Games Reviews

Fobia – St. Dinfna Hotel – รีวิว [REVIEW]

โดย G-jang

Fobia – St. Dinfna Hotel – รีวิว [REVIEW]

*ขอขอบคุณโค้ดรีวิวจาก Ripples Thailand มา ณ โอกาสนี้ครับ

**รีวิวนี้เล่นบน PS5

ผมคิดว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมแนวสยองขวัญถือเป็นหนึ่งในแนวที่อยู่คู่วงการเกมมานานแสนนาน พอพูดถึงเกมแนวนี้ทีไรในใจหลายคนก็จะมีชื่อของซีรีส์เกมในดวงใจโผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด ซึ่งผมก็เชื่อว่าอย่างน้อย ๆ ชื่อของ Resident Evil (“RE”) และ Silent Hill (“SH”) ก็ต้องแว้บขึ้นมาในใจไม่มากก็น้อย และสำหรับเกม Fobia – St. Dinfna Hotel ในคราวนี้ คือเกมจากสตูดิโออินดี้แห่งบราซิลที่ชื่อ Pulsatrix Studios ที่ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์ต่าง ๆ มามากมายอย่างเห็นได้ชัดครับ


เนื้อเรื่อง

สำหรับในเกม Fobia – St. Dinfna Hotel นี้เราจะรับบทเป็นนักข่าวที่ชื่อ Roberto Leite Lopez ผู้เดินทางมาตรวจสอบเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่รายล้อมในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ Treze Trilhas ด้วยหวังว่าจะใช้เป็นใบเบิกทางให้กับสายอาชีพของตนหากว่าสามารถตีแผ่ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวและรวมถึงลัทธิลึกลับอย่าง Sacred Trail ได้สำเร็จ เขาตัดสินใจเข้าพักที่โรงแรม St. Dinfna ชื่อเดียวกับเกม แต่กลายเป็นว่าเขาต้องเผชิญกับเหตุไม่คาดฝันด้วยตนเอง และต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากสิ่งที่คืบคลานอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ให้ได้

ในแง่ของเนื้อเรื่องนั้น ถือได้ว่านำเสนอได้อย่างน่าสนใจพอควรครับ เกมนี้สร้างความฉงนสงสัยให้ผู้เล่นตั้งแต่เริ่มเกมว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญมันคืออะไร จะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือไสยศาสตร์ หรือเป็นอาการภาพหลอนที่เกิดจากบางสิ่งบางอย่างของตัวเราเอง ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้ก็จะเป็นไปตลอดทั้งเกมครับ แต่ค่อนข้างเป็นที่น่าเสียดายว่าต้นสายปลายเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ กลับไม่มีการเฉลยอย่างชัด ๆ ในตอนจบ

แถมผมรู้สึกว่าเหมือนเกมพยายามรวบรัดตัดจบเกินไปในช่วงท้าย ตัวละครที่โผล่มานิดหน่อยระหว่างเกม บทจะเฉลยว่าเป็นใครก็เฉลยเลย เข้าใจว่าทีมงานอาจจะอยากสร้างโมเมนต์ตะลึงหรืออะไรแบบนั้น แต่จังหวะจะโคนยังไม่ถึงครับมันเลยออกมาแปลก ๆ ราวกับว่าแอร์ไทม์ไม่พอแล้วก็เลยเอาพล็อตที่เหลือมาเทรวมกันในตอนจบรวดเดียวหมด

ผมคิดว่าปัญหาอย่างหนึ่งของเนื้อเรื่องในเกมนี้นอกจากเนื้อหาในหลายส่วนที่ไม่เคลียร์แล้ว โดยส่วนตัวผมมองว่าคือการที่พยายามจะใส่ทุกอย่างผสมกันเยอะเกินไปหน่อยครับ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่าพอเล่นเกมนี้แล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่ารับแรงบันดาลใจมาจากทั้ง Resident Evil, Fatal Frame และ Silent Hill ซึ่งก็มีหลายจุดที่ทำได้ดีมาก (จะพูดถึงต่อไปในส่วนเกมเพลย์)

