Games Reviews

IN SOUND MIND – รีวิว [REVIEW]

โดย G-jang

IN SOUND MIND – รีวิว [REVIEW]

*รีวิวนี้เล่นบน PS5
**ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Ripples Thailand มา ณ โอกาสนี้ครับ

สารภาพตามตรงว่าตอนได้ยินชื่อเกม In Sound Mind นี้ครั้งแรก ผมนึกไปก่อนเลยว่าตัวเกมน่าจะเป็นเกมดนตรีด้วยความที่ไม่เคยหาข้อมูลเกี่ยวกับเกมมาก่อน แต่พอได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นเกมสยองขวัญก็ทำเอาแอบประหลาดใจนิดนึง จนพอได้เล่นจนจบ (และเก็บแพลต) ถึงได้รู้ว่าตัวเกมใช้คำว่า Sound ในความหมายที่ว่าไม่หวั่นไหว ไม่มีตำหนิ ไม่บุบสลายนั่นเอง แล้วเนื้อเกมจะเป็นอย่างไรล่ะ? ผมจะมาเล่าให้ฟังกันครับ


เนื้อเรื่อง

ในเกมนี้ผู้เล่นจะรับบทเป็นเดสมอนด์ เวลส์ (Desmond Wales) จิตแพทย์ผู้ที่วันหนึ่งลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าตนเองอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารอพาร์ทเมนต์ที่ตนเช่าเปิดสำนักงานอยู่ ทว่าเขากลับรู้สึกได้ในทันทีว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติอย่างมาก ดังนั้นเพื่อที่จะหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงต้องดำดิ่งเข้าไปสู่จิตใจและปมปัญหาของคนไข้ที่มาปรึกษาปัญหากับเขาแล้วเอาชีวิตรอดให้ได้

สำหรับเนื้อหาของเกมนี้ไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อนมากนัก เพราะการเล่าเนื้อหาจะตรงไปตรงมา หากคุณขยันสำรวจเอกสารต่าง ๆ รวมถึงฟังเทปใน session ให้คำปรึกษาระหว่างคนไข้แต่ละคนกับเดสมอนด์ก็จะทำให้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ค่อนข้างง่าย (ปัญหาคือหากใครสำรวจไม่ละเอียดอาจจะขาดเนื้อหาบางส่วนไปเหมือนกัน)

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือด้วยความที่เกมนี้เล่นประเด็นเรื่องจิตใต้สำนึกของคนรวมถึงปมในใจ จึงมีการกล่าวถึงทฤษฎีจิตไร้สำนึกของคาร์ล ยุง (Carl Jung) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาชาวสวิสว่าด้วยองค์ประกอบในใจมนุษย์ซึ่งก็คือเงา (Shadow) ในจิตใจของบุคคลนั่นเอง (ซึ่งก็เป็นทฤษฎีที่เกม JRPG สุดดังอย่าง Persona นำไปใช้เป็นหลักใหญ่ใจความของเกม) เกมนี้จะนำเสนอในแง่ที่ว่ามันมี “อะไรบางอย่าง” ที่กระตุ้นให้เงามืดในใจของบุคคลแต่ละคนก่อร่างขึ้นมาให้คน ๆ นั้นได้เห็นได้รู้สึก ด้วยเหตุนี้บรรดารูปลักษณ์ของคนไข้แต่ละคนจึงสะท้อนออกมาให้เห็นปมในใจที่ต่างกัน ซึ่งในแง่นี้ถือว่าทำออกมาได้ดีไม่เลวครับ เพราะคนไข้แต่ละคนก็จะมีธีมในโลกของตัวเองที่ต่างกันไปเลยจึงทำให้การดำดิ่งสู่จิตใจของคนไข้แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ไม่ซ้ำกัน

ที่สำคัญคือเรื่องราวของคนไข้แต่ละคนอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันแต่ว่าที่จริงจะมีจุดเชื่อมบางอย่างที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวใหญ่ ๆ เบื้องหลังอีกที ซึ่งหากคุณทำความเข้าใจเนื้อหาก็จะสนุกไปกับมันได้อยู่


