Games Reviews

HITMAN III – รีวิว [REVIEW]

โดย G-jang

HITMAN III – รีวิว [REVIEW]

หากเอ่ยชื่อเกม Hitman หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีว่ามันคือหนึ่งในซีรีส์เกมแนวลอบเร้นที่อยู่คู่วงการมายาวนาน ความดังของเกมก็พอตัวเพราะเคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดงมาแล้วถึง 2 ภาค (แต่คุณภาพก็ไม่ได้ดีอะไรนัก) แต่สำหรับในส่วนของเกมเองนั้น ระบบการเล่นก็ได้รับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย บ้างก็เพิ่มเติมเข้ามา บ้างก็ตัดทอนออกไป แต่จะกล่าวว่าไตรภาคปัจจุบันซึ่งเริ่มวางจำหน่ายในปี 2016 จนมาภาคปัจจุบันที่วางจำหน่ายในปี 2021 นี้ (ซึ่งนับจริง ๆ ถือเป็นภาค 8) คือการนำเอาเกมเพลย์คลาสสิกมาขัดเกลาเพิ่มเติมความทันสมัยเข้าไป แต่ยังคงได้รสชาติที่คุ้นเคยก็คงไม่ผิดนัก


เนื้อเรื่อง

สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามซีรีส์นี้กันมายาวนาน คงพอทราบกันดีว่า ตัวเอกของเรา Agent 47 นั้น เขาเป็นมือสังหารผู้ปฏิบัติงานคราวใดไม่เคยทิ้งร่องรอย ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นตัวจริงของเขา ซึ่งแท้จริงเขาเป็นหนึ่งในโครงการมนุษย์โคลนนิ่งที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมให้มีศักยภาพเหนือมนุษย์ทั่วไปและได้รับการฝึกฝนอย่างหนักแต่เล็กเพื่อกลายเป็นสุดยอดมือสังหาร จนกลายเป็นตำนานแห่งวงการ

สำหรับเนื้อหาใน Hitman III นี้ ต่อเนื่องจาก Hitman 2 (ฉบับปี 2018) แบบต่อเนื่องทันที โดยหลังจากที่เขาได้พบกับ Lucas Grey หนึ่งในเพื่อนสมัยเด็กที่เคยรับการฝึกฝนเป็นมือสังหารด้วยกัน ทั้งคู่รวมถึง Diana Burnwood ผู้เป็น handler คู่ใจของ Agent 47 จาก ICA (International Contract Agency) ต่างก็ได้รับรู้ความจริงว่าองค์กร Providence ซึ่งทรงอิทธิพลต่อสังคมโลก และสามารถชี้นำกระแสสังคมได้ทุกอย่างตามต้องการคือผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นตัวการที่ทำให้ทั้งสามคนต้องเผชิญกับอดีตอันแสนเจ็บปวด พวกเขาจึงตัดสินใจออกไล่ล่าสมาชิก Providence เพื่อล้างแค้น แต่ก็แน่ล่ะ ทุกอย่างก็ใช่ว่าจะง่ายดายอย่างที่คิด

ก่อนหน้านี้ผมเคยรีวิว Hitman 2 (2018) และพูดถึงเนื้อเรื่องเอาไว้ว่ามันบอกเล่าอย่างฉับไวรวดเร็ว ไม่มีเยิ่นเย้อ แน่นอนว่าสไตล์การดำเนินเรื่องของภาคนี้ก็ยังเป็นแบบเดียวกันครับ คุณจะกระโจนจากดูไบไปดาร์ทมูร์ และจบฉากปุ๊บก็จะไปเบอร์ลินต่อแบบไม่ยอมให้เสียเวลาเลย ถ้าในระหว่างเล่นคุณไม่ทันตั้งใจฟังสิ่งที่ตัวละครพูดก็จะมีอาการหลุดวงโคจรกันได้ง่าย ๆ ครับ ถึงกระนั้นเนื้อหาก็ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา ไม่เล่าอะไรซับซ้อนมากนัก ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากภาคก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัดก็คือคราวนี้ Agent 47 ออกจะมีความเป็นมนุษย์มากกว่าภาคก่อน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับ Diana นั่นเอง สิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือบทสนทนาของตัวละครในเกมนี้ ที่ค่อนข้างคุยกันแบบประหยัดถ้อยคำ ไม่เวิ่นเว้อ เข้าประเด็นกันรวดเร็ว เรียกได้ว่าคนนี้พูด 1 แต่คนฟังก็เข้าใจไปถึง 3 หรือ 4 กันเลย เรียกได้ว่าโชว์ความ “โปร” ของบรรดาตัวละครในเรื่องกันได้ดี