แต่ในทางกลับกันมันก็กระทบกับตัวเนื้อเรื่องที่บอกเล่าด้วย เพราะเกมไม่เลือกทางใดทางหนึ่งเลย เล่นไปช่วงแรก บรรยากาศและสิ่งต่าง ๆ ก็จะค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นพลังเหนือธรรมชาติหรือออกแนวไสยศาสตร์ แต่พอเลยกลางเกมไปแล้ว มู้ดแอนด์โทนก็เปลี่ยนไปราวกับจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและพวกตัวประหลาดที่เจอเป็นผลพวงจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์แทน ซึ่ง…องค์ประกอบมันขัดกันเองในตัวครับ ในแง่เนื้อหามันเลยออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่รู้จะไปทางไหนกันแน่


เกมเพลย์

ในแง่ของระบบการเล่นนั้น สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยก็คือระบบการเล่นโดยรวมได้ไอเดียและแรงบันดาลใจมาจาก RE (โดยเฉพาะภาค 7 และ 8) อย่างเห็นได้ชัด ทั้งระบบกล่องเก็บของสี่มิติที่เชื่อมถึงกันทุกที่ ทั้งช่องเก็บไอเท็มที่มีจำกัดแต่สามารถเพิ่มได้โดยการเก็บกระเป๋า ทั้งการอัปเกรดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ต้องใช้แต้มอัปเกรด การผสมไอเท็มเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็นชิ้นใหม่ แม้แต่การหมุนไอเท็มเพื่อสำรวจที่บางครั้งจะให้เราได้คำใบ้เพื่อใช้แก้ปริศนาในจุดต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นระบบที่ตัวเกมหยิบยืมมาใช้หมด

ดังนั้นในระหว่างเล่นเกมนี้คุณจะต้องบริหารทรัพยากรในระดับหนึ่ง และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าคุณจะต้องวิ่งกลับไปกลับมาเพื่อเอาของไปใส่กล่องแล้วหยิบของอื่นมาใช้เพื่อแก้ปริศนา เพราะนี่คือประสบการณ์ที่หลายคนน่าจะเคยสัมผัสกันมาแล้วจาก RE หลาย ๆ ภาคครับ บางคนอาจมองจุดนี้เป็นข้อเสียเพราะมันทำให้เสียเวลา แต่ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับระบบนี้ครับ

วิธีการต่อสู้ของเกมนี้ก็คือปืนตามสมัยนิยมนั่นล่ะครับ (ซึ่งก็แอบแปลกใจที่เกมไม่มีอาวุธระยะประชิดนะ) แล้วก็แน่นอนว่าบรรดาอาวุธที่มีให้ใช้ต่างก็เป็นอะไรที่คนเล่นเกมแนวสยองขวัญเอาตัวรอดบ่อย ๆ คงคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นปืนพก ปืนลูกซอง ปืนกลมือ ปืนแม็กนั่ม ที่แต่ละกระบอกก็มาพร้อมกับสายอัปเกรดของมันเอง และหากเป็นปืนกระบอกใหญ่หน่อยอย่างเช่นปืนลูกซองคุณก็ต้องใช้เนื้อที่ในช่องเก็บของสองช่องแบบ RE เหมือนกัน

ทว่าในแง่ของการบู๊ของเกมนี้ ผมคิดว่ายังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรครับ สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยคือระบบการเล็งและการยิงที่หลายครั้งผมรู้สึกว่ามันตอบสนองไม่ค่อยทันใจเท่าไร และมักจะเกิดปัญหายิงไม่ออกบ่อยครั้งถ้าหากว่าตัวเราอยู่ประชิดกับศัตรูมากเกินไป ลักษณะเหมือนตัวเราไม่สามารถยืดแขนออกไปเล็งได้น่ะครับ ปัญหานี้ผมเจอบ่อยในตอนที่ใช้ปืนลูกซองเพราะโดยธรรมชาติของปืนลูกซองนี่มันควรต้องยิงประชิดเผาขนเพื่อทำแดเมจได้ดีที่สุด แต่กลายเป็นว่าพอใกล้ไปเราก็ยิงไม่ออกแล้วโดนตีฟรีได้เหมือนกัน

