Reviews

Werewolf: The Apocalypse – Earthblood รีวิว

โดย G-jang

Werewolf: The Apocalypse – Earthblood รีวิว

ขอขอบคุณ Ripples Thailand สำหรับโค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้ครับ

พอกล่าวถึงมนุษย์หมาป่า เชื่อว่าหลายคนก็คงคุ้นเคยกันดีเพราะเป็นอสุรกายแห่งตำนานฝั่งยุโรปอันเป็นที่รู้จักแพร่หลาย จนไปปรากฏตัวในสื่อบันเทิงมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะนิยาย ภาพยนตร์ วิดีโอเกม หรือสื่อบันเทิงอื่น ๆ มากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือ Werewolf: The Apocalypse ซึ่งเป็นเกมกระดานที่ผู้เล่นจะได้รับบทบาทเป็นมนุษย์หมาป่าที่เรียกกันว่า Garou (ที่มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า Loup Garou ไม่ใช่กาโร่ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นแต่อย่างใด) และคอยต่อกรกับตัวตนเหนือธรรมชาติอื่น ๆ รวมถึงมนุษย์บางส่วนที่พยายามทำให้โลกเสื่อมสลาย และเกม Werewolf: The Apocalypse Earthblood นี้ก็อ้างอิงเรื่องราวมาจากเกมกระดานที่ว่านั่นเอง งั้นเมื่อเกมก็มีรากฐานมาจากเกมกระดานซึ่งมีการปู lore มาแล้วก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับนึงงั้นสิ…?


เนื้อเรื่อง

สำหรับเนื้อหาของเกมนี้ จะเกริ่นนำถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่สามขุม นั่นคือ Wyld ที่เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์และให้กำเนิดชีวิตและธรรมชาติ ส่วน Weaver ทำหน้าที่มอบรูปร่างรูปทรงให้แก่สิ่งที่ Wyld ให้กำเนิด และสุดท้ายคือ Wyrm ที่เปรียบเสมือนเป็นผู้จัดสมดุลแก่ทุกสิ่ง ที่จะทำลายบางสิ่งเพื่อให้ถือกำเนิดใหม่ หากแต่ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป Wyrm กลับทรงอำนาจมากขึ้นและมุ่งทำลายทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีเวลาให้ทุกอย่างถือกำเนิดใหม่ ด้วยเหตุนี้เองเผ่าพันธุ์ Garou ที่เปรียบเสมือนเป็นผู้พิทักษ์แห่ง Gaia จึงคอยต่อสู้กับ Wyrm และมนุษย์ที่มุ่งร้ายทำลายธรรมชาติเสมอมา

ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Cahal มนุษย์หมาป่าแห่งเผ่าพันธุ์ Fianna ที่คอยต่อกรกับ Endron บริษัทพลังงานที่ทำร้ายธรรมชาติและผืนดิน (ที่ก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรถึงตั้งชื่อให้คล้าย Enron บริษัทพลังงานในความเป็นจริงที่ล้มละลายไปเพราะวิกฤติการเงินจากการตกแต่งบัญชี) หากแต่ในการบุกโจมตี Endron ครั้งหนึ่งนั้นได้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นจนเขาเองคุ้มคลั่งระงับความโกรธไม่อยู่และพลั้งมือสังหารเผ่าเดียวกันไป ด้วยความรู้สึกผิดในครั้งนั้นเขาจึงเนรเทศตัวเองออกจากเผ่าไปถึง 5 ปีเต็ม แต่แล้วเมื่อภัยอันตรายมาเยือนเผ่าอีกครั้ง เขาจึงมุ่งหน้ากลับไปช่วยเหลือบ้านเกิดเมืองนอน

