รีวิว RIDE 6
*ขอขอบคุณ Milestone สำหรับโค้ดรีวิวเวอร์ชัน PS5 มา ณ โอกาสนี้
RIDE 6 คือเกมจำลองการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ภาคใหม่ล่าสุดจากผู้พัฒนา Milestone ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Gran Turismo แห่งโลกสองล้อ” โดยมีการยกระดับความสมจริงด้วยเทคโนโลยี Unreal Engine 5 ตัวเกมวางจำหน่ายวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 บนแพลตฟอร์ม: PlayStation 5, Xbox Series X|S และ PC (ผ่าน Steam และ Epic Games Store) ตัวเกมมาพร้อมรถมอเตอร์ไซค์ให้เลือกเล่นมากถึง 340 รุ่น จาก 21 ผู้ผลิต และมีสนามแข่งรวม 45 แห่ง ทั้งสนามจริงและสนามสมมติ
ด้านฟีเจอร์เด่นในภาคนี้ก็ได้แก่ การเพิ่มการแข่งแบบวิบาก (Off-Road) และทางฝุ่นเข้ามาอย่างเต็มรูปแบบ, Dynamic Weather & Day/Night ระบบสภาพอากาศและแสงเงาที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความท้าทายและความสวยงามในการขับขี่, Dual Physics System: เลือกเล่นได้ทั้งโหมด Arcade สำหรับมือใหม่ที่เน้นความสนุก หรือโหมด Pro สำหรับผู้ที่ต้องการความสมจริงระดับ Simulation, Crossplay Multiplayer รองรับการเล่นออนไลน์ข้ามแพลตฟอร์มสูงสุด 12 คน และมีโหมดแบ่งหน้าจอ (Split-screen) สำหรับเล่น 2 คนในเครื่องเดียว
และที่โดดเด่นที่สุด นั่นก็คือ “Ride Fest” โหมดอาชีพใหม่ในรูปแบบเทศกาลมอเตอร์ไซค์ที่ให้ผู้เล่นสร้างชื่อเสียงและท้าทายกับ 10 ยอดนักบิดระดับตำนาน เช่น Casey Stoner และ Guy Martin ซึ่งผมขอแยกโหมดนี้ไปแจกแจงให้ทราบในหัวข้อถัดไปครับ
RIDE Fest
โหมดอาชีพแบบใหม่ใน RIDE 6 ก็คือ RIDE Fest ที่มาแทนรูปแบบแชมป์เปียนชิพแบบดั้งเดิม ด้วยแนวทางที่เปิดกว้างมากขึ้น มอบอิสระให้เหล่าไบค์เกอร์เสมือนจริงผ่านระบบความก้าวหน้าแบบเป็นบท (chapter‑based) ที่ดำเนินไปในแนวนอน ผู้เล่นสามารถเลือกกิจกรรมที่อยากท้าทายได้เอง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งเดี่ยว การแข่งระยะยาว (endurance) แชมป์เปียนชิพ หรือไทม์แอทแทค ทั้งหมดถูกจัดแบ่งตามธีมต่าง ๆ เช่น ประเภทของรถ ผู้ผลิต ประเภทสนาม สภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งเหล่าแชมป์เปียนระดับตำนาน
การเอาชนะเหล่าตำนานจะปลดล็อกของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมถึงมอเตอร์ไซค์และอุปกรณ์ประจำตัว แต่ก่อนอื่น ผู้เล่นต้องสร้างชื่อเสียงภายในเทศกาล ด้วยการสะสม Fame Points ให้เพียงพอตลอดเส้นทางอาชีพของตน การสะสม Fame Points ยังเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกกิจกรรมใหม่ ๆ ซึ่งจะค่อย ๆ ขยายความท้าทายไปในแต่ละบทอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ พื้นที่ “RIDE Fest paddock” จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางหลักของเกม (hub) ที่ผู้เล่นสามารถจัดการทุกกิจกรรมสำคัญได้อย่างครบถ้วน ที่นี่ ผู้เล่นสามารถพักผ่อนกับเหล่านักบิดคนอื่น ๆ อัปเกรดมอเตอร์ไซค์ด้วยความช่วยเหลือจากทีมช่าง เข้าเยี่ยมชมร้านค้า รวมถึงปรับแต่งรูปลักษณ์ผ่านเครื่องมือแก้ไขมอเตอร์ไซค์ หมวกกันน็อก และชุดแข่ง
