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของชินยะไปซะ อย่างไรก็ตามวันหนึ่งแม่ของชินยะที่ชื่อฮานาเอะได้มาพบชินยะที่พูดคุยอยู่กับอากิระในร้านเกมอาร์เขด เธอจึงกล่าวหาว่าอากิระนั้นเสี้ยมสอนลูกของเธอในทางที่ผิดและขู่จะฟ้องร้องอากิระ ด้วยเหตุที่แม่ของชินยะมีพฤติกรรมที่ชอบควบคุมลูกไปซะทุกอย่างแบบนี้ ชินยะจึงร้องขอให้จอมโจรมายาช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจของแม่ตน ซึ่งเมื่อปฏิบัติการณ์สำเร็จแล้วชินยะบอกว่าสถานการณ์ทุกอย่างก็ดีขึ้นมากเลยทีเดียว และในท้ายที่สุดชินยะก็ได้บอกกับพวกเด็กๆ ในชั้นเรียนว่าตนจะคืนเงินที่ติดค้างให้ทั้งหมดเมื่อสามารถรวบรวมเงินได้พอแล้ว นอกจากนั้นชินยะยังสามารถเอาชนะทาเคคุมะได้แม้ว่าทาเคคุมะจะเล่นโกงก็ตามจนทำให้ชินยะกลายเป็นแชมป์คนใหม่ แต่สิ่งที่ชินยะได้เรียนรู้ก็คือการพ่ายแพ้นั้นไม่ใช่จุดจบแต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ต่างหาก


XVII The Star
ฮิฟูมิ โทโกะ

ฮิฟูมินั้นเป็นสาวมัธยมปลายแห่งโรงเรียนโคเซย์ (โรงเรียนเดียวกับยูสุเกะ) ซึ่งเธอเป็นที่เลื่องลือในฐานะแชมป์หมากรุกญี่ปุ่นหญิง และการที่เธอมีรูปร่างหน้าตาสะสวยก็ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของเธอยิ่งโด่งดังขึ้นไปอีก ชีวิตในแต่ละวันของเธอนั้นเธอต้องฝึกฝนหมากรุกอย่างมากและต้องคอยให้สัมภาษณ์สื่อตามที่แม่ของเธอต้องการเสมอ หากแต่เธอเองก็ไม่สบายใจนักกับการที่แม่ของเธอต้องการใช้รูปร่างหน้าตาของเธอเป็นจุดขายมากกว่าความสามารถด้านหมากรุกของเธอ เพราะเธอนั้นมุ่งมั่นกับการฝึกฝนหมากรุกที่เธอมักเล่นกับพ่ออยู่เป็นประจำมากกว่าแต่ด้วยความที่พ่อของเธอล้มป่วยเธอจึงมักมาฝึกเดินหมากคนเดียวในโบสถ์จนได้พบกับอากิระ อย่างไรก็ตามบรรดาคู่แข่งของเธอก็ดูจะไม่ชอบใจเธอนักเพราะมีข่าวลือว่าที่เธอชนะมาโดยตลอดก็เพราะในแทบทุกการแข่งขันแม่ของเธอมักติดสินบนคู่แข่งให้ยอมแพ้เพื่อหวังให้ฮิฟูมิมีชื่อเสียงโด่งดังโดยเร็วแทนที่จะอาศัยฝีมือของฮิฟูมิเอง เธอเองที่ได้รู้ความจริงก็ไม่สบายใจมากกับการกระทำของแม่ตนเอง ด้วยเหตุนี้จอมโจรมายาจึงได้จัดการเปลี่ยนแปลงจิตใจของแม่เธอให้เป็นผลสำเร็จ จากนั้นมาเธอจึงสามารถแข่งกับผู้อื่นได้โดยใช้ความสามารถของตนเอง และแม้ว่าเธอจะพ่ายแพ้แต่ก็ทำให้เธอตระหนักถึงฝีมือในปัจจุบันของตนและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองในเส้นทางของหมากรุกญี่ปุ่นต่อไป