เกมเพลย์

ตัวเกมของ In Sound Mind จะเป็น FPS หรือก็คือมุมมองบุคคลที่หนึ่งนั่นเอง แต่ว่ารูปแบบการเล่นจะไม่ใช่สไตล์มักง่ายที่หลายสตูดิโอมักทำกันออกมาให้เป็น Walking Simulator ประเภทว่าเน้นเดินไปเพื่อให้เจอเหตุการณ์ครับ เพราะเกมมีองค์ประกอบของการสำรวจ การหาทางลับ การต่อสู้ รวมถึงการเก็บไอเทมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของร่างกายนั่นคือพลังชีวิต ความเร็วในการวิ่ง ความอึดในการวิ่ง หรือการหลบซ่อนตัว ซึ่งเจ้าบรรดาไอเทมดังกล่าวเหล่านี้ก็ซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ แบบที่ค่อนข้างฉลาดในการซ่อนจากสายตาคนเล่นเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

อพาร์ตเมนต์ในเกมจะทำหน้าที่คล้าย ๆ เป็น hub area ของเกมครับ ซึ่งในช่วงแรก ๆ เราจะยังออกสำรวจอะไรไม่ได้มาก จนกว่าเราจะได้อาวุธหรืออุปกรณ์ใหม่ ๆ มาก่อนก็จะทำให้เราออกสำรวจสถานที่ได้มากขึ้น ซึ่งเกมนี้ให้รางวัลกับการเดินนอกลู่นอกทางของผู้เล่นเยอะอยู่ เพราะสุดปลายทางมักจะมีของเพิ่มค่าพลังให้เสมอ ทีนี้การที่เราจะไปสำรวจจิตใจของคนไข้แต่ละคนนั้นจะมี flow การเล่นคล้ายกันคือ คุณจะต้องหา “ห้อง” ที่เป็นตัวแทนของบ้านคนไข้นั้น ๆ ที่เมื่อคุณเข้าไปแล้วคุณจะได้เก็บ “เทป” ที่อัดเสียงการพูดคุยในตอนที่คน ๆ นั้นมารักษากับคุณ เมื่อคุณนำเอาเทปม้วนนั้นกลับมาที่ออฟฟิศแล้วกดเล่นก็จะเป็นการเข้าสู่โลกในใจของคนไข้คนดังกล่าว ซึ่งในแต่ละเทปนั้นคุณจะได้ใช้เวลาในการเล่นพอสมควรจนเมื่อเคลียร์แล้วคุณก็จะกลับมาสู่อพาร์ตเมนต์อีกที แล้วคุณก็จะได้ใช้อาวุธหรืออุปกรณ์ที่เก็บมาได้เปิดทางหรือสำรวจอพาร์ตเมนต์เพื่อหาห้องของคนไข้รายต่อไป และจะเป็นแบบนี้ไปจนจบเกม

ในส่วนของโลกของคนไข้แต่ละคนในเทปนั้น ก็อย่างที่ผมกล่าวไว้ในตอนต้นว่ามีเอกลักษณ์ในตัวเองที่ไม่ซ้ำกัน และทุกเทปจะมีกิมมิคมีลูกเล่นประจำเทปครับ ยกตัวอย่างเช่น เทปแรกเลยเราจะได้สำรวจซูเปอร์มาร์ทในสภาพรกร้าง โดยที่คนไข้ของเดสมอนด์จะล่องลอยไปมาราวภูตผีที่คุณจะไม่สามารถสู้ได้ด้วยวิธีปกติ แม้จะเอาปืนยิงก็ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ว่าคุณจะมีอาวุธเป็นเศษกระจกที่หากคุณส่องให้เธอเห็นหน้าตัวเอง เธอก็จะกรีดร้องอย่างหวาดกลัวแล้วล่าถอยไป และเมื่อคุณเข้าสู่เทปของคนไข้คนที่สอง คุณก็จะได้พบเขาในสภาพที่เป็นเงาดำคล้ายน้ำมันเคลื่อนตัวไปมาบนพื้น แต่เมื่อใดที่เจอแสงไฟเขาก็จะหวาดกลัวแล้วล่าถอยไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอะไรที่ทำให้ตัวเกมค่อนข้างสดใหม่ในระหว่างที่เล่นตั้งแต่ต้นจนจบครับ

