Games Reviews

Vampire the Masquerade: Swansong – รีวิว [REVIEW]

โดย G-jang

Vampire the Masquerade: Swansong – รีวิว [REVIEW]

*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Ripples Thailand มา ณ โอกาสนี้ครับ

ถ้าพูดถึงชื่อ Vampire the Masquerade ขึ้นมา ผมเชื่อว่าเกมเมอร์ส่วนหนึ่งอาจจะคุ้นเคยกันดีกับซีรีส์เกมบน PC ที่เคยวางจำหน่ายในปีค.ศ.2004 ในชื่อว่า Vampire the Masquerade – Bloodlines ซึ่งเป็นเกม action-rpg ที่มีจุดเด่นเรื่องการสร้างตัวละครแทนตัวผู้เล่นพร้อมด้วยพลังในแบบแวมไพร์อันหลากหลายแตกต่างกันไปตามแต่ละตระกูล (clan) ซึ่งเอกลักษณ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ตัวเกมนำมาจากเกม RPG แบบ tabletop (เกมกระดาน) ในซีรีส์ World of Darkness ของ White Wolf Publishing ครับ

พอมาถึง Vampire the Masquerade: Swansong ในคราวนี้ ก็เช่นเคยที่ตัวเกมยังคงดำเนินเรื่องราวภายในโลกของ World of Darkness ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะและชื่อเฉพาะมากมายก่ายกอง และหลังจากที่ผมเล่นจนได้รับรู้ชะตากรรมของตัวละครหลักสามตัวแล้ว ผมก็คิดว่าถึงเวลาที่จะเขียนเกี่ยวกับความเห็นที่มีต่อเกมเสียทีครับ


เนื้อเรื่อง

สำหรับเรื่องราวของ Vampire the Masquerade – Swansong นี้ ดำเนินเรื่องอยู่ในบอสตันซึ่งจะวนเวียนอยู่กับ faction หรือขุมกำลังหลัก ๆ ของตัวละครที่เราเล่นนั่นก็คือคามาริลลา (Camarilla) ที่มีผู้ปกครองอย่างเฮเซล ไอเวอร์เซน (Hazel Iversen) คอยควบคุมอยู่ เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่องานฉลองที่จัดขึ้นเพื่อทำการผูกมิตรระหว่างแวมไพร์แห่งบอสตันกับแวมไพร์แห่งฮาร์ทฟอร์ดโดนบุกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้มีแวมไพร์ล้มตายไปจำนวนมากและอาจส่งผลถึงความอยู่รอดของแวมไพร์ทั้งหมดแห่งบอสตัน เมื่อเป็นดังนี้เฮเซลจึงได้มอบหมายงานให้กับแวมไพร์สามคนนั่นคือเอเม็ม (Emem) กาเล็บ (Galeb) และเลย์ชา (Leysha) ไปสืบเรื่องราวเพื่อหาความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ด้วยเซ็ตติ้งของเกมที่ปูมาในตอนต้นนี่ผมคิดว่ามันน่าสนใจเอาเรื่องเหมือนกันนะครับในตอนแรก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเกมจะทำเสมือนว่าคนเล่นนี่รู้เรื่องราวและเข้าใจกับภูมิหลังของสิ่งต่าง ๆ ของโลกในเกม ของฝักฝ่ายที่มีกันค่อนข้างดีอยู่แล้ว แม้แต่บรรดาตัวละครต่าง ๆ ก็โผล่กันพรึ่บพรั่บไปหมดในช่วงหนึ่งชั่วโมงแรก ไหนจะบรรดาศัพท์แสงเฉพาะทางต่าง ๆ อีกมากมายที่ประดังประเด

พูดง่าย ๆ คือถ้าคุณไม่คุ้นเคยกับ World of Darkness มาก่อนเลยล่ะก็ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคุณจะต้องกดหยุดเกมเพื่อนั่งอ่าน Codex ว่าเหตุการณ์ที่พูดถึงมันคืออะไร ตัวละครนี้คือใคร มีความสำคัญยังไง ซึ่งส่วนมากก็มีเนื้อหาเป็น text ล้วน ๆ ความยาวประมาณกระดาษ A4 ราว 2-3 หน้าได้ และแน่ล่ะพอถึงจุดหนึ่งคุณก็จะเกิดอาการขี้เกียจสนใจแล้วก็เล่นต่อไปเลยแบบงง ๆ

