Wikigame

เนื้อเรื่องมาจิม่า โกโร่


บทที่ 1
การปฏิรูปสมาพันธ์โทโจ


โตเกียว

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2006 ไม่นานภายหลังจากที่คิริวสละตำแหน่งในฐานะประธานรุ่นที่ 4 ของสมาพันธ์โทโจ และมอบหมายให้ เทราดะ ยูคิโอะ ผู้เคยสังกัดกับสหพันธ์โอมิมาดำรงตำแหน่งประธานรุ่นที่ 5 แทน

บท 1 ภาพ 1.jpg (286 KB)
ห้องประชุมผู้บริหารสมาพันธ์โทโจ

บท 1 ภาพ 2.jpg (140 KB)
เทราดะ ยูคิโอะ
ประธานรุ่นที่ 5 แห่งสมาพันธ์โทโจ

ในการประชุมของเหล่าผู้บริหารนั้น บรรดาสมาชิกอาวุโสต่างก็ไม่พอใจกับโครงการใหม่ของเทราดะที่เรียกว่า “แผนปฏิรูปสมาพันธ์โทโจ” เพราะพวกเขาไม่ต้องการกลายเป็นพวกกระหายเงินเหมือนอย่างสหพันธ์โอมิ แต่ก่อนที่การโต้เถียงจะบานปลาย อุเอมัตสึ อาคิโนบุ ก็ได้ลุกขึ้นมาตวาดให้ทุกคนเงียบลง เพราะทุกวันนี้หากใครคิดจะออกความเห็นก็ควรจะมีปัญญาทำให้คนอื่นยอมฟังเสียก่อน ทำให้สมาชิกอาวุโสกล่าวขึ้นมาว่าอุเอมัตสึก็เป็นแค่คนที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนที่จะกลายมาเป็นคนสนิทของเทราดะเหมือนกัน

บท 1 ภาพ 3.jpg (174 KB)
อุเอมัตสึ อาคิโนบุ

ทางด้านชายใส่แว่นที่ชื่อ อิบุจิ เคย์ ก็กล่าวแทรกขึ้นมาว่าจะเป็นหน้าใหม่หรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว เพราะนโยบายปฏิรูปสมาพันธ์โทโจคือนโยบายที่มุ่งเน้นความสามารถไม่ใช่การสืบสายเลือด หากใครทำผลงานได้เยอะคนนั้นก็จะยิ่งมีอำนาจ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้บรรยากาศในที่ประชุมยิ่งโกลาหลจนเทราดะต้องบอกให้ทุกคนเงียบลง

บท 1 ภาพ 4.jpg (174 KB)
อิบุจิ เคย์

คาชิวางิถามขึ้นมาว่าประเด็นในการประชุมของวันนี้คืออะไร ทำให้เทราดะกล่าวว่าถึงเวลาต้องเลือกคนขึ้นมาประจำตำแหน่งผู้แทนที่ว่างลงไปในกลุ่มผู้บริหารแล้ว ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวถือได้ว่ามีอำนาจสูงสุดในสมาพันธ์เคียงข้างประธานเลยทีเดียว และใครก็ตามที่มานั่งตำแหน่งนี้จะตัดสินชะตาขององค์กรได้ต่อไปในอนาคต แต่เทราดะก็เปิดเผยว่าตนนั้นถือเป็นคนนอกมาก่อน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจเลือกจึงค่อนข้างลำบาก

เมื่อเป็นดังนี้ เทราดะจึงตัดสินใจว่าตำแหน่งที่ว่างอยู่นี้จะตกเป็นของกลุ่มใดก็ตามที่หารายได้ให้สมาพันธ์ได้มากที่สุด จากนั้นอิบุจิจึงได้เปิดกราฟขึ้นจอให้ทุกคนได้เห็น โดยที่กราฟรายได้สูงสุดเป็นของอุเอมัตสึ ส่วนกราฟเล็กจิ๋วข้างๆ กันคือของกลุ่มมาจิม่า และกราฟใหญ่ถัดจากอุเอมัตสึก็คือของกลุ่มอิบุจินั่นเอง ส่วนลำดับที่สามคือกราฟรายได้จากกลุ่มคาซาม่า อิบุจิชี้แจงว่ากลุ่มของเหล่าสมาชิกอาวุโสต่างก็อยู่ในระดับเดียวกัน แม้ว่าคาชิวางิของกลุ่มคาซาม่าจะพยายามอย่างหนักมาก แต่สุดท้ายก็เห็นได้ชัดว่ากลุ่มอุเอมัตสึคือผู้ชนะ นั่นแปลว่าอุเอมัตสึควรเป็นผู้ได้นั่งตำแหน่งผู้แทนนั้นไป

บท 1 ภาพ 5.jpg (163 KB)
กราฟรายได้ของแต่ละกลุ่ม

แน่นอนว่าเหล่าสมาชิกอาวุโสต่างก็โต้แย้งอย่างหนัก พร้อมกล่าวว่าพวกตนมีศักดิ์ศรีและไม่ยอมรับวิธีสกปรกในการหาเงินเหมือนอย่างอุเอมัตสึและอิบุจิแน่นอน เพราะทั้งคู่ลุ่มหลงในเงินและไม่มีจิตวิญญาณของยากูซ่าแม้แต่น้อย

อุเอมัตสึที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเสียพลางตวาดออกมาว่าถ้าอยากจะแย้งนักล่ะก็ หัดไปหารายได้ให้เท่ากับตนก่อนจะออกความเห็นอะไรซะ ซึ่งเทราดะเองก็เห็นด้วยว่าอุเอมัตสึควรที่จะได้นั่งตำแหน่งผู้แทนของสมาพันธ์โทโจ แต่ทันใดนั้นทุกคนก็โดนเสียงฮัมเพลงหนึ่งดึงความสนใจไป


ประตูเปิดออก พร้อมกับมาจิม่า โกโร่ที่เดินทอดน่องเข้ามานั่งตรงเก้าอี้ของผู้แทนอย่างเหมาะเหม็ง ก่อนจะเรียกให้นิชิดะลูกน้องของตนลากรถเข็นที่เต็มไปด้วยปึกเงินจำนวนมากเข้ามา มาจิม่าเปิดเผยว่าเมื่อไม่นานมานี้ตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแถบคามุโร่โจมาผืนหนึ่งในฐานะที่เป็นหลักประกันของเงินกู้ แล้วบริษัทขนาดใหญ่ก็อยากจะสร้างอาคารขึ้นตรงนั้นเลยมาขอซื้อที่ดิน หลังจากเจรจากันไปไม่กี่รอบพวกนั้นก็เลยให้เงินจำนวนมหาศาลนี้แก่ตนมา มาจิม่าพูดต่อว่าตนก็เพิ่งจะเริ่มทำตามนโยบายของเทราดะอย่างจริงจัง แต่ดูเหมือนว่ารายได้ที่นำมาให้นี่ก็น่าจะเพียงพอให้ตนได้นั่งตำแหน่งผู้แทน แต่ก็แน่ล่ะสุดท้ายก็อยู่ที่เทราดะจะตัดสินใจ “เพราะถ้ายอมปล่อยให้พวกหัวเก่าในสมาพันธ์ได้มานั่ง มันก็อาจจะแว้งกัดได้จริงไหมล่ะ?” มาจิม่าสำทับ

บท 1 ภาพ 6.jpg (236 KB)
มาจิม่า โกโร่

บท 1 ภาพ 7.jpg (224 KB)
เงินจำนวนมหาศาลที่มาจิม่านำเข้ามา

เทราดะบอกว่าตนจะขอลองเก็บไปคิดดู และจะตัดสินใจอีกทีในการประชุมครั้งหน้า

ภายหลังจากสิ้นสุดการประชุม มาจิม่าก็ได้เจอกับคาชิวางิตรงประตูทางออก ซึ่งคาชิวางิก็เตือนมาจิม่าว่าให้ระวังตัวเอาไว้ด้วย เพราะอุเอมัตสึคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่นอน


ในระหว่างที่นั่งรถกลับนั้น คาวามูระ เรียวตะ ที่เป็นคนขับรถให้แก่มาจิม่าก็ถามขึ้นมาว่าคิดอย่างไรกับนโยบายของเทราดะ มาจิม่าตอบว่าเทราดะน่ะเป็นประธาน เพราะงั้นคนเป็นลูกน้องจะต้องเชื่อใจประธานเท่านั้น “ถ้าเขาบอกว่าอะไรสีดำ มันก็ต้องสีดำ และถ้าบอกว่าอะไรสีขาว มันก็คือสีขาว นั่นแหละชีวิตของยากูซ่า” แต่ถึงแบบนั้นมาจิม่าก็ใช่จะพอใจนัก เพราะมาจิม่าคิดว่าแผนปฏิรูปสมาพันธ์ของเทราดะเป็นแค่เพียงข้ออ้างเพื่อให้เทราดะนำคนสนิทมานั่งตำแหน่งผู้บริหารมากกว่า ส่วนตนก็คาดว่าคงไม่มีโอกาสจะได้นั่งตำแหน่งผู้แทนหรอก เพราะดูท่าแล้วเทราดะคงอยากยกตำแหน่งให้แก่อุเอมัตสึมากกว่า ก่อนจะรำพึงว่าบางทีตนอาจจะเริ่มแก่เกินไปแล้วเพราะตนก็ไม่ใช่คนที่ชอบทำอะไรแบบอ้อมๆ ลับๆ แบบนี้ด้วย

บท 1 ภาพ 8.jpg (313 KB)
คาวามูระ เรียวตะคุยกับมาจิม่าในรถ

คามุโร่โจ‚ โตเกียว

มาจิม่ากลับมาถึงคามุโร่โจโดยไม่มีเหตุอะไร แต่ในขณะที่กำลังเดินบนถนนนาคามิจินั้นก็ได้มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาเตรียมเล่นงาน ซึ่งมาจิม่าก็คาดว่าน่าจะเป็นลูกน้องจากกลุ่มอุเอมัตสึเป็นแน่ หลังจากมาจิม่าชนะก็ได้ถามเพื่อความแน่ใจว่าคนที่มาเล่นงานตนนั้นมาจากไหน แต่คำตอบที่ได้เป็นแค่เพียงคำหัวเราะเยาะพลางบอกว่ามาจิม่าควรจะเป็นห่วงลูกน้องของตัวเองมากกว่าในตอนนี้ ทำให้มาจิม่ารีบรุดไปยังสำนักงานกลุ่มของตนเองทันที


ที่ด้านนอกของสำนักงานกลุ่ม มาจิม่าพบว่าลูกน้องของตนจำนวนมากรวมถึงนิชิดะต่างก็นอนบาดเจ็บอยู่บนพื้น นิชิดะบอกว่าคนที่มาทำร้ายอ้างตัวว่ามาจากกลุ่มอุเอมัตสึนั่นเอง มาจิม่าที่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธมากจึงมุ่งตรงไปยังสำนักงานกลุ่มอุเอมัตสึอย่างไม่รอช้า แต่ทว่าเมื่อเข้าไปด้านในก็ได้พบกับอุเอมัตสึที่นั่งตายคาเก้าอี้ของตนพร้อมกับรอยกระสุนปืนกลางหน้าผาก

บท 1 ภาพ 9.jpg (290 KB)
อุเอมัตสึโดนยิงเสียชีวิต


บทที่ 2 หวนคืนถิ่น

โตเกียว

ที่ห้องประชุมผู้บริหารของสมาพันธ์โทโจ อิบุจิได้กล่าวโทษว่ามาจิม่าเป็นคนลงมือฆ่าอุเอมัตสึด้วยเพราะต้องการแย่งชิงตำแหน่งผู้แทนสมาพันธ์ คาชิวางิที่ได้ยินเช่นนั้นก็อดฉุนไม่ได้พร้อมทั้งพูดขึ้นมาว่าแล้วมีหลักฐานรึยังไงกันล่ะ อิบุจิจึงตอบว่ายังไม่มีหรอก แต่ไม่นานก็คงมีแน่ เพราะมาจิม่าน่ะมีฉายาว่า “หมาบ้า” เพราะฉะนั้นก็คงไม่แปลกอะไรถ้าจะลงมือฆ่าใครซักคนด้วยตนเอง


มาจิม่าบอกให้คาชิวางิเงียบไปก่อน พลางถามอิบุจิว่าจะหุบปากได้รึเปล่าหากตนหาตัวฆาตกรตัวจริงเจอ อิบุจิจึงบอกว่าแน่นอนถ้าหากว่ามาจิม่าหาเจอล่ะก็...