ถามว่าแล้วตัวเกมมีต่อสู้บ้างไหม ก็มีพอสมควรครับ ตลอดเกมนอกจากคนไข้เจ้าของเทปแต่ละเทปแล้ว คุณจะได้เจอกับศัตรูที่มีลักษณะคล้ายเป็นกลุ่มควันหลากสีสันที่เกาะตัวกันเป็นรูปร่าง ซึ่งเจ้าพวกนี้นี่แหละที่จะทำให้อาวุธปืนของคุณได้ใช้งาน อย่างไรก็ตามรูปแบบศัตรูในเกมจะมีไม่มากนัก เพราะเข้าใจว่าทีมสร้างอยากเน้นบรรยากาศสยองขวัญในเชิงจิตวิทยามากกว่าการยิงต่อสู้ (ถึงแม้ว่าช่วงท้ายเกมก่อนจบนี่จะระเบิดกระสุนกันตูมตามเลยก็ตามที)

จุดที่ต้องขอชมเลยจริง ๆ ก็คือบรรดาปริศนาในเกมครับ ผมชอบการออกแบบปริศนาในเกมนี้นะ เพราะมีทั้งแบบที่ต้องอ่านคำใบ้ในเกม มีทั้งที่ต้องอาศัยการสังเกตจากสภาพแวดล้อม แม้แต่จุดที่เป็นการหยิบเอาของมาใส่เพื่อผ่านก็ยังมีช่วงที่ต้องหยุดคิดอยู่เนือง ๆ ว่าจะต้องไปเอาจากไหนมาใส่หรือควรจะเรียงลำดับก่อนหลังยังไง ไม่มีจุดที่เฉลยกันโต้ง ๆ เลย ยังไง ๆ คนเล่นก็ต้องหยุดคิดก่อน และในหลายจุดโดยเฉพาะหากคุณต้องการเก็บไอเทมพิเศษคุณต้องใช้วิธีหลอกล่อให้บรรดาบอส (คนไข้) ประจำเทปนั้นช่วยทำลายสิ่งกีดขวางในบางจุดด้วยซ้ำไป

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบก็คือบรรยากาศในเกมที่ในหลายจุดทำออกมาได้กดดันดีไม่น้อยครับ ด้วยความที่เกมมันค่อนข้างมืดและเล่นเรื่องการเข้าสู่จิตใจของคน มันเลยเป็นเซ็ตติ้งที่เดาไม่ได้ว่าจะเจออะไรหรือมันจะมีอะไรโผล่ออกมาตอนไหน ว่ากันตรง ๆ เลยผมคิดว่าเกมนี้ไม่ค่อยมีจัมป์สแกร์ตุ้งแช่เยอะ ไม่มีการเน้นเสียงเอฟเฟคต์ให้ตกใจช่วงที่ไม่ตั้งตัว แต่มักจะมาในแบบจัมป์สแกร์เงียบ ๆ แทนครับ ไอ้มุกประเภทพอหันหลังกลับมาแล้วมีอะไรโผล่ตรงหน้าแต่ไม่มีเสียงนี่บางทีก็แอบทำให้ตกใจได้มากกว่าเสียอีก

แต่เอาล่ะ ผมพูดข้อดีมาเยอะแล้ว คราวนี้เรามาพูดถึงข้อเสียกันบ้าง อย่างแรกเลยที่ชัดเจนและเป็นปัญหาตอนเล่นพอสมควรคือเรื่องเฟรมเรตครับ คือตอนเล่นในเทปแรกนี่เกมก็ลื่น ๆ เล่นสะดวกนะ แต่พอเทปสองเป็นต้นมานี่ไม่รู้ว่าเพราะพื้นที่ฉากมันใหญ่ขึ้นหรือยังไงแต่เฟรมเรตตกค่อนข้างหนักอยู่ ทั้งที่พวกวัตถุในฉากก็ไม่ได้เยอะและระหว่างเล่นก็ไม่ได้มีเอฟเฟคต์อะไรมากมาย เข้าใจว่าอาจเป็นปัญหาเรื่องการ optimization มาไม่ค่อยดีเท่าไหร่

