Articles Games

ลองแล้วมาเล่า PlayStation Plus แบบใหม่ – [Articles]

โดย G-jang

*ขอขอบคุณ Sony Interactive Entertainment Singapore ที่ให้เราได้ทดลองใช้งานมา ณ โอกาสนี้ครับ

PlayStation Plus แบบใหม่ได้เปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราเองก็ได้รับเกียรติจาก SIE Singapore ให้ได้ลองใช้งาน PlayStation Plus ระดับ Deluxe ครับ แต่ก่อนอื่นคงต้องขอบอกรายละเอียดของ Plus รูปแบบใหม่ก่อนว่าแต่ละแบบจะมีสิทธิประโยชน์อะไรยังไงบ้าง


Essential / Extra / Deluxe

PlayStation Plus รูปแบบใหม่จะแบ่งออกเป็นสามระดับด้วยกันนั่นคือ Essential ที่เป็นระดับพื้นฐานที่สุด ส่วน Extra ก็จะเป็นระดับกลาง และ Deluxe จะเป็นระดับที่ดีที่สุดเท่าที่มีให้ในตอนนี้ (สำหรับในภูมิภาคอื่น ๆ ที่เปิดให้บริการสตรีมมิ่งอย่าง PS Now จะเรียกเป็น Premium แทน) โดยเราจะมาแจกแจงรายละเอียดคร่าว ๆ ของแต่ละประเภทกันก่อนครับ


Essential

สำหรับระดับนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ PlayStation Plus เดิมในแบบที่คุณเคยใช้งานกันอยู่มาก่อนหน้านี้ นั่นคือเมื่อสมัครบริการนี้แล้วจะสามารถเล่นออนไลน์ได้ และกดรับเกมฟรีประจำเดือนได้นั่นล่ะครับ แต่นอกจากนั้นก็จะยังมีสิทธิประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ อีกตามรายละเอียดนี้

  • เกมดาวน์โหลดฟรีประจำเดือน 2 เกม (ขั้นต่ำ) ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นเกมฟรีที่คุณเล่นได้ตราบเท่าที่ยังเป็นสมาชิก PS Plus อยู่ ดังนั้นถ้าเกิดว่าเดือนไหนยังไม่ว่างเล่นอย่างน้อยก็กดรับเข้ามาใน Library ก่อนได้ให้ถือว่าเรารับสิทธิ์ไว้แล้วนั่นล่ะครับ เกมฟรีจะเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน
  • พื้นที่บนคลาวด์ สำหรับเก็บแบ็คอัปเซฟของคุณในปริมาณ 100GB ของเกม PS4 และ 100GB ของเกม PS5 โดยที่จะสามารถจัดเก็บจำนวนเซฟไฟล์ของเกม PS4 ได้สูงสุด 1,000 ไฟล์
  • การเล่นในแบบออนไลน์มัลติเพลเยอร์ สำหรับเกมที่จำเป็นต้องต่อออนไลน์เพื่อเล่นกับผู้อื่น ถ้าคุณไม่สมัครบริการนี้ก็ไม่สามารถเล่นได้นะ
  • คอนเทนต์พิเศษจำพวกสกิน อาวุธหรือเครื่องประดับสำหรับเกมฟรีทูเพลย์ต่าง ๆ
  • ส่วนลดพิเศษในตอนที่คุณซื้อเกมแบบดิจิทัลบน PlayStation Store
  • แชร์เพลย์ ซึ่งเป็นระบบที่คุณอนุญาตให้เพื่อน ๆ ของคุณมาเล่นเกมที่คุณมีได้โดยที่เพื่อนคุณไม่จำเป็นต้องมีเกมนั้น ๆ ที่ต้องการเล่น
  • PlayStation Plus Collection สำหรับผู้ที่ใช้บริการนี้บน PS5 จะมีหมวดพิเศษนี้เพื่อดาวน์โหลดเกมต่าง ๆ ที่ PlayStation คัดสรรมาให้แล้วไปเล่นได้เลยฟรี ๆ โดยเกมที่มีจะเป็นเกมฮิตหรือเกมบล็อกบัสเตอร์ของ PS4 ครับ

สำหรับราคาค่าบริการของแผนการใช้งานแบบ Essential คือ 210 บาทต่อ 1 เดือน, 490 บาทต่อ 3 เดือน และ 1,190 บาทต่อ 12 เดือน


Extra

สำหรับ Extra จะเป็นแผนการใช้งานที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ โดยผู้เล่นจะได้สิทธิประโยชน์ในขั้น Essential ทั้งหมด และเพิ่มเติมดังนี้

