รีวิว Tales of Berseria Remastered ตำนานของนักรบคลั่ง ที่เดินอยู่บนกองเถ้าถ่านแห่งเศษซากศรัทธา
*ขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับโค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้
* Intel(R) Core(TM) i7-14700HX 2.10 GHz Ram 32 GB RTX4060
Tales of Berseria Remastered คือการกลับมาอีกครั้งของตำนาน Action-RPG ระดับขึ้นหิ้งจากซีรีส์ Tales of …
พัฒนาโดย Bandai Namco Studios และจัดจำหน่ายโดย Bandai Namco Entertainment เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 บนเครื่อง PlayStation 4, PlayStation 3
เนื้อเรื่อง (มีสปอยล์)
ท่ามกลางโลกที่ถูกคุกคามด้วยโรคระบาด “Daemonblight” ที่สาปให้มนุษย์กลายเป็นอสูรกายคลุ้มคลั่ง จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นในคืนจันทรคราส “Scarlet Night” เมื่อ Artorius Collbrande พี่เขยผู้เปรียบเสมือนวีรบุรุษของครอบครัวตัวเอก ได้ทำการสังหารน้องชายแท้ๆ ของนางเอก “Velvet Crowe” ต่อหน้าต่อตาเธอ เพื่อใช้ “ถวาย” เป็นเครื่องสังเวยในการอัญเชิญเหล่า “ก๊อด”มาช่วยกอบกู้โลก และทำร้ายนางเอกจนแขนซ้ายขาด! ทำให้นางเอกตกลงสู่หุบเหวปีศาจ ที่ความแค้นได้หลอมรวมกับพลังมืดเข้าแขนซ้ายกลายเป็นกงเล็บอสูรที่กลืนกินได้ทุกสรรพสิ่ง
ต่อมาเธอถูกจองจำในคุกใต้ดินนานนับหลายปี ข้ามผ่านความทรมานและความหิวโหย จนกระทั่งสบโอกาสแหกคุกออกมาเพื่อเป้าหมายเดียวคือการชำระแค้น กระชากหน้ากากคนดีย์ Artorius ผู้ซึ่งบัดนี้กลายเป็น “ศาสดา” (Shepherd) ของลัทธิ Abbey ที่ชี้นำโลกด้วยตรรกะอันวิบัติว่า “ความสงบสุขต้องไม่มี Free will”
ในการเดินทางล้างแค้นอันยาวนาน Velvet เข้าสู่สายมาร หรือนักรบคลั่งผู้ทำลายความสงบจอมปลอมที่ลัทธิเปลือกๆ มันสร้าง เธอได้รวบรวมพรรคพวกที่เป็นเหล่าเดนสังคมและคนชายขอบ ทั้งซามูไรปีศาจ Rokurou, แม่มดเสียสติ Magilou,โจรสลัดมิจฉาชีพ Eizen, นักบวชสาวผู้ทรยศ Eleanor และ Laphicet เด็กชาย Malak (เผ่าพันธุ์รับใช้เทพ) ที่นางเอกชิงตัวมาและตั้งชื่อตามน้องชายที่ตายไปเข้าทีม
การเดินทางครั้งนี้เป็นการปะทะกันทางอุดมการณ์ระหว่าง “สันติคือความสงบราบคาบ” ของ Artorius ที่ต้องการสะกดอารมณ์ของมนุษย์ทุกคนเพื่อหยุดยั้ง Daemonblight กับ “เจตจำนงค์เสรี” ของ Velvet ที่ยืนหยัดว่ามนุษย์มีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินของตนเองอย่างอิสรภาพ แม้ทางนั้นอาจจะนำไปสู่ความเจ็บปวด และโกลาหลบ้างก็ตาม