ที่ด้านนอกอาคารสำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ สมาชิกกลุ่มอุเอมัตสึจำนวนหนึ่งได้เข้าจู่โจมมาจิม่า ซึ่งมาจิม่าก็เอาชนะได้อย่างไม่ยากเย็น มาจิม่าเย้ยหยันว่าคราวก่อนก็โดนไปทีนึงแล้วยังไม่รู้อีกรึไงว่าต้องใช้คนมากกว่านี้ถึงจะชนะตนได้ แต่สมาชิกกลุ่มอุเอมัตสึรายหนึ่งกลับพูดขึ้นมาว่าตนไม่เข้าใจในสิ่งที่มาจิม่าพูดก่อนจะสลบไป

คาชิวางิที่ออกมาเห็นก็ตกใจกับพฤติกรรมบ้าบิ่นแบบนี้มาก แต่มาจิม่าบอกว่าก็นะ หัวหน้าพวกมันโดนฆ่าไปก็พอเข้าใจได้ว่าคงจะโกรธกันน่าดู คาชิวางิจึงถามว่ามาจิม่าจะทำอะไรต่อไป มาจิม่าจึงตอบว่าตนคงจะ “ไล่กระทืบคนน่าสงสัยให้เรียบ” นั่นแหละ คาชิวางิที่ได้ยินแบบนั้นจึงให้ที่อยู่แต่พ่อค้าข่าวในตำนานที่ผู้คนเรียกกันว่าไซโนะฮานายะให้แก่มาจิม่า ก่อนที่คาชิวางิจะเตือนมาจิม่าให้ระวังตัวอีกครั้ง เพราะตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่เบื้องหลัง

คามุโร่โจ‚ โตเกียว

มาจิม่ามุ่งหน้าไปยังมิลเลนเนียมทาวเวอร์เพื่อพบกับฮานายะ ซึ่งฮานายะก็เสนอตัวที่จะช่วยเหลือมาจิม่าเพียงแต่ว่าฮานายะไม่ต้องการเงินเพื่อแลกกับข่าวที่จะให้ แต่ฮานายะต้องการให้มาจิม่ารับหน้าที่ดูแล “แดนชำระบาป” แทนตนเอง มาจิม่าตอบว่าไม่มีปัญหาเพราะฟังดูน่าสนุกดี ด้วยเหตุนี้ฮานายะจึงเปิดวิดีโอในตอนที่มาจิม่าเดินเข้าสำนักงานกลุ่มอุเอมัตสึให้ดู ก่อนที่จะย้อนวิดีโอกลับไปให้เห็นว่าคนที่วิ่งออกมาก่อนที่มาจิม่าจะไปถึงก็คือคาวามูระนั่นเอง มาจิม่าที่เห็นดังนั้นจึงรีบผลุนผลันจะไปเค้นคอคาวามูระเอาคำตอบทันที แต่ฮานายะก็รั้งไว้ก่อนจะบอกว่าถ้าจะหาในคามุโร่โจน่ะยังไงก็ไม่เจอหรอก เพราะตอนนี้คาวามูระไปที่โซเท็นโบริแล้ว

บท 2 ภาพ 1.jpg (161 KB)
ฮานายะเสนอข้อแลกเปลี่ยนกับมาจิม่า

โซเท็นโบริ‚ โอซาก้า

ที่โซเท็นโบริ มาจิม่าตัดสินใจเริ่มหาข้อมูลที่คาบาเรต์แกรนด์เป็นอันดับแรก เมื่อเข้าไปด้านในมาจิม่าได้ขอให้เรียกสาวที่เป็นที่ชื่นชอบในหมู่ลูกค้าวัยหนุ่มมาบริการตน เมื่อมาจิม่าถามถึงคาวามูระ เธอตอบว่าไม่เคยเห็นเลย แต่ไหนๆ ร้านก็ไม่ได้ยุ่งอะไรเธอจึงอาสาจะลองสอบถามกับสาวคนอื่นๆ ให้ ไม่นานนักเธอก็กลับมาพร้อมกับสาวอีกคนชื่ออายูมิ โดยอายูมินั้นเคยเรียนโรงเรียนเดียวกับคาวามูระนั่นเอง อายูมิบอกว่าพวกตนก็ไม่ได้สนิทอะไรกันนัก แต่เธอได้ยินว่าคาวามูระนั้นไปกู้เงินก้อนโตมาจากพวกปล่อยกู้นอกระบบแล้วก็แทบจะไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้คืน เท่าที่เธอรู้ก็มีแค่นั้น แต่มาจิม่าก็ให้เบอร์โทรของตนกับอายูมิไว้เผื่อถ้านึกอะไรออกเพิ่มเติม


หลังจากนั้น มาจิม่าตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังร้านโอดิสซี่เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม แต่ว่าร้านโอดิสซี่นั้นไม่อยู่เสียแล้วก่อนจะสังเกตเห็นอีกร้านหนึ่งชื่อโฟร์ไชน์อยู่ข้างๆ ซึ่งตนไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ไม่นานนักมาจิม่าก็ได้พบกับยามากาตะเดินลงจากบันไดมา ซึ่งยามากาตะก็คืออดีตผู้จัดการของร้านโอดิสซี่นั่นเอง มาจิม่าไม่รอช้าและถามเกี่ยวกับคาวามูระทันที และแม้ว่ายามากาตะจะไม่ได้รู้จักคาวามูระเป็นการส่วนตัวแต่ก็เคยเล่นไพ่นกกระจอกกับคาวามูระบ่อยมากที่ร้านไพ่นกกระจอกชั้นบนของอาคารโฮกุชิไคคัง แต่ปัจจุบันร้านนั้นปิดไปแล้ว โดยยามากาตะเล่าต่อว่าเมื่อก่อนตอนที่มีระเบิดด้านหน้าอาคารโฮกุชิไคคังนั้นทำให้คลินิกนวดกดจุดต้องทำการปิดปรับปรุงใหม่และเพิ่งจะมาเปิดอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง ยามากาตะจึงแนะนำว่าบางทีคนที่คลินิกอาจจะพอจำคาวามูระได้เพราะที่นั่นก็น่าจะมีลูกค้าหน้าเก่าๆ เยอะพอควร เมื่อได้ยินเช่นนั้นมาจิม่าจึงมุ่งหน้าไปยังอาคารโฮกุชิไคคังทันที

เมื่อมาจิม่าเดินจากไปแล้ว ที่ด้านบนของบันไดหน้าประตูร้านโฟร์ไชน์นั่นเอง โคยูคิสาวโฮสเตสอันดับหนึ่งของร้านได้เล่าให้ยูคิผู้เป็นเจ้าของร้านฟังว่า เมื่อสักครู่มี “ผู้ชายหน้าตาน่ากลัวปิดตาข้างหนึ่ง” ยืนอยู่ด้านนอก ทีแรกเธอคิดว่าคนนั้นจะมาก่อความวุ่นวายอะไรในร้านรึเปล่าแต่ก็เดินจากไปแล้ว ยูคิที่ได้ยินเช่นนั้นก็รำพึงว่า “ผู้ชายหน้าตาน่ากลัว...แถมปิดตาข้างหนึ่ง?...คงไม่ใช่น่า”

ที่อาคารโฮกุชิไคคัง มาจิม่าได้เข้ามาด้านในคลินิกก่อนจะสอบถามกับพนักงานต้อนรับเรื่องของคาวามูระ

บท 2 ภาพ 2.jpg (198 KB)
มาจิม่ายื่นรูปถ่ายของคาวามูระให้พนักงานต้อนรับดู

จากการพูดคุยกัน ทำให้มาจิม่ารู้ว่าคาวามูระเป็นลูกค้าขาประจำที่นี่แต่ก็ไม่ได้มาเป็นเวลาปีนึงแล้ว ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เข้ากลุ่มมาจิม่าไปนั่นเอง พนักงานต้อนรับบอกว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นคาวามูระนั้นเขาร่าเริงมาก บอกว่าเจอคนที่เสนอจะจ่ายหนี้ทั้งหมดให้แล้ว พลางบอกว่าจะไปที่คามุโร่โจพร้อมกับคนที่ให้การสนับสนุนดังกล่าว มาจิม่าที่ได้ข้อมูลก็กล่าวขอบคุณและเตรียมออกจากร้านไป แต่พนักงานต้อนรับก็รบเร้าให้มาจิม่าเข้าใช้บริการซักหน่อยก็ยังดีเพื่อเป็นการตอบแทนข้อมูล สุดท้ายมาจิม่าก็ยอมเข้ารับการนวดกดจุดจนได้

มาจิม่านอนรอเพียงครู่เดียวหมอนวดที่จะให้การดูแลก็เข้ามา นั่นคือทาเทยาม่าซัง ชื่อเต็มคือทาเทยาม่า มาโคโตะ หรือที่ชื่อเดิมคือมากิมูระ มาโคโตะ นั่นเอง

บท 2 ภาพ 3.jpg (173 KB)
การพบกันอีกครั้งโดยบังเอิญหลังจาก 18 ปีผ่านไป


บทที่ 3 หมาบ้าแห่งชิมาโนะ

แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่ามาจิม่านั้นตกใจแค่ไหนที่ได้พบกับมาโคโตะโดยบังเอิญอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้มาจิม่าจึงพยายามที่จะไม่พูดอะไรออกมาเพราะกลัวว่ามาโคโตะจะจำเสียงของตนได้ ทำเอาตอนที่มาโคโตะกดจุดบนฝ่าเท้าของมาจิม่ากลายเป็นประสบการณ์อันเจ็บปวดของมาจิม่าไปในทันที เพราะแม้จะเจ็บแค่ไหนมาจิม่าก็พยายามที่จะไม่ร้องออกมา

บท 3 ภาพ 1.jpg (202 KB)
มาจิม่าพยายามกลั้นเจ็บเต็มที่

จากนั้นมาโคโตะก็เปลี่ยนมานวดบริเวณแขนของมาจิม่าแทน ในตอนนั้นเองที่มาจิม่าสังเกตเห็นนาฬิกาข้อมือของเธอ มาโคโตะที่สังเกตว่ามาจิม่ามองนาฬิกาของเธอก็กล่าวขอโทษออกมาว่านาฬิกาของเธอทำให้มาจิม่ารำคาญรึเปล่า แล้วเธอก็อธิบายว่านาฬิกานี้เป็นสมบัติล้ำค่าของเธอ เธอใส่นาฬิกาเรือนนี้มาน่าจะราว 20 ปีได้แล้ว แม้ว่าสายรัดข้อมือจะเก่าจนขาดไปจนต้องเปลี่ยนสายใหม่ก็ตาม และด้วยความที่มันเป็นนาฬิกาเก่าสายรัดสีฟ้าจึงเป็นสีเดียวที่เธอหามาได้ ซึ่งเธอก็แอบเสียดายไม่น้อยเพราะสีเดิมดูจะเข้ากับดีไซน์ของนาฬิกามากกว่า เธอเล่าต่อว่านาฬิกาเรือนนี้คนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้เป็นคนให้มา

