Games News Reviews

Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties – รีวิว [REVIEW]

โดย G-jang

Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties – รีวิว [REVIEW]

*ขอขอบคุณ SEGA Corporation มา ณ โอกาสนี้ครับ
**รีวิวนี้เล่นบน PlayStation 5

สำหรับ Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties นี้ ถ้าจะให้สรุปสั้น ๆ ก็คือเป็นการรีเมก Yakuza 3 ที่ตัวเกมต้นฉบับวางจำหน่ายบน PlayStation 3 ไปเมื่อปีค.ศ.2009 ซึ่งการกลับมาในคราวนี้ พ่วงมากับเนื้อหาเสริมใหม่เอี่ยมอย่าง Dark Ties ที่ให้คุณได้เล่นเป็นมิเนะ โยชิทากะ อีกหนึ่งตัวละครสำคัญประจำภาคครับ ส่วนจะเป็นอย่างไรแบบไหน เราจะมาบอกให้ได้ทราบกัน


เนื้อเรื่อง

Yakuza Kiwami 3

สำหรับ Yakuza Kiwami 3 นั้นจะดำเนินเรื่องราวต่อจากภาค 2 หรือ Kiwami 2 ที่คิริว คาซึมะและซาวามูระ ฮารุกะตัดสินใจไปจากเมืองคามุโร่โจและเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโอกินาว่า ซึ่งในคราวนี้คิริวเองจะรับหน้าที่เป็นคนดูแลบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าอาซากาโอะ (Morning Glory) ที่มีเด็ก ๆ รวมฮารุกะทั้งหมด 9 คนด้วยกัน และคิริวก็ต้องทำหน้าที่ฟูมฟักและปกป้องเด็ก ๆ ในฐานะพ่อบุญธรรม

วันคืนในโอกินาว่าดำเนินไปอย่างสงบสุข จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาได้โดนแก๊งริวโดมาคุกคาม ด้วยปมปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินของบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้ ก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลามบานปลายและทำให้คิริวเองก็ต้องกลับเข้าไปพัวพันกับโลกยากูซ่าอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าจะให้ว่าไปแล้ว ใครที่เคยเล่น Yakuza 3 ภาคต้นฉบับมา เนื้อหาหลักของเกมในส่วนนี้จะเดินเรื่องไปในทิศทางเดียวกันครับ เพียงแต่จะมีการเสริมเติมรายละเอียดเข้ามาในบางจุด และบางส่วนที่อาจทำให้คนเล่นเก่าถึงกับตกใจและคาดไม่ถึงว่าพี่เอาแบบนี้เลยเหรอ แต่จะเป็นอะไรนั้นก็ขอให้ไปลองชมกันเองในเกมนะครับ

สำหรับเรื่องราวในส่วนของบ้านเด็กกำพร้าที่จะพาให้เราไปรู้จักและผูกสัมพันธ์กับเด็ก ๆ แต่ละคนในบ้านนั้น ในต้นฉบับอาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่หลายคนบ่นว่ามันเดินเรื่องช้าและเหมือนทำให้เกมยืด เพราะว่าหลายส่วนจะแทรกเข้ามาในเนื้อเรื่องหลัก และบางส่วนก็เป็นซับสตอรี่ ซึ่งในคราวนี้เนื้อหาส่วนนี้จะแยกเป็นเอกเทศเลยไม่ขึ้นกับเนื้อเรื่องหลัก ดังนั้นใครอยากที่วิ่งเนื้อเรื่องหลักเพียว ๆ ก็วิ่งได้ หรือใครอยากใช้เวลากับเด็ก ๆ ก่อนก็ได้เหมือนกัน เข้าใจว่านี่น่าจะเป็นทางออกที่ลงตัวสำหรับทุกฝ่ายครับ