เกมเพลย์

ในแง่ของระบบการเล่นแล้ว คงต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่ได้มีอะไรแตกต่างจาก Hitman 2 มากนัก เพราะเอาจริง ๆ ตั้งแต่ Hitman ฉบับปี 2016 มาจนถึงภาค Hitman III นี้มันควรเรียกเป็นภาคเดียวกันเลยก็ว่าได้ ถึงขนาดที่ว่าหากซื้อภาคนี้มาเล่นก็สามารถซื้อ expansion เพื่อไปย้อนเล่นตั้งแต่ภาคแรกได้เลย เก็บให้ครบจบในเกมเดียวกันไป แต่เอาล่ะเรามาพูดถึงเกมเพลย์กันดีกว่า อย่างที่หลายคนคงรู้กันว่าการปลอมตัวคือเอกลักษณ์คู่ Hitman มาแต่ไหนแต่ไร ให้คุณได้เปลี่ยนชุดแล้วพรางตัวแนบเนียนไปเพื่อเข้าใกล้เป้าหมายและทำการสังหาร และระบบ Instinct ที่จะทำให้คุณมองเห็นและรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของ NPC ต่าง ๆ แม้จะโดนกำแพงขวางกั้นก็ยังคงอยู่เหมือนเคย รวมถึงบรรดาระบบช่วยเหลือต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้เล่นทราบว่าจุดไหนจะมีโอกาสให้เข้าหาเป้าหมายได้ก็ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นมากมายเลยทีเดียว

ถ้าคุณโหลดส่วนเสริมมา (ไม่ฟรีนะ) ก็เล่นได้ตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคล่าสุด

ในแต่ละฉาก คุณจะถูกหย่อนปุลงไปให้พบกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน โดยแต่ละฉากจะมีพื้นที่ให้คุณได้ทดลองหรือค้นหาแนวทางเข้าใกล้และสังหารเป้าหมายได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ความกว้างของแต่ละฉากก็กว้างใหญ่พอดูจนสามารถใส่อะไรน่าสนใจลงไปได้มากมาย ดังนั้นแม้จะเป็นเป้าหมายรายเดิมแต่คุณอาจค้นพบวิธีการสังหารได้เป็นสิบแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิธีดั้งเดิมอย่างการหยิบปืนพกเก็บเสียงแล้วลั่นไกใส่สมอง, ใช้สายลวดไฟเบอร์รัดคอ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าวิธีเหล่านั้นมันไร้ความคิดสร้างสรรค์เกินไป เกมก็ยังมีสถานการณ์มากมายให้คุณได้สังหารเป้าหมาย ไม่ว่าจะแนบเนียนระดับโปร หรือจะแอบขำขันในแบบดาร์ก ๆ สุดแท้แต่คุณจะเลือกสรร