บท 3 ภาพ 2.jpg (139 KB)
นาฬิกาข้อมือเรือนเดิม หากแต่สายรัดนั้นเปลี่ยนไปแล้ว

มาโคโตะเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาของเธอ เธอเล่าว่าก่อนนี้เธอเคยตาบอดเพราะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจและได้พบกับชายคนหนึ่งที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องเธอโดยที่ไม่เคยบอกชื่อให้เธอได้รับรู้เลย “เขาช่วยฉันเอาไว้...จากความสิ้นหวัง...ช่วยฉันจากความมืดมิด” เธอบอกว่าเพราะชายคนนั้นจึงทำให้สายตาเธอกลับมามองเห็นอีกครั้ง ทั้งยังได้แต่งงานและมีลูกที่น่ารัก เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีอนาคตแบบนี้ได้และตอนนี้เธอก็มีความสุขมาก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้กล่าวขอบคุณคนๆ นั้นสำหรับทุกสิ่งที่เขาทำให้เธอเลย และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เธอกลับมาทำงานที่นี่ เพราะที่โซเท็นโบรินี่เต็มไปด้วยความทรงจำของเขาคนนั้น และเธอก็คิดว่าบางทีวันหนึ่งเธอจะได้เจอกับเขาคนนั้นอีกครั้งและจะได้มีโอกาสขอบคุณเสียที

บท 3 ภาพ 3.jpg (146 KB)
ความหลังครั้งที่ทั้งสองคนฝ่าอันตรายด้วยกันในปีค.ศ.1988

บท 3 ภาพ 4.jpg (219 KB)
มาโคโตะและครอบครัวอันอบอุ่นของเธอ

เมื่อเล่าจบเธอก็กล่าวขอโทษที่พูดอะไรที่ฟังดูหมองหม่นแบบนี้ พลางขอร้องมาจิม่าไม่ให้ไปบอกใครเพราะเรื่องนี้เธอยังไม่เคยเล่าให้สามีฟังเลยด้วยซ้ำ ในตอนที่มาจิม่ากำลังจะกลับนั้นมาโคโตะได้มอบบัตรสมาชิกให้มาจิม่าพร้อมกับถามว่าเราเคยพบกันที่ไหนมาก่อนรึเปล่า มาจิม่านิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัวเป็นคำตอบ จากนั้นมาโคโตะก็ถามว่าตอนนี้ร่างกายของมาจิม่ารู้สึกสบายขึ้นบ้างไหม ทำให้มาจิม่าตอบว่า “เพราะคุณช่วย ผมถึงรู้สึกว่าความเจ็บปวดที่สะสมมา 18 ปีมันหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว”

บท 3 ภาพ 5.jpg (167 KB)
มาโคโตะไม่ทราบเลยว่าคนที่เธอรอคอยมาตลอดยืนอยู่ตรงหน้านี่เอง

ที่ด้านนอกอาคาร พนักงานต้อนรับได้คุยกับมาจิม่าพลางบอกว่ามาจิม่านั้นโชคดีที่ได้ทาเทยาม่าซังมานวดให้ เพราะเธอจะทำงานที่นี่เป็นสัปดาห์สุดท้ายแล้ว เนื่องจากครอบครัวของเธอต้องไปใช้ชีวิตในต่างแดนตามสามีที่ต้องไปทำงาน แต่เพราะงี้ก็เลยทำให้คลินิกแย่เหมือนกันเพราะฝีมือของทาเทยาม่าซังคือที่หนึ่งของที่นี่เลย ซึ่งวันออกบินของเธอก็คือต้นสัปดาห์หน้าทันที

จากนั้นอายูมิก็โทรศัพท์มาหามาจิม่าด้วยน้ำเสียงร้อนรน เธอบอกว่าเธอกำลังให้บริการลูกค้าที่เป็นระดับผู้บริหารของสหพันธ์โอมิอยู่ แต่แล้วจู่ๆ คาวามูระก็บุกเข้ามาพร้อมปืนก่อนจะยิงคนจากสหพันธ์โอมิตายคาที่ มาจิม่าได้ยินเช่นนั้นจึงรีบรุดไปที่คาบาเรต์แกรนด์ทันที

มาจิม่าบุกเข้าไปในคาบาเรต์แกรนด์บนชั้นสองที่คาวามูระยืนถือปืนค้างอยู่หลังจากเพิ่งยิงไปไม่นาน มาจิม่าถามคาวามูระว่าคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่ คาวามูระกล่าวขอโทษพลางบอกว่าถ้าจนไม่ทำแบบนี้ตนนี่แหละที่จะตายแทน มาจิม่าจึงถามเกี่ยวกับอุเอมัตสึซึ่งคาวามูระก็ยืนยันว่าตนเป็นคนฆ่าอุเอมัตสึเอง แต่ยังเหลืออีกคนหนึ่งที่จะต้องฆ่าแล้วหลังจากนั้นตนก็จะเป็นอิสระเสียที คนๆ นั้นก็คือมาจิม่านั่นเอง “พ่อใหญ่ครับ! ช่วยตายทีนะครับ!” คาวามูระพูดพร้อมเล็งปืนเข้าใส่มาจิม่าพลางลั่นไกแต่กระสุนพลาดเฉี่ยวศีรษะมาจิม่าไปนิดเดียว คิ้วมาจิม่าขมวดเกร็งก่อนเข้าโจมตีคาวามูระทันที

บท 3 ภาพ 6.jpg (284 KB)
คาวามูระตัดสินใจเผชิญหน้ากับมาจิม่า

หลังจากที่มาจิม่าเอาชนะคาวามูระได้ คาวามูระก็คุกเข่าลงพลางกล่าวขอโทษอีกครั้งก่อนจะบอกว่าตนอยากเจอกับมาจิม่าเร็วกว่านี้จริงๆ และในทันทีที่พูดจบเสียงปืนก็ดังขึ้นพร้อมกับกระสุนหนึ่งนัดที่พุ่งเข้าเจาะกลางหน้าผากของคาวามูระทันที

บท 3 ภาพ 7.jpg (250 KB)
กระสุนเจาะหน้าผากปลิดชีพคาวามูระในทันที

ผู้ที่ลั่นไกก็ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็นอิบุจิที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่างนั่นเอง อิบุจินั้นหลอกใช้คาวามูระที่โดนปั่นหัวได้ง่ายเพราะเดือดร้อนเรื่องการเงิน มาจิม่าจึงถามว่าอิบุจิมีเป้าหมายอะไรกันแน่ อิบุจิจึงตอบว่าโลกของยากูซ่าน่ะเป็นโลกที่ไร้เหตุผลและล้าสมัยในแง่ธุรกิจในสังคมปัจจุบัน เพราะมัวแต่ให้ความสำคัญกับ “เกียรติและมนุษยธรรม” จึงทำให้มีพวกหน้าโง่เต็มไปหมดและก็ดำเนินงานตามใจตัวเอง ทุกอย่างมันไร้ประสิทธิภาพไปหมด ดังนั้นตนจึงตัดสินใจที่จะก้าวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาและบริหารให้มันเหมาะสม ตนต้องการจะปรับรูปแบบของโลกยากูซ่าใหม่หมดโดยการรวมทุกกลุ่มก้อนเข้าไว้ด้วยกันและจะวางโครงสร้างทั้งหมดให้สมเหตุสมผล

ความตายของอุเอมัตสึก็เป็นก้าวแรกเพื่อการนั้น ตนคิดว่าก้าวแรกในแผนก็คือการควบคุมองค์กรที่ตนสังกัดนั่นก็คือสมาพันธ์โทโจ ดังนั้นตนจึงหลอกล่อให้เทราดะเลื่อนตำแหน่งให้ตนและกำจัดทุกคนที่ขวางทางไม่ว่าจะเป็นอุเอมัตสึ มาจิม่าและสุดท้ายก็คือเทราดะเองเมื่อเวลานั้นมาถึง จากนั้นเมื่อตนครอบครองสมาพันธ์โทโจได้แล้วตนก็จะมอบทุกอย่างให้สหพันธ์โอมิ เพื่อสร้างองค์กรยากูซ่าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นขึ้นมาแล้วตนก็จะสามารถปั้นแต่งทุกอย่างได้ตามใจ มันจะเป็นโลกยากูซ่ายุคใหม่ที่มีเหตุผลโดยไม่มีสิ่งโง่ๆ อย่าง “เกียรติและมนุษยธรรม” มาเป็นตัวถ่วงอีกต่อไป

“สิ่งโง่ๆ รึ” มาจิม่าเอ่ยขึ้นมาหลังทนฟังมานาน

อิบุจิบอกว่าตนรู้ดีว่าคนอย่างมาจิม่าจะไม่มีวันเห็นคุณค่าในแผนการของตนแน่นอน แต่ตอนนี้ตนมีผู้บริหารของสหพันธ์โอมิบางคนมาร่วมมือด้วยแล้ว อย่างไรก็ตามเพื่อให้การควบรวมสององค์กรเป็นไปอย่างราบรื่นจึงมีบางอย่างที่จำเป็น นั่นคือสงครามระหว่างองค์กร ไม่มีอะไรที่จะก่อสงครามได้ดีกว่าการที่คนของสมาพันธ์โทโจลงมือฆ่าผู้บริหารของสหพันธ์โอมิอีกแล้ว แต่จะยิ่งดีกว่านั้นถ้าคนฆ่าเป็นระดับสูงอย่างมาจิม่าแทนที่จะเป็นกุ๊ยอย่างคาวามูระ ดังนั้นตนจึงขออภัยมาจิม่าล่วงหน้าที่ตนจะต้องฆ่ามาจิม่าปิดปากซะ แต่ขอให้สบายใจที่ความตายของมาจิม่านั้นมีคุณค่า เพราะมาจิม่าจะเป็นรากฐานให้อิบุจิสร้างโลกยากูซ่าขึ้นมาใหม่

บท 3 ภาพ 8.jpg (140 KB)
อิบุจิกระหยิ่มยิ้มย่องว่าตนต้องชนะแน่นอน

แน่นอนว่ามาจิม่านั้นไม่สบอารมณ์ พร้อมบอกว่าตนไม่สนอุดมคติบ้าบออะไรของอิบุจิ “สิ่งที่ชั้นเห็นก็คือคนที่ชั้นเหม็นหน้าและชั้นอยากกระทืบให้เละแค่นั้น”

