Reviews

Avatar: Frontiers of Pandora: From the Ashes – รีวิว [REVIEW]

โดย ปอลนาโช่

รีวิว Avatar: Frontiers of Pandora – From the Ashes เพลิงแค้นของซกเล็กเผ็ดแซ่บ!

มาครับ มาครับ มาครับ! ได้เวลามารีวิวเกมภาคเสริมขนาดใหญ่ของแฟรนไชส์ชื่อดังที่แฟน ๆ หลายคนคงจะรอคอยกันอยู่ โดยเฉพาะบรรดาแฟนจอเงินทั้งหลาย เรียกได้ว่าถ้าดูหนังโรงกันเสร็จแล้วย้ายมาตำเกมกันต่อเลย ก็จะได้อรรถรสครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะตัวเกม From the Ashes นั้นมีเนื้อหาต่อเนื่องจากตอนจบของ Avatar: Fire and Ash ซึ่งเหตุการณ์จะเกิดหลังหนังจบเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

ก่อนอื่น ขอแจ้งดีเทลพื้นฐานให้ทราบกันคร่าว ๆ ก่อนว่า From the Ashes มีสถานะเป็น Expansion นะครับ ไม่ใช่เกมสแตนด์อโลน ดังนั้น คุณจะต้องมีเกมเต็มก่อน ถึงจะเล่นได้ โดยภาคเสริมตัวนี้เป็นชุดที่สามแล้วต่อจาก The Sky Breaker และ Secrets of the Spires ที่ออกมาแล้วก่อนหน้า (สนุกมากทั้งสองชุด ใครยังไม่เคยลอง ผมแนะนำให้หามาเล่นให้ครบ)

เนื้อเรื่อง (อ่านได้ไม่สปอยล์)

สำหรับ เรื่องราวในภาคนี้ก็เล่าถึงช่วงที่สถานการณ์ในเขตชายแดนเลวร้ายลงอย่างมาก โฮมทรีประจำเผ่าอารานาเฮและดินแดนโดยรอบถูกทำลายล้าง ทำให้ป่าไม้ที่เขียวชอุ่มและสดใสกลายเป็นเถ้าถ่าน ขณะที่ป่าคิงลอร์โดยรอบก็เละไม่ต่างกัน ความขัดแย้งนี้เริ่มต้นโดยกองกำลังพันธมิตรใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นระหว่างเผ่ามังควานและกองกำลัง RDA ของคนจากฟากฟ้า

ซกเล็ก อดีตนักรบยอดฝีมือแห่งเผ่า “ตรึ-ออง” (ออกเสียงระรัวลิ้นแบบภาษาแอฟริกัน) และเป็นสมาชิกกลุ่มต่อต้าน รับหน้าที่เป็นตัวเอกของเรื่อง (แทนที่พระเอกคนเดิม “เดอะ ซาเรนตู” ที่มาคราวนี้มีชื่อเป็นภาษานาวีแล้วว่า “Tamtay” แทมเทย์) โดยพี่ซกเล็ก พบว่าทั่วดินแดนถูกไฟไหม้ และครอบครัวซาเรนตูกระจัดกระจายไปหลังถูกโจมตีอย่างหนัก เขาจึงต้องออกเดินทางด้วยแรงผลักดันจากความแค้นและความโศกเศร้าเพื่อรวบรวมและปกป้องคนที่เขารักให้ได้

เอาล่ะ! หลังจากนั้นอีก 20 กว่าภารกิจของส่วนเสริมชุดนี้ก็จะเต็มไปด้วยเรื่องราวสุดดราม่าพลิกผัน หักมุม และเร้าใจสุด ๆ ซึ่งหลังจากเล่นจบ ผมเองพบว่า From the Ashes มีการผูกเรื่องให้สอดคล้องกับโลกของภาพยนตร์ได้ดี มีการกล่าวอ้างพาดพิงกันไปมาโดยตลอด ตรงจุดนี้ถ้าใครเป็นแฟนหนังจะยิ่งสนุกมากขึ้นเวลาเล่น