ในช่วงท้ายของมหากาพย์ ความจริงอันเศร้าสลดถูกเปิดเผยว่าการเสียสละในคืนนั้นเป็นความยินยอมของน้องชายเธอเองเพื่อช่วยโลกที่กำลังล่มสลาย ทำให้จิตใจของ Velvet ผิดหวัง แตกสลายจนเกือบจะเลิกแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว แต่ด้วยความผูกพันกับผองเพื่อนและการตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจ เธอจึงเลือกที่จะแบกรับบาปทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียว
ในศึกตัดสินสุดท้าย Velvet ได้เข้าห้ำหั่นกับ Artorius และก๊อด Innominat จนได้รับชัยชนะ แต่เพื่อไม่ให้พลังอสูรกายล้นทะลักออกมาระคายโลก เธอจึงตัดสินใจใช้มือกรงเล็บกลืนกินเทพเจ้า ทำให้ตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราอันชั่วนิรันดร์ เป็นการปิดตำนานการล้างแค้นที่ขมขื่นแต่สมบูรณ์แบบ ทิ้งไว้เพียงเรื่องเล่าขานของอสูรสาว ผู้ยอมจมลงสู่ความมืดเพื่อให้มนุษย์ยังคงได้เห็นแสงสว่างแห่งเสรีภาพต่อไป
ระบบการเล่น
ระบบการต่อสู้ของ Tales of Berseria Remastered ใช้ชื่อ Liberation-LMBS (Linear Motion Battle System) ซึ่งทำให้ผู้เล่นควบคุมตัวละครวิ่งไปได้ทั่วสมรภูมิแบบ 360 องศา หัวใจสำคัญของภาคนี้คือระบบ Soul Gauge โดยผู้เล่นจะเริ่มการต่อสู้ด้วยจำนวน “โซล” ที่จำกัด หากมีโซลมากก็จะสามารถต่อคอมโบได้ยาวนานขึ้น และอีกจุดที่น่าตื่นเต้นคือระบบ Break Soul ซึ่งเป็นท่าไม้ตายเฉพาะตัวที่ต้องแลกด้วยการจ่ายโซล เพื่อแลกกับพลังอำนาจมหาศาล อย่างเช่นกรงเล็บอสูรของ Velvet ที่นอกจากจะขยายคอมโบให้ต่อเนื่องไม่สิ้นสุดแล้ว ยังมอบสภาวะอมตะชั่วขณะและพลังโจมตีที่รุนแรงขึ้นตามประเภทของศัตรูที่เธอกลืนกินเข้าไป ทำให้จังหวะการเล่นเป็นการชิงไหวชิงพริบระหว่างการสะสมโซลจากการทำท่าใส่ศัตรู และการจ่ายโซล เพื่อระเบิดพลังทำลายล้างออกมา
นอกเหนือจากนั้น ผู้เล่นสามารถปรับแต่งท่าศิลปะการต่อสู้หรือ Artes ลงบนปุ่มกดทั้งสี่ได้อย่างอิสระตามความถนัด ว่าท่าไหนจะมาก่อนมาหลัง เอาท่าไหนมาไว้ปุ่มไหน ลำดับไหน จะได้กดสะดวก ซึ่งมันเหมาะกันคนสมองโล่ง กดรัว คิดปุ่มท่าไม่ออกสุดๆ แล้วเกมยังมีระบบ Switch ที่อนุญาตให้ผู้เล่นเปลี่ยนตัวละครสำรองลงมากลางอากาศเพื่อยืดคอมโบหรือแก้สถานการณ์คับขันได้ทันที ยังมีอีก เมื่อเกจพลังโกรธพุ่งพล่านจนเต็ม ผู้เล่นยังสามารถปลดปล่อย Mystic Artes คือท่าไม้ตายคัทซีนสุดอลังการที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และยังมีระบบอุปกรณ์ไอเทมเสริมความแข็งแกร่ง เรียนรู้ทักษะอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็ต้องบริหารจัดการทรัพยากรดีๆ เพราะถ้ากระเป๋าเต็ม ก็เก็บอีกไม่ได้