การต่อสู้ของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นและจบลงด้วยชัยชนะของมาจิม่า มาจิม่ากล่าวว่าถ้าเป็นปกติตนคงเชือดอิบุจิทิ้งเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปแล้ว แต่ตนคิดว่าให้อิบุจิติดคุกแล้วได้รับบทเรียนจะดีกว่า มาจิม่ากล่าวจบก็เดินจากมาแต่อิบุจิพลันหยิบปืนขึ้นมาอีกครั้งและบอกว่ามันสายเกินไปแล้ว เพราะทุกอย่างเริ่มเดินไปตามแผนและสงครามจะต้องเกิดแน่นอน สมาพันธ์โทโจจะต้องล่มสลายและมันจะต้องสนุกมากแน่นอน เมื่อกล่าวจบปลายกระบอกปืนในมือของอิบุจิก็หันเข้าหาขมับของตัวเองก่อนจะลั่นไก ส่วนมาจิม่าเพียงมองด้วยหางตาก่อนจะเดินจากมา

บท 3 ภาพ 9.jpg (234 KB)
อิบุจิแสยะยิ้มก่อนลั่นไกปลิดชีพตนเอง

ภายในห้องประชุมผู้บริหารของสมาพันธ์โทโจนั้น เทราดะได้กล่าวขอโทษมาจิม่าที่ไม่อาจมองแผนการของอิบุจิออก บางทีวิธีการของตนอาจจะผิดพลาดก็เป็นได้ แต่มาจิม่าบอกว่าในฐานะที่เทราดะเป็นผู้นำ จะมาพูดแบบนี้มันก็ไม่มีประโยชน์ “ถ้านายบอกว่าอะไรเป็นสีขาว มันก็ต้องเป็นสีขาว และถ้านายบอกว่ามันเป็นสีดำ มันก็คือสีดำ นั่นแหละชีวิตของพวกเราในโลกของยากูซ่า” แต่มาจิม่าก็ยอมรับว่าไม่ว่าจะถูกหรือผิดตนก็ไม่ค่อยชอบวิธีของเทราดะนัก

จากนั้นทั้งสองคนก็ปรึกษากันเรื่องของสหพันธ์โอมิ มาจิม่านั้นสงสัยว่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นแผนการของพวกโอมิ แต่ก็รู้ดีว่าพวกนั้นไม่ยอมอยู่เฉยเรื่องที่คาวามูระฆ่าหนึ่งในผู้บริหารของพวกตนไปแน่นอน เทราดะกล่าวว่าพวกนั้นก็ร้องขอคำอธิบายมาแล้วเช่นกัน มาจิม่าจึงบอกว่าตนมีข้อเสนอก่อนจะยื่นมีดคู่ใจของตนให้แก่เทราดะ

บท 3 ภาพ 10.jpg (267 KB)
มาจิม่ายื่นมีดคู่กายมอบให้แก่เทราดะ

ที่สำนักงานใหญ่ของสหพันธ์โอมินั้น มาจิม่าและเทราดะได้มาพบกับประธานโกดะ จิน รวมถึงโกดะ ริวจิผู้เป็นลูกชาย ซึ่งก็ยังมีเซ็นโกคุและทาคาชิม่าพร้อมหน้า เทราดะได้กล่าวขออภัยในเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ริวจิก็รู้สึกว่าคำขอโทษนั้นเป็นสิ่งที่เบาบางเสียเหลือเกิน เซ็นโกคุถามว่าจะชดเชยเรื่องนี้ยังไง พลางขู่สำทับว่าถ้าไม่ได้คำตอบดีๆ กลับมาก็อาจหมายถึงสงครามเต็มรูปแบบได้เลย

โกดะ จินบอกว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการมาที่นี่เพื่อหาเรื่องเรา และตนก็ไม่ต้องการสงครามเช่นกัน แต่จะอย่างไรก็ต้องมีการชดใช้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้คนของตนเห็นแน่นอน

มาจิม่าบอกว่าแม้อิบุจิจะเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด แต่สิ่งที่คาวามูระทำลงไปก็ถือเป็นความรับผิดชอบของตนด้วยในฐานะที่เป็น “พ่อใหญ่” ของคาวามูระ ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบตนจึงจะทำการยุบกลุ่มมาจิม่าทิ้งเลย แต่เซ็นโกคุกลับไม่เชื่อเพราะกลุ่มมาจิม่านั้นถือเป็นขั้วอำนาจหลักของสมาพันธ์โทโจด้วยซ้ำ แต่มาจิม่าก็ให้คำสาบานว่าตนและลูกน้องทุกคนจะตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างกับสมาพันธ์โทโจโดยสิ้นเชิง

บท 3 ภาพ 11.jpg (342 KB)
มาจิม่ายินยอมรับผิดชอบโดยการยุบกลุ่มของตน

ภายหลังจากที่มาจิม่าและเทราดะจากไป เซ็นโกคุ รวมถึงริวจิและทาคาชิม่าก็คุยกัน เซ็นโกคุนั้นไม่สบอารมณ์ที่มาจิม่าทำลายโอกาสในการก่อสงครามไปซะได้ แต่ริวจิบอกว่าท่าทีและทัศนคติที่เต็มไปด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของมาจิม่าทำให้พวกตนกลายเป็นคนป่าเถื่อนไปเลย แต่เซ็นโกคุก็บอกว่าช่างมันเถอะ เพราะดูแล้วยังไงก็ต้องเกิดสงครามอยู่ดี ด้านทาคาชิม่าก็ถามขึ้นมาว่าระหว่างริวจิกับเซ็นโกคุนั้นใครเป็นคนร่วมมือกับอิบุจิ แต่ริวจิก็บอกให้ถอนคำพูดซะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “มาจิม่า โกโร่ เป็นผู้ชายที่ยิ่งใหญ่”

หลังจากนั้น มาจิม่าก็ได้เริ่มต้นกิจการใหม่ของตนคือบริษัทก่อสร้างมาจิม่า โดยในการทำงานวันแรกมาจิม่าก็พยายามกระตุ้นให้กำลังใจลูกน้องของตนอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าลูกน้องแต่ละคนจะซังกะตายไม่ค่อยอยากทำงานก่อสร้างกันสักเท่าไหร่ นิชิดะบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่พวกตนจะสร้างอาคารใหญ่อย่างคามุโร่โจฮิลส์ขึ้นมาได้ ความรู้และฝีมือด้านการก่อสร้างก็ไม่มีมาก่อนด้วยซ้ำ แต่มาจิม่าก็ไม่สนพลางลงมาโบกนิชิดะไปหนึ่งที “ถ้าไม่รู้ ก็ค้นหาวิธีก่อสร้างในอินเตอร์เน็ตเอาสิวะ!”

บท 3 ภาพ 12.jpg (206 KB)
มาจิม่ากระตุ้นลูกน้องของตนให้มีไฟทำงาน

มาจิม่าบอกว่านี่ถือเป็นวันแรกที่จะใช้ชีวิตในฐานะคนธรรมดา เราจะต้องทำงานกันทั้งวันทั้งคืน และใครที่บ่นกระปอดกระแปดจะไม่ได้ค่าจ้างใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะโดนหวดจนเดี้ยงแทน! นิชิดะโอดครวญว่านี่มันแรงงานทาสชัดๆ...

บนเครื่องบินที่มาโคโตะพร้อมกับสามีและลูกชายของเธอโดยสารอยู่นั้น เธอค้นกระเป๋าของเธอเพื่อหาพาสปอร์ตแต่ก็หยิบเจอกล่องของขวัญในกระเป๋า เธอนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนร่วมงานส่งให้กับเธอ โดยเพื่อนร่วมงานบอกเธอว่าเป็นของขวัญที่ส่งมาที่คลินิคโดยจ่าหน้าถึงเธอแต่ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง ทำให้เพื่อนร่วมงานของเธอคิดว่าอาจจะเป็นลูกค้าขาประจำส่งมาให้ก็เป็นได้

บท 3 ภาพ 13.jpg (136 KB)
กล่องของขวัญที่ลูกค้านิรนามมอบให้เธอ

แต่เมื่อเธอเปิดกล่องของขวัญออกมาก็ต้องประหลาดใจ เพราะด้านในคือสายนาฬิกาแบบเดียวกับที่เธอเคยมีนั่นเอง

บท 3 ภาพ 14.jpg (130 KB)
สายรัดนาฬิกาแบบเดียวกับที่เธอเคยใช้ในปี 1988

เธองุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเล่าเรื่องนี้ให้ลูกค้าคนหนึ่งฟังแล้วเธอก็ทราบในที่สุดว่าเธอได้พบกับชายที่เคยช่วยชีวิตเธอเอาไว้แล้ว และเธอก็ได้กล่าวขอบคุณเขาคนนั้นเสียที พลันน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาโดยไม่อาจห้ามได้

บท 3 ภาพ 15.jpg (282 KB)
ผู้มีพระคุณของเธอก็คือชายคนนี้เอง

บท 3 ภาพ 16.jpg (139 KB)
น้ำตาเอ่อล้น ความทรงจำเมื่อ 18 ปีที่ผ่านมาพรั่งพรูไม่หยุด

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ สามีของมาโคโตะตื่นขึ้นมาพลางถามว่ามาโคโตะเป็นอย่างไรบ้าง มาโคโตะนั้นเพียงแค่มองไปนอกหน้าต่างเครื่องบินก่อนจะหันมาตอบว่าเธอสบายดีพร้อมกับรอยยิ้ม สามีของเธอกล่าวว่า “เราจะเริ่มชีวิตใหม่กันในไม่ช้าแล้วสินะ” จากนั้นเขาก็ถามเธอต่อว่าเธอรู้สึกเสียใจอะไรไหม มาโคโตะตอบว่า “ไม่มีเลยค่ะ จริงๆ” เธอกล่าวพลันมองเมืองด้านล่างผ่านกระจกเครื่องบิน

มาโคโตะในตอนนี้ไม่มีอะไรติดค้างในใจอีกต่อไปแล้ว ที่ข้อมือซ้ายของเธอยังคงสวมนาฬิกาเรือนเดิมที่เปลี่ยนสายรัดนาฬิกาเป็นเส้นที่ผู้มีพระคุณให้มาเป็นของขวัญจากลา บัดนี้เธอพร้อมจะเริ่มชีวิตใหม่เสียที

บท 3 ภาพ 17.jpg (188 KB)
เธอเปลี่ยนสายรัดนาฬิกาเป็นของที่คนๆ นั้นมอบให้
และจะเก็บความทรงจำที่มีร่วมกับเขาไว้ตลอดไป


เนื้อเรื่องคิริว คาซึม่า


บทที่ 1 จดหมายเปื้อนเลือด

ในปี 1980 ณ ดิสโก้เธคแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยผู้คนเต้นรำกับแสงสีเสียงอย่างสุดเหวี่ยง มีนายตำรวจผู้หนึ่งเดินออกประตูด้านหลังของร้านไปอย่างไม่แยแสอะไร นายตำรวจผู้นี้คือคาวาระ จิโร่ ที่เดินทางมาสืบคดีตามเบาะแสที่ได้รับ ที่ซอยด้านหลังของดิสโก้เธค เชื่อมต่อกับอีกอาคารหนึ่งที่ด้านในดูสงบเงียบผิดกับดิสโก้เธคเมื่อสักครู่มาก

บท 1 ภาพ 1.jpg (382 KB)
ผู้คนเต้นรำกันสุดเหวี่ยง

คาวาระเดินเข้าไปอย่างระมัดระวังพร้อมกับรู้สึกถึงความผิดปกติเพราะเสียงสัญญาณเตือนภัยดังไม่หยุด พลันมีเสียงปืนดังขึ้นแทรกเสียงเตือนภัยอย่างชัดเจน นายตำรวจคาวาระจึงหลบหลังเสาตามสัญชาตญาณทันที

บท 1 ภาพ 2.jpg (185 KB)
คาวาระ จิโร่

สิ่งที่เขาเห็นคือชายในชุดดำที่โดนยิงลงไปกองกับพื้น ส่วนผู้ที่ยิงก็คือคาซาม่า ชินทาโร่ ในขณะที่คาซาม่ากำลังจะยิงปลิดชีพพลันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนที่แอบซ่อนอยู่ ซึ่งจังหวะที่คาซาม่าปันความสนใจดังกล่าวก็ทำให้ชายชุดดำหยิบปืนขึ้นมาเล็งหมายจะตอบโต้ ทว่าก็ไม่เร็วไปกว่านิ้วมือของคาซาม่าที่ลั่นไกซ้ำเข้าใส่ชายชุดดำดังกล่าว

บท 1 ภาพ 3.jpg (168 KB)
คาซาม่า ชินทาโร่ ลั่นไกปิดฉากชายชุดดำ

ชายชุดดำผู้นั้นกล่าวคำพูดออกมาก่อนจะสิ้นเรี่ยวแรงเป็นภาษาเกาหลี “องค์กรของเราจะไม่มีวันโดนทำลาย ต่อให้แกฆ่าชั้นไปก็ตาม! ชั้นมั่นใจ!”

