Reviews

EDGE OF ETERNITY [PS4] รีวิว – REVIEW

โดย ปอลนาโช่

EDGE OF ETERNITY [PS4] รีวิว – REVIEW

*รีวิวนี้เล่นบน PS4 และ PS5
**ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก บริษัท SCRYsoft มา ณ โอกาสนี้

ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว นาย Guillaume Veer และเพื่อนอีกสามคน (JEREMY ZELER-MAURY, JULIEN GALIBERT และ CEDRIC MENENDEZ) รวมเป็นทีม 4 สหายที่อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส ตัดสินใจจับมือกันพัฒนาเกม JRPG ในฝันของพวกเขาขึ้นมาเอง โดยแต่เดิม ทุกคนเป็นทีมงานที่ทุ่มเทพลังใจและกายให้กับการทำม็อดเกม Fallout New Vegas มานานกว่า 4 ปี จนเริ่มมั่นใจในฝีมือ จึงหันมาตั้งสตูดิโอที่มีนามว่า Midgar Studio ….ก็นั่นแหละครับ พวกเขาเอาชื่อมาจากเมืองในไฟนอล 7 มาตั้งเป็นชื่อทีมแล้วลงมือพัฒนาผลงานชิ้นแรกในชื่อ Edge of Eternity

ต่อมา เกมเวอร์ชั่นโปรโตไทป์ได้รับความสนใจจากแฟนคลับ เป็นที่มาให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการระดมทุนเพื่อพัฒนาต่อยอดให้เป็นเกมที่ใหญ่ขึ้นและพร้อมจัดจำหน่ายในระดับสากล ซึ่งตัวเกมขายบนพีซีไปแล้วเมื่อกลางปี 2021 ที่ผ่านมา จากนั้นจึงทยอยพอร์ตมาลงคอนโซล และก็มาถึงเวอร์ชั่น PS4 ที่ผมได้มารีวิวในท้ายที่สุดนี้ (ปัจจุบันทีมงานมิดการ์ ขยายเพิ่มเป็น 13 คนเรียบร้อย)

โดยส่วนตัว ผมเป็นแฟนตัวยงเกม JRPG และเกมสไตล์เทิร์นเบส ผลัดตาเดินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (ตอนแรกว่าจะกดเกมนี้จากสตีมมาเล่นเองด้วยซ้ำ!) จึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับโอกาสให้มารีวิวเกมนี้ ซึ่งพอได้ขุดคุ้ยประวัติการพัฒนาก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมในความพยายามของทีมหนุ่มวี้บแดนน้ำหอม เพราะพวกเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าคลั่งไคล้เกมสวมบทแดนปลาดิบขั้นสุด ถึงขนาดประกาศไว้ก่อนเลยว่า เกม Edge of Eternity นั้น ได้แรงบันดาลใจในการสร้างโลกเกมมาจากซีรีส์ Xenoblade, ระบบต่อสู้เอามาจาก Grandia และไฟนอลแฟนตาซี, การออกแบบตัวละครในสไตล์เกมค่าย Atlus และลักษณะเควสต์จะหยิบยืมแนว Shadow Hearts 2 มาใช้

ซึ่ง…ผลออกมาเป็นอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูกันทีละประเด็นเลยครับ!

Story

คุณจะต้องติดตามการผจญภัยของหนุ่มน้อย Daryon และสาวสวย Selene ในการเดินทางเพื่อตามหาวิธีรักษาโรคระบาดร้ายแรงในเกมที่กัดกินทุกอย่าง ภายในเรื่องราวของความหวังและการเสียสละ

“ในโลกที่กำลังแตกสลาย ผู้คนแห่งดินแดน Heryon ต่างตกอยู่ในสงครามและดิ้นรนต่อต้านเหล่าผู้รุกรานลึกลับ สงครามที่สร้างความเสียหายไม่มีวันจบสิ้นได้ทำให้ดาวทั้งดวงตกอยู่ในภาวะที่เวทมนตร์และเทคโนโลยีต่างถูกปลดปล่อยและใช้งานเข้าใส่กันและกันอย่างสุดขั้วและรุนแรง