ในทีแรกผมก็คิดว่าเซ็ตติ้งของเกมมันดูน่าสนใจและน่าจะทำออกมาได้น่าจดจำไม่หยอก แต่มันก็น่าเสียดายที่ทีมงานออกจะมือไม่ถึงไปหน่อยเลยไม่สามารถสร้างเรื่องราวให้ออกมาได้ดีอย่างที่อยากจะทำ เริ่มต้นเรื่องมาคุณก็จะได้ทำความรู้จักกับตัวละครสำคัญแต่ละตัวอย่างเร่งรีบไม่มีการสละเวลามาปูพื้นเกริ่นนำอะไรใด ๆ แล้วเรื่องราวก็จะดำเนินต่อไปอย่างว่องไว ชนิดที่ว่าไม่ทันจะได้ผูกพันอะไรกับตัวละครเท่าไหร่ก็มีคนรีบตายรีบผูกปมให้ตัวละครกันแล้ว ปมในใจของบางตัวละครที่มีต่อ Cahal เกิดขึ้นแล้วก็เหมือนจะผูกต่อเนื่องให้มันมีอะไรมากกว่าเดิมได้ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็คลายกันง่าย ๆ ผ่านบทสนทนาสั้น ๆ ในระหว่างเล่น ไม่มีแม้แต่คัตซีนด้วยซ้ำ ไม่ได้เห็นพัฒนาการด้านอารมณ์ของตัวละครเลย ฉากนี้โกรธกันแบบไม่เผาผี พอเล่นไปอีกหน่อยอ้าวหายโกรธกันแล้ว แถมตัวละครหลักของเกมนี้ใช้กันไม่คุ้มเอาเสียเลย คุยกันไม่ทันไรพอฉากต่อไปอ้าวตายอีกคนแล้ว

เหมือนทีมงานตั้งใจจะ build อารมณ์เจ็บแค้นเคืองโกรธให้กับผู้เล่นเหมือนที่ Cahal รู้สึกแต่ทำยังไงก็ไม่อินตามเพราะแต่ละคนนี่บทบาทจืดจางเสียราวกับน้ำเปล่าครับ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงฉากจบที่แบบ หา? จบแล้วเหรอ อะไร ๆ ก็ยังค้างคาแต่เหมือนทีมงานไม่รู้จะไปต่อยังไงก็เลยจบซะดื้อ ๆ ครับ


เกมเพลย์

แรกสุดเลยที่ผมเห็นข้อมูลของเกมนี้ ทีมงานให้นิยามเกมเอาไว้ว่าเป็นแอ็กชันอาร์พีจี ที่พอผมเล่นตั้งแต่ต้นจนจบก็คิดว่าการที่เกมมีระบบอัปสกิล กับมี conversation wheel นี่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเรียกตัวเองเป็นอาร์พีจีได้แน่ ๆ ครับ ก็จริงอยู่ว่าในบางช่วงหากคุณเลือกตอบดี ๆ ใช้วาทศิลป์หน่อยก็จะเลี่ยงการต่อสู้แล้วเข้าไปยังจุดหวงห้ามได้ หรือถ้าขี้เกียจจะระเบิดความโกรธแล้วบู๊เลยก็ได้ แต่ถามว่าแล้วการเลือกแนวทางสันติกับไล่ล่าฆ่าแหลกมันจะส่งผลอะไรกับเกมในภาพรวมรึเปล่า คำตอบคือไม่มีครับ แม้กระทั่งฉากจบของเกมที่มีสองแบบก็มีจุดตัดอยู่ตอนสุดท้ายก่อนจบแค่จุดเดียวเหมือนให้คุณเลือกไปซ้ายหรือไปขวาแค่นั้นเองจริง ๆ ดังนั้นระหว่างเกมคุณจะฆ่าเยอะฆ่าน้อย ลอบเร้นแนบเนียนหรือโฉ่งฉ่างเป็นประทัดตรุษจีน ก็ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น สุดท้ายแล้วเกมนี้ก็คือแอ็กชันแอดเวนเจอร์ที่มีพื้นที่กว้างให้สำรวจนั่นนี่นิดหน่อย มีไซด์เควสต์ให้ทำเป็นช่วงเท่านั้นเอง