ลักษณะการเดินเรื่องสไตล์ไล่ล่าล้างแค้น ก็ให้อารมณ์แบบหนังซามูไร หรือหนังอย่างเรื่อง Kill bill เพราะซกเล็กจะต้องเผชิญกับแก๊งมังควาน ที่มีหลายสิบคน ไล่จากพวกลูกจ๊อกตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงระดับบอสทั้งสามคน ได้แก่ หัวหน้าใหญ่วูคูล่า, ซารี มือสไนเปอร์โรคจิต (เป็นน้องสาววูคูล่า) และ แร็กซ์ จอมเชือดอิคราน (สัตว์พาหนะบินได้) ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีฉากสู้บอสพร้อมหนังเปิดตัวเท่ ๆ ของแต่ละคน ตรงนี้ถือว่าทำได้ดี

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครเป็นคนที่ซีเรียสกับแง่มุมด้านการเมืองที่สอดแทรกในสื่อบันเทิง คุณอาจมีความรู้สึก “เอ๊ะ” ได้ในบางฉาก โดยมันจะเป็นเรื่องของการถกเถียงเกี่ยวกับ การปรับตัวให้เข้ากับโลกาภิวัตน์ VS อนุรักษ์สุดโต่ง แต่จะไม่มีประเด็นเรื่องเพศใด ๆ ทั้งสิ้น ขอให้สบายใจกันได้

เมื่อเล่นจนจบ คุณจะพบว่าตัวเกมทิ้งปมสำคัญไว้เพียบ แถมมีฉากที่เหมือนบอกใบ้ด้วยนะว่าอาจยังมีภาคต่อจากนี้เพิ่มขึ้นอีก ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ทิ้งแฟรนไชส์นี้ แล้วทำภาคใหม่ ๆ มาให้เล่นกันเรื่อย ๆ ในอนาคต…อ่ะ ไปต่อกันที่หัวข้อสำคัญกันดีกว่า นั่นคือ…!

เกมเพลย์

ประเด็นสำคัญที่ผมจะบอกก็คือ From The Ashes “มีการพัฒนากลไกการเดินเรื่องในเกมโอเพ่นเวิลด์ของยูบิซอฟต์” อธิบายให้เห็นภาพได้ว่า ตัวเกมได้นำเสนอประสบการณ์ที่ “กระชับ” และ “ตรงประเด็นมากขึ้น” ในหลาย ๆ แง่

From The Ashes คือประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ที่สมจริงผ่านการเล่นเกม ทีมงานเขาวางฉากที่มีความอลังการ ไว้ดักรอโมเมนต์ที่เราจะได้เจอผ่านการดำเนินเควสต์โดยไม่ใช้การตัดฉาก/จูงมือผู้เล่น เขาวางเส้นทางให้เราไว้อย่างแนบเนียน และยังมีการตัดเอาพวกองค์ประกอบที่ล้าสมัยไปแล้วของเกมสไตล์ “โลกเปิดยูบิซอฟต์” ออกไปหมด ไม่ต้องไปไล่ทำเควสต์ซ้ำ ๆ ไร้สาระอีกต่อไป แต่จะมีเควสต์เสริมที่สอดรับกับเนื้อเรื่องโผล่มาแทน ซึ่งคุณจะได้รับแต้มประสบการณ์และไอเท็มพิเศษจากเควสต์เหล่านั้น

ผมพบว่า บางเควสต์มีกลิ่นการเดินเรื่องแบบ Assassin’s creed mirage ที่เน้นโฟกัสไปที่ “การเล่าเรื่องและการมีส่วนร่วมของผู้เล่น” มากกว่าเควสต์ซ้ำ ๆ ฟีลหลวม ๆ (อย่างเกมฟาร์ คราย) ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี ขณะที่ฉากที่ต้องการการลอบเร้นเข้าฐานศัตรู ตัวเกมดึงเอาหลายเทคนิคการออกแบบด่านมาจาก Star Wars Outlaws อย่างเห็นได้ชัด (เกมจาก Massive Entertainment ค่ายเดียวกัน) ทั้งมุกการไขปริศนา, การซ่อนทางไปต่อ, การหลอกล่อศัตรู คือแบบ…เหมือนเป๊ะอ่ะ ซึ่ง! ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะทำออกมาแล้วเล่นสนุกใช้ได้