  • แคตตาล็อกเกม ในหมวดนี้จะเป็นเกม PS4 และ PS5 ที่ได้รับการคัดสรรมาแล้วให้สามารถโหลดไปไว้ในเครื่องเพื่อเล่นกันได้เลยทันทีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีจำนวนหลายร้อยเกมที่สามารถเลือกไปเล่นกันได้และจะมีเพิ่มเติมเข้ามาอีกในอนาคต (แต่อาจจะมีวันและเวลาที่เกมเหล่านี้จะถอดออกไปจากแคตตาล็อกเกมของ PlayStation Plus อยู่ ดังนั้นถ้าอยากเล่นก็อาจต้องรีบเล่นหน่อยครับ)

สำหรับราคาค่าบริการของแผนการใช้งานแบบ Extra คือ 320 บาทต่อ 1 เดือน, 810 บาทต่อ 3 เดือน และ 2,000 บาทต่อ 12 เดือน


Deluxe

ตัว Deluxe จะเป็นแผนการใช้งานขั้นดีที่สุดของ PlayStation Plus แบบใหม่ แน่นอนว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้รับนั้นก็เป็นการรวมของทั้ง Essential และ Extra เข้าไว้ด้วยกัน และเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์เฉพาะของ Deluxe นั่นคือ

  • การทดลองเล่นเกม ตัวเลือกในการตัดสินใจเพื่อซื้อเกมของแต่ละคน หลัก ๆ เลยก็คงไม่พ้นการอ่านหรือชมรีวิวจากสื่อเจ้าต่าง ๆ หรือจากผู้เล่นด้วยกัน แต่อีกสิ่งที่จะทำให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นก็คงไม่พ้นการได้ลองเล่นเดโมที่บรรดาสตูดิโอจะปล่อยออกมาให้ได้ลองเล่นกัน ซึ่งในส่วนของการทดลองเล่นเกมนี้จะมีลักษณะที่ต่างจากเดโมทั่วไปตรงที่จะเป็นการนำเอาตัวเกมเต็มมาให้ได้ลองเล่นกันในแบบจำกัดเวลา ดังนั้นบรรดาความก้าวหน้าในเกม เซฟ และแม้แต่โทรฟี่ที่คุณได้มาแล้วก็จะสามารถนำไปใช้ต่อได้เลยถ้าคุณตัดสินใจซื้อเกมในภายหลัง (ลักษณะแบบเดียวกับที่ Ubisoft มักจัด Free Weekend ของเกมอยู่บ่อย ๆ ให้ลองเล่นกันช่วงสุดสัปดาห์แล้วนำเอาเซฟไปเล่นต่อได้ถ้าซื้อเกมในภายหลังนั่นล่ะครับ)
  • แคตตาล็อกเกมคลาสสิค ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่จูงใจหลาย ๆ คนให้สมัครใช้บริการในระดับ Deluxe ก็น่าจะเป็นบรรดาเกมคลาสสิคจากสมัย PS1, PS2 และ PSP ซึ่งจะมีเพิ่มเติมเข้ามาให้ได้เล่นกันนี่ล่ะครับ (แต่ไม่มี PS3 เพราะต้องเล่นผ่านสตรีมมิ่งเท่านั้นและ PS Now ยังไม่มีให้บริการในไทย) โดยบรรดาเกมคลาสสิคดังกล่าวก็เหมือนเกม PS4 และ PS5 อื่น ๆ คือสามารถดาวน์โหลดมาลงเครื่องแล้วเล่นได้เลยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ที่สำคัญคือบางเกมก็จะมีอัปเดตระบบโทรฟี่สำหรับเกมเมอร์สายล่าถ้วยด้วยนะ (แต่อันนี้แล้วแต่ว่าผู้พัฒนาจะใส่ลงมาหรือไม่)

สำหรับราคาค่าบริการของแผนการใช้งานแบบ Deluxe คือ 370 บาทต่อ 1 เดือน, 930 บาทต่อ 3 เดือน และ 2,300 บาทต่อ 12 เดือน

และนั่นก็คือสิทธิประโยชน์แบบคร่าว ๆ ของ PlayStation Plus รูปแบบใหม่ในแต่ละแผนครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่หลาย ๆ คนไม่มากก็น้อย


ทีนี้ผมเองก็ได้ลองเล่นเกมคลาสสิคไปพอสมควรเหมือนกัน ก็เลยจะอยากมาบอกความรู้สึกที่มีในเบื้องต้นให้ได้ทราบกันครับ