การนำเสนอเรื่องราวในองค์รวมผ่านมุมมองตัวละครสามตัวนี่ผมว่าก็เป็นอะไรที่จะออกมาเนี้ยบได้ ถ้าทีมงานมือถึงน่ะนะ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่กับเกมนี้ เพราะว่าถึงที่สุดแล้วการกระทำของแต่ละตัวละครก็ดูไม่ส่งผลอะไรต่อกันเท่าไรนัก เวลาเล่นก็แยกเหตุการณ์ของใครของมันชัดเจนแบบไม่ได้มีอะไรอ้างอิงกันเลย จนไม่เข้าใจว่าแล้วจะมีสามตัวละครให้เล่นไปทำไม นี่ยังไม่นับว่าตัวละครหลาย ๆ ตัวที่โผล่มาในเรื่องแล้วดูจะเป็นตัวสำคัญแต่จู่ ๆ บทก็หายไปเองเฉย ๆ ด้วยนะ เหมือนองค์ประกอบเนื้อเรื่องโดนตัดไปดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น

สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นอะไรที่เรียกได้ว่าแย่ก็ไม่พ้นฉากจบครับ พอถึงตอนสรุปเรื่องราวชะตากรรมของแต่ละคนรวมถึงของฝ่ายคามาริลลาแล้ว เกมไม่มีฉากคัตซีน ไม่มีภาพนิ่ง ไม่มีอะไรเลย มีแค่ข้อความนิ่ง ๆ ขึ้นบนจอให้เราอ่านว่าแล้วจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง คือผมก็รู้อยู่ว่าเดิมทีรากฐานของเกมมาจากเกมกระดานที่ต้องอาศัยจินตนาการของคนเล่นสูงมาก แต่เมื่อตัดสินใจทำเป็นวิดีโอเกมแล้ว เล่นจบแบบนี้มันก็แอบไม่ไหวอยู่นะ


เกมเพลย์

ในส่วนของเกมเพลย์นั้น ถ้าจะเอาความรู้สึกแรกเลยก็คือค่อนข้าง “ช็อค” พอสมควรครับ ต้องบอกก่อนเลยว่าตัวผมเองได้ยินชื่อเกมนี้มาบ้างก่อนวางจำหน่าย และก็รู้ว่าเป็นเกมในซีรีส์ Vampire the Masquerade ซึ่งก็อย่างที่บอกไปตอนต้น ว่าก่อนหน้านี้เคยมีภาค Bloodlines ที่ออกมาเป็น action-rpg ไปแล้ว ความคาดหวังของผมก็คือเกมนี้อาจจะออกมาในรูปแบบเดียวกัน หรือไม่ก็คล้ายกัน แต่ว่าพอเล่นไปหนึ่งชั่วโมงก็แล้ว สองชั่วโมงก็แล้ว ยังไม่มีฉากต่อสู้เลยแม้แต่ฉากเดียว มันก็ทำให้ผมถึงบางอ้อโดยอัตโนมัติ…ซึ่งก็ยอมรับว่าทำเอาความประทับใจหายไปพอควร

รูปแบบการเล่นของเกมนี้ ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายก็คือเป็นเกมสไตล์ choose your own adventure ที่บรรดาตัวเลือกและการกระทำต่าง ๆ จะส่งผลในภายหลังแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้านึกไม่ออก ผมก็ขอยกตัวอย่างเกมเช่น Telltale’s The Walking Dead หรือไม่ก็ Life is Strange หรือจะเป็นเกมอย่าง Detroit: Become Human นั่นแหละครับ พอพูดแบบนี้ทุกคนน่าจะเห็นภาพกันหมดว่าเกมนี้เป็นยังไง

ประเด็นคือ…เกมนี้ดันใส่ระบบ EXP ลงมาให้เราเลือกอัปสกิลหรืออัป discipline ของแต่ละตัวละครได้ ซึ่งระบบอัปสกิลพวกนี้นี่แหละที่มันทำให้ผมเข้าใจไปเองว่าเกมนี้มันเป็น action-rpg เพราะว่าถึงที่สุดแล้ว สกิลพวกนี้มีประโยชน์ในการใช้ “คุย” ครับ เพราะด้วยความที่เกมนี้ไม่มีฉากบู๊ ไม่มีแอ็คชัน ไม่มีระบบต่อสู้เลย ทั้งเกมจึงเน้นที่การเดินสำรวจฉาก วิ่งหาของ แก้ปริศนาผ่านฉากเพียว ๆ สิ่งที่ใกล้เคียงการต่อสู้ที่สุดก็คือการ “คุย” กับตัวละครอื่น ๆ ซึ่งส่วนมากก็เป็นการคุยเพื่อเค้นคำตอบให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ และระบบสกิลที่ว่านี่…ทำเอาผมหงุดหงิดมาก ๆ ตลอดการเล่นเกมนี้เลย

ถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะว่าตัวเลือกในการคุยนี่ขึ้นอยู่กับสกิลที่อัปด้วยครับ บางตัวเลือกที่ดูเมคเซนส์ที่สุดในตอนนั้นคุณอาจจะเลือกไม่ได้ถ้าไม่ได้อัปสกิลที่ตรงสายมา ปัญหาคือคุณไม่มีทางรู้เลยว่าอัปสายไหนมาแล้วมันจะได้ใช้รึเปล่าจนกว่าจะเล่นไปถึงบทสนทนาต่อไป มิหนำซ้ำบางทีแม้คุณจะอัปมาแต่ผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นใจต่อคุณก็ได้ถ้าคุณอัปมาไม่มากพอ และถ้าผลออกมาเป็น TIE (เสมอ) เกมก็จะทำการทอยเต๋าสุ่มว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งน่ารำคาญมาก ๆ และความน่ารำคาญนี้จะพบเจอได้ทั้งเกม

ไม่เพียงแค่นั้น แต่พวกสกิลต่าง ๆ จะส่งผลต่อการสำรวจฉากด้วย หลายต่อหลายครั้งที่ผมเจอกับของที่ควรสำรวจ และรู้ด้วยว่าต้องสำรวจเพื่อความสมบูรณ์ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะสายสกิลบางอย่างไม่ถึงที่กำหนด เลยกลายเป็นว่าต่อให้คุณเป็นคนที่สำรวจละเอียดยิบ แต่ก็ไม่สามารถละเอียดได้อย่างที่หวังเพราะโดนขีดจำกัดของสกิลมาขวางนั่นล่ะครับ

และจุดนี้ผมว่าต่างจากเกมอื่น ๆ ในแนวเดียวกัน เพราะบรรดาเกมที่ผมกล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดจากตัวเลือกของผู้เล่นล้วน ๆ ถ้าคุณสำรวจตกหล่นคุณก็จะพลาดอะไรไป เลือกตอบไม่ดีก็อาจเจอสิ่งที่ไม่น่าพิสมัย แต่กับ Vampire the Masquerade – Swansong นี่ เหมือนทีมงานออกแบบระบบมาขวางผู้เล่นแทนที่จะซัพพอร์ตในแง่เกมเพลย์ครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพูดถึงก็คือ ทั้งที่เกมนี้เป็นเกมแนวผจญภัยเลือกเส้นทาง แต่ก็ดันใส่ระบบที่ต้องบริหารเกจพลังเข้ามาด้วย พูดง่าย ๆ คือบรรดาการกระทำต่าง ๆ ในฉากสำรวจหรือแม้แต่ฉากคุย เราจะต้องใช้เกจความสามารถครับ อย่างเช่นถ้าเราเจอคอมพิวเตอร์ที่เราหารหัสไม่เจอ ถ้าสกิลถึงเราสามารถแฮกได้แต่ก็จะเสียเกจไปบางส่วน

ในอีกด้านหนึ่งตัวละครทุกตัวก็จะมีเกจความหิวอยู่ ซึ่งเมื่อใช้พลังของแวมไพร์ความหิวก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งการจะใช้ต่อก็จำเป็นต้องใช้ไอเท็มดับความหิว หรือไม่ก็หา safe room เพื่อทำการสะกดจิตมนุษย์ประจำฉากให้เรามาดูดเลือด และก็แน่นอนว่าทั้งสองเกจที่ว่ามีผลต่อฉากคุยด้วยอีก ถ้าคุณสำรวจละเอียดเกินไป ก็อาจจะไปลำบากในฉากคุยเพราะไม่สามารถเลือกตัวเลือกที่ต้องการได้ (ใช้พลังนิดหน่อยก็หิว ไม่รู้จะหิวอะไรกันบ่อยขนาดนั้น มีพยาธิในลำไส้รึไง)

ความรู้สึกของผมที่มีต่อระบบเกมก็คือ เหมือนทีมงานตัดสินใจไม่ได้ว่าตกลงเกมตัวเองจะเป็นแนวไหน จะเป็น action-rpg หรือจะเป็นเกม adventure เลือกเส้นทาง หลังจากเล่นไปถึงจุดนึงนี่ผมรู้สึกเหมือนทีมงานอยากจะทำหลายแนว แต่พอผสมกันแล้วมันออกมาไม่สุดเลยสักทางและออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไปเลยครับ ยังไม่นับว่าในหลายฉากมันจะมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกแบบ “ห๊ะ…?” บ่อยมาก ๆ ด้วย มีจุดนึงที่ออกแบบมาเป็นพัสเซิลให้แก้ไขเพื่อผ่านฉากซึ่งผมก็เข้าใจ แต่พอมองในแง่ความเมคเซนส์แล้วมันไม่เมคเซนส์อย่างแรงล่ะครับ