โดยรวมแล้วถ้าคุณเคยเล่นต้นฉบับมา คุณก็ยังจะได้พบกับสิ่งที่คุ้นเคย พวกจังหวะการเดินเรื่องต่าง ๆ นั้นแทบไม่ได้ต่างจากเดิม แต่ก็มีส่วนเพิ่มเติมเข้ามาระดับหนึ่ง ส่วนคนเล่นจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เพิ่มเข้ามานี้ก็สุดแท้แต่เลย


Dark Ties

มาว่ากันถึง Dark Ties บ้าง เนื้อหาหลัก ๆ ของส่วนนี้จะเป็นช่วงก่อนเริ่มเรื่องราวใน Yakuza Kiwami 3 ซึ่งก็เล่าตั้งแต่ตอนที่มิเนะมาเข้าวงการผ่านจากการทำความรู้จักกับคันดะ โดยเหตุการณ์ในส่วนนี้จะเป็นของใหม่ทั้งหมด และก็จะพาให้ผู้เล่นได้เข้าใจที่มาที่ไปของมิเนะมากขึ้น แน่นอนว่าเรื่องราวในส่วนนี้ก็มีจุดหักมุมพลิกผัน สับขาหลอกคนเล่นอยู่เนือง ๆ ให้เดาทางไม่ออกครับ

การเดินเรื่องของมิเนะจะไม่มีส่วนของเรื่องราวที่แยกเป็นเอกเทศเหมือนอย่างคิริวกับบ้านเด็กกำพร้า ดังนั้นเส้นเรื่องหลักก็จะมีแค่การบอกเล่าตั้งแต่ตอนมิเนะเข้าวงการ ไปจนถึงการได้มีกลุ่มฮาคุโฮของตัวเองที่ไปเชื่อมกับเนื้อเรื่องหลักครับ ถ้าจะให้เทียบแล้วความยาวในส่วนของ Dark Ties นี้ถ้าเทียบกับเนื้อหาหลักนี่ก็จะอยู่ประมาณ 1 ใน 4 ส่วน

จึงเป็นส่วนเสริม (ที่มาพร้อมเกมหลัก) ในขนาดกะทัดรัด ดังนั้นถ้าใครที่วิ่งแต่เนื้อหาหลักอย่างเดียวก็อาจจะรู้สึกว่ามันจบไวเกินไปเหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าใครจะเล่น Dark Ties นี่ก็แนะนำว่าให้เล่นเนื้อหาหลักให้จบก่อน เพราะตอนจบของ Dark Ties ก็มีการเผยเรื่องราวช่วงท้ายเนื้อหาหลักเช่นกันครับ


เกมเพลย์

Yakuza Kiwami 3

หากใครคุ้นเคยกับแฟรนไชส์นี้มาก่อน ก็อาจจะไม่ต้องอธิบายมากว่าเกมนี้เป็นเกมแอ็กชันแนวต่อยตีที่พาคุณไปรับรู้เรื่องราวในโลกมืดของญี่ปุ่น ที่แม้ว่าเกมจะไม่ใช่โอเพนเวิลด์เต็มตัว แต่ก็มีพื้นที่เปิดกว้างให้คุณวิ่งสำรวจ วิ่งหาไอเท็ม วิ่งหาไซด์เควสต์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย

ในภาคนี้ผู้เล่นจะได้ออกตระเวนในเมืองคามุโร่โจสถานที่ประจำของเกมทุกภาค และดาวน์ทาวน์ริวกิว เมืองในโอกินาว่าที่คิริวได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งบรรยากาศของทั้งสองสถานที่ก็จะต่างกันชัดเจนเพราะคามุโร่โจนั้นคือเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนและอบายมุขรวมถึงแหล่งบันเทิงกลางคืนมากมาย ส่วนดาวน์ทาวน์ริวกิวนั้นจะมีสีสันจัดจ้านด้วยบรรยากาศแบบเมืองเขตร้อนครับ (เพราะก็ใช้แอสเซ็ทจากภาคฮาวายเหมือนกัน)