ตลอดเส้นทางการเล่น จะมี Festival DJ ประจำงานเป็นผู้ดูแลบรรยากาศด้วยเพลงประกอบ ซึ่งจะช่วยสร้างอารมณ์และนำเสนอแต่ละบทของเกมผ่านคัตซีนที่ออกแบบมาเฉพาะ
โหมดควบคุมแยกเป็น 2 แบบ
เกมนำเสนอระบบฟิสิกส์แบบคู่ (dual‑physics system) ที่ให้ผู้เล่นเลือกประสบการณ์การขับขี่ระหว่าง โหมด Pro และ โหมด Arcade ทำให้สามารถปรับรูปแบบการเล่นตามระดับความสมจริงหรือความสนุกที่แต่ละคนต้องการได้อย่างอิสระ ทั้งหมดนี้ยังคงอยู่บนแกนหลักของการจำลองการขับขี่ที่แข็งแกร่ง
ทีนี้ ณ ปัจจุบัน ตามกระทู้ในเมืองนอกกำลังถกเถียงกันมันส์หยดว่า การเพิ่มโหมด Arcade เข้ามานี้ มันดีหรือไม่ดีสำหรับตัวเกม โดยฝั่งแฟนดั้งเดิมที่ชอบความสมจริงมากกว่า ก็จะออกมาบอกว่า ตัวเกมกำลังเดินทางผิดที่ปรับให้การควบคุมมันง่ายเกินไปจนขาดความลุ่มลึกสมจริง เล่นแล้วเหมือนเกมแข่งรถเด็กน้อย ขณะที่อีกฝ่ายกลับชื่นชอบที่เกมเล่นง่ายขึ้นซึ่งจะช่วยให้จดจ่อกับการแข่งขันได้มากกว่าเดิม (ที่ต้องคอยพะวงเรื่องการควบคุมรถ จนแทบไม่มีเวลามาบดเอาชนะคู่แข่ง)
สำหรับผมเองนั้น ค่อนข้างเห็นด้วยกับการเพิ่มเข้ามาของโหมด Arcade เพราะผมมองว่า เกมแข่งรถประเภทจยย. ทำให้ตายมันก็ไม่มีทางสมจริง เพราะไม่มีจอยควบคุมแบบแฮนด์มอเตอร์ไซค์ ไม่เหมือนกับพวงมาลัยของรถยนต์ ดังนั้นเวลาเล่นก็ต้องเล่นด้วยจอยแพดธรรมดากันอยู่ดี ซึ่งการปรับให้ควบคุมง่ายขึ้นจะยิ่งช่วยให้เล่นเกมได้สนุกขึ้น จะได้เอาเวลาไปวางแผนเอาชนะคู่แข่ง แทนที่จะต้องมาปวดหัวกับการเข้าโค้งพลาดบ่อย ๆ เพราะการควบคุมที่ยากเพราะเน้นสมจริงเกินไปนั่นเอง
สรุปข้อดี / ข้อด้อย ของ RIDE 6
RIDE 6 เป็นเกมที่เล่นสนุกมากขึ้นกว่าภาคก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเพิ่มเนื้อหาใหม่ ๆ ที่หลากหลายกว่าภาคที่แล้ว อย่างไรก็ดี ระบบเกมเพลย์ยังไม่ถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการครั้งใหญ่ เกมการเล่นตอนแข่งรถในสนามยังคล้ายคลึงกับภาค 5 และฟิสิกส์บางส่วนยังให้ความรู้สึกลอย ๆ ในบางจังหวะ
ข้อดี
- ตัวเกมมาพร้อมรถจักรยานยนต์กว่า 340 รุ่น และสนามแข่งกว่า 45 แห่ง โดยรถแต่ละคันให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
- การเพิ่มทางฝุ่น ทั้ง Enduro และ Motocross เข้ามาเป็นครั้งแรก ช่วยเพิ่มมิติใหม่ให้กับเกมซีรีส์นี้
- RIDE Fest โหมดอาชีพใหม่ถูกออกแบบมาให้มีการเล่าเรื่องและบรรยากาศคล้ายเทศกาลแข่งขัน (คล้าย Forza Horizon) ซึ่งช่วยให้การดำเนินเนื้อหามีความน่าตื่นเต้นและมีเป้าหมายชัดเจนขึ้น
- โหมด Arcade นั้นเป็นมิตรต่อมือใหม่ ทำให้ผู้เล่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาค 4 หรือ 5 ที่ค่อนข้างโหดหิน
- มีการใช้ระบบระบบรถมือสอง คล้ายกับ Gran Turismo 7 ซึ่งช่วยเพิ่มมิติในการเล่นได้ดีมาก
- กราฟิกและเทคโนโลยีจาก Unreal Engine 5 ช่วยยกระดับความสวยงามของเกมขึ้นมาได้นิดหน่อย
ข้อด้อย
- แม้จะมีไอเดียใหม่ ๆ และการอัปเกรดกราฟิก แต่ผลลัพธ์ในสนามแข่งทางเรียบนั้น…ยังให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับภาคก่อน โดยเฉพาะบรรดา AI ที่ยังไม่สมจริง