มาพูดถึงระบบการเล่นหลัก ๆ กันบ้าง ระบบการเล่นของเกมนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลักคือลอบเร้นกับบู๊กระจาย ที่ไม่ว่าจะส่วนไหนก็จืดจางเหมือนกันครับ

การลอบเร้นของเกมนี้เรียบง่ายมากไม่มีอะไรซับซ้อน และนั่นหมายถึงว่าคุณจะไม่สามารถคาดหวังระบบอะไรที่ซับซ้อนจากเกมลอบเร้นอื่น ๆ ได้เลย เมื่อคุณเข้าสู่พื้นที่ที่มีศัตรู Cahal จะทำการย่อตัวโดยอัตโนมัติและจะวิ่งได้ตามปกติก็ต่อเมื่อกำจัดศัตรูหมดในพื้นที่ดังกล่าวแล้วเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การแปลงเป็นหมาป่าจะคล่องตัวกว่าด้วยขนาดตัวที่เล็กและความว่องไวที่มากกว่าร่างคนและสามารถมุดช่องลมที่มีอยู่ทั่วฉาก แต่สิ่งที่ตลกก็คือเมื่อคุณจะลอบสังหารใคร Cahal จะแปลงกลับเป็นคนเพื่อรัดคอและจะไม่สามารถโจมตีอะไรยังไงได้เลยในร่างหมาป่า ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากที่คุณสังหารใครไปแล้วคุณจะไม่สามารถทำการกำจัดหลักฐานได้ คนที่ตายก็จะนอนตายค้างมันอยู่แบบนั้นและก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพอศัตรูตัวอื่นมาเจอมันก็จะเข้าภาวะระวังตัวเดินกันให้พล่าน และเมื่อถึงจุดนั้นการบู๊ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

สำหรับผู้เล่นสายที่ชอบทดลองอะไรสนุก ๆ กับบรรดาอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเกมลอบเร้น ขอแสดงความเสียใจด้วยเพราะทั้งเกม Cahal มีอุปกรณ์อย่างเดียวคือ Crossbow ไว้สำหรับลอบสังหารจากระยะไกลหรือยิงกล้องวงจรปิด (ถ้าอัปเกรด) แค่นั้น ต้องสารภาพว่าพอเล่นไปพักนึง สุดท้ายพอมีช่วงลอบเร้นทีไรผมก็มักกดแปลงเป็นมนุษย์หมาป่าเพื่อบู๊ให้มันจบ ๆ ไปเลยเกือบทุกครั้ง แล้วด้วยความที่เกมนี้แบ่ง “ห้อง” ในการปะทะศัตรูเอาไว้แบบชัดเจน ดังนั้นแม้ว่าคุณจะโดดเหยง ๆ ตรงประตูที่เปิดอยู่ แต่ไม่ได้ก้าวขาข้ามไปในห้องที่เซ็ตไว้ ยังไงมันก็ตาบอดมองไม่เห็นครับ

มาว่ากันด้วยระบบต่อสู้กันบ้าง ถ้าจะมีอะไรนิยามระบบต่อสู้ของเกมนี้ได้ดี ผมคิดว่าน่าจะเทียบเคียงได้กับเกมอย่าง Prototype หรือไม่ก็ Splatterhouse ในสมัย PS3/Xbox360 ครับ คือมุมกล้องจะถอยห่างออกมาไกลให้เห็นตัวเรากับศัตรูจำนวนมากที่รายล้อม การต่อสู้จะค่อนข้างโกลาหลพอควรด้วยจำนวนศัตรูและของประกอบฉากที่พังกระจุยกระจาย แต่ประเด็นคือระบบต่อสู้มันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย คุณโจมตีได้ด้วยปุ่มสี่เหลี่ยมแล้วปิดคอมโบด้วยสามเหลี่ยม พอเกจ Rage ขึ้นระดับนึงก็สามารถกด L2 ค้างเพื่อกดใช้สกิลได้ โดยที่ทั้งเกมคุณจะมีแค่ร่างมนุษย์หมาป่าอย่างเดียว ไม่มีการสู้ด้วยร่างอื่น ๆ นอกจากจะสลับ stance เพื่อปรับใช้ตามสถานการณ์อย่างท่าหมอบสี่ขาจะว่องไวกว่า ส่วนท่าร่างยืนสองขาก็จะเด่นเรื่องความถึกและรับแรงปะทะได้มากกว่า