มาถึงแผนที่ ในเกมนี้มักมีลักษณะเป็นทางเดินยาวเหยียดที่เชื่อมต่อกันด้วยโถงกว้างๆ ที่ยาวม๊ากกกกก ทำให้การวิ่งทำเควสจากจุดหนึ่งไปยังจุดหมายถัดไปมันไกลโคตร กินเวลานาน ส่วนใหญ่จะพบว่าตัวเองต้องวิ่งวนอยู่ในอุโมงค์หรือทุ่งกว้างที่หน้าตาเหมือนกันไปหมดทุกหัวมุมถนน จนบางครั้งเกิดอาการสับสนทิศทางแม้จะมีแผนที่ย่อบอกทางก็ตาม มันน่าจะมีจุดเด่นๆ ของสถานที่ต่างๆ วางไว้ เผื่อจะได้วิ่งง่ายๆ แล้วยิ่งถ้าเจอประตูเวทย์สลับสี ที่ต้องเปิดปิดสลับกันเพื่อที่จะเดินผ่านได้นะ …อื้อหือ หนังชีวิต
ที่พอน่าจะทุ่นแรงวิ่งไปได้คือ “Invidious Board” ที่เป็นบอร์ดใช้สำหรับการร่อนเพื่อการเดินทางอันรวดเร็ว …แต่บังคับโคตรยาก หลบศัตรูยากซะจนเหมือนเป็นเครื่องร่อนวิ่งเข้าหาลูกกระจ๊อก ที่ทำให้เราต้องเสียเวลาฟาดมัน ทำให้… สุดท้ายแล้วก็ต้องลงเดินอยู่ดี…
ความน่าหงุดหงิดยิ่งทวีคูณเมื่อเกมบังคับให้เราต้อง Backtracking หรือการวิ่งย้อนกลับไปมาในแผนที่เดิมๆ เพื่อทำภารกิจย่อยหรือดำเนินเนื้อเรื่องหลัก ซึ่งการไม่มีระบบ Fast Travel ที่อิสระและละเอียดพอ ทำให้ผู้เล่นเสียเวลาไปกับการวิ่งผ่านกลุ่มศัตรูหน้าเดิมๆ ในฉากที่ว่างเปล่าเป็นสิบๆ นาทีเพียงเพื่อจะดูคัทซีนสั้นๆ แล้ววิ่งกลับออกมาอีกครั้ง แล้ววิ่งกลับไปอีกครั้ง! สิ่งเหล่านี้ทำลายจังหวะความระทึกใจของเนื้อเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้คนสายหัวร้อนอาจจะหมดไฟ ก่อนจะเข้าถึงจุดพีคของเกมได้
งานด้านภาพ
จุดเด่นที่สุดที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือการถ่ายทอดลายเส้นสไตล์อนิเมะอันเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะในส่วนของคัทซีนแบบลายเส้นวาดมือจากสตูดิโอ ufotable ที่ทำออกมาได้อลังการและทรงพลังประหนึ่งอนิเมะฟอร์มยักษ์ สีสันของเอฟเฟกต์ เวทมนตร์ และท่าไม้ตาย Mystic Artes ก็ถูกขับเน้นให้เสริมอารมณ์ความบ้าคลั่งของการต่อสู้ให้ดูตื่นตาตื่นใจและไหลลื่น แต่ในทางกลับกัน ตัวเกมก็ไม่อาจซ่อน “ความแข็งโป๊ก” ของกราฟิกสไตล์เกมยุคเก่าเอาไว้ได้… โดยเฉพาะโมเดลอนิเมชั่นการเคลื่อนไหวของตัวละครในฉากสนทนาที่ยังดูแข็งเป็นหุ่นยนต์ ผมสะบัดเป็นก้อน การกอดที่ดูเกร็งๆ และบั๊กโมเดลเล็กน้อย เช่น ผมเสียบทะลุแขน รวมถึงแสงเงาที่ดูเรียบง่ายจนทำให้บางฉากอาจดูจืดชืดและขาดมิติเมื่อเทียบกับมาตรฐานเกมยุคปัจจุบัน