บท 1 ภาพ 4.jpg (137 KB)
ชายชุดดำกล่าวด้วยแรงเฮือกสุดท้าย

ชายชุดดำกล่าวจบก็นอนแน่นิ่งกับพื้น คาซาม่าไม่ได้พูดอะไรเพียงเดินจากไป เมื่อคาวาระเห็นว่าคาซาม่าไปแล้วจึงออกมาจากที่กำบังและเข้าไปหาชายเกาหลีชุดดำคนดังกล่าวเพื่อพยายามจะช่วยเหลือ หากแต่ชายชุดดำเพียงแค่ชี้นิ้วไปที่บันได “ลูกของผม...ขอร้องล่ะ ช่วยลูกของผมด้วย...” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของชายชุดดำ คาวาระไม่รอช้ารีบวิ่งขึ้นบันไดไปทันที แต่เมื่อขึ้นมาด้านบนก็พบว่าทางเดินเต็มไปด้วยเปลวเพลิงอันระอุพร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังระงมไปทั่ว

บท 1 ภาพ 5.jpg (178 KB)
เปลวเพลิงระอุ

คาวาระจึงหายสงสัยแล้วว่าสาเหตุของเสียงสัญญาณคืออะไร คาวาระพังประตูทุกห้องเพื่อหาลูกของชายชุดดำ จนในห้องหนึ่งก็ได้พบกับภรรยาของชายชุดดำพร้อมกับลูกน้อยในอ้อมแขน เธอกำลังตัดสินใจที่จะกระโดดออกนอกหน้าต่างไปยังเบื้องล่าง หากแต่คาวาระพยายามเกลี้ยกล่อมให้อย่าบุ่มบ่ามทำอะไรลงไปจนกระทั่งต้องตบเรียกสติของเธอ “เด็กคนนี้ยังไม่เคยทำอะไรให้ใครเลย ทำไมเขาต้องมาตายตอนนี้ด้วยล่ะ!” เมื่อได้ยินคาวาระกล่าวเช่นนั้น ผู้เป็นแม่ก็สงบสติอารมณ์ลงได้พลางยื่นลูกของตนให้คาวาระอุ้มก่อนจะทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก

บท 1 ภาพ 6.jpg (134 KB)
ภรรยาชายชุดดำและลูกน้อย

พลันคาวาระก็หลุดจากภวังค์ เขานั่งอยู่ในห้องของตนเงียบๆ โดยลำพังพลางนึกถึงเหตุการณ์ในคราวนั้นที่ผ่านมา 26 ปีแล้ว

โตเกียว‚ คามุโร่โจ เดือนธันวาคมปี 2006

ที่คามุโร่โจแห่งนี้ การกระทบกระทั่งกันของบรรดาสมาชิกกลุ่มต่างๆ ดูจะเป็นเรื่องปกติ หากแต่ในคราวนี้กลับกลายเป็นยูยะผู้เป็นหัวหน้าของเหล่าโฮสต์หนุ่มแห่งคลับสตาร์ดัสต์ที่กำลังโดนข่มขู่โดยมาเฟียจีน คำขู่ของพวกนั้นใช้ไม่ได้ผลกับยูยะแม้แต่น้อยซ้ำยูยะยังเล่นงานมาเฟียจีนที่มารีดไถค่าคุ้มครองจนต้องซมซานกลับไปตามๆ กัน ถึงอย่างนั้นยูยะก็อดคิดไม่ได้ว่าหากคิริวซังยังอยู่ที่นี่ล่ะก็ ทุกอย่างคงจะไม่เป็นแบบนี้เป็นแน่...

บท 1 ภาพ 7.jpg (155 KB)
ยูยะอัดมาเฟียจีนกระเจิง

อีกด้านหนึ่ง ณ ด้านบนของมิลเลนเนียมทาวเวอร์ หัวหน้ากลุ่มคาซาม่าคนปัจจุบัน คาชิวางิ โอซามุ ได้รับรายงานถึงเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่คลับสตาร์ดัสต์เมื่อสักครู่ คาชิวางิถามว่าเป็นพวกคันไซรึเปล่า แต่พอทราบว่าเป็นฝีมือจากพวกต่างชาตินั้นคาชิวางิกลับดูไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก เพราะคาชิวางิเป็นกังวลกับภัยจากคันไซมากกว่าพวกต่างชาติเสียอีก เนื่องจากขณะนี้สมาพันธ์โทโจใกล้จะต้องเปิดศึกกับสหพันธ์โอมิจากโอซาก้าไปทุกขณะ และเมื่อลูกน้องออกจากห้องไปแล้ว คาชิวางิก็อดจะรำพึงกับตัวเองไม่ได้ “ถ้าเป็นคิริวจะทำยังไงนะ?”

บท 1 ภาพ 8.jpg (180 KB)
คาชิวางิ โอซามุ

ที่ด้านล่างจากชั้นที่คาชิวางิอยู่ในมิลเลนเนียมทาวเวอร์ ได้มีชายอีกคนหนึ่งมองเมืองเบื้องล่างผ่านกระจกพลางคุยโทรศัพท์มือถือกับใครบางคน ชายผู้นี้กล่าวว่าในที่สุดก็จะได้ล้างแค้นให้กับมิตรสหายที่โดนฆ่าล้างไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเสียที ซึ่งบุคคลปลายสายก็ได้แจ้งกับชายคนนี้ว่าให้เตรียม “ดอกไม้ไฟ” ให้พร้อมก็แล้วกัน

บท 1 ภาพ 9.jpg (135 KB)
ชายลึกลับผู้เตรียมดอกไม้ไฟไว้ใช้งาน

ทางด้านของคิริว คาซึม่านั้น กำลังนอนฝันร้ายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2005 ไม่ว่าจะเรื่องที่คาซาม่าผู้ซึ่งตนนับถือเป็นพ่อได้เปิดเผยความลับก่อนตายว่าตนเป็นผู้สังหารพ่อแม้แท้ๆ ของคิริวกับมือ ส่วนเพื่อนสนิทของตนอย่างนิชิกิยาม่า อากิระก็จบชีวิตตัวเองลงภายหลังจากเหตุวุ่นวายเกี่ยวกับเงิน 10,000 ล้านเยนที่หายไปจากสมาพันธ์ มิหนำซ้ำคนรักของตนอย่างซาวามูระ ยูมิก็จบชีวิตในอ้อมแขนของตน ไม่นานนักคิริวก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อท่วมตัว

บท 1 ภาพ 10.jpg (151 KB)
คิริว คาซึม่าตื่นจากฝันร้าย

ทันใดนั้นซาวามูระ ฮารุกะก็เปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับช่อดอกไม้ในมือ ฮารุกะเตือนคิริวว่าวันนี้เป็นวันที่ทั้งคู่จะต้องเดินทางไปเคารพหลุมศพของคาซาม่ากัน ก่อนที่ฮารุกะจะขอตัวไปทำอาหารเช้าให้ทาน คิริวได้ยินเช่นนั้นก็จึงลุกออกจากเตียงทันที

บท 1 ภาพ 11.jpg (157 KB)
ซาวามูระ ฮารุกะ

โตเกียว‚ สุสาน

ที่สุสานนั้น หลุมศพของนิชิกิ‚ ยูมิและคาซาม่าถูกวางเรียงติดกัน ซึ่งคิริวที่เดินผ่านหลุมศพของแต่ละคนก็อดระลึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ หากแต่ในขณะที่คิริวกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเองนั้น ประธานรุ่นที่ 5 ซึ่งเป็นคนปัจจุบันของสมาพันธ์โทโจอย่าง เทราดะ ยูคิโอะ ก็ได้แวะมาหาคิริวพอดี ซึ่งเทราดะได้บอกกับลูกน้องของตนว่าไม่ต้องตามมาอารักขาเพราะตนแค่ต้องการคุยกับประธานรุ่นที่ 4 เท่านั้น แม้ว่าลูกน้องจะทัดทานเพราะกลัวว่าพวกโอมิจะฉวยโอกาสเล่นงาน แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี

บท 1 ภาพ 12.jpg (181 KB)
เทราดะ ยูคิโอะ ประธานรุ่นที่ 5 ของสมาพันธ์โทโจ

เมื่อเทราดะได้พบกับคิริวแล้ว เทราดะไม่รอช้าและบอกว่าตนมีเรื่องสำคัญที่อยากจะขอคุยกับคิริว เพราะตนต้องการจะทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับสหพันธ์โอมิแห่งโอซาก้า นั่นเพราะภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์เมื่อปีก่อนสมาพันธ์โทโจก็สั่นคลอน และในสภาวะแบบนี้นี่เองที่ตนกลัวว่าพวกโอมิจ้องจะเล่นงานมากที่สุด ทว่าคิริวกลับปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ เพราะตนไม่ใช่ประธานอีกต่อไปแล้ว นั่นเป็นหน้าที่ที่เทราดะจะต้องดำเนินการเอง

บท 1 ภาพ 13.jpg (376 KB)
เทราดะมาพบกับคิริว

ไม่ทันไรเสียงปืนก็ดังขึ้น พร้อมกับเทราดะที่ได้รับบาดเจ็บที่แขน กลุ่มคนที่ปรากฏตัวมาแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มาดีแน่นอน คิริวถามว่าพวกนั้นต้องการอะไร แม้ว่าจะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนแต่สิ่งที่คิริวรับรู้ได้ก็คือพวกนั้นพูดเป็นสำเนียงคันไซ ผู้มุ่งร้ายจากสหพันธ์โอมิโยนอาวุธของบรรดาลูกน้องที่ติดตามมาอารักขาเทราดะลงกับพื้นพลางหยามว่าพวกมันฝีมือกระจอกสิ้นดี คิริวที่เห็นดังนั้นจึงบอกให้เทราดะพาฮารุกะหลบไปก่อน ตนจะรับมือเอง