ถึงอย่างนั้นรูปแบบการเล่นของทั้งสองท่าร่างก็ไม่ได้ต่างกันแบบมีนัยสำคัญ แถมปัญหาหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือการโจมตีของเกมนี้มันเบาและลอย ๆ ไม่รู้สึกถึงน้ำหนักเลยทั้งที่มนุษย์หมาป่าตัวบักเอ้กตะปบโครมเข้าให้นี่แหละครับ หลายครั้งที่ศัตรูตายแบบเหมือนอดนอนแล้ววูบมากกว่าโดนหวดเสียอีก


กราฟิก

สำหรับหัวข้อนี้ ก็คงต้องบอกว่ากราฟิกก็ไม่ใช่จุดแข็งของเกมนี้สักเท่าไหร่ โมเดลตัวละครอยู่ในระดับที่พอผ่าน แต่สีหน้าท่าทางตัวละครจะเหมือนกำลังเล่นเกมยุค PS2 ที่ท่าทางการเคลื่อนไหวจำกัดและสีหน้าก็แข็ง ๆ เหมือนสมัยที่การแสดงผลของเกมยังไม่ดีนัก ทุกอย่างจะดูดีขึ้นกว่าเดิมหน่อยในฉากคัตซีนที่เป็นแบบพรีเรนเดอร์มา แต่ดีขึ้นกว่าเดิมก็ยังไม่ถึงระดับมาตรฐานของเกมสมัยนี้ครับ

สีหน้าแข็งโป๊ก แถมยังมีหลุด UNLOCALIZED มาอีกต่างหาก


เพลงประกอบและเสียงพากย์

เพลงประกอบอยู่ในระดับที่เรียกว่าไม่มีอะไรให้จดจำเท่าไหร่ เหมือนมีไว้เพื่อให้เกมไม่เงียบ ส่วนเสียงพากย์ก็อยู่ในระดับที่พอโอเค แต่ในฉากที่ควรจะเศร้าก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวละครเศร้าตามบทที่ควรจะเป็น แม้แต่ตอนโกรธก็ยังรู้สึกเหมือนโกรธกันแบบโมโนโทนครับ


สรุป

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทีมพัฒนาอยากจะใส่อะไรต่อมิอะไรเข้ามาตามแบบเกมชื่อดังหลาย ๆ เกม ซึ่งมันก็คงจะเป็นอะไรที่น่าสนุกมากถ้าสามารถทำได้ ปัญหาคือศักยภาพของพวกเขายังไม่ถึงขั้น ผลงานที่ออกมาจึงขาดตกบกพร่องไปแทบจะทุกส่วน มีความไม่เนี้ยบให้เห็นอยู่เนือง ๆ กลายเป็นเกมที่ไม่สุดเลยสักทาง ถึงกระนั้นมองในแง่ดีก็คือเกมนี้วางจำหน่ายโดยไม่มีบั๊กร้ายแรงที่ทำให้เล่นต่อไม่ได้ครับ

The Review

55% เกมที่หวังเล่นใหญ่ แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

Werewolf: The Apocalypse - Earthblood คือความพยายามที่จะทำเกม RPG ทางเลือกตามฉบับเกมชื่อดังหลายเกม แต่ขาดองค์ประกอบ RPG ในเกือบทุกภาคส่วน จึงเป็นได้แค่เกมแอ็กชันที่เหมือนติดอยู่ในยุค PS2/PS3 เท่านั้น

55%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์