นอกจากระบบการสู้ที่ว่าแล้ว ความหลากหลายของชนิดศัตรูในเกมนี่น้อยมาก ผมมาลองไล่เรียงดูตั้งแต่ต้นเกมจนจบเกมก็พบว่าโมเดลของศัตรูในเกมรวมบอสแล้วมีทั้งหมด 5 แบบครับ ใน 5 แบบนี้เป็นบอสไปแล้ว 3 ตัว เท่ากับว่าทั้งเกมนี่คุณจะเจอศัตรูธรรมดาอยู่แค่ 2 แบบเท่านั้นเอง โดยที่พวกมันก็มีรูปแบบการโจมตีเบสิคมาก ๆ ไม่มีจังหวะที่ให้ผู้เล่นต้องปรับตัวหาวิธีรับมืออะไรมากนัก ถ้าคุณไม่ยิงทิ้งยิงขว้างเกินไปยังไงก็รับมือได้แน่นอน จุดนี้เป็นจุดหนึ่งที่ผมแอบเสียดายเหมือนกัน

แต่เอาล่ะ ในแง่ของการต่อสู้ที่รับแรงบันดาลใจมาจาก RE อาจทำได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ในแง่ของการแก้ปริศนาที่รับแรงบันดาลใจมาจาก SH นี่ ทำได้ดีมาก ๆ เรียกว่าเกินความคาดหมายของผมไปเยอะเลยก็ว่าได้ ถ้าใครเคยเล่น SH มาก่อนก็คงพอจะทราบกันดีว่าปริศนาต่าง ๆ ในเกมนั้นมีอะไรมากกว่าการหยิบเอาของจุดหนึ่งไปใส่อีกจุดหนึ่ง เพราะคุณต้องอาศัยการอ่านคำใบ้ ต้องสังเกตจากสภาพแวดล้อม หรือสำรวจอะไรละเอียด ๆ กว่าจะรู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องของปริศนาแต่ละจุดคืออะไร

และสำหรับการแก้ปริศนาของ Fobia – St. Dinfna Hotel ก็เป็นแบบเดียวกับ SH นี่ล่ะครับ ปริศนาทุกจุดในเกมนี่ออกแบบมาได้ฉลาด มีวิธีการแก้ปริศนาที่แยบยล และแทบไม่มีจุดไหนเลยที่ตัวเกมจะกางคำตอบมาให้เราดูชัด ๆ ผู้เล่นจะต้องอาศัยการสังเกตสังการ่วมกับการอ่านบันทึกต่าง ๆ แทบทุกครั้ง เรียกได้ว่าถ้าคุณเป็นเกมเมอร์สายที่ชอบแก้ปริศนานี่จะถูกใจในจุดนี้แน่นอน

องค์ประกอบอีกประการหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของเกมนี้ก็คือกล้องครับ ต้องยอมรับว่าเห็นไอเท็มกล้องถ่ายรูปในเกมทีแรก ผมก็คิดว่าอาจจะมีการหยิบยืมองค์ประกอบของเกมสยองขวัญอื่น ๆ อย่าง Fatal Frame (ในแง่การสู้กับพวกวิญญาณ) หรือไม่ก็ Outlast มาใช้ (ในแง่ที่ใช้กล้องมองในที่มืด) แต่ว่าเกมนี้เอากล้องมาใช้ได้แปลกใหม่ดีมีเอกลักษณ์อยู่ครับ ตลอดทั้งเกมผู้เล่นจะต้องใช้กล้องที่ว่าในการมองหาทางลับ หรือไอเท็มที่ซ่อนอยู่ ในบางห้องหรือบางสถานที่คุณอาจดูแล้วไม่มีอะไร แต่เมื่อใดที่คุณมองผ่านกล้อง ก็อาจมีไอเท็มหรือเห็นว่าทางที่ตันอยู่กลับสามารถเดินต่อไปได้ จุดนี้นี่แหละที่ทำให้การสำรวจเส้นทางต่าง ๆ ของเกมสนุกไม่เบาเลยครับ

โดยรวมแล้วในแง่ของเกมเพลย์ผมเทคะแนนให้แง่มุมการแก้ปริศนาและการสำรวจเยอะเป็นพิเศษ เพราะทำออกมาได้สนุกและกระตุ้นสมองได้ดีจริง ๆ


กราฟิก

พูดถึงในแง่ของกราฟิกเกมนี้ ผมคิดว่าทำออกมาได้ดีสมตัว โดยเฉพาะบรรยากาศและเซ็ตติ้งต่าง ๆ ของเกมที่ทำออกมาได้ใกล้เคียงบรรดาเกมที่รับแรงบันดาลใจมาครับ ถ้าจะมีจุดที่ติก็คงเป็นพวกโมเดลของตัวละครที่สีหน้าท่าทางยังคงดูแข็ง ๆ เหมือนเป็นหุ่นกระบอก (ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงเพราะในเกมมีโอกาสได้เจอตัวละครอื่นน้อยมาก เลยไม่ได้ทุ่มเทปั้นโมเดลกันเท่าไร) แต่กับบรรดาพื้นผิววัตถุต่าง ๆ นี่ทำออกมาได้โอเคครับ