บท 1 ภาพ 14.jpg (359 KB)
สหพันธ์โอมิส่งคนมาเล่นงานกลางสุสาน

ภายหลังจากที่คิริวจัดการฝั่งตรงข้ามจนหมดแล้วก็ได้รีบเข้ามาดูอาการของเทราดะอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าไม่ได้บาดเจ็บหนักอะไรนัก แต่ทันใดนั้นเองคนจากโอมิที่เหลือรอดอยู่ได้หยิบปืนขึ้นมายิงใส่คิริว คิริวก็ไม่รอช้าก้มหยิบปืนบนพื้นขึ้นมายิงสวนจนคนจากโอมิได้รับบาดเจ็บที่แขน ทว่าในตอนนั้นเองที่เทราดะก็พุ่งเข้ามาขวางเอาไว้จนโดนยิงเข้ากลางอกแทนคิริว ใจหนึ่งคิริวก็อยากจะไล่ตามไปแต่ว่าเทราดะได้หยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดให้แก่คิริว ก่อนจะขอร้องให้คิริวไปที่โอซาก้าเพื่อพบกับสหพันธ์โอมิและขอให้มอบจดหมายนี้ให้แก่โกดะ จินผู้เป็นหัวหน้าใหญ่คนปัจจุบันด้วย เทราดะขอร้องให้คิริวช่วยทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรให้สัมฤทธิ์ผล

บท 1 ภาพ 15.jpg (234 KB)
คำขอสุดท้ายจากเทราดะ

บนรถพยาบาลนั้น แม้ว่าบุรุษพยาบาลจะพยายามยื้อชีวิตของเทราดะอย่างสุดกำลังแต่ก็ไม่เป็นผล สัญญาณชีพบนจอแสดงเป็นเส้นตรงในท้ายที่สุด เมื่อเห็นเช่นนี้ฮารุกะก็เข้าใจในทันทีว่าคิริวนั้นมีเรื่องที่ต้องสะสางเป็นแน่ เธอจึงเสนอตัวว่าเธอจะไปใช้ชีวิตที่บ้านเด็กกพร้าฮิมาวาริ (ซันฟลาวเวอร์) ที่คิริวเติบโตมานั่นเอง

โตเกียว‚ สำนักงานใหญ่สมาพันธ์โทโจ

ที่สำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์โทโจนั้น คิริวได้เข้าร่วมในการประชุมถึงปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น โดยในที่ประชุมก็มีสมาชิกคนสำคัญอยู่กันพร้อมหน้ารวมถึงโดจิม่า ยาโยอิ ภรรยาม่ายของโดจิม่า โซเฮย์ ผู้ที่เคยโดนนิชิกิยาม่าสังหารไปเมื่อปี 1995 นั่นเอง เธอได้อ่านจดหมายของเทราดะให้ที่ประชุมฟังทำเอาบางคนไม่พอใจและเห็นว่าถ้าโดนเล่นงานก็ต้องเอาคืนตามวิถีนักเลง แต่คาชิวางิก็พยายามบอกให้ทุกคนสงบสติอารมณ์ก่อน โดยอีกคนหนึ่งก็ยั้งเอาไว้ว่าถ้าจะก่อสงครามก็ต้องใช้เงิน จนกระทั่งยาโยอิบอกให้ทุกคนเงียบบรรยากาศห้องประชุมจึงสงบลงได้

บท 1 ภาพ 16.jpg (332 KB)
ณ ห้องประชุมของระดับบริหารแห่งสมาพันธ์โทโจ

บท 1 ภาพ 17.jpg (123 KB)
โดจิม่า ยาโยอิ ภรรยาม่ายของโดจิม่า โซเฮย์

เธอถามว่าคิริวตั้งใจจะไปโอซาก้ารึเปล่า คิริวก็ตอบว่าตนคิดไว้เช่นนั้นเพราะนี่เป็นคำขอก่อนตายของเทราดะ และคิริวก็ต้องการความช่วยเหลือจากสมาพันธ์ด้วย ยาโยอิได้เตือนคิริวว่าถ้าคิริวไปเหยียบโอซาก้าเมื่อไหร่ก็คงโดนฆ่าแน่ แต่คิริวนั้นรู้ตัวดีอยู่แล้วและเตรียมใจเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้วเช่นกัน ยาโยอิจึงถามย้ำว่าคิริวเตรียมพร้อมที่จะฆ่าพวกโอมิ รวมถึงโกดะ จินด้วยรึเปล่า ทำให้คิริวตอบว่าก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกนั้นจะทำอะไรต่อไป

ยาโยอิรู้สึกได้ว่าคิริวยังคงรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ฆาตกรรมโดจิม่า โซเฮย์สามีของตนแม้จะผ่านมาแล้ว 11 ปีก็ตาม แต่ยาโยอิก็ย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือนิชิกิไม่ใช่ความผิดของคิริวเลย คิริวที่ได้ยินเช่นนั้นจึงตอบว่าตนกับนิชิกินั้นเติบโตมาด้วยกัน ผูกพันกันยิ่งกว่าพี่น้องโดยสายเลือดเสียอีก เพราะฉะนั้นหนี้อะไรที่นิชิกิติดค้างอยู่ก็เป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องรับผิดชอบ ทำให้ยาโยอิเข้าใจว่าแม้ยาโยอิจะอยากหยุดคิริวแค่ไหนแต่ก็เข้าใจดีว่าถึงจะห้ามอะไรไปก็คงไม่มีประโยชน์อยู่ดี

ในตอนนั้นเอง บรรดาสมาชิกระดับบริหารหลายคนก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมาอีกครั้งเพราะไม่เห็นด้วยกับการที่คิริวจะทำแบบนั้น ทำให้ยาโยอิหยิบดาบออกมาจากฝักพลางชี้ปลายดาบเข้าใส่ทุกคน “คิริวพร้อมจะสละชีวิตตัวเองเพื่องานนี้ ถ้าใครไม่พอใจอะไรก็มาพูดกับชั้นโดยตรง!” ทำให้ทุกคนเงียบลงไปในทันที

บท 1 ภาพ 18.jpg (217 KB)
ความใจเด็ดของยาโยอิทำให้ทุกคนสงบลงได้

จากนั้น คิริวก็ได้บอกกับยาโยอิว่าตนจะขอพาลูกชายยาโยอิไปด้วย เพราะคิริวเชื่อว่ากำลังของไดโกะนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในยามที่ตอนนี้องค์กรขาดเสาหลักไป คิริวเห็นว่าไดโกะนั้นมีความสามารถและเป็นคนที่เข้มแข็งไม่ยอมถอยจากการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้องค์กรต้องการคนอย่างไดโกะที่สุด ยาโยอิถามคิริวว่านั่นถือเป็นคำสั่งเสียของคิริวรึเปล่า คิริวจึงตอบว่าหากสุดท้ายตนต้องจบชีวิตลงก็ถือเป็นคำสั่งเสียได้เลย

ยาโยอิบอกว่าลูกชายของเธอตอนนี้ทำตัวเป็นพวกไร้ประโยชน์ไปแล้ว เอาแต่เมาหัวราน้ำ และดูเหมือนจะอยากทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ของตระกูลไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็คงเป็นเพราะไดโกะเคยโดนโทษจำคุก 5 ปีมาก่อน ในตอนที่คิริวยังอยู่ในคุกนั้น ไดโกะที่เข้าใจมาโดยตลอดว่าคิริวเป็นคนฆ่าพ่อตัวเองเลยทำอะไรบ้าๆ ลงไปโดยการบุกไปจู่โจมพวกคันไซจึงทำให้ต้องโดนจับในท้ายที่สุด ยาโยอิบอกว่าถ้าคิริวได้พบกับไดโกะก็จะรู้เอง

โตเกียว‚ คามุโร่โจ

คิริวเตร็ดเตร่บนท้องถนนในคามุโร่โจยามค่ำคืนพลางคิดว่าตนจะไปหาไดโกะเจอได้ที่ไหน ทันใดนั้นก็ได้ยินจากคนผ่านไปผ่านมาว่ามีคนทะเลาะวิวาทกันบนถนนนาคามิจิ ทำให้คิริวตัดสินใจลองมุ่งหน้าไปทันที เมื่อไปถึงคิริวก็ได้พบกับอันธพาลกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะเล่นงานพนักงานร้านผู้น่าสงสาร คิริวจึงสอดมือเข้าไปเล่นงานกลุ่มอันธพาลจนหลับแทน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยพนักงานรายนั้นก็ได้กล่าวขอบคุณคิริวและบอกว่าตนโดนข่มขู่เล่นงานเพราะพยายามจะเก็บหนี้ที่ค้างไว้ของลูกค้าคนหนึ่ง เมื่อคิริวถามชื่อลูกค้าคนนั้นก็ได้คำตอบว่าเป็นไดโกะนั่นเอง พนักงานบอกอีกว่าตอนนี้ได้ยินว่าไดโกะอยู่ตรงบริเวณจัตุรัสโรงภาพยนตร์ 

เมื่อคิริวมาถึงบริเวณจัตุรัสโรงภาพยนตร์กลับไม่พบไดโกะ หากแต่พบกับหญิงสาวคนหนึ่งในชุดโฮสเตสกำลังโดนลวนลามจากอันธพาล คิริวจึงยื่นมือเข้าไปช่วย ภายหลังจากช่วยเหลือหญิงสาวเรียบร้อย เธอก็กล่าวว่าไม่รู้จะตอบแทนคิริวได้ยังไงดี คิริวถามว่าต้นสายปลายเหตุเป็นยังไง ใครที่ทำให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้ เธอตอบว่าคนที่เริ่มรังควาญเธอในทีแรกก็คือโดจิม่า ไดโกะนั่นเอง ไดโกะนั้นมีชื่อเสียในแถบนี้ว่าเป็นพวกชอบก่อความวุ่นวาย ซึ่งอันธพาลกลุ่มที่คิริวอัดจนกระเจิงไปเมื่อสักครู่ก็เป็นพวกลูกไล่ของไดโกะ ได้ยินเช่นนี้คิริวจึงถามเธอว่าไดโกะอยู่ที่ไหน เธอจึงบอกคิริวว่าไดโกะตอนนี้อยู่ที่ร้านไชน์ซึ่งเป็นคาบาเรต์คลับชื่อดัง

คิริวไม่รอช้ามุ่งหน้าไปที่ไชน์ทันที และที่ด้านในนั้น ไดโกะนั่งอย่างโอ่อ่าพร้อมกับสาวๆ ที่ห้อมล้อมและลูกสมุนจำนวนหนึ่ง หากแต่เมื่อไดโกะเห็นหน้าคิริวแล้วก็ดูจะไม่พอใจเท่าไหร่นัก ซึ่งลูกน้องของไดโกะก็เข้ามาพยายามกันคิริวออกไปว่าจู่ๆ จะมาคุยกับลูกพี่แบบนี้เลยไม่ได้ ทำให้คิริวบอกว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกเอ็งพลางไล่ให้พวกลูกน้องของไดโกะหลบไป เพราะตนมีเรื่องต้องคุยกับไดโกะ กระนั้นพวกลูกน้องของไดโกะก็ไม่ยอมฟัง คิริวจึงเสนอให้ไปเจอกันข้างนอกจะได้ไม่รบกวนร้านให้วุ่นวาย

บท 1 ภาพ 19.jpg (216 KB)
โดจิม่า ไดโกะ ท่ามกลางสาวโฮสเตสและลูกน้อง

คิริวและลูกน้องของไดโกะ เดินเข้ามาในซอยแคบแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นลูกน้องของไดโกะคนหนึ่งก็สาวหมัดเข้าใส่หลังหัวของคิริวทันที ทว่าคิริวที่ระวังตัวอยู่แล้วเพียงโยกหลบเล็กน้อยและขัดขาทำให้หมัดพลาดเป้าพร้อมกับเจ้าของหมัดล้มลงกับพื้น คิริวกล่าวว่า “ในเมืองนี้...ก็ยังมีคนอย่างพวกเอ็งอยู่สินะ” พวกนั้นเพียงหัวเราะพลางย้อนถามว่า “คนแบบไหนล่ะที่เอ็งว่า?” “ก็ไอ้พวกที่ไม่รู้จักประมาณตนไงล่ะ” คิริวตอบ

