รีวิว Hotel Barcelona สับเลือดสาด กราดกระสุนไม่ยั้ง ฝังกลบพวกคลั่ง ไปกับสแลชเชอร์ยุค 80s
*ขอขอบคุณ Hidetaka Suehiro (Swery65) และ Goichi Suda (Suda51) สำหรับโค้ดรีวิวมา ณ โอกาสนี้ค่ะ
**รีวิวนี้เล่นบน PC: Intel(R) Core(TM) i7-14700HX 2.10 GHz Ram 32 GB RTX4060
Hotel Barcelona คือโปรเจกต์ของสองไอคอนวงการเกมญี่ปุ่น Suda51 (ผู้สร้าง No More Heroes) และ Swery65 (ผู้สร้าง Deadly Premonition) ภายใต้การพัฒนาของสตูดิโอ White Owls Inc. โดยเกมนี้เล่นแบบ 2.5D Slasher Action ที่คุณจะวิ่ง และสู้กับศัครูผ่านฉากคล้ายๆ เกม 2 มิติแบบ castlevania symphony of the night
เนื้อเรื่อง
คราวนี้ก็มาถึงด้านเนื้อเรื่องเกม Hotel California ผ่าม! ไม่ช่าย Hotel Barcelona ถูกแล้ว! คุณไม่ต้องแปลกใจกับมุข เพราะเนื้อเรื่องของเกม มันเกี่ยวกับผี! ในโรงแรม! และแน่นอนเป็นผีฆาตกรสไตล์ American Horror Stories แค่เพลงเปิดก็ได้กลิ่นอายยุค 80s-90s แล้ว เรียกได้ว่า โยกกันเป็นวัยทองคะนองเพลงเลยทีเดียว
Hotel Barcelona เป็นเกมสยองขวัญแนว slasher ที่โครงเรื่องได้รับแรงบันดาลใจจากหนังฆาตกรยุค 80s-90s โดยเนื้อเรื่องเริ่มต้นจากตัวเอกชื่อ Justine เจ้าหน้าที่หน่วยสหรัฐที่เดินทางมายังโรงแรมปริศนาแห่งหนึ่งหลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง เมื่อเธอฟื้นขึ้นมา เธอกลับพบว่าในหัวของเธอมีวิญญาณของฆาตกรต่อเนื่องชื่อ Dr. Carnival เข้ามาสิงอยู่ในจิตใจ ทำให้เธอเหมือนมีสองตัวตนอยู่ในร่างเดียวกัน และต้องต่อสู้กับเสียงกระซิบของความรุนแรงที่คอยผลักดันให้เธอฆ่าไม่หยุด
โรงแรมนี้ มีฆาตกรต่อเนื่องจากหลายที่มา ภายในโรงแรมถูกแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่ แต่ละพื้นที่ถูกควบคุมโดย “Slasher Killer” ซึ่งแต่ละคนสะท้อนสไตล์ของฆาตกรคนละแนว เช่น ฆาตกรอเมริกันฟุตบอล ฆาตกรพ่อครัวหัวไก่ หรือฆาตกรแม่มดต่างดาว ตัวเอกต้องฝ่าฝูงศัตรูจำนวนมากและเดินทางผ่านพื้นที่เพื่อกำจัดหัวหน้าฆาตกร ท่ามกลางบรรยากาศเหนือจริง เลือดสาด และตัวประหลาดที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังสแลชเชอร์ยุค VHS