แต่ก็ยังน้อยกว่าอีกประเด็นที่ขัดใจผู้เขียนเหลือเกิ๊นน คือ “การออกแบบเครื่องแต่งกาย” เช่นชุดของตัวเอกอย่าง Velvet ที่ดูจะเน้นความรุ่มร่ามเหมือนชาวพังค์พลาด (punk) ชุดที่ขาดรุ่งริ่งแทบทั้งตัวขัดกับสภาพอากาศที่หนาวเหน็บในบางพื้นที่ของเกม หรือ ถ้าจะบอกว่าครึ่งปีศาจไม่หนาว แต่ก็ไม่น่าออกท่าซัดใครได้สะดวก และเป็นเกราะป้องกันอะไรได้เลย และอีกตัวละครที่เป็นแม่มด ใส่กระโปรงที่เป็นหนังสือหลายๆ เล่ม มันทำให้รู้สึกหนัก ถ่วง และดูเกะกะสำหรับการดินทาง ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นสายสมจริง รู้สึกขัดใจกับความไม่สมเหตุสมผลนี้
นอกจากนี้ ตัวเกมยังมีการใช้ระบบ “Skit” หรือการสนทนาผ่านกรอบภาพนิ่งที่แม้จะช่วยเล่าเรื่องได้ดีและประหยัดงบประมาณ แต่สำหรับผู้เล่นบางคนอาจรู้สึกว่ามันเป็นวิธีการนำเสนอที่ดูล้าสมัยและขี้เกียจไปสักหน่อย อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามความเก่าของเอนจิ้นไปได้ งานดีไซน์ตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์และภาพในสไตล์อนิเมะก็ยังคงมีเสน่ห์ที่ทำให้แฟนพันธุ์แท้จมดิ่งไปกับโลกแห่งการล้างแค้นนี้ได้
งานด้านเสียง
แม้ระบบ Skit ที่เป็นเพียงภาพนิ่ง แต่ก็มีชีวิตชีวาขึ้นด้วยเสียงพากษ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพากย์ญี่ปุ่นต้นฉบับหรือภาษาอังกฤษ ต่างก็ถ่ายทอดความแค้น ความโศกเศร้า และความบ้าคลั่งออกมาได้ เช่น Velvet จากหญิงสาวผู้อ่อนโยนกลายเป็นอสูรที่เต็มไปด้วยความพยาบาทได้อย่างอิน จนผู้เล่นสามารถสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของตัวละครทุกตัว
ในส่วนของดนตรีประกอบ (Soundtrack) ยังคงรักษามาตรฐานความยิ่งใหญ่ในสไตล์ Tales of ผสมผสานกับความร็อคบัลลาร์ด ที่ดุดันแต่ซาบซึ้งให้ยิ่งดำดิ่งเข้าไปในเนื้อเรื่อง แต่ก็มีความซ้ำซากเล็กน้อยในบางฉากและดันเจี้ยนที่ยาวเหยียด ซึ่งมักจะใช้เพลงวนลูปเดิมๆ จนอาจทำให้ผู้เล่นรู้สึกอยากได้หมอนเมื่อต้องวิ่งวนหาทางออกเป็นเวลานาน รวมถึงบางเสียงเอฟเฟกต์ประกอบฉากที่อาจดูเบาบางไปนิดเมื่อเทียบกับความจริงจังของเสียงพากย์ แต่โดยรวมแล้ว งานด้านเสียงของภาคนี้คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การเดินทางสายมารนี้สมบูรณ์แบบ และกินใจ
สรุป