ระบบต่อสู้และโปรเกรสชัน

มาว่ากันด้วยระบบสู้ก่อน คิริวในภาคนี้จะมีสไตล์การต่อสู้สองแบบ แบบแรกก็คือมังกรแห่งโดจิมะที่คุ้นเคยกันดี แต่รอบนี้จะนำเอาท่าโจมตีจากยุคคลาสสิกมาผสมกับยุคโมเดิร์น (รวมถึงบางท่าจากสไตล์เอเจนต์) เลยออกมาเป็นสไตล์ที่แปลกกว่าภาคอื่น ๆ ที่มีมาทั้งหมด แต่ประโยชน์ใช้งานยังคงไม่ต่างจากภาคก่อนคือเป็นสไตล์ที่ให้คุณหยิบข้าวของข้างทางมาใช้ได้ รวมถึงจับศัตรูมากระแทกผนัง โยนลงน้ำ หรืออะไรต่ออะไรด้วยท่าฮีตที่คุ้นตา ถ้าจะให้นิยามนี่ผมว่ามันคือสไตล์สู้บอสน่ะครับ เน้นใช้ตอนเจอตัวเก่ง ๆ หรือศัตรูที่มาไม่เยอะ เพราะท่ามักจะเป็นท่าเน้นปะทะเดี่ยว

สไตล์ใหม่ประจำภาคคือสไตล์ริวกิว ที่จะเน้นการใช้อาวุธมากมายหลายแบบทั้งหอกสั้นกับโล่ ทอนฟาคู่ สนับมือ กระบองสองท่อน ไม้พายยาว ลูกตุ้มเหล็ก ฯลฯ สารพัดสารพันที่ผสมรวมอยู่ในท่าคอมโบโจมตี ประโยชน์ใช้สอยอยู่ที่ความหลากหลายของท่าโจมตี และมีท่าที่กวาดเป็นวงกว้างเยอะ เหมาะใช้กับตอนที่ศัตรูแห่มากันเป็นตำบล เพราะกวาดทีเดียวคุณอาจซัดร่วงได้เป็นสิบ ๆ คนเลย

ทั้งสองสไตล์จะมีระบบ Dragon Boost เหมือนกัน ที่พอเกจมุมซ้ายบนจอเต็มปุ๊บ พอกด R2 ก็จะทำให้พลังโจมตีรุนแรงขึ้น และพวกท่าปิดคอมโบหลายท่าจะเปลี่ยนไปเป็นท่าทุ่มจบแทนการโจมตีปกติ แล้วพอเกจใกล้หมดก็จะกด R2 เป็น Dragon Finisher เพื่อออกท่าปิดท้ายอย่างรุนแรงได้

โดยบรรดาท่าต่าง ๆ ที่ใช้ได้ก็จะต้องอัปเกรดผ่านเมนูอัปตัวละครครับ ในภาคนี้มันจะมีความต่างจากต้นฉบับระดับหนึ่ง คือพวกพลังโจมตีกับค่าพลังชีวิตนี่จะต้องอัปโดยใช้เงินล้วน ๆ (แบบภาค Zero) แต่พอในฟากของท่าและสกิลอื่น ๆ จะต้องเน้นอัปโดยใช้ Training Points แทน แล้วถามว่า Training Points ที่ว่าจะได้มายังไง? ก็ได้มาจากการทำลิสต์รายการ completion ที่หลายคนคุ้นเคยกันนั่นล่ะครับ ภาคนี้ completion list โดนโยกไปเป็น Training ที่พอคุณทำครบเงื่อนไข เช่นกำจัดศัตรูตามจำนวนคนที่ระบุโดยใช้สไตล์ที่กำหนดอะไรแบบนั้น คุณก็จะได้รางวัลมาเป็นแต้มเพื่ออัปสกิลนั่นเอง ซึ่งพอแต้มสูงถึงจุดหนึ่ง ก็จะสามารถไปสอบเลื่อนขั้นได้ที่โรงฝึกของมิยาซาโตะเพื่อรับท่าเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง

ผมมองว่าวิธีนี้มันก็เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อนดี เพียงแค่ว่าถ้าคุณเป็นเกมเมอร์สายเก็บความสมบูรณ์แบบนี่ แค่สักประมาณบทที่ 2 และบทที่ 3 ของเกมคุณก็อาจจะอัปครบทุกอย่างได้แล้วแบบที่ไม่เหลืออะไรให้อัปอีก ยังไม่นับว่าท่า Heat Action หลาย ๆ ท่าก็หายไปเยอะนะ เหมือนตั้งใจทำให้เกมมีความต่อเนื่องมากขึ้นและเน้นการสู้ด้วยเทคนิคมากขึ้นกว่าการหาจังหวะกดท่าใหญ่ตูมหลับ ตูมหลับหรือไงก็ไม่ทราบได้


ปรับแต่งโทรศัพท์

องค์ประกอบพิเศษของภาคนี้ในแง่การปรับแต่งตัวละครก็คงไม่พ้นการปรับแต่งโทรศัพท์มือถือคิริวเองครับ ภาคนี้จะไม่เน้นการใส่เกราะป้องกันหรือของประดับเหมือนเคย แต่พวกสถานะพิเศษจะได้จากการเปลี่ยนเสาอากาศโทรศัพท์ หรือเปลี่ยนสายห้อยบ้าง เปลี่ยนวอลเปเปอร์บ้างที่จะให้ผลต่างกัน บ้างก็เพิ่มพลังโจมตี บ้างเพิ่มพลังป้องกัน บ้างทำให้เกจฮีตเพิ่มไวขึ้น ฯลฯ โดยของเหล่านี้ก็หาได้จากการซื้อ บ้างก็เล่นมินิเกม บ้างก็ไขได้จากล็อกเกอร์อะไรแบบนั้น

ในขณะที่การปรับแต่งลวดลายจะไม่มีผลอะไรพิเศษ แต่เป็นการทำเพื่อความสวยงามในแบบของคุณเอง จะติดสติกเกอร์อะไรแบบไหน อันนี้แล้วแต่จินตนาการของผู้เล่นเลย


คอนเทนต์ต่าง ๆ ในเกม

ถ้าคนเคยเล่นเกมในแฟรนไชส์นี้มา ก็น่าจะทราบกันดีว่าเมืองในเกมนี้แม้อาจจะไม่ได้มีพื้นที่กว้างมาก (เว้นฮาวาย) แต่แทบทุกจุดจะโดนแทรกเอาไว้ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เพียบ ไม่ว่าจะเป็นมินิเกมหลักยี่สิบขึ้นไป ทั้งร้องคาราโอเกะ แทงบิลเลียด ปาลูกดอก เล่นโบว์ลิ่ง คาสิโน การพนัน สุ่มกาชา ประลองฝีมือในลานประลองใต้ดิน ฯลฯ โดยที่มินิเกมเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มักจะมีรางวัลตอบแทนให้เนือง ๆ บ้างก็เป็นของไปขายเพื่อแลกเงิน บ้างก็ของตกแต่งโทรศัพท์ อะไรแบบนั้น เรียกได้ว่ามีอะไรให้คุณทำเรื่อย ๆ แทบจะทุกจุด ไม่ได้มีแค่การตระเวนไล่จับหัวคนฟาดกำแพงอย่างเดียว

ไซด์เควสต์ของเกมนี้ที่เรียกว่าซับสตอรี่ก็ยังคงมีอยู่เช่นเคย ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นการที่คิริวเข้าไปช่วยเหลือผู้คนที่โดนรังแก หรือโดนสแกมเมอร์หลอกลวง และบางทีก็คิริวที่จะโดนสแกมเสียเองเหมือนกัน (แต่ทุกปัญหาแก้ได้โดยการกระทืบคน) แต่เมื่อเทียบกับเนื้อหาหลักที่ซีเรียสจริงจังแล้ว เรื่องราวในซับสตอรี่นี่จะออกไปทางสายฮาและชวนอบอุ่นใจเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่าพวกซับสตอรี่ที่ฮาไส้แตกก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมครับ

องค์ประกอบอื่น ๆ จากต้นฉบับอย่างการออกล่าค่าหัวก็ยังมีอยู่ เพียงแค่ว่าค่อนข้างมีการปรับให้ลื่นไหลขึ้น โดยรับข้อมูลผ่านมือถือเลย ไม่ต้องวิ่งกลับไปกลับมาผ่านจุดรับเควสต์เฉพาะแล้ว หรือถ้าอยากจะเปลี่ยนลุคของคิริวก็ไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมาลองมิกซ์แอนด์แมตช์เองได้อยู่ จะแต่งเท่หรือแต่งบ้า ๆ บอ ๆ อันนี้ก็สุดแท้แต่คนเล่นเลยครับ บางครั้งเดินในเมืองคุณก็สามารถหาเพื่อนเพิ่มบนโซเชียลได้โดยการส่งสัญญาณมือถือไปเชื่อมต่อกัน ฯลฯ เกมจะมีอะไรให้คุณทำเยอะแน่นอนในเมือง


บ้านเด็กกำพร้าอาซากาโอะ

คอนเทนต์ในส่วนของบ้านเด็กกำพร้านี่ เป็นส่วนที่แยกออกมาเป็นเอกเทศจากเนื้อหาหลักครับ ถ้าจะให้เทียบก็เหมือนคอนเทนต์เกาะดองโดโกะ (Dondoko Island) ในภาค Infinite Wealth นั่นล่ะ เพียงแต่ว่ารอบนี้จะโดนย่อสเกลลงมามากพอสมควร ไม่ได้เป็นการจับเอา Animal Crossing ทั้งเกมยัดมาลงในเกมอีกทีแบบนั้น

โดยบ้านเด็กกำพร้านี้จะมีเมนูแยกของตัวเองออกมา และเป้าหมายหลัก ๆ ของคิริวก็คือการบริหารการเงินและการค้าของบ้านแห่งนี้ จากการจับแมลง จับปลา เลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก ฯลฯ จากนั้นก็นำสินค้าที่มีไปขายตามคำร้องขอของชุมชน ที่เมื่อความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นคุณก็จะได้ของตอบแทนต่าง ๆ เป็นรางวัล รวมถึงเงินทุนของบ้านแห่งนี้เช่นกัน

อย่างที่ผมบอกไปว่าเนื้อหาส่วนนี้แยกเป็นเอกเทศ ดังนั้นเงินที่คุณได้มาในโหมดนี้จะไม่ถูกรวมเป็นเงินส่วนตัวของคิริว แต่จะเป็นเงินทุนของบ้านที่คุณสามารถใช้ซื้อสิ่งต่าง ๆ อำนวยความสะดวกได้ อาจจะเช่นฉมวกแทงปลาที่ดีขึ้น ไว้อัปเกรดแปลงผักให้ปลูกได้หลากชนิดขึ้น ซื้อวัวมาเพิ่มเพื่อผลผลิตที่มากขึ้น ฯลฯ อะไรแบบนั้นครับ และของบางอย่างที่ซื้อได้ก็จะให้คิริวนำไปใช้ในโหมดหลักได้เหมือนกัน

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของบ้านเด็กกำพร้าก็คือการทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ แต่ละคนเพื่อเพิ่มความแน่นแฟ้นและปลดล็อกเรื่องราวของแต่ละคน เมื่อค่าความสัมพันธ์ถึงกำหนดครับ ซึ่งในต้นฉบับนี่จะโดนแทรกเข้ามาในเนื้อหาหลัก แต่รอบนี้แยกออกมาเป็นของตัวเอง เลยทำให้ใครอยากเล่นก็เล่นได้ ใครอยากไปวิ่งเนื้อเรื่องหลักก่อนก็ได้เหมือนกันตามที่กล่าวไปก่อนหน้านี้