สามารถดูได้ว่าฉากนั้น ๆ มีอะไรน่าสนใจให้ลองบ้าง

นอกเหนือจากกลวิธีอันมากมายในการเข้าถึงและสังหารเป้าหมายที่ทำให้คุณเล่นซ้ำฉากเดิมได้หลายครั้งโดยไม่เบื่อแล้ว ระบบ Level และ Mastery ของเกมก็จะทำให้คุณสามารถพลิกแพลงรูปแบบการเล่นได้มากขึ้น ยิ่งคุณทำตามเงื่อนไขของแต่ละฉากได้มากเท่าไหร่ หรือเล่นเคลียร์แต่ละฉากได้อย่างเนี้ยบเงียบกริบเพียงไร คุณก็จะได้รางวัลเป็นอาวุธใหม่ อุปกรณ์ใหม่ที่จะเลือกได้ว่าจะหยิบชิ้นไหนติดตัวไปด้วยตอนเริ่มฉาก หรือแม้แต่สามารถเลือกได้ว่าจะไปเริ่มฉากตรงจุดไหน

เริ่มฉากเดิมในจุดใหม่

เมื่อรวมกับบรรดาความลับต่าง ๆ ที่ซุกซ่อนในฉากแล้วจะทำให้คุณอยากหวนกลับมาเล่นในฉากเดิมหลายรอบเพื่อดูผลลัพธ์ต่าง ๆ ในแต่ละแบบแน่นอน เพราะคุณไม่มีทางที่จะรับรู้ทุกอย่างได้ครบในการเล่นเพียงรอบเดียว

Mastery แต่ละฉากก็จะให้รางวัลต่างกัน

ถึงแม้ว่าเกมจะเน้นให้เราเล่นลอบเร้นเป็นหลัก แต่สายบู๊จะเล่นแบบแรมโบ้สาดกระสุนก็เล่นไหวเพราะระบบ gunplay ของเกมก็ไม่ได้ขี้เหร่ครับ มีระบบสลับมุมมองซ้ายขวา มีการเข้าหลังที่กำบังแล้วโผล่ยิง มีระบบล็อกเป้าอัตโนมัติช่วยให้เล็งได้ง่ายขึ้นตามสไตล์เกมยิงบุคคลที่สามอื่น ๆ ถ้าคุณไม่สนใจแรงค์หลังจบฉากและอยากจะเล่นเอาสะใจก็เล่นได้ไม่มีปัญหาครับ คุณจะเล่นจบฉากโดยสังหารเพียงแค่เป้าหมายหรือจะทิ้งกองซากศพเป็นพะเนินไว้ดูต่างหน้าก็อยู่ที่คุณเลือกเลย

หรือหากคุณอยากลองสร้างภารกิจให้คนอื่นได้ลองท้าทายความสามารถ คุณก็สามารถเข้าโหมด Contract จากนั้นเลือกฉาก กำหนด NPC ที่จะเป็นเป้าหมายแล้วลองใช้จินตนาการสรรหากลเม็ดสังหารดูเองก็ยังได้ แล้วลองดูว่าจะมีคนที่สามารถเล่นแบบคุณได้กี่คน แน่นอน คุณจะไปท้าทายความสามารถตัวเองในภารกิจที่คนอื่นสร้างขึ้นก็ได้เช่นกัน

สร้าง Contract ในแบบของคุณเอง

ในแง่ของเกมเพลย์ถือได้ว่าสอบผ่านอย่างไร้ข้อกังขา ผู้ที่ชอบเล่นเกมแนวลอบเร้นจะเพลินไปกับเกมนี้อย่างลืมเวลาแน่นอน


กราฟิก

เมื่อพูดถึงแง่กราฟิกแล้ว ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นความแตกต่างหรือมีการก้าวกระโดดอะไรนักตั้งแต่ Hitman ฉบับปี 2016 เป็นต้นมา (ก็อย่างที่บอกไปตอนต้นว่ามันเหมือนเป็นเกมเดียวกันมาโดยตลอด)  โมเดลของ NPC ออกจะรายละเอียดน้อยพอสมควรและพวกต้นไม้ใบหญ้าก็ดูไม่เนี้ยบนัก แต่กรณ๊นี้ก็พอเข้าใจได้เพราะในฉาก ๆ นึงของเกมมี NPC อัดกันอยู่เยอะมาก ส่วนพวกโมชันการเคลื่อนไหวโดยมากออกจะแข็งเป็นหุ่นกันพอสมควร ยังไม่ได้เคลื่อนไหวแบบละเอียดถี่ถ้วนเก็บทุกการกระทำ