Tales of Berseria Remastered คือการเดินทางของเด็กสาว Velvet Crowe ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเพลิงพยาบาทอันบริสุทธิ์ นำเสนอเนื้อเรื่องแนว Anti-Hero ที่ยอดเยี่ยม ความโดดเด่นของเกมนี้อยู่ที่การกล้าตั้งคำถามกับความถูกต้องจอมปลอมและการนำเสนอตัวละครฝ่ายเราที่เป็นกลุ่มคนรากหญ้านอกคอกซึ่งมีเสน่ห์ ผสมผสานกับระบบการต่อสู้ Liberation-LMBS ที่มอบความสะใจผ่านกรงเล็บอสูรและการทำคอมโบที่รวดเร็วรุนแรง แม้ว่าตัวเกมจะยังมีจุดอ่อนในด้านการออกแบบฉาก ตัวละคร และดันเจี้ยนที่ดูโล่งและซ้ำซากสไตล์เกมยุคเก่า รวมถึงกราฟิกที่ขาดรายละเอียดสมจริงไปบ้าง แต่ทว่างานพากย์เสียงที่บีบคั้นอารมณ์และบทสรุปที่กินใจก็เพียงพอที่จะกลบข้อด้อยเหล่านั้น ทำให้มันเป็นผลงานระดับขึ้นหิ้งที่แฟนเกมสาย Tales of ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
จุดเด่น (Pros)
- เนื้อเรื่องระดับมาสเตอร์พีซ ฉีกกฎ RPG สายสว่างด้วยพล็อต “Anti-Hero” ที่เข้มข้น ดาร์ก และตั้งคำถามกับศีลธรรมอย่างหนักหน่วง เป็นหนึ่งในเนื้อเรื่องที่ดีที่สุดของซีรีส์
- ตัวละครที่กลม มีมิติ สมาชิกทุกคนคือ “คนนอกคอก” ที่มีปูมหลัง เคมีระหว่างตัวละครทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ทั้งตลกและเศร้าในเวลาเดียวกัน
- ระบบต่อสู้ที่ดุดันและสะใจ การใช้กรงเล็บอสูร (Break Soul) ของ Velvet ทำให้เกมเพลย์มีความเร็วสูง ต่อคอมโบได้ต่อเนื่อง และให้อารมณ์ “นักรบคลั่ง” ได้อย่างสมบูรณ์
- งานพากย์เสียงเข้าถึงอารมณ์ความโกรธแค้นและความสูญเสียได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยพยุงการเล่าเรื่องให้ทรงพลังในทุกฉากสำคัญ
ข้อสังเกต (Cons)
- การออกแบบฉาก แผนที่และดันเจี้ยนส่วนใหญ่เป็นทางเดินโล่งๆ ที่ซ้ำซาก ขาดรายละเอียดและความน่าตื่นเต้นในการสำรวจ
- กราฟิกที่เริ่มล้าหลัง แม้จะรีมาสเตอร์ให้คมชัด แต่เอนจิ้นพื้นฐานยังคงมีความแข็งกระด้าง แอนิเมชั่นตัวละครและ Texture ฉากหลังยังดูเป็นเกมยุค PS3 อย่างชัดเจน
- การเดินย้อนไปมา (Backtracking) ตัวเกมบังคับให้ผู้เล่นวิ่งย้อนกลับไปแผนที่เดิมค่อนข้างบ่อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อผสมกับฉากที่หน้าตาเหมือนกันไปหมด
- ความสมจริงของคอสตูม ดีไซน์ชุดตัวละครหลัก (โดยเฉพาะ Velvet) ที่เน้นเซอร์วิส และไม่เมคเซ้นต์ จนขัดกับบรรยากาศและสภาพแวดล้อมซีเรียสในเนื้อเรื่อง อาจทำให้ผู้เล่นสายอินกับความสมจริงรู้สึกขัดใจ
คะแนน
- เกมเพลย์ (Gameplay) 80/100
- งานภาพ (Graphics) 75/100
- งานเสียง (Audio) 85/100
- เนื้อเรื่อง (Story) 100/100