จุดหนึ่งในแง่ของกราฟิกที่ผมชอบก็เป็นจังหวะในตอนที่ยกกล้องขึ้นมาแล้วสภาพแวดล้อมในกล้องเปลี่ยนไปทันทีโดยไม่มีจังหวะโหลดนี่ล่ะครับ แล้วตัวเกมก็ตอบสนองต่อการเปลี่ยนได้ในทันที เช่น เราเดินชนกำแพงตามปกติแต่พอยกกล้องแล้วไม่มีกำแพงเราก็เดินต่อได้เลยแบบไม่มีจังหวะชะงักรอโหลดอะไรก่อน เป็นต้น ซึ่งลักษณะแบบนี้จะเป็นอะไรที่พบเจอได้ตลอดเกมและทำออกมาได้ดี


เสียงประกอบ

ในแง่ของเสียงพากย์ตัวละครต่าง ๆ ฉบับอังกฤษ ผมคิดว่าอยู่ในระดับพอผ่าน คือไม่ถึงกับแย่แต่ก็ไม่ได้ดีเลิศครับ จังหวะจะโคนตอนพูดที่ต้องใส่อารมณ์บางช่วงผมฟังแล้วก็ยังรู้สึกว่าคนพากย์ยังพากย์ไม่ค่อยถึงนัก แต่ก็ไม่มีจุดไหนที่ฟังแล้วมันตลกแบบไม่ได้ตั้งใจให้ตลกอะไรแบบนั้น ถ้าจะมีจุดที่ชอบอย่างหนึ่งก็คือพวกซาวด์เอฟเฟคต์ในเกมครับ ซาวด์เอฟเฟคต์ของเกมนี้เป็นองค์ประกอบที่สร้างบรรยากาศได้ดี เพราะว่าตอนเราวิ่งสำรวจเส้นทางอยู่ เกมมักจะมีซาวด์ประกอบดังขึ้นมาแบบเบา ๆ ตลอด บ้างก็จะเป็นเสียงเหมือนมีของอะไรตกพื้น บ้างก็เป็นเสียงเหมือนมีการย่ำเดินบนพื้นที่เหนอะหนะ หรือบางทีก็เป็นเสียงโลหะกระทบกัน ในบางฉากก็จะมีกระทั่งเสียงกระซิบกระซาบเบา ๆ ให้ได้ยิน มันทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาในระหว่างเล่นได้บ่อย เพราะไม่แน่ใจว่ามันเป็นแค่ซาวด์ประกอบหรือเป็นเสียงของศัตรูจริง ๆ


สรุป

Fobia – St. Dinfna Hotel เป็นเกมอินดี้ที่ทำออกมาได้ดีกว่าที่คาดครับ หยิบยกเอาระบบเด่น ๆ ของหลายเกมมาใช้ได้ค่อนข้างดี มีจุดตำหนิในแง่ของระบบการต่อสู้ แต่การแก้ปริศนานั้นทำออกมาได้เยี่ยมยอดครับ ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบเกมแนวนี้เป็นทุนเดิม Fobia – St. Dinfna Hotel ถือเป็นตัวเลือกที่สามารถเล่นได้เพลิน ๆ ด้วยเวลาในการเล่นต่อรอบราว 10+ ชั่วโมงขึ้นและราคาบนสโตร์ในขณะนี้ที่ 1,059 บาทก็ถือว่าเป็นมิตรสมกับคุณภาพเกมครับ

The Review

75% หนีตายโรงแรมผี มีดีกว่าที่คิดไว้

Fobia - St. Dinfna Hotel เป็นเกมสยองขวัญอินดี้น้ำดีที่หยิบองค์ประกอบหลายเกมมาใช้ได้น่าสนใจ แม้จะยังมีจุดที่ต้องขัดเกลาแต่เชื่อว่าหากมีภาคต่อทีมงานก็จะทำได้ดีกว่าเดิมแน่นอน

75%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

ข้ามไปยังทูลบาร์