แต่ไม่ได้แปลว่ากราฟิกของเกมขี้ริ้วขี้เหร่อะไรนะครับ หลายฉากออกแบบและจัดวางองค์ประกอบของฉากมาสวยงามใช้ได้เลยทีเดียว และเมื่อพิจารณาจากสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีปฏิสัมพันธ์ได้ในฉากแล้วคิดว่าการทอนคุณภาพกราฟิกเพื่อไปเสริมในจุดอื่น ๆ อย่างเกมเพลย์แทนก็ดูจะเป็นการตัดสินใจที่ดีแล้ว


เพลงประกอบและเสียงพากย์

เพลงประกอบของเกมนี้เรียกได้ว่ามาตรฐานครับ ซาวด์ประกอบโดยเฉพาะฉากเมนูตอนเลือกภารกิจนั้นเน้นให้ความรู้สึกถึงโลกอันลึกลับที่แฝงไปด้วยอันตรายและแผนการต่าง ๆ นานาที่แอบแฝงอยู่ในเบื้องหลังของสังคม หรือแม้แต่ซาวด์ประกอบสั้น ๆ ตอนปฏิบัติภารกิจสำเร็จก็ชวนให้ฮึกเหิมได้มากพอดู ยิ่งหากคุณเล่นได้แนบเนียนไร้คนสงสัย ไร้คนพบศพของเป้าหมายและเดินจากที่เกิดเหตุมาแบบนิ่ง ๆ แล้วเพลงประกอบขึ้นนี่มันก็ชวนให้รู้สึกถึงความเท่จริง ๆ ครับ

ในส่วนของเสียงพากย์นั้น ก็คงกล่าวได้ว่าสอบผ่าน น้ำเสียงของ Agent 47 ยังคงมีเอกลักษณ์ในความนิ่งเรียบ ค่อนข้างไร้อารมณ์ความรู้สึกให้เหมือนเป็นมือสังหารสมบูรณ์แบบที่ทุกการตัดสินใจไม่มีผิดพลาด แต่ในภาคนี้คุณจะสัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์ที่กลับมาของเขา ส่วน Diana Burnwood เองก็ยังคงให้ความรู้สึกเป็นมืออาชีพที่อยู่ในวงการมายาวนานจึงเต็มไปด้วยความสุขุมและรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีสติ ตัวละครสำคัญทุกตัวในเกมจะให้ผู้เล่นรับรู้ได้ว่าแต่ละคนนั้นโปรกันมาก เยือกเย็น สงบนิ่งในทุกเหตุการณ์ ไม่มีอาการสติแตกให้เห็น


สรุป

Hitman III คือเกมลอบเร้นชั้นเยี่ยมที่ปิดฉากเรื่องราวของ Agent 47 จบลงได้อย่างสมบูรณ์ หากคุณชื่นชอบสไตล์เกมหลบซ่อนลอบสังหารเกมนี้จะตอบสนองความต้องการของคุณได้แน่นอน และก็แน่นอน แม้ว่าบทบาทของ Agent 47 จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผมก็ยังหวังจะได้เห็นมือสังหารชั้นยอดคนนี้โลดแล่นต่อไปในอนาคตครับ

The Review

95% ปิดฉากตำนาน มือสังหารรหัส 47

Hitman III คือเกมลอบเร้นชั้นเยี่ยมที่ปิดฉากเรื่องราวของ Agent 47 จบลงได้อย่างสมบูรณ์ หากคุณชื่นชอบสไตล์เกมหลบซ่อนลอบสังหารเกมนี้จะตอบสนองความต้องการของคุณได้แน่นอน

95%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์