ก่อนอื่นเลยก็คงต้องพูดถึงหน้าจอการแสดงผล อย่างที่หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าเดิมทีเกมบน PS1 นั้นออกแบบมาในยุคที่จอโทรทัศน์ซึ่งขายในท้องตลาดมีอัตราส่วนจอแบบ 4:3 ไม่ใช่ 16:9 ที่เป็นมาตรฐานแบบในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อนำมาเล่นบนจอโทรทัศน์/จอมอนิเตอร์ในปัจจุบัน ภาพที่ออกมาก็จะคงอัตราส่วนเดิมเอาไว้ โดยที่ขอบสองข้างของจอจะเป็นแถบดำ ๆ ไป

อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่าแถบดำด้านข้างมักดูไม่สวย คุณสามารถไปเลือกปรับอัตราส่วนของจอได้เองนะ จะยืดให้เต็มจอก็ได้ หรือจะเลือกให้แสดงผลในแบบ resolution แท้ ๆ ของเกมก็ได้ ซึ่ง…หลังจากลองแล้วก็คิดว่าเล่นแบบที่ทีมพัฒนาปรับมาให้แต่แรกก็เหมาะสุดแล้วล่ะครับ (แต่ใครจะลองปรับเป็นอย่างอื่นก็สุดแท้แต่นะ)

ถ้าพูดถึงด้าน performance ของเกมก็เรียกได้ว่าไม่เลวร้ายครับ เกม PS1 ที่ลองเล่นมาก็มีการปรับความละเอียดของโมเดลให้คมชัดขึ้น ถึงจะไม่ใช่เป็นการทำใหม่หมดก็เถอะ แต่มันก็ยังเล่นบนจอปัจจุบันได้แบบไม่น่าเกลียด ที่สำคัญคือพวกสูตรกดจอยอะไรต่าง ๆ นานาจากยุคนั้นสมัยนั้น พอมาลองใช้ดูกับเวอร์ชันคลาสสิคนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่เหมือนเดิมเลยครับ (และไม่มีผลต่อการได้โทรฟี่ด้วยนะเออ!) แต่กับพวกมูวี่ CG ทั้งหลายทั้งปวงนี่…ช่วยอะไรไม่ได้นะ แต่เดิมในเกมมีคุณภาพยังไงก็ได้คุณภาพแบบนั้นล่ะครับ พอมาขึ้นจอปัจจุบันแล้วภาพเบลอเหมือนคนสายตาสั้นแล้วถอดแว่นทุกเกม

ถ้าจะให้พูดถึงเกมคลาสสิคหลาย ๆ เกมที่มีการรีมาสเตอร์มาขายใหม่ในยุคนี้เนี่ย ผมเคยพูดกับเพื่อนฝูงและคนรู้จักหลายครั้ง ว่าสิ่งที่ทุกบริษัทควรใส่ลงมาก็คือพวกฟังก์ชันอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับคนเล่น เพราะหลายคนที่ซื้อเกมคลาสสิคมาคือเค้าต้องการรำลึกความหลังกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ยากที่จะหาใครมานั่งเล่นเอาจริงเอาจังเหมือนสมัยก่อน

คิดว่าทีมผู้สร้างเองก็คงทราบดีในจุดนี้ ทำให้เกมคลาสสิคมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอย่างการ Rewind ที่สามารถย้อนกลับไปช่วงก่อนหน้าได้ เผื่อในกรณีที่เราเล่นพลาดอะไรไป หรือแม้แต่ฟังก์ชัน save state และ load state ที่ทำให้เราทั้งเซฟและโหลดได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำกัดแค่จุดเซฟที่เกมกำหนด อยากเลิกเล่นตอนไหนก็เลิกได้ ไม่มีประเภทต้องมาฝืนความง่วงเล่นต่อเพื่อหาจุดเซฟแบบยุคก่อน ๆ ครับ

โดยรวมแล้ว ผมคิดว่าถ้าใครที่ซื้อเกมต่อปีไม่เยอะ ตัวเลือกในระดับ Extra ก็ดูจะคุ้มค่าแล้วเมื่อดูจากบรรดาเกมปัจจุบันบน PS4 และ PS5 ที่มีให้เลือกมากมาย แต่ว่าด้วยส่วนต่างในหลักร้อยกับแผนการใช้งานแบบ Deluxe นี่ ผมคิดว่ายอมเพิ่มอีกนิดแล้วรวมเกมคลาสสิคไปด้วยเลยก็เป็นอะไรที่ไม่เลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่เคยผ่านยุค PS1 มาก็น่าจะมีเกมให้ได้รำลึกความหลังกันไม่หวาดไม่ไหวต่อไปในอนาคตล่ะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์