ทว่าในตอนนี้ได้มีภัยพิบัติที่ร้ายแรงยิ่งกว่าปรากฏขึ้นมา: ท่ามกลางสงครามในคราวนี้ เหล่าผู้รุกรานได้ปลดปล่อย Corrosion ออกมาซึ่งเป็นเชื้อร้ายที่จะเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตทุกประเภทให้กลายเป็นอสุรกายที่บิดเบี้ยวและน่าชิงชัง

ในช่วงเวลาอันสิ้นหวังนี้ ได้มีทหารหนุ่มผู้หนึ่งที่จะต้องเผชิญกับโชคชะตาของตนเองและออกเดินทางสู่การผจญภัยอันยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชะตาของ Heryon ไปตลอดกาล”

ทั้งหมดข้างต้นคือพล็อตคร่าว ๆ ก่อนที่ผู้เล่นจะเดินเข้าสู่ฉากแรกของตัวเกมครับ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดใน Edge of Eternity ผมถือว่าทำได้ดีพอใช้ คือขึ้นต้นน่าสนใจ ก่อนเนือยและอืดบ้างช่วงกลาง (เพราะมีการใส่เนื้อเรื่องย่อยเข้าไปเยอะมาก) ก่อนจะไปตื่นเต้นอีกครั้งช่วงปลายและมีฉากประทับใจหลายช่วงเลยก่อนจบ ซึ่งถือว่าทำได้ตามมาตรฐานเกมในแนว JRPG

ถามว่าเกมมีลักษณะของการลากยาวเกินไปมั้ย พยายามยัดซับพล็อตเข้าไปจนล้นเกินไปหรือไม่? ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อเมืองนอกตำหนิกันเยอะกับบทรีวิวเวอร์ชันพีซีที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านั้น ตรงนี้ผมขอให้เป็นเรื่องของรสนิยมครับ บางคนอาจชอบ บางคนอาจไม่ชอบ อันนี้แล้วแต่พวกคุณที่ต้องถามตัวเองกันดูก่อน ว่าสนใจเรื่องราวของพวกตัวละครสมทบมากแค่ไหน

Gameplay

จุดอ่อนหลักเลยครับ กับหัวข้อนี้ โดยผมเห็นใจกับความเป็นทีมงานอินดี้ ซึ่งแน่นอนว่าผลงานย่อมไม่อาจเทียบได้กับเกมจากบริษัทใหญ่ ๆ ตัวเกมเผยให้เห็นข้อเสียมากมายเหลือเกินในระบบเกม ทั้งเรื่องของการตัดสินใจในการออกแบบฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้ออกมาในรูปแบบนี้ รวมไปถึงบรรดาบั๊กมากมายที่ปรากฏในเวอร์ชันคอนโซล

มาเริ่มกันที่อันดับแรกเลยกับการออกแบบแผนที่ ซึ่งดูยากมาก ไร้ซึ่งรายละเอียดใด ๆ เป็นแค่แผ่นภาพพื้น ๆ ที่มีรูปสัญลักษณ์ของสถานที่ต่าง ๆ แปะไว้แค่นั้นเอง ทำให้สับสนมากครับเวลาต้องการเดินทางหรือใช้ดูทิศทางที่เราจะมุ่งไป

เมื่อตามสืบค้นประวัติการพัฒนาของพวกเขาก็พบว่า เนื่องจากเกมพัฒนากันมานานหลายปีสำหรับเกมนี้ (ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วว่าเขาเริ่มทำกันจากเดิมแค่ 4 คน ก่อนเพิ่มทีมงานมาช่วยในภายหลัง) ส่งผลให้ฟีเจอร์บางอย่างดูยังพัฒนาขาด ๆ เกิน ๆ อยู่บ้าง

ด้านระบบการต่อสู้ ตัวเกมเป็นเทิร์นเบสโดยเมื่อตัดเข้าฉากปะทะจะเริ่มจากพื้นที่ตารางหกเหลี่ยม ใช้เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งยืนในสนามรบ ตัวละครจะมีแถบ ATB ใช้กำหนดคิวแอ็กชั่นของแต่ละคน ซึ่งผมรู้สึกโอเคเป็นอย่างมากกับการต่อสู้ในเกมนี้ ยิ่งฉากหลัง ๆ ยิ่งสู้สนุก เพราะทั้งเราและกลุ่มศัตรูต่างเลเวลสูงกันหมด จะมีติบ้างเล็กน้อยก็คือ มันใช้เวลานานเกินไป ใครที่ชอบเกมเร็ว ๆ สู้เร็ว ๆ อาจมีเหนื่อยกับเกมนี้ได้เลย

ข้อด้อยอีกอย่างของระบบการต่อสู้ในเกมก็คือ มันจะไม่ค่อยมีเวทย์อลังการงานสร้าง แถมเอฟเฟกต์แสงสียังดูมือสมัครเล่นนิด ๆ ย้อนยุคหน่อย ๆ อาทิ ท่าไม้ตายท่าหนึ่งของตัวเอกคือการวิ่งขึ้นไปขี่คอศัตรูแล้วระดมสาวหมัดใส่หน้าดื้อ ๆ เลย ผมเห็นตอนแรกอย่างขำกลิ้งอ่ะครับ

ด้านบั๊กที่ผมพบระหว่างเล่น เริ่มตั้งแต่การแสดงผลภาพที่บางครั้งเงาดำในเกมจะปรากฏเป็นแสงสีรุ้งทั่วจอ, บั๊กเสียง ที่เสียงเอฟเฟกต์บางอย่างดังค้างซ้ำ ๆ ไม่ยอมหยุดจนผมต้องโหลดเซฟใหม่เพื่อให้มันหายไป ไปจนถึงเกมล่มเด้งออกหน้าโฮมเวลานั่งเล่นไปนาน ๆ หลายชั่วโมง ผมขอเตือนเลย ใครจะเล่นของคอนโซลให้เซฟแมนนวลบ่อย ๆ กันเหนียวไว้ก่อนครับ

อย่างไรก็ตาม! เกมเพลย์ในภาพรวม ถือว่าเล่นสนุกและเล่นได้เรื่อย ๆ ให้อารมณ์คล้าย “เกมภาษา” ยุค PS2 – PS3 – XBOX 360 อะไรแบบนั้นเลยแหละ!

Graphic & Sound

แล้วก็มาถึงจุดแข็งของเกมนี้! เพราะเกมสวยมากครับ สวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเกมจากค่ายอินดี้ที่มีทีมงานขนาดเล็ก พวกเขาดูตั้งใจมาก ๆ กับงานด้านภาพในเกม และดูจะเป็นความภูมิใจของทีมงานเขาเลยทีเดียว

ฉากโลกกว้างในเกมให้อารมณ์แบบ Xenoblade อย่างชัดเจน แถมมีหลายภูมิประเทศและสภาพอากาศ ใครชอบการเดินทาง, การผจญภัยบุกเบิกฉากน่าจะชอบเกมนี้

ทว่า ขอบอกไว้ก่อนว่าพวกเขาเน้นภาพสวยแต่ไม่ค่อยเน้นความสมจริงนะ เพราะบรรดาต้นไม้, ก้อนหินขนาดเล็ก ฯลฯ จะเป็นวัตถุโปร่ง ๆ เราวิ่งทะลุไปได้เลย ไม่มีสะดุดหรือต้องโดดหลบ เขาทำมาแค่ให้เป็นของประดับฉากเพื่อความสวยงาม ส่วนตรงไหนที่ตัวเกมไม่อนุญาตให้เขาถึง จะถูกตีกั้นไว้ด้วยกำแพงโปร่งใส วิ่งเข้าไปไม่ได้ ให้ดูวิวได้อย่างเดียว

บอกก่อนว่าฉากแผนที่ในเกมนี้กว้างมากกกกก (เผลอ ๆ อาจกว้างเกินจำเป็น) ทางทีมงานเลยใส่น้องแมวยักษ์ Nekaroo มาให้ใช้ขี่ ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางมาได้นิดหน่อย