อย่างที่สองเลยก็คือระบบสู้หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการเล็งในเกมนี่ล่ะครับ โอเค เข้าใจว่าเดสมอนด์เป็นจิตแพทย์จะให้มีทักษะการใช้ปืนราวกับเป็นอดีตนาวิกโยธินเก่าก็ใช่ที่ แต่ถึงอย่างนั้นในแง่การเล่นผมก็รู้สึกว่าเป้าเล็งมันไม่ค่อยจะแม่นอย่างที่ควรจะเป็นเท่าไหร่รวมถึง hitbox ที่ไม่ค่อยสม่ำเสมอเพราะมีหลายจังหวะที่กะว่ายิงโดนแต่ดันไม่โดนก็มี หลายครั้งที่เจอกับกลุ่มศัตรูทีไรจึงทำให้เปลืองกระสุนเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ค่อนข้างบ่อย และจุดที่ลำบากมากก็คือเราไม่สามารถถือปืนพร้อมถือไฟฉายได้ บางจุดที่มืดมากจนมองแทบไม่เห็นก็จำเป็นต้องใช้ไฟฉายส่อง ทว่าอีกใจนึงก็อยากถือปืนลูกซองมาเตรียมไว้ในมือให้อุ่นใจแต่ดันถือพร้อมกันไม่ได้ มันเลยจะออกมาเก้ ๆ กัง ๆ ในหลายครั้งที่ต้องสลับอุปกรณ์ไปมา

อย่างที่สามก็คือการแก้ปริศนาหรือการเปิดทางโดยอาศัยบรรดาบอสนี่ล่ะครับ อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ว่าเกมนี้มีกิมมิคในการที่หลอกล่อให้ตัวบอสประจำเทปทำลายสิ่งกีดขวางหรือวัตถุประกอบฉากเพื่อเปิดทาง ปัญหาก็คือหากคุณเอาชนะบอสประจำเทปได้แล้ว คุณยังสามารถเดินย้อนฉากได้ทั้งฉากโดยที่จะไม่มีศัตรูหรืออะไรมากวนใจ หากแต่คุณจะไม่มีบอสมาคอยไล่ล่าระหว่างฉากอีกต่อไป ทำให้ไม่สามารถเปิดทางหรือทำลายสิ่งกีดขวางได้ หากเป็นเช่นนั้นคุณมีทางเดียวคือออกจากเทปแล้วกลับเข้ามาใหม่ซึ่งก็จะทำให้คุณต้องไล่เล่นเหตุการณ์ในเทปใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นครับ ถือเป็นอะไรที่ไม่สะดวกอย่างแรง ถ้าใครลืมเก็บของหรือลืมเปิดทางในช่วงท้าย ๆ ของเทปก็แทบจะต้องวิ่งใหม่หมดเลย

อย่างสุดท้ายที่คิดว่าน่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้หลายคนอึดอัดใจระหว่างเล่นพอควร นั่นคือเกมนี้ไม่มีแผนที่ให้เรียกกดดูได้ระหว่างเล่นครับ ต้องบอกก่อนว่าพื้นที่ในแต่ละเทปนั้นค่อนข้างกว้างและมีอะไรให้สำรวจมากมายแต่เกมดันไม่ใส่ระบบสำคัญอย่างการกดดูแผนที่มาให้เลย ดังนั้นคุณต้องอาศัยจำทางเอาเอง ส่วนแผนที่นั้นจะเป็นแผ่นป้ายที่แปะตามผนังหรือวางไว้ตามที่ต่าง ๆ ในเกมให้คุณยืนดู (ลองคิดเหมือนตอนเราดูแผนที่ร้านค้าในห้างแบบนั้นน่ะครับ) แล้วคุณก็ต้องมองซ้ายมองขวามองหน้ามองหลังเอาเองว่าจากจุดที่ยืนอยู่นี่ ถ้าคุณจะไปยังตำแหน่งที่ต้องการแล้วคุณต้องเดินไปทางไหนยังไงเอง (แล้วพวกสถานที่ลับที่ซ่อนไอเทมก็ดันเยอะซะด้วยนะ) ไม่มีอะไรที่จะมาร์คตำแหน่งให้คุณในเกมเลย