สิ่งที่ทำผมเหนื่อยหน่ายที่สุดในแง่ของเกมเพลย์ก็คือ…แวมไพร์ในเกมนี้ ดูไร้ฝีมือกันซะเหลือเกินล่ะครับ เจออะไรกันก็รู้สึกเหมือนรับมือกันไม่ค่อยจะได้ เจอมนุษย์ก็ป้อแป้ เจอมนุษย์หมาป่าก็หนีหัวซุกหัวซุน บรรดาฉากสำรวจต่าง ๆ นี่ก็ด้วย ทั้งเกมจะมีแต่พวกล็อกเกอร์ที่ล็อกมั่งล่ะ ประตูล็อกมั่งล่ะ ฯลฯ แล้วจะเปิดต้องทำไง? วิ่งหากุญแจ หาคีย์การ์ด หาอะไรต่ออะไรมาใช้ครับ กลายเป็นว่าตลอดทั้งเกมนี่ ผมไม่รู้สึกเลยว่าเป็นแวมไพร์แล้วมันเก่งกว่ามนุษย์ธรรมดาตรงไหน


กราฟิก

ด้านกราฟิกของเกมนี่ผมคิดว่าอยู่ในระดับพอผ่าน คือมันไม่ได้แย่จนถึงต้องบ่นนะ แต่มันก็ไม่ได้ดีเลิศโดดเด่นอะไร เท็กซ์เจอร์ตัวละครและฉากบางจุดนี่เก็บงานไม่เนี้ยบก็มีให้เห็นบ่อย ๆ แต่ที่สำคัญคือพวกสีหน้าท่าทางตัวละครที่ผมคิดว่าแข็งโป๊ก จะบอกว่าเพราะเป็นแวมไพร์กันก็คงไม่ใช่ คือตัวละครมีฉากแสดงสีหน้าประหลาดใจบ้าง ไม่พอใจบ้างกันทั้งเกมล่ะครับ แต่มันดูไม่ธรรมชาติเลย แววตาดูแข็ง ๆ กันทุกคน คล้าย ๆ เวลาเราเห็นคนฉีกยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มตามนั่นล่ะครับ


เสียงพากย์และเพลงประกอบ

เอาจริง ๆ หัวข้อนี้ผมคิดว่าไม่ค่อยมีอะไรให้พูดถึงเท่าไร เพราะทั้งเกมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีเพลงประกอบที่คุ้นหูหรือติดหูเลย (พูดตรง ๆ ว่าเล่นจบมาแล้วก็นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเกมนี้มีเพลงประกอบรึเปล่า…มันขนาดนั้นแหละครับ) ในแง่เสียงพากย์ตัวละครก็พอไหว แต่เกือบทุกครั้งที่ตัวละครพูดกันผมรู้สึกว่าพูดกันค่อนข้างโมโนโทนไปหน่อยเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตั้งใจให้เป็นแบบนั้นเพราะทุกคนเป็นแวมไพร์กันหมดรึอย่างไรก็ไม่ทราบได้ เพราะพวกซีนอารมณ์ต่าง ๆ ก็รู้สึกว่าเค้นกันมายังไม่สุดเท่าไร (ซึ่งอาจเพราะคัตซีนเองก็ทำไม่ถึงด้วย)


สรุป

Vampire the Masquerade – Swansong เป็นเกมที่เหมือนหาตัวเองไม่เจอ อยากเป็นไปหมดทุกอย่างแต่เป็นไม่ได้เลยสักอย่าง เซ็ตติ้งของการเล่นเป็นแวมไพร์ที่มีพลังเหนือมนุษย์ควรจะสนุกและน่าสนใจ แต่กลายเป็นว่าเล่นไปเบื่อไป ถ้าหากว่าคุณไม่ได้เป็นแฟนของ World of Darkness หรือแฟนซีรีส์ Vampire the Masquerade เป็นทุนเดิมล่ะก็ผ่านไปก่อนเลยครับ และถ้าใครอยากจะลองเล่นเองก็ขอเตือนก่อนว่าเกมนี้ต้องอ่านเยอะมาก อ่านทั้งเกมจนแทบจะเป็น visual novel เลยก็ว่าได้ ถ้าคุณอยากได้ความตื่นเต้นฉับไว…เกมนี้ไม่มีให้ครับ

The Review

55% คมเขี้ยวราตรี...ที่กัดคอไม่ค่อยจะเข้า

Vampire the Masquerade - Swansong น่าจะถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกมที่มีไอเดียดี แต่ฝีมือยังไม่ถึงขั้นผลงานจึงออกมาลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปไม่สุดสักทาง

55%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์