XVIII The Moon
ยูกิ มิชิม่า

ยูกิเป็นนักเรียนมัธยมปลายปีสองที่โรงเรียนชูจินเช่นเดียวกับอากิระ และเป็นสมาชิกชมรมวอลเลย์บอลที่คาโมชิดะดูแลด้วย โดยยูกิมักตกเป็นเป้าในการเล่นงานของคาโมชิดะเสมอ ภายหลังจากที่เหตุการณ์คาโมชิดะได้ผ่านพ้นไป ยูกิก็ได้จัดทำเว็บไซต์สนับสนุนจอมโจรมายาขึ้นมา และเขาเป็นคนที่คอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายที่ควรจัดการเปลี่ยนแปลงจิตใจให้อากิระรับทราบเสมอ สาเหตุที่ยูกิจัดทำเว็บไซต์ขึ้นมาก็เพื่อหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น แต่อีกสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะในสมัยมัธยมต้นนั้นยูกิเป็นคนที่โดนเพื่อนในชั้นมองข้ามเสมอและมักโดนถากถางว่าเป็นพวกไม่มีตัวตน ความอึดอัดคับข้องใจและการต้องการให้จอมโจรมายามีชื่อเสียงโด่งดังเพื่อที่ตนเองจะได้โด่งดังไปด้วยนั้น ส่งผลให้ยูกิคิดที่จะเลือกเป้าหมายโดยหวังแต่เพียงชื่อเสียงอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้กลุ่มจอมโจรมายาจึงได้เข้าไป Mementos และพบว่ายูกิเองก็มีชาโดว์เช่นกัน กลุ่มจอมโจรมายาได้เข้าไปคุยกับชาโดว์ของยูกิและทราบว่าแท้จริงแล้วยูกิต้องการแก้แค้นบรรดาเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมต้นที่เคยกลั่นแกล้งตนโดยอาศัยช่องทางของเว็บไซต์และฝีมือของจอมโจรมายา ทว่ากลุ่มจอมโจรมายาก็เพียงแต่พูดคุยทำความเข้าใจกับชาโดว์ของยูกิเท่านั้น เมื่อชาโดว์ของยูกิรับรู้ถึงความคิดที่บิดเบี้ยวของตนแล้วยูกิในโลกความจริงก็สำนึกได้เช่นกัน ต่อมายูกิได้พบกับเพื่อนสมัยมัธยมต้นของตนที่โดนนักเลงรีดไถอยู่จึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ สุดท้ายแล้วยูกิจึงคิดว่าตนจะใช้เว็บไซต์เพื่อเป็นสื่อกลางให้คำร้องขอของผู้คนสามารถส่งต่อไปยังจอมโจรมายาได้ต่อไป


XIX The Sun
โทระโนะสุเกะ โยชิดะ

โยชิดะเป็นนักการเมืองตกอับที่มักแสดงปาฐกถาบริเวณสถานีชิบุย่าเสมอ เส้นทางการเมืองของเขาไม่สดใสนักเพราะตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมานับแต่เขาก้าวเข้าสู่โลกการเมือง เขาก็แพ้การเลือกตั้งติดต่อกันมาถึง 7 ครั้งเพราะเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องนั่นเอง ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยย่อท้อและยังคงแสดงปาฐกถาอยู่ต่อเนื่อง แม้ว่าคนที่หยุดฟังจะมีเพียงหยิบมือแต่ปาฐกถาของเขานั้นจับใจคนที่ได้ฟังมากด้วยความจริงใจของเขานั่นเอง อากิระได้พบกับเขาตอนที่ทำงานพิเศษในร้านข้าวหน้าเนื้อและก็อาสาเป็นผู้ช่วยของโยชิดะในการแสดงปาฐกถามานับแต่นั้น และในท้ายที่สุดความจริงก็เปิดเผยว่าเรื่องอื้อฉาวที่ทำให้โยชิดะแทบหมดอนาคตในวงการนั้นแท้จริงไม่ใช่ความผิดของเขาเลย หากแต่เป็นฝีมือของนักการเมืองสูงวัยในพรรคเก่าของเขาที่ยักยอกเงินของพรรคไปแล้วโยนให้โยชิดะเป็นแพะรับบาป ทำให้โยชิดะสามารถกู้ชื่อของตนกลับมาได้และมีฐานเสียงผู้สนับสนุนจำนวนมาก


XX Judgement
ซาเอะ นิอิจิม่า

เนื้อหาของเธอเกี่ยวพันกับเนื้อเรื่องหลักของเกม


 

TOP