ในส่วนของเพลงประกอบนั้นไพเราะอลังการ เพราะได้ Yasunori Mitsuda นักแต่งเพลง นักดนตรี และโปรดิวเซอร์คนดังชาวญี่ปุ่น (เขาเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีจากผลงานแฟรนไชส์ ​​​​Chrono, Xeno, Shadow Hearts และ Inazuma Eleven และอื่น ๆ อีกมากมาย) มาช่วยทำเพลงโดยมีวง Bratislava Symphonic Orchestra เป็นวงบรรเลง

Conclusion

เอาล่ะครับมาถึงบทสรุป ก็ต้องบอกว่าสำหรับ Edge of Eternity นั้นไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนเลยเพราะนี่คือเกมที่ตั้งใจทำมาในสไตล์ JRPG แบบดั้งเดิม ทีมงาน Midgar Studio เขายกมาหมด ทั้งจุดแข็งด้านการเดินเรื่องผ่านมุมมองของพระเอก, เนื้อเรื่องแบบแฟนตาซีกู้โลก, ฉากสวยเพลงเพราะ ฯลฯ ไปจนถึงความเชย ๆ แบบมีสเน่ห์ของเกมจากยุคนั้นก็ยกมาใส่ไว้เช่นกัน อาทิ ระบบต่อสู้, ระบบการอัปสกิลด้วยคริสตัลพลัง, เกจ ATB เป็นต้น

หากคุณมองหาเกมในแนวนี้ก็สามารถจัดหามาเล่นได้ และถ้าคุณเป็นคนที่ชอบให้โอกาสคน ยอมมองข้ามข้อด้อยต่าง ๆ เพราะเข้าใจว่าเป็นฝีมือทีมงานอินดี้ (คนน้อยแต่แน่นและใจรัก…ว่างั้นเถอะ) ก็ขอให้บวกคะแนนจิตพิสัยเพิ่มเข้าไปอีกนิดหน่อย ก่อนตัดสินใจควักเงิน แต่หากคุณเป็นคนที่แคร์เรื่องคุณภาพ และอยากใช้เงินอย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ก็อาจรอตอนลดราคาก็น่าจะเหมาะสมอยู่นะสำหรับ Edge of Eternity

Good

  • ฉากโอเพ่นเวิลด์งามงด มีสถานที่แปลก ๆ ให้ค้นพบ, เพลงเพราะมาก บรรเลงด้วยวงออร์เคสตร้ามืออาชีพ
  • ระบบต่อสู้สนุก ท้าทาย
  • วาดตัวละคร 2D สวยงามดีมาก

Bad

  • วางจังหวะการเดินเรื่องผ่านเควสต์หลักยังไม่เนี้ยบ เล่นแล้วจะรู้สึกขาดช่วงขาดตอน
  • การออกแบบแผนที่และการใช้งานเมนูในเกมยังไม่ดีพอ
  • บั๊กบนคอนโซลค่อนข้างเยอะพอสมควร
  • โมเดลตัวละครแบบ 3D ดูประหลาด ๆ ไม่สมจริง

อ่าน – GHOSTWIRE: TOKYO – รีวิว [REVIEW]

อ่าน – รีวิว ELDEN RING – พันธสัญญาอันยิ่งใหญ่ของ FROM SOFTWARE

The Review

69% ตั้งใจดีแล้ว เกมต่อไป(ถ้ามี)เอาใหม่ให้เนี้ยบกว่าเก่า!

Edge of Eternity เป็นเกมที่ทีมงานอินดี้ Midgar Studio ฝันไว้ใหญ่โตก่อนที่จะทำเกมออกมาได้ตามสภาพ ซึ่งมันโอเคในระดับหนึ่งและพวกเขาก็น่าจะภูมิใจกับตัวเกม โดยถึงแม้ว่ามันจะเป็นเกมที่ไม่เพอร์เฟ็กต์ตามหวัง แต่ก็สามารถเข้าถึงเส้นชัย และสามารถยืดอกภูมิใจได้เต็มที่ว่านี่คือหนึ่งในเกม JRPG ที่ดีเกมหนึ่งบนโลกใบนี้ครับ

69%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์