ทีนี้ มาถึงข้อเสีย และนี่จะเป็นปัญหาสำคัญให้ทีมงาน Massive Entertainment ต้องรีบกลับไปปรับปรุงพัฒนาฝีมือให้เนี้ยบขึ้นกว่าเดิม กล่าวคือ จากที่ผมบอกว่า เขาออกแบบ From The Ashes โดยมุ่งเน้นให้เกิดฟีลลิ่งแบบ “เกมเพลย์เส้นตรงผสมคัตซีนที่เกิดขึ้นได้ในฉากแบบโอเพ่นเวิลด์” ซึ่งนี่แหละที่มาของปัญหา เพราะมันก่อให้เกิด “บั๊ก” จากความไม่สอดคล้องกันของเหตุการณ์ หากผู้เล่นดำเนินเรื่องคล่อมกัน หรือวิ่งออกนอกเส้นทางที่ควรจะเป็นในโมเมนต์นั้น ๆ

ยิ่งพูดยิ่งงง ขอยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดจากการดำเนินเควสต์ให้ฟังกันซักเรื่อง เช่น มีอยู่ตอนนึง ที่แก๊งฝ่ายต่อต้านนัดรวมพลเพื่อหารือบนยอดดอย ผมก็จะรีบเดินทางไป ระหว่างทางดันมี NPC ชวนคุย ซึ่งนางคนนี้ถือเควสต์ขอความช่วยเหลือบางอย่างโดยนางจะขอซ้อนท้ายนกอิครานของเราไปด้วย ไอ้ผมก็ไม่ทันได้อ่านข้อความอัปเดตเควสต์ เพราะนึกว่ามันเป็นเควสต์เดียวกัน แต่จริง ๆ มันคนละเควสต์! แล้วตัวเกมก็ดันยอมให้ผมพานางซ้อนท้ายไปทำเควสต์ด้วย! ตะลุย ๆ ไปโดยที่นางก็ไม่บ่นซักแอะ (นางคงงง กรูขอให้ไปส่งอีกที่นึง ดันพากรูมารบเฉย) แต่ปัญหาคือ ผมกดลงจากอิครานไม่ได้ เพราะติดเควสต์ที่มากับ NPC คนซ้อนท้าย (แต่ตัวดันไปอยู่ในฉากที่ดำเนินอยู่ของอีกเควสต์) สุดท้ายทำไงครับ? โหลดเซฟเล่นใหม่ซิครับรอไร!

นอกเหนือจากนั้น ผมยังพบบั๊กการแสดงผลอีกค่อนข้างเยอะ ในเกมเวอร์ชันวางจำหน่าย เช่น เปลี่ยนชุดและอุปกรณ์ในฉากเมนูไม่ได้, เปลี่ยนชุดแล้วแต่ตัวละครยังใส่ชุดเดิม, บั๊กกดสำรวจในฉากไม่ได้ ทำให้เกมไปต่อไม่ได้ ต้องโหลดเล่นใหม่ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ค่ายนี้ขึ้นชื่อเรื่องออกแพตช์แก้ไข เดี๋ยวคงมีการปรับปรุงตามหลังมาอีกหลายชุดแน่นอน

ประเด็นสุดท้ายในหัวข้อนี้ก็คือ การปะทะบอสบางราย ที่รวบรัดตัดจบมากเกินไป (ผมพูดมากไม่ได้ เดี๋ยวเดากันออกแน่ ๆ) กล่าวคือ บางคนออกตัวมาน่ากลัว แต่พอสู้แล้วดันง่อยเสียเหลือเกิน ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของเกมเพลย์ตลอดทั้งเกมที่ผมขอแนะนำหนัก ๆ เลยว่า ให้เล่นที่ความยากสูง ๆ อาจเริ่มจากสูงกว่านอร์มอลขึ้นไป แล้วเกมจะสนุกขึ้นมากเลยครับ ทุกการอัปเกรดจะเริ่มมีความสำคัญ ทุกสกิลจะมีความน่าสนใจขึ้นมาก เพราะถ้าคุณเล่นแค่นอร์มอลหรืออีซี่ (อีซี่นี่ยิ่งหนักเลย เกมหมดค่าไปเลย) เกมจะง่ายลงจนไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่กับบอสก็ง่อยเปลี้ยเสียเวลาเล่นเปล่า ๆ