ระหว่างการเดินทาง Justine จะค่อย ๆ ตระหนักว่าโรงแรมแห่งนี้เหมือนกับกับดักแห่งความตาย ผู้ที่เข้ามามักติดอยู่ในวงจรการฆ่าและการตายซ้ำ ๆ เมื่อเธอตาย เธอจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในวงจรเดิม และพลังจาก Dr. Carnival จะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่ฆ่าศัตรูมากขึ้น แต่ก็ยิ่งควบคุมเธอมากขึ้นเช่นกัน เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ความสัมพันธ์ระหว่าง Justine กับ Dr. Carnival จะเพิ่มขึ้น และทำให้เธอรู้ว่าแม้เขาจะเป็นฆาตกรที่ชั่วร้าย แต่ก็ช่วยให้เธอมีชีวิตรอดในโรงแรมแห่งนี้ ความขัดแย้งในจิตใจของเธอจึงอยู่ที่ว่า เธอกำลังต่อสู้เพื่อหนีออกจากโรงแรมแห่งนี้ หรือว่า กำลังค่อย ๆ กลายเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนฆาตกรคนอื่น ๆ ที่ติดอยู่ในโรงแรมไปแล้วกันแน่
ระบบการเล่น
ดังที่กล่าวไปใน intro ตัวเกมเป็นมุมมอง 2.5D side-scrolling hack-and-slash เป็นแอ็กชันสยองขวัญผสม roguelike คือเน้นการเล่นซ้ำไปซ้ำมาเพื่อค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น Justine จะวิ่งผ่านฉากในโรงแรมและพื้นที่รอบ ๆ ที่ถูกแบ่งเป็นหลายโซน แต่ละโซนมีศัตรูจำนวนมากและจบด้วยบอสฆาตกรประจำด่าน โครงสร้างหลักคือ “run-based gameplay” หมายความว่าผู้เล่นต้องพยายามฝ่าด่านให้ไกลที่สุดในแต่ละรอบ หากตายก็ต้องเริ่มใหม่จากจุดเริ่มต้น และต้องเล่นวนไปเพื่อปลดล็อกเนื้อหาและบอสทั้งหมด
ผู้เล่นสามารถเลือก ขวานหรือใบมีด พร้อมกับอาวุธระยะไกลเช่นปืน รวมถึงมีท่าการโจมตีแบบเบา หนัก การหลบ และการป้องกัน นอกจากนี้ยังมีเกจพลังที่เรียกว่า Skull Gauge ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเมื่อกำจัดศัตรูและทำให้ผู้เล่นสามารถปล่อยท่าไม้ตายรุนแรงได้ กลไกที่โดดเด่นอีกอย่างคือระบบ Slasher Phantom ซึ่งทำให้การตายทุกครั้ง ตัวละครในรอบก่อนจะกลับมาเป็นผีเงา ที่วิ่งตามเส้นทางและท่าทางเดิมของรอบที่ผ่านมา เงาเหล่านี้จะช่วยโจมตีศัตรูเหมือนกับที่ผู้เล่นเคยทำไว้ ทำให้ในรอบถัดไปเหมือนมีพันธมิตรช่วยต่อสู้ และสามารถสะสมได้หลายตัวจนเกิดฉากต่อสู้ที่เป็นทีม โดยเฉพาะในการสู้กับบอสที่ผู้เล่นอาจมีเงาของตัวเองเข้ามาช่วยโจมตีพร้อมกัน
เมื่อจบแต่ละด่าน ผู้เล่นจะกลับมายังห้องพักในโรงแรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำหรับการอัพเกรด ตัวละครสามารถใช้ทรัพยากรที่เก็บได้ เช่น ไอเทมจากศัตรูหรือของสะสม เพื่อปลดล็อกสกิลใหม่ ซื้ออาวุธ หรือเพิ่มความสามารถถาวรผ่านระบบคล้าย skill tree เมื่อเริ่มรอบใหม่ผู้เล่นสามารถเลือกเส้นทางของด่านจากประตูต่าง ๆ ที่โผล่เข้ามาในฉาก ทำให้มีอิสระในการวางแผนเส้นทางและสร้างรูปแบบการเล่นของตัวเอง นอกจากนี้เกมยังมีระบบออนไลน์ที่เปิดให้ผู้เล่นคนอื่นเข้ามาช่วยในรูปแบบ co-op หรือปรากฏเป็น phantom ในโลกของผู้เล่นคนอื่นได้อีกด้วย