โดยรวมในแง่ของเกมเพลย์นั้นผมคิดว่าเล่นได้สนุกกว่าที่คิด แต่ตกหล่นระบบอำนวยความสะดวก QoL หลายอย่างเลยทำให้คนเล่นลำบากโดยไม่จำเป็นครับ


กราฟิกและการนำเสนอ

ในแง่ของกราฟิกนั้นค่อนข้างธรรมดา ไม่ดีแต่ก็ไม่เลวร้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพิจารณาว่าเกมนี้เป็นเกมอินดี้จากทีมงานราวสิบกว่าถึงยี่สิบกว่าชีวิตเท่านั้น ดังนั้นจะไปหวังให้เลิศหรูอลังการอย่าง RE Village ก็คงจะไม่ใช่ ถึงกระนั้นผมก็คิดว่าทีมงานชดเชยคุณภาพกราฟิกด้วยการวางองค์ประกอบฉากและพรีเซ็นเทชั่นแทน ยิ่งฉากไหนที่ค่อนข้างมืดนี่ชวนกดดันดีไม่หยอกครับ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แต่ก่อนจะรู้ตรงนั้นคนเล่นก็นั่งกดดันตัวเองล่วงหน้าไปต่าง ๆ นานาแล้ว ยิ่งบางฉากนี่หากใครเป็นโรคกลัวที่แคบอาจจะยิ่งเครียดกว่าคนอื่น ๆ เป็นเท่าตัวเลย


ซาวด์ประกอบและเสียงพากย์

เสียงพากย์ของเกมนี้คงต้องยอมรับว่าฟังดูแล้วดีกว่าที่คิดไว้ครับ ในทีแรกสุดผมแอบดูแคลนนิดหน่อยด้วยความที่ตัวเกมเป็นเกมอินดี้จึงอาจไม่เน้นส่วนนี้มากนัก แต่เอาเข้าจริงเสียงพากย์ในเกมกลับดีกว่าที่คิดไว้ โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่คอยตามหลอกหลอนเดสมอนด์ทั้งเกมอย่างเอเยนต์ เรนโบว์ (Agent Rainbow) ที่น้ำเสียงกวนส้นและเย้ยหยันใช้ได้ ได้ยินเสียงทีไรก็อยากเอาลูกซองยิงอัดทุกที

ซาวด์ประกอบของเกมก็โอเคไม่หยอกครับ ผมชอบบรรยากาศในเกมที่มักจะชอบมีเสียงก๊องแก๊งเหมือนของหรืออะไรบางอย่างตกพื้นหรือตกกระทบวัตถุให้ได้ยินเนือง ๆ โดยที่เราหาต้นตอเสียงไม่เจอถือเป็นวิธีที่ไม่เลวในการปั่นหัวคนเล่นครับ


สรุป

In Sound Mind ถือเป็นเกมสยองขวัญอินดี้น้ำดีเกมหนึ่งที่มีพัสเซิลชาญฉลาด บรรยากาศกดดันชวนขนลุก และลูกเล่นที่ชวนติดตาม แม้ว่าจะยังมีจุดขาดตกบกพร่องอยู่พอควร แต่คิดว่าถ้าเกมนี้ได้ไปต่อก็น่าจะแก้ไขจุดบกพร่องดังกล่าวให้กลายเป็นเกมที่ดีกว่าเดิมได้แน่นอนครับ

The Review

70% เผชิญความกลัวภายใน ด้วยใจที่ไม่สั่นคลอน

In Sound Mind คือเกมสยองขวัญที่มีการนำเสนอดีและพัสเซิลที่สนุก แม้จะยังขาดตกบกพร่องในบางจุดแต่ก็มีดีพอที่เราขอแนะนำให้ลองหามาเล่นกัน

70%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์