Articles Games

รู้ไว้ไม่เสียหาย: ที่มาและแรงบันดาลใจในการออกแบบบอส RE Village [ARTICLE]

โดย G-jang

รู้ไว้ไม่เสียหาย: ที่มาและแรงบันดาลใจในการออกแบบบอส RE Village [ARTICLE]

ใน Resident Evil Village นั้น เหล่าตัวละครระดับเจ้าตระกูลรวมถึงมิแรนดาต่างก็มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นชัดเจน ซึ่งก็สอดคล้องกับที่อยู่ของแต่ละคนด้วยเช่นกัน บทความนี้จะบอกเล่ารายละเอียดที่มาและต้นแบบในการดีไซน์ของบรรดาบอสแต่ละคนในเกมครับ (ข้อมูลบางส่วนมาจากที่เปิดเผยในคอนเซปต์อาร์ต และอีกส่วนหนึ่งมาจากการค้นหารายละเอียดมาประกอบเพิ่มเติมครับ)


Alcina Dimitrescu

อัลซินา ดิมิเทรสกู (หรือที่ในเกมออกเสียงว่าโดมิทรีสค์) ผู้โด่งดังในหมู่เกมเมอร์ด้วยทรวดทรงองค์เอวที่แน่นไปทุกส่วน แต่สิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นก็เพราะส่วนสูงที่ผิดปกติไปมากนั่นเอง ซึ่งก็เป็นเพราะคาดู (Cadou ปรสิตผสมเชื้อราที่มิแรนดาจับฝังในร่างของแต่ละคนเพื่อหาคนที่จะมาเป็นร่างใหม่อันเหมาะสมให้แก่ลูกสาวตัวเอง คำนี้เป็นภาษาโรมาเนียแปลว่า “ของขวัญ”) ที่ทำให้ร่างกายของเธอกลายพันธุ์และได้รับความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็วเกินปกติ แต่ผลข้างเคียงก็ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติจนสูงเกินมนุษย์ทั่วไปด้วยนั่นเอง มิหนำซ้ำด้วยโรคเลือดทางกรรมพันธุ์ของเธอจึงทำให้เธอต้องดื่มเลือดและกินเนื้อมนุษย์เสมอ ๆ เพื่อควบคุมไม่ให้ความสามารถในการฟื้นฟูกลายพันธุ์จนไม่อาจควบคุมได้

คอนเซปต์อาร์ตในเกม อธิบายเอาไว้ว่าส่วนสูงผิดปกติของเธอนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากตำนานผีญี่ปุ่นนั่นคือ “ฮะจิชาคุซามะ” (八尺様) หรือสูงแปดฟุตที่เป็นตำนานเมือง (urban legend) ของญี่ปุ่นซึ่งว่ากันว่าฮะจิชาคุซามะนั้น เป็นวิญญาณร้ายที่มักปรากฏในรูปร่างสตรีแต่ส่วนสูงผิดมนุษย์มนา (แปดฟุต) ทว่าน้ำเสียงนั้นเข้มและทุ้มต่ำเยี่ยงบุรุษ มักพูดด้วยคำว่า “โปะ” ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ และเป็นหนึ่งในประเภทผีลักซ่อนที่มุ่งเป้าหมายเป็นเด็กในช่วงอายุ 9 ถึง 11 ปีเท่านั้น รูปร่างของฮะจิชาคุซามะที่รับรู้กันทั่วไปนอกจากความสูงแล้วก็คือการแต่งกายในชุดเดรสยาวสีขาวรวมถึงเส้นผมยาวดำขลับ ซึ่งก็สอดคล้องกับรูปลักษณ์ของดิมิเทรสกูในเกม