งานด้านภาพ
ในด้านการออกแบบตัวละคร เหล่าฆาตกรและศัตรูถูกออกแบบอย่างเท่ห์และมีความสตีมพังค์สุดๆ ดีไซน์ของแต่ละตัวมีไอเดียที่น่าสนใจ แปลกใหม่ และผสมกับความ Gore นิดๆ ท่าทางที่สะท้อนบุคลิกของฆาตกรแต่ละประเภทก็ออกแบบมาอย่างดี เพี้ยน!ดิบ!และน่าจดจำ ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศให้โลกของเกมดูเป็นแหล่งรวมของฆาตกรโรคจิตที่หลากหลาย
แต่…ความแปลกที่ชวนเกาหัวในมุมมองผู้เขียนคือ “ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ของงานภาพ บางจังหวะเกมเสิร์ฟงานอนิเมชั่นลายเส้นคมๆ แต่อยู่ดีๆ แป๊บเดียวตัดไปเป็นภาพร่างสเกตช์ดิบๆ แล้วเดี๋ยวก็โดดไปเป็นงาน 3D หรือแม้แต่งานพิกเซล 8-Bit ก็ยังมีโผล่มา! มันเหมือนว่าเรากำลังดูม้วนวิดีโอ ที่โดนอัดทับด้วยรายการทีวีหลายๆ ช่อง ซึ่งมองในแง่ดีมันอาจจะเป็น “ความจงใจ” ที่จะสื่อถึงความแนว ความ Cult ของเกม แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะคนเล่น มันดู “ไปคนละทิศละทาง” จนบางทีอารมณ์มันงงๆ มันสะดุดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง
แถมที่น่าเสียดายสุดๆ คือตอนตัวละครยืนคุยกัน เกมดันเลือกใช้ภาพนิ่งเพียงภาพเดียว! ในการดำเนินเนื้อเรื่องยาวๆ มันดูน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับ Art ของเกม พอภาพไม่ขยับไม่เปลี่ยนเลย อารมณ์ร่วมมันก็เริ่มหดหาย สมาธิที่ควรจะจดจ่ออยู่กับบทพูดกาวๆ ก็มักจะหลุดลอยไปเพราะความนิ่งจนน่าเบื่อของหน้าจอการสนทนา กลายเป็นว่าช่วงพักเบรกเนื้อเรื่องกลับกลายเป็นช่วงที่ทำให้อะดรีนาลีนที่กำลังพุ่งพล่านจากดนตรีเมทัลต้องมาสะดุดกึกซะอย่างนั้น!
งานด้านเสียง
เสียงในเกมนี้มันคือวัฒนธรรม Heavy Metal และ Punk Rock ยุค 80s-90s เหมือนว่ากำลังฟังเพลงของ Ozzy Osbourne ที่ช่วยขับเคลื่อนอะดรีนาลีนให้พุ่งพล่าน ยิ่งเป็นตอนที่ Justine เอา Dr. Carnival เป็นกระดานโต้คลื่น โคตรมันส์
ในส่วนของ Sound Effects บอกเลยว่าทีมงานเก็บรายละเอียดความ “แหวะ” ได้สะใจคอหนัง Slasher จริงๆ เสียงมีดที่ฉีกเนื้อดัง ฉั๊วะ! เสียงเลือดที่พุ่งกระฉูด ฟู่ๆ เผละ หรือเสียงเลื่อยไฟฟ้าที่ครางกระหึ่มอยู่ไกลๆ มันถูกออกแบบมาให้มีความเป็น Analog Horror สูงมาก คือมันมีความสาก ความแตก เก่าๆ ที่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา ส่วนการพากย์เสียงตัวละคร โดยเฉพาะ Dr. Carnival นั้นทำออกมาได้กวนประสาทและน่าเกรงขาม และฆาตกรตัวอื่นๆ ก็มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างตัวละคร แม่มด ที่เสียงพากย์จะมีความแหบพร่า เยาะเย้ย และใส่เอฟเฟกต์จูนเสียงก้องๆ มันช่วยสร้างบรรยากาศทำให้เรารู้สึกวิปลาสได้ดีทีเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้เสียงประกอบจะเด็ดขาดแค่ไหน แต่ในฉากเนื้อเรื่องหรือช่วงที่ตัวละครยืนคุยกันแบบภาพนิ่ง (ที่บ่นไปก่อนหน้า) งานเสียงกลับโดนดึงให้ดูดรอปลงไปอย่างน่าประหลาดใจ ทำให้หลายช่วงดูเนือยๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
สรุป
โรงแรมสุดคลั่งแห่งนี้ โดดเด่นด้วยไอเดียและเอกลักษณ์ด้านบรรยากาศสยองขวัญแบบหนังสแลชเชอร์ยุค 80s–90s ทั้งการออกแบบฆาตกรที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ระบบการเล่นแบบ roguelike ที่ท้าทาย และกลไก Slasher Phantom ที่นำเงาของตัวละครจากรอบก่อนมาช่วยต่อสู้ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่ อย่างไรก็ตาม ในบางด้านของการนำเสนอเกมยังรู้สึกไม่ค่อยลงตัวนัก เช่น งานคัตซีนที่ผสมหลายสไตล์ภาพจนดูไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อินเทอร์เฟซบางส่วนที่ดูเก่า และฉากบทสนทนาที่ใช้ภาพตัวละครเพียงภาพเดียวจนทำให้การเล่าเรื่องดูนิ่งเกินไป แม้จะมีข้อสังเกตเหล่านี้ แต่เกมก็ยังคงมีเสน่ห์เฉพาะตัวและเหมาะกับผู้เล่นที่ชื่นชอบบรรยากาศ horror แบบ cult
จุดเด่น (Pros)
- ระบบ Slasher Phantoms สุดล้ำ เปลี่ยนความตาย ให้กลายเป็นแท๊กทีม เป็นไอเดียที่ชาญฉลาดและทำให้การเล่นวนลูปไม่น่าเบื่อ แต่กลับยิ่งมันส์ขึ้นเรื่อยๆ
- ดีไซน์ฆาตกร บอสและศัตรูแต่ละตัวมีเอกลักษณ์ที่น่าจดจำและเต็มไปด้วยไอเดียคารวะหนังสยองขวัญยุค 80s อย่างมีชั้นเชิง
- ดนตรีและบรรยากาศสุดเดือด งานเสียงร็อค-เมทัลที่ขับเคลื่อนอะดรีนาลีนได้ยอดเยี่ยม ผสมกับโทนสีนีออนและเลือดที่ฉูดฉาดสะใจสายโหด
ข้อสังเกต (Cons)
- งานศิลป์ในคัตซีนที่สะเปะสะปะ การผสมผสานงานหลายสไตล์ (Anime, Sketch, 3D, 8-bit) ดูขาดเอกภาพและอาจทำให้เสียอรรถรสในการเสพเนื้อเรื่อง
- บทสนทนาเนือยเกินไป ฉากคุยกันใช้ภาพนิ่งเพียงภาพเดียวและไม่มีความเคลื่อนไหว ทำให้สมาธิหลุดและรู้สึกเบื่อในช่วงที่ต้องตามเนื้อเรื่องยาวๆ
- UI ที่ดู “เก่า” ในบางจุด เช่น หน้าจอเมนู หรือแถบพลังดูเหมือนซอฟต์แวร์เถื่อนหรือดาร์คเว็บ ซึ่งอาจจะไม่ถูกจริตคนชอบความสวยงามทันสมัย
คะแนนรวม
- เกมเพลย์ (Gameplay) 60/100
- งานภาพ (Graphics) 60/100
- งานเสียง (Audio) 70/100
- เนื้อเรื่อง (Story) 70/100