แน่นอนว่าคิริวเล่นงานพวกนั้นจนกระเจิง จนหนึ่งในนั้นหยิบมีดขึ้นมาเตรียมจะเล่นงาน แต่คิริวที่เห็นแบบนั้นก็เตรียมรับมือแล้ว หากแต่ก่อนที่จะเกิดอะไรมากกว่านั้นไดโกะก็ปรากฏตัวขึ้นมา ไดโกะบอกกับลูกน้องว่าพวกเอ็งเอาชนะคนๆ นี้ไม่ได้หรอกพลางไล่ลูกน้องของตนไป หลังจากพวกนั้นไปแล้วไดโกะก็บอกว่าพวกนั้นแค่โผล่มาเฮฮากับไดโกะแค่นั้น แต่ไม่ใช่เป็นเพื่อนหรือเป็นอะไรทั้งสิ้น คิริวบอกว่าทุกวันนี้ก็ยังมีพวกหน้าโง่ที่คอยแต่จะเกาะกลุ่มกับคนแข็งแกร่งโผล่มาให้เห็นอยู่เรื่อยเลย

จากนั้นคิริวก็ขอให้ไดโกะกลับไปเข้ากลุ่ม แต่ไดโกะปฏิเสธและบอกว่าตนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสมาพันธ์โทโจแล้ว คิริวจึงย้ำเตือนว่าไดโกะยังมีหนี้ที่ต้องชดใช้ให้แก่สมาพันธ์อยู่ ไดโกะจึงบอกว่าองค์กรชักจะไร้ค่าไปทุกวันนับแต่วันที่พ่อของตนตายไป คิริวจึงบอกว่ายังไงตนก็ยังเชื่อมั่นในสมาพันธ์โทโจที่แข็งแกร่งอยู่ ในสมัยที่พ่อใหญ่คาซาม่าและโดจิม่า โซเฮย์ยังมีชีวิตอยู่ และตอนนี้สมาพันธ์ก็ต้องการกำลังของไดโกะมาก ทำให้ไดโกะที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับหัวเราะออกมาและบอกว่าการที่คิริวพูดแบบนั้นมันโง่เง่าสิ้นดี เพราะคิริวเป็นคนทำลายทุกอย่างกับมือเองแท้ๆ

คิริวจึงคิดได้ว่ามัวแต่คุยกันก็คงไปไม่ถึงไหนซักที จึงเหวี่ยงหมัดกระแทกปากไดโกะเข้าไปหนึ่งหมัด จากนั้นการคุยกันด้วยหมัดก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งการต่อสู้ก็จบลงที่ชัยชนะของคิริวแบบที่ไม่ยากเย็นอะไรเลย

บอสบท 1 ภาพ 1.jpg (247 KB)

บอสบท 1 ภาพ 2.jpg (242 KB)
หมัดของคิริวกระทุ้งเข้ากลางอกไดโกะอย่างหนักหน่วง

หลังจากนั้น คิริวก็ได้ยื่นจดหมายของเทราดะให้ไดโกะได้เห็น ก่อนที่ทั้งคู่จะไปหาที่นั่งคุยกันในสวนสาธารณะใกล้ๆ หลังจากที่ไดโกะอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบแล้ว คิริวก็พูดขึ้นมาว่าตนต้องการความช่วยเหลือจากไดโกะสำหรับงานนี้ จึงอยากจะขอให้ไดโกะช่วยดูแลสมาพันธ์โทโจในตอนที่ตนไปโอซาก้าด้วย

บท 1 ภาพ 20.jpg (224 KB)
ในที่สุดไดโกะก็ยอมฟังสิ่งที่คิริวพูด

แต่ไดโกะกลับคิดว่าตนจะขอตามคิริวไปโอซาก้าด้วยดีกว่า เพราะมีใครบางคนในคันไซที่วางแผนให้ตนโจมตีจนต้องเสียเกียรติและโดนจำคุกไปก่อนหน้านี้ ตนจึงเห็นว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เอาคืนแล้ว


บทที่ 2 มังกรแห่งคันไซ


ในรถไฟชินคังเซ็นที่มุ่งหน้าจากโตเกียวไปยังโอซาก้านั้น คิริวเดินกลับมายังที่นั่งของตนพร้อมกับกาแฟกระป๋องที่ซื้อมาดื่มเองพร้อมกับฝากไดโกะ จากนั้นคิริวก็ถามเรื่องราวที่ทำให้ไดโกะต้องติดคุกไปถึง 5 ปี

บท 2 ภาพ 1.jpg (309 KB)
คิริวสอบถามเรื่องเมื่อ 5 ปีก่อนจากไดโกะ

ไดโกะบอกว่าคนที่ตนมีเรื่องด้วยก็คือลูกชายของหัวหน้าใหญ่แห่งสหพันธ์โอมิที่ชื่อ โกดะ ริวจิ ตนพุ่งเข้าไปเล่นงานริวจิในตอนนั้น แต่กว่าตนจะรู้ตัวว่าเป็นกับดักก็สายไปแล้ว ดูเหมือนว่าริวจิจะมีกลุ่มของตัวเองในชื่อของ “สมาพันธ์โกริว” โดยเมื่อ 5 ปีก่อนพวกสมาพันธ์โกริวมักแวะไปคามุโร่โจเสมอๆ โดยเป้าหมายของพวกมันคือการเล่นงานสมาชิกของสมาพันธ์โทโจไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ตอนนั้นพวกมันวางแผนที่จะยั่วยุโทโจให้ต้องเปิดฉากโจมตีคันไซ ซึ่งตนในตอนนั้นก็ยังบ้าเลือดอยู่จึงรีบพุ่งเข้าไปบุกคันไซเลยทันที ตนตั้งใจว่าพอไปถึงคันไซแล้วจะขอดวลตัวต่อตัวกับริวจิ แต่เมื่อไปถึงก็มีตำรวจมารออยู่แล้ว สุดท้ายตนเลยโดนรวบเพราะก่อความวุ่นวาย ไดโกะจึงเตือนให้คิริวระวังริวจิให้ดี แม้ว่าจะไปเจรจาเพื่อเป็นพันธมิตรกับโอมิก็ตาม

โอซาก้า‚ โซเท็นโบริ

เมื่อทั้งคู่มาถึงโซเท็นโบริแล้ว คิริวตัดสินใจจะขอเดินเล่นเตร็ดเตร่เสียหน่อย แต่ไดโกะขอตัวไปพักในโรงแรมเลย ไดโกะบอกว่าตนเกลียดโอซาก้าเพราะมีแต่ความทรงจำไม่ดีทีนี่

บท 2 ภาพ 2.jpg (284 KB)
ทั้งคู่มาถึงโซเท็นโบริอันมากด้วยผู้คนและแสงสีแล้ว

คิริวเดินทอดน่องไปตามถนนโซเท็นโบริก่อนจะโดนขวางเอาไว้โดยอันธพาลคนหนึ่ง อันธพาลรายนั้นบอกว่าไม่รู้หรอกนะว่าคิริวมาจากไหน แต่คนอย่างคิริวไม่ควรจะมาเดินไปมาทำตัวตามสบายในเมืองนี้ คิริวขี้เกียจจะวุ่นวายจึงจัดการฟาดปากอันธพาลคนนั้นซะหมอบ ก่อนจะเดินต่อไป

หากแต่ว่าในตอนนั้น ได้มีชายอีกคนหนึ่งในชุดสูทสีม่วงที่ชื่อคุโรกาว่าเข้ามาแนะนำตัวกับคิริว คุโรกาว่าบอกว่าคนส่วนใหญ่พอเห็นหน้าของตนแล้วก็มักจะวิ่งหนีกันทันทีเพราะคิดว่าตนคือยากูซ่า ถึงแม้ว่าตนจะเป็นนักธุรกิจที่ทำทุกอย่างถูกต้องก็ตามที ด้วยเหตุนี้ก็เลยลำบากเสมอ คุโรกาว่าบอกว่าเห็นคิริวเล่นงานอันธพาลเมื่อสักครู่ก็ประทับใจมากเพราะตนเองก็เคยมีปัญหากับอันธพาลคนนั้นเหมือนกัน และเพื่อเป็นการขอบคุณหากคิริวต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ขอให้มาหาตนได้ เพราะตนมีข้อมูลอะไรเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว

ที่สุดถนนโซเท็นโบริฝั่งตะวันตกคือที่ตั้งของคาบาเรต์คลับขนาดใหญ่ที่ชื่อ “แกรนด์” คิริวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านใน ซึ่งที่นั่นก็ยิ่งใหญ่สมชื่อด้วยความโอ่โถงพร้อมกับการแสดงโชว์แสนอลังการ หากแต่ว่าคิริวก็สังเกตเห็นลูกค้าที่กำลังโต้เถียงกับพนักงานอยู่ ด้วยสาเหตุที่ว่าชั้น 2 ซึ่งเป็นส่วนสำหรับลูกค้า VIP นั้นปิดให้บริการชั่วคราวเพราะตอนนี้มียากูซ่าใช้บริการอยู่นั่นเองแถมลูกค้ารายดังกล่าวที่ใช้บริการอยู่ก่อนหน้านี้ก็โดนไล่ลงมาอย่างไม่มีเหตุผลด้วย

คิริวออกมานอกร้านก่อนจะคุยกับคุโรกาว่าเพื่อหาทางให้ตนขึ้นไปบนชั้น 2 ให้ได้ คุโรกาว่าจึงจัดการคุยกับเจ้าของคลับให้เพื่ออนุญาตให้คิริวขึ้นไปยังด้านบนชั้น 2 ได้

บท 2 ภาพ 3.jpg (257 KB)
บรรยากาศด้านในของคลับแกรนด์

เมื่อคิริวกลับเข้าไปในคลับแกรนด์ก็พบว่าพนักงานรออยู่แล้วและยอมให้คิริวขึ้นไปด้านบนแต่โดยดี สาวโฮสเตสที่มาต้อนรับคิริวชื่อว่ายูโกะ เธอกล่าวทักทายคิริวก่อนจะพาไปนั่งที่โต๊ะ ซึ่งด้านบนนี้ยังมีอีกโต๊ะหนึ่งที่มีลูกค้านั่งอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นโวยวายขึ้นมาว่ามีสาวๆ มาให้บริการไม่พอจึงบอกพนักงานให้ไปตามผู้จัดการมาและเรียกสาวๆ มาเพิ่มโดยด่วน ผู้จัดการกล่าวขอโทษอย่างลนลาน ทำให้ยากูซ่าตวาดขึ้นมาว่า “หยุดเสียเวลาคำนับแล้วไปพาสาวๆ มาสิวะ!” แต่ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง ชายผู้หนึ่งที่อยู่ในสถานะพ่อใหญ่ของยากูซ่ากลุ่มนี้ก็ได้บอกว่าช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก ทำให้ผู้จัดการโล่งใจและขอตัวออกมาทันที

บท 2 ภาพ 4.jpg (179 KB)
โกดะ ริวจิ

เสียงโวยวายแบบนั้นทำให้คิริวอดหันไปมองไม่ได้ แต่ยูโกะเตือนว่าอย่าไปสบตาเพราะพวกนั้นเป็นยากูซ่า โดยในบรรดายากูซ่าทั้งหมดที่นั่งอยู่ คนหนึ่งที่ร่างใหญ่บุคลิกไม่เหมือนใครและเป็นพ่อใหญ่ของกลุ่ม คนๆ นั้นก็คือโกดะ ริวจิ นั่นเอง ในตอนนั้นหนึ่งในลูกสมุนของริวจิได้คุยโวโอ้อวดให้สาวๆ ที่มาให้บริการฟังว่าคนๆ นี้ที่พวกเธอดูแลอยู่ก็คือผู้ที่จะเป็นหัวหน้าของสหพันธ์โอมิในอนาคต ผู้มีฉายาว่ามังกรแห่งคันไซ โกดะ ริวจิ ไงล่ะ ทว่าในตอนที่ลูกสมุนคนนี้หลุดปากคำนี้ออกมา คนอื่นๆ กลับคิ้วขมวดอย่างเป็นกังวลและบรรยากาศก็เปลี่ยนไป ก่อนที่ริวจิจะบอกให้สาวๆ ลุกออกไปก่อน

ลูกน้องผู้นั้นสับสนงุนงงว่าตนพูดอะไรผิดไป ทำให้คนหนึ่งในนั้นตวาดว่าให้รีบขออภัยลูกพี่เดี๋ยวนี้เลย ลูกน้องหนุ่มรายนั้นจึงรีบลุกจากเก้าอี้พลางคุกเข่าคำนับกับพื้นอย่างลนลาน “ดูไม่ได้เลยว่ะ” ริวจิกล่าว “ลุกขึ้นมานั่งสิไอ้หนู!”