สำหรับร่างแปลงของเธอนั้นจะสังเกตได้ว่ามีรูปร่างละม้ายคล้ายมังกร นั่นก็เพราะคอนเซปต์อีกอย่างของเธอคือแวมไพร์ ผีดูดเลือดแห่งฝั่งตะวันตก และผีดูดเลือดที่โด่งดังที่สุดของโลกก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแดร็คคิวลาจากผลงานการประพันธุ์ของบราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) ชาวไอริชในปีค.ศ.1897 ที่เขาแต่งนิยายขึ้นมาโดยอ้างอิงประวัติบางส่วนมาจากบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของโรมาเนียนั่นคือ วลาด เทเปส ที่ 3 (Vlad Tepes III) หรือฉายาว่าวลาดจอมเสียบ (Vlad the Impaler) เจ้าครองแคว้นวาลาเคียที่ทำศึกกับจักรวรรดิออตโตมันที่หวังเผยแพร่อิทธิพลของอิสลามเข้าสู่ยุโรปตะวันออก ส่วนตัวเขาเองนั้นเป็นบุตรของวลาดที่ 2 ดรากุล (Vlad II Dracul) และยังเป็นสมาชิกของภาคีแห่งมังกร (Order of the Dragon) ด้วยเหตุนี้ เขาจึงขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความเหี้ยมโหดเพราะเขามักนำศพของข้าศึกออตโตมันมาเสียบไม้แล้วตั้งเอาไว้เพื่อข่มขวัญเสมอ นิยาย Dracula ของบราม สโตกเกอร์เองก็มีที่มาจากเกร็ดดังกล่าว (Dracula แปลว่าบุตรแห่งมังกร) ด้วยเหตุผลเช่นนี้เอง ดิมิเทรสกูที่มีภาพลักษณ์เป็นแวมไพร์ ร่างแปลงของเธอจึงมีรูปลักษณ์เสมือนเป็นมังกรไปโดยปริยาย


Donna Beneviento

ดอนนา เบเนเวียนโต หนึ่งในเจ้าตระกูลผู้อาศัยอยู่ในบ้านบนหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยสายหมอก ซึ่งประวัติของเธอนั้นระบุว่าตระกูลของเธอเป็นช่างทำตุ๊กตาและภายหลังจากที่พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตเธอก็เอาแต่เก็บตัวในบ้านไม่สุงสิงกับใคร ก่อนจะได้รับคาดูมาจากมิแรนดา แม้ว่าการกลายพันธุ์ของเธอจะไม่เห็นได้ชัดเท่าเจ้าตระกูลคนอื่น (มีเพียงใบหน้าซีกขวาที่พิกลพิการชัดเจน) แต่ผลกระทบหลังติดเชื้ออีกประการก็คือเธอมีอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงนั่นเอง เธอสามารถควบคุมตุ๊กตาจำนวนมากได้โดยอาศัยการแบ่งคาดูเข้าไปใส่ในตุ๊กตา ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยมิวตาไมซีตในตัวทำให้เธอสามารถปล่อยฟีโรโมนหลอนประสาทออกจากพืชพรรณได้ด้วยเช่นกัน และนั่นคือที่มาของสิ่งต่าง ๆ ที่อีธานได้พบเจอในบ้านเบเนเวียนโต

สำหรับดีไซน์ของเธอนั้น ตัวดอนนาเองจะแต่งกายในชุดไว้ทุกข์สีดำ ส่วนตุ๊กตาคู่ใจแองจี้จะใส่ชุดแต่งงานสีขาว ไม่เพียงเท่านั้นใบหน้าของแองจี้เองก็จะมีสัญลักษณ์ของขั้วตรงข้ามอยู่คู่กันเพราะใบหน้าซีกซ้ายจะเป็นดวงตะวันส่วนใบหน้าซีกขวาจะเป็นจันทรา เช่นเดียวกับตราประจำตระกูลของเธอ จะสังเกตได้ว่าธีมในการออกแบบตัวละครนี้รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะมีลักษณะของขั้วตรงข้ามที่อยู่คู่กันนั่นเอง แม้กระทั่งตุ๊กตามีอาในชั้นใต้ดินก็สื่อถึง “ความตาย” ส่วนเด็กทารกกลายพันธุ์ตัวบักเอ้กก็สื่อถึง “ชีวิต” (ถึงแม้มันจะดูไม่น่าอภิรมย์ก็เถอะ) และก็แน่นอนว่าแม้แต่ใบหน้าของดอนนาเองก็อยู่ในคอนเซปต์สองขั้วนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพวาดปรากฏการณ์โพลเตอร์ไกสท์จากนิตยสารฝรั่งเศส La Vie Mysterieuse ในปีค.ศ.1911

แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการออกแบบบรรยากาศบ้านเบเนเวียนโตก็คือปรากฏการณ์โพลเตอร์ไกสท์ (poltergeist) ที่เป็นคำภาษาเยอรมันแปลว่าวิญญาณที่เสียงดัง โดยโพลเตอร์ไกสท์มักใช้เรียกปรากฏการณ์ลึกลับที่เชื่อว่าเกิดจากฝีมือของวิญญาณร้าย ที่มักก่อความเดือดร้อนรำคาญในทางกายภาพเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เกิดเสียงดัง การเคลื่อนย้ายวัตถุหรือแม้แต่ทำลายวัตถุต่าง ๆ ซึ่งปรากฏการณ์โพลเตอร์ไกสท์นี้มีบันทึกเอาไว้ว่าเกิดขึ้นแพร่หลายในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เลยทีเดียว

คอนเซปต์สื่อบันเทิงสยองขวัญที่เกี่ยวกับตุ๊กตาและคนเชิดตุ๊กตานี้ เคยมีปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ปี ค.ศ.2007 เรื่อง Dead Silence (ชื่อไทย “อาถรรพ์ผีใบ้”) ซึ่งกำกับโดยเจมส์ วาน (James Wan) ว่าด้วยวิญญาณแค้นของนักเชิดตุ๊กตาที่จะสังหารเฉพาะคนที่กรีดร้องตกใจด้วยการดึงลิ้นให้ขาด


Salvatore Moreau

ซัลวาทอร์ มอโร นั้นพื้นเพเดิมเป็นแพทย์ประจำหมู่บ้านสังเกตจากป้ายในบริเวณพื้นที่ของเขาที่มีเขียนว่าคลินิกของมอโร ที่ซึ่งเขาเองก็ได้ใช้คาดูเพื่อทดลองกับชาวบ้านเช่นกัน แน่นอนว่าเขาเองก็ได้รับการฝังคาดูลงไปในร่างกาย แต่เมื่อเทียบกับเจ้าตระกูลคนอื่น ๆ แล้วร่างกายของเขากลับมีการกลายพันธุ์ที่อัปลักษณ์กว่าใครเพื่อน และนั่นส่งผลให้บุคลิกของเขากลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองไปโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้จึงได้นำเอากระดูกของชาวบ้านมามัดรอบศีรษะเสมือนเป็นมงกุฎเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง และเขาก็พยายามอย่างหนักเพื่อเป็นลูกคนโปรดของมิแรนดา คำอธิบายคอนเซปต์อาร์ตในเกมของเขาระบุว่าออกแบบมาโดยอ้างอิงจากโยวไคของญี่ปุ่นอย่างกัปปะด้วย

ซึ่งจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขานั้น นอกจากดีไซน์โดยอ้างอิงกัปปะแล้วจะเห็นได้ชัดว่าแรงบันดาลใจในการออกแบบส่วนหนึ่งมาจากคนค่อมแห่งนอทร์ดาม (The Hunchback of Notre Dame หรือชื่อดั้งเดิมคือ Notre-Dame de Paris) นวนิยายอิงประวัติศาสตร์โดยวิคเตอร์ ฮิวโก (Victor Hugo) ชาวฝรั่งเศสในปีค.ศ.1831 ซึ่งนวนิยายบอกเล่าเรื่องราวของควอซิโมโด (Quasimodo) คนสั่นกระดิ่งแห่งโบสถ์นอทร์ดามผู้มีร่างกายพิกลพิการที่ตกหลุมรักนักเต้นสาวผู้งดงามเอสเมรัลดา (Esmeralda) ที่ครั้งหนึ่งเธอแสดงความสงสารและเห็นใจควอซิโมโดโดยการมอบน้ำดื่มให้แก่เขา เขาจึงปวารณาตัวเองว่าจะคอยปกป้องเธอ หากแต่สุดท้ายเรื่องราวก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม ซึ่งความหมกมุ่นและต้องการความรักของมอโรต่อมิแรนดาก็มีธีมในลักษณะที่ใกล้เคียงกับความสัมพันธ์ของควอซิโมโดและเอสเมรัลดานั่นเอง

นวนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวละครนี้ก็คือเรื่องเกาะของดร.มอโร (The Island of Dr.Moreau) โดยเฮอร์เบิร์ท จอร์จ เวลส์ (H.G.Wells) ชาวอังกฤษในปีค.ศ.1896 ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของเอ็ดเวิร์ด เพรนดิค (Edward Prendick) ชาวอังกฤษผู้ประสบเหตุเรือแตกในแถบมหาสมุทร์แปซิฟิกฝั่งใต้ และได้รับการช่วยเหลือก่อนจะได้ไปใช้ชีวิตอยู่บนเกาะของดร.มอโร (Moreau) ผู้ทำการทดลองผ่าตัดผสมผสานสัตว์ข้ามสายพันธุ์ที่เรียกว่า Beast Folk ที่มอโรต้องการสร้างสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ให้มีพฤติกรรมในแบบมนุษย์โดยที่ตั้งต้นมาจากสัตว์นั่นเอง ดังนั้นรูปลักษณ์ของมอโรในเกมที่มีสภาพครึ่งคนครึ่งปลาก็มีแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายนี้ด้วยเช่นกัน (แค่ชื่อก็ชัดเจนแล้ว)

สำหรับร่างแปลงกลายพันธุ์ของมอโรที่เป็นปลายักษ์โดยมีครึ่งลำตัวท่อนบนเป็นมนุษย์นั้น ที่มาและแรงบันดาลใจก็ไม่พ้นเมอร์แมน (merman) หรือเงือกเพศชายครับ (ตราประจำตระกูลของมอโรคือนางเงือก) โดยคำบอกกล่าวและเล่าขานเกี่ยวกับเมอร์แมนในแถบยุโรปนั้นก็แตกต่างกันไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัยรวมถึงแต่ละพื้นที่ บ้างก็ไม่ได้เรียกว่าเมอร์แมน แต่ลักษณะร่วมก็คือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ท่อนล่างเป็นปลาส่วนท่อนบนคล้ายมนุษย์ แต่จะรูปร่างงดงามหรืออัปลักษณ์ก็สุดแท้แต่จะจินตนาการ อย่างเช่นในยุคเรอเนสซองส์นั้น คอนราด เกสเนอร์ (Konrad Gesner) แพทย์ชาวสวิสก็ได้เขียนในหนังสือ Historiae Animalium IV ในปีค.ศ.1558 ในบทว่าด้วย Triton โดยกล่าวถึงสิ่งมีชีวิตในทะเลชนิดหนึ่งที่เขาเรียกมันว่าปีศาจแห่งท้องทะเล (Sea-Satyr หรือ Sea-Devil) ซึ่งมีคำบรรยายว่า “ร่างกายท่อนล่างเป็นปลาและร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์ มีศีรษะและเขาเสมือนแพะหรือไม่ก็ปีศาจ และมีหน้าอกเยี่ยงสตรี”

ภาพประกอบของ Sea-devil ใน Historiae animalium ของ Gesner


Karl Heisenberg

คาร์ล ไฮเซนเบิร์ก หนึ่งในเจ้าตระกูลผู้ครอบครองโรงงานขนาดใหญ่ของหมู่บ้านและมุ่งมั่นสร้างกองทัพจักรกลขึ้นมาเพื่อโค่นล้มมิแรนดา เพราะเขารู้ตัวดีว่ามิแรนดาให้คาดูกับทุกคนเพียงเพื่อทำการทดลองหาภาชนะที่จะมาเป็นร่างกายให้กับลูกสาวที่มิแรนดาหวังจะชุบชีวิตกลับขึ้นมา ในเกมนั้นเขาชักชวนให้อีธานร่วมมือกับเขาเพื่อโค่นล้มมิแรนดาโดยหวังจะใช้พลังของโรสเป็นเครื่องมือ ซึ่งก็แน่นอนว่าอีธานปฏิเสธจึงนำไปสู่การปะทะกันในเวลาต่อมา ความสามารถของไฮเซนเบิร์กที่ได้รับจากคาดูคือการสร้างกระแสไฟฟ้าในร่างกายได้เสมือนปลาไหลไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาสามารถควบคุมโลหะต่าง ๆ ได้โดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกาย

ชื่อของไฮเซนเบิร์กนั้น มีที่มาจากนักฟิสิกส์และนักปรัชญาชาวเยอรมันนั่นคือเวอร์เนอร์ คาร์ล ไฮเซนเบิร์ก (Werner Karl Heisenberg หรือออกเสียงว่าแวร์เนอร์ คาร์ล ไฮเซินแบร์กตามสำเนียงเยอรมัน) ซึ่งเขามีบทบาทสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์มากมาย รวมถึงเฟร์โรแมกเนทิสซึม (Ferromagnetism) หรือก็คือสภาวะความเป็นแม่เหล็กของวัตถุที่เมื่อถูกเหนี่ยวนำจากสนามแม่เหล็กภายนอก จะมีสภาพแม่เหล็กและเมื่อนำสนามแม่เหล็กภายนอกออกไปจะยังคงมีสภาพความเป็นแม่เหล็กอยู่นั่นเอง ดีไซน์ร่างกลายพันธุ์ของไฮเซนเบิร์กในเกมก็ยิ่งเน้นย้ำตรงจุดนี้เพราะเขาได้ใช้พลังรวบรวมเศษซากโลหะต่าง ๆ มารวมเข้าด้วยกันจนร่างกายขยายใหญ่เป็นอสุรกายโลหะ แต่อีธานก็เอาชนะมาได้เพราะใช้รถติดอาวุธที่ทำจากวัสดุอย่างโพลิเมอร์และโลหะผสมที่ไฮเซนเบิร์กไม่อาจควบคุมได้

สำหรับดีไซน์ตัวละครนั้น ในเกมระบุเอาไว้ว่าคอนเซปต์เบื้องต้นของเขาก็คือแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ซึ่งก็คือชื่อนวนิยายของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ชาวอังกฤษในปีค.ศ.1818 เนื้อหาของนวนิยายว่าด้วยดร.วิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein) นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างสิ่งมีชีวิตรูปร่างใหญ่โตสูง 8 ฟุตขึ้นมาจากซากศพของมนุษย์ (Frankenstein’s Monster) และเมื่อสิ่งมีชีวิตดังกล่าวมีชีวิตขึ้นมาด้วยรูปร่างหน้าตาอันอัปลักษณ์ ดวงตาสีขาวมีน้ำตาคลอ ผิวหนังสีเหลืองอันไม่อาจปกปิดมัดกล้ามเนื้อและเส้นเลือดข้างใต้เอาไว้ได้ วิคเตอร์ที่ตกใจกับสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นก็ได้หลบหนีออกจากห้องทดลองของตน และเรื่องราวก็นำพาไปสู่โศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด ซึ่งธีมเรื่องดังกล่าวก็สอดคล้องกับการกระทำของไฮเซนเบิร์กในเกมที่จับเอาคนมาดัดแปลงเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งจักรกลตัวสูงใหญ่เพื่อหวังสร้างกองทัพของตนแล้วก่อกบฏต่อมิแรนดานั่นเอง

ที่สำคัญคือดีไซน์ของมอนสเตอร์ในเกมอย่างสเติร์มที่เป็นตัวประหลาดผสมใบพัดนั้น ก็ชัดเจนว่าออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง Frankenstein’s Army ในปีค.ศ.2013 ที่เพิ่งเป็นประเด็นว่า RE Village ลอกเลียนดีไซน์มาเมื่อไม่นานที่ผ่านมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ


Miranda

มิแรนดา ผู้บงการเรื่องราวทั้งหมดของเกม และเป็นตัวร้ายหลักของภาคนี้ เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังจะชุบชีวิตให้แก่ลูกสาวผู้ตายไปแล้วกว่าร้อยปี จึงได้มุ่งมั่นวิจัยเชื้อราเมกะไมซีตที่พบเจอโดยบังเอิญในใต้ดินและไปแย่งชิงตัวโรสแมรีลูกสาวของอีธานมาเพื่อจะใช้เป็นภาชนะที่สมบูรณ์แบบในการฟื้นคืนชีพให้แก่ลูกสาว ไม่เพียงเท่านั้น เอกสารในห้องวิจัยของเธอยังทำให้ทราบด้วยว่าตัวเธอเองเคยเป็นอาจารย์ของออสเวลล์ อี สเปนเซอร์ (Oswell E. Spencer) ผู้ก่อตั้งบริษัทเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ Umbrella Corporation อีกด้วย