กราฟิก และ เพลงประกอบ

ร่ายยาวมาถึงตรงนี้ คุณอาจคิดว่า “อืมม ตัวเกมมีทั้งจุดแข็งจุดอ่อน เอาไงดีน้า ยัง 50/50” ผมขอบอกเลยว่า ปัจจัยตัดสินช่วยให้ดีลดันมาถึงแล้ว นั่นก็คือ คุณภาพงานสร้างด้านกราฟิกและดนตรีประกอบ ที่ทำออกมาได้สุดอลังการ ไม่ไก่กา นี่คือผลงานระดับโปร มีรสนิยมโดยแท้

เริ่มจากกราฟิกกันก่อน โดยตามที่ผมกล่าวไปก็คือ พอทีมงานเขาวางฉากเข้มข้นดักไว้ในจุดสำคัญของการเดินเรื่อง ซึ่งไอ้พื้นที่เหล่านั้น มันก็อยู่ในโลกโอเพ่นเวิลด์ของเกมนั่นแหละ คุณไปเมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้ความสวยงาม วิลาสแปลกตา มันงดงามชวนยลชะมัด โดยเฉพาะดินแดน The Ravines ที่หากเล่นด้วยจอมอนิเตอร์ใหญ่ ๆ ปรับแสงปรับสีดี ๆ ล่ะก็ เพลินตาแน่นอน

ด้านเพลงประกอบ ที่ปกติผมจะไม่ค่อยสนใจเท่าไรเวลาเล่นเกม แต่คราวนี้มันให้อารมณ์อลังการแบบหนังฮอลลีวู้ดจนผมต้องไปค้นประวัติการสร้างเกมก็พบว่า ยูบิเขาจ้าง John Paesano ให้มาดูแลเรื่องดนตรีโดยเฉพาะ ซึ่งคุณคนนี้คือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเพลงประกอบภาพยนตร์ดัง ๆ มากมาย อาทิ Maze Runner, Kingdom of the Planet of the Apes, ซีรีส์โทรทัศน์ของมาร์เวลเรื่อง Daredevil และ The Defenders เป็นต้น

สรุป

สรุปคือเกมนี้เนื้อเรื่องดี, กราฟิกกับเพลงยอดเยี่ยม ส่วนเกมเพลย์มีทั้งดีและแย่! 555

สุดท้ายแล้วมันก็ยังคงเป็น “เกมในสไตล์ยูบิซอฟต์” ที่มีคุณภาพในระดับหนึ่ง สำหรับคนที่ชอบสไตล์นี้จะเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร คือเกมมันอาจมีจุดผิดพลาดบ้างแต่โดยรวมผมถือว่าผ่านเกณฑ์ เป็นเกมเกือบพรีเมียม เล่นได้ไม่เสียดายเงิน ยิ่งถ้าใครชอบหนังชอบจักรวาลเวตาล เอ๊ย อวตาร ก็จะยิ่งเล่นสนุกยิ่งขึ้นแน่นอน เล่นแล้วไปดูหนัง ดูหนังแล้วมาเล่นเกมวนไปให้สะใจกันไปข้าง! แต่ถ้าใครไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว กับเกมสูตรยูบิซอฟต์ ก็ไม่ต้องเล่นครับ ไม่มีใครบังคับท่านได้

The Review

80% แรงแค้นของพี่ซกเล็ก

สรุปสั้น ๆ คือ Avatar: Frontiers of Pandora - From the Ashes มีเนื้อเรื่องที่ดีมาก, กราฟิกกับเพลงยอดเยี่ยม ส่วนเกมเพลย์มีทั้งดี...และแย่

80%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์