ริวจิหยิบขวดเหล้ามากระดกใส่ปากครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นขวดเทให้ลูกน้องของตน แน่นอนว่าลูกน้องรายนั้นก็รีบยกแก้วเข้าไปรับอย่างร้อนรน “ยามาดะ เอ็งอยู่กับข้ามานานแค่ไหนแล้ววะ?” ริวจิถาม ยามาดะละล่ำละลักตอบว่า “สะ...สองปีครับ” มือที่ถือแก้วของยามาดะสั่นเทาไปหมด เหล้าที่ริวจิเทนั้นล้นแก้วไปนานแล้วแต่ริวจิก็ยังไม่หยุดเท

บท 2 ภาพ 5.jpg (155 KB)
มือที่ถือแก้วเหล้านั้นสั่นระริก

เมื่อเหล้าหมดขวดริวจิก็จัดการฟาดขวดเข้าที่หัวของยามาดะเต็มแรงจนเลือดอาบ “โดนฟาดไปแบบนี้ เอ็งนึกออกรึยังว่าเอ็งเรียกข้าว่าอะไร?” ริวจิเค้นถาม “เอ็งเรียกข้าว่าอะไรวะ!?” ยามาดะได้แต่ตัวสั่นด้วยความกลัวตาย

บท 2 ภาพ 6.jpg (191 KB)
ยามาดะที่คิดว่าคงไม่รอดแน่แล้ว

แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ตอบขึ้นมาแทนยามาดะให้ทุกคนได้ยิน “มังกรแห่งคันไซ” เจ้าของเสียงก็คือคิริวนั่นเอง “ไอ้หนุ่มนั่นมันเรียกเอ็งว่ามังกรแห่งคันไซ” ริวจิที่ได้ยินเช่นนั้นพลันปล่อยมือจากยามาดะและหันมาหาคิริวแทน หากแต่ริวจิไม่ได้ผลีผลามลงมืออะไรไปแต่กลับลงไปนั่งกับโซฟาอย่างสงบเท่านั้น ทางด้านของยูโกะก็ตกใจมากเพราะไม่คิดว่าคิริวจะตัดสินใจท้าทายยากูซ่าแบบนั้น

บท 2 ภาพ 7.jpg (199 KB)
คิริวมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ยูโกะนั้นหวาดวิตกเต็มที่แล้ว

คิริวตัดสินใจลุกจากที่นั่งและจะเดินทางกลับพร้อมกล่าวว่าอยู่ที่นี่แล้วตนผ่อนคลายไม่ลงหรอก แต่แล้วลูกน้องของริวจิก็เดินเข้ามาขวางเอาไว้พลางบอกว่าคิริวนั้นปากดีไม่เบาเลย “ก็ไอ้หมอนั่นบอกว่าอยากได้ยินอีกรอบไม่ใช่เรอะ” คิริวย้อนกลับ “เอ็งนี่ชอบแอบฟังคนอื่นพูดนักรึไงวะ?” ลูกน้องของริวจิคนหนึ่งเอ่ยถาม “พวกเอ็งเล่นโวยวายกันแบบนั้นต่อให้ไม่อยากฟังก็ได้ยินอยู่ดีแหละวะ” เมื่อคิริวกล่าวจบ ลูกน้องของริวจิคนหนึ่งหยิบขวดเหล้าฟาดเข้าที่หลังหัวของคิริวทันที หากแต่คิริวกลับนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านพลันกระชากคอเสื้อคนฟาดเหวี่ยงลงจากชั้นสองไปกระแทกเปียโนตัวใหญ่ด้านล่างจนเสียงเพลงต้องหยุดลงและเกิดความโกลาหลทันที จากนั้นคิริวก็จัดการคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่จนหมด

บท 2 ภาพ 8.jpg (142 KB)
ลอยจากชั้นสองลงมากระแทกเปียโนอย่างจัง

ริวจิที่เห็นลูกน้องตัวเองโดนเล่นงานจนหมอบก็ปรบมือชมเชยและบอกกับคิริวว่าตนประทับใจในฝีมือมาก ริวจิกล่าวขอโทษแทนลูกน้องตัวเองที่เลือดร้อน คิริวไม่โต้ตอบอะไรพลางเตรียมเดินกลับ ทำให้ริวจิถามว่าจะรีบไปไหนกันล่ะ เพราะตนอยากทราบชื่อของคิริวเอาไว้ประดับหัวเสียหน่อยแต่คิริวปฏิเสธ กระนั้นริวจิก็ยังไม่ย่อท้อและขอถามชื่อซ้ำอีกก่อนจะแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการทั้งชื่อและกลุ่มที่สังกัดนั่นคือสมาพันธ์โกริว เมื่อได้ยินเช่นนี้คิริวจึงต้องนั่งลงคุยกับริวจิอย่างเสียไม่ได้

ริวจิถามชื่อคิริวอีกครั้ง พร้อมบอกว่าตนก็ยอมเปิดอกขนาดนี้แล้ว อย่างน้อยขอทราบชื่อหน่อยก็ยังดี ทำให้คิริวตัดสินใจบอกชื่อตนเองในที่สุด ริวจิที่ได้ยินชื่อก็เอ่ยออกมา “มังกรแห่งโดจิม่า...คิริว คาซึม่าคนนั้นล่ะสินะ?” คิริวไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกอะไรแต่ตอบกลับไปเพียงว่า “ไม่ใช่ ไม่เคยได้ยินชื่อคนๆ นั้นด้วยซ้ำ”

ริวจิจึงหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ ก็คงไม่ใช่จริงๆ นั่นล่ะ” คิริวจึงถามกลับไปด้วยความสงสัยว่าเพราะอะไรจึงคิดเช่นนั้น “ก็เพราะถ้าใช่ ตอนนี้ข้าก็คงไม่มานั่งดื่มเหล้ากับมันตรงนี้หรอก แต่ข้าคงจะยิงแสกหน้ามันเลย เอ็งรู้รึเปล่า ในโลกของนักเลงอย่างเราๆ น่ะ ไม่มีหรอกมังกรแห่งโดจิม่าหรือมังกรแห่งคันไซ คนที่จะได้ชื่อว่าเป็นมังกรน่ะ มีคนเดียวก็เกินพอ”

จากนั้นริวจิก็พูดว่าในไม่ช้าจะมีสงครามเกิดขึ้นในแถบคันโต พร้อมกับบอกให้คิริวรับชมดอกไม้ไฟที่จะมีขึ้นในคามุโร่โจให้ดี เพราะนี่ก็ใกล้จะได้เวลา 12:00 ตามกำหนดแล้ว ก่อนจะสำทับว่ายังไงซะ มังกรแห่งโดจิม่าจะต้องตายและตนจะเป็นมังกรที่แท้จริงเพียงคนเดียว

บท 2 ภาพ 9.jpg (177 KB)
ริวจิพูดถึงดอกไม้ไฟในคามุโร่โจ

“หึ แต่ดูเหมือนข้าจะพูดมากเกินไปแล้ว ขอตัวก็แล้วกัน” เมื่อริวจิกล่าวจบก็ลุกขึ้นและเตรียมตัวจากไป แต่ก่อนไปก็ได้บอกกับคิริวว่าพรุ่งนี้ก่อนจะออกไปไหน คิริวควรจะใส่โคโลญจน์ซะด้วย คิริวถามว่าเพราะอะไร ทำให้ริวจิตอบว่าเพราะตนได้กลิ่นเลือดจากตัวคิริวเตะจมูกเลยไงล่ะ จากนั้นคิริวก็ดูนาฬิกาข้อมือของตนเองและเห็นว่านี่ก็ใกล้เวลาที่ริวจิบอกแล้ว ถ้างั้นดอกไม้ไฟที่พูดถึงมันคืออะไรกันแน่?

ในตอนที่คิริวออกจากคลับแกรนด์ ก็พบว่าด้านนอกมีผู้คนเอะอะมะเทิ่งกันยกใหญ่ราวกับมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น คิริวเดินไปตามถนนโซเท็นโบริจนถึงฝั่งตะวันออกที่คนมุงดูจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ บนจอนั้นคือรายงานข่าวว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่มิลเลนเนียมทาวเวอร์ “นี่น่ะเหรอ ดอกไม้ไฟที่ว่า!?” คิริวรำพึงกับตัวเอง ข่าวรายงานว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าจุดที่เกิดการระเบิดจะเป็นสำนักงานของยากูซ่ากลุ่มหนึ่งนั่นเอง

บท 2 ภาพ 10.jpg (212 KB)
ระเบิดที่ทำให้ผู้คนต่างหวาดวิตก

โตเกียว‚ คามุโร่โจ

ท่ามกลางฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์กันอยู่ ก็มีนายตำรวจคาวาระด้วย “มันเริ่มแล้วสินะ” เขากล่าวกับตัวเอง

บท 2 ภาพ 11.jpg (290 KB)
คาวาระที่ยืนดูเหตุการณ์ราวกับทราบดีว่ามันต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

ที่สำนักงานตำรวจประจำคามุโร่โจนั้น นายตำรวจซุโด้ จุนอิจิกำลังคุยโทรศัพท์กับผู้บังคับบัญชาของตน “ครับ เป็นอย่างที่หัวหน้าคุราฮาชิคาดการณ์เลยครับ ไม่ครับ คนๆ นั้นอยู่ในคันไซแน่นอนในขณะนี้ ได้ครับ ใช่ครับ...ผมนึกคนอื่นที่จะมารับคดีนี้นอกจากดาเตะซังไม่ออกเหมือนกันครับ” ก่อนที่ซุโด้จะวางสายไป

บท 2 ภาพ 12.jpg (218 KB)
ซุโด้ จุนอิจิ


บทที่ 3 สาวมือปราบยากูซ่า

กำลังจัดทำ...

TOP