ภาพ Cu Chulain in Battle โดย Joseph Christian Leyendecker จะเห็นได้ว่ามีมอริแกนที่เป็นอีกาตรงปลายหอก

คำอธิบายในคอนเซปต์อาร์ตก็คือ ”ราชินีอีกา” นั่นจึงเป็นที่มาของปีกนกสีดำขลับกลางแผ่นหลังของมิแรนดา ซึ่งราชินีอีกาหรือ Crow Queen นี้ มีที่มาจากตำนานไอริชว่าด้วยมอริแกน (The Morrigan) ที่มักถูกบรรยายว่าเป็นสตรีสามพี่น้องผู้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามและโชคชะตา มักจะปรากฏกายในรูปลักษณ์อีกาเพื่อทำนายความตายหรือชัยชนะในการศึกสงคราม โดยที่มอริแกนนี้จะช่วยให้นักรบเกิดความฮึกเหิมและสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ข้าศึก พร้อมทั้งช่วยล้างเลือดจากเสื้อผ้าของผู้ที่มีชะตาต้องตาย (จะสังเกตเห็นว่าบทบาทของมอริแกนนั้นคล้ายกับสามเทพีแห่งโชคชะตาของกรีกหรือนอร์นแห่งตำนานนอร์สในระดับหนึ่ง)

ภาพฝาผนังในชื่อนิมิตแห่งเซราฟของนักบุญฟรานซิสโดยฝีมือของจิออตโต

ดีไซน์อีกอย่างหนึ่งของมิแรนดาก็คือจำนวนปีกกลางหลังสามคู่ ซึ่งอ้างอิงมาจากรูปลักษณ์ของเซราฟหรือเซราฟิม (Seraph, Seraphim) ทูตสวรรค์ที่ปรากฏชื่อในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งชื่อของเซราฟิมนั้นแปลว่า “ผู้ลุกไหม้” ที่คอยห้อมล้อมพระเจ้าและเคารพบูชาพระเจ้าตลอดเวลา โดยรูปลักษณ์ของเซราฟิมที่เด่นชัดก็คือปีกทั้งหกนั่นเอง สองปีกมีไว้เพื่อปกปิดใบหน้าของตนเพื่อตระหนักถึงความต่ำต้อยของตนเบื้องหน้าพระเจ้า สองปีกมีไว้เพื่อปกปิดฝ่าเท้าของตนเพราะไม่ต้องการแสดงส่วนที่ไม่สะอาดเบื้องหน้าพระเจ้า และสองปีกมีไว้เพื่อโบยบิน

หากลองสังเกตกันในเกมจะเห็นว่ามิแรนดาเองก็มีท่าโจมตีโดยการรวบรวมเชื้อราเป็นก้อนขนาดใหญ่ที่ลุกไหม้ด้วยพลังงานแล้วปาใส่อีธานด้วยเช่นกัน ด้วยพฤติกรรมของมิแรนดาที่มีต่อชาวบ้านในฐานะผู้นำศาสนา/ลัทธิ รวมถึงรูปลักษณ์ที่แสดงปีกทั้งหก พร้อมกับรัศมีสีทองหลังหัวที่เปรียบเสมือนวงแหวนแห่งเทวทูต ก็จะเห็นได้ว่าอ้างอิงมาจากคอนเซปต์ของเซราฟิมแบบค่อนข้างชัดเจนด้วยประการนี้


ที่มาของข้อมูล
http://web.archive.org/web/19981207033207/members.aol.com/johnfranc/drac05.htm
https://www.livescience.com/38223-poltergeists.html
https://www.britannica.com/topic/The-Hunchback-of-Notre-Dame
https://en.wikipedia.org/wiki/Merman#cite_note-gesner-sea-satyr-16
https://www.biodiversitylibrary.org/item/210109#page/14/mode/1up
https://www.britannica.com/biography/Werner-Heisenberg
https://www.sacred-texts.com/neu/celt/aigw/aigw01.htm
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Island_of_Doctor_Moreau
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Morr%C3%ADgan
https://www.christianity.com/wiki/angels-and-demons/who-are-the-seraphim-in-the-bible.html
https://villains.fandom.com/wiki/Eight_Feet_Tall

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์