กิจกรรมทำร่วมกับเด็ก ๆ ก็อย่างเช่นการทำงานฝีมือเย็บปักเพื่อสร้างสินค้า (และของที่ได้ก็นำไปขายต่อได้) การเล่นจับแมลงกับเด็ก ๆ การช่วยเด็กทำการบ้าน การทำอาหาร เป็นต้น โดยที่สิ่งเหล่านี้ก็คือมินิเกมในรูปแบบของมันเองอีกทีหนึ่ง

จุดที่ภาคนี้มีการปรับเปลี่ยนไปบ้างในส่วนของเด็ก ๆ ก็คือจากเดิมที่เด็กบางคนมีการแสดงออกหรือคำพูดที่ดูไม่น่ารัก รอบนี้จะถูกปรับให้นุ่มนวลขึ้น แต่ละคนยังมีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีปัญหาที่พบเจอและคิริวต้องช่วยแก้ไข แต่สุดท้ายก็จะทำให้เรารู้ว่าแต่ละคนจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคมได้แน่นอน เรียกได้ว่าแต่ละโมเมนต์ของบ้านเด็กกำพร้าคือช่วงที่อบอุ่นหัวใจที่สุดของเกมแล้วครับ


Bad Boy Dragon

ในส่วนนี้คือเรื่องราวที่คิริวจะต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ปะทะระหว่างแก๊งซิ่งสาว ๆ ท้องถิ่นประจำโอกินาว่าที่จะต้องรับมือกับแก๊งซิ่งใหญ่จากโตเกียวที่พยายามแผ่อิทธิพลเข้ามา ซึ่งรูปแบบการเล่นจะเป็นไปในลักษณะการตะลุมบอนที่คุณมักต้องรับมือกับศัตรูหลัก 20 ขึ้นไป จนอีกนิดก็จะกลายเป็นเกมแนวมุโซแล้ว

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือการตระเวนหาบุคลากรมาเสริมทัพ จากการช่วยเหลือผู้ที่โดนรังแกในเมือง จากการเคลียร์ซับสตอรี่ หรือบางทีก็จากมินิเกม อะไรแบบนั้น และยิ่งคุณพาคนไหนออกสู้บ่อย ๆ เลเวลพวกเขาก็จะสูงขึ้น เก่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วคุณยังอัปเกรดสิ่งต่าง ๆ เพื่อความสะดวกได้ด้วย อย่างเช่นพวกอาวุธประจำแก๊งต่าง ๆ นานาที่พอยิ่งอัปไปคุณจะเริ่มสงสัยว่าไอ้พวกนี้มันแก๊งซิ่งหรือกลุ่มก่อการร้ายกันแน่วะ..

ถ้าจะอธิบายสั้น ๆ รูปแบบการเล่นมันก็คือการจัดทีม จัดกลุ่มไปบู๊กับฝั่งตรงข้ามในลักษณะเหมือนภาคโจรสลัดนั่นล่ะครับ


Dark Ties

สำหรับ Dark Ties นั้น มิเนะจะมีสไตล์การต่อสู้เพียงสไตล์เดียวซึ่งเน้นความไวในการโจมตี และสามารถงัดศัตรูลอยเพื่อทำคอมโบได้ง่ายกว่าคิริว แลกกับแดเมจที่เบากว่าพอควร ส่วนการกด R2 นั้นจะเป็นการใช้ Dark Awakening ที่จะทำให้โจมตีแรงขึ้น เร็วขึ้นและเปลี่ยนท่าโจมตีปิดฉากคล้าย ๆ กับ Dragon Boost ของคิริว แค่ว่ามิเนะจะไม่มีการกดท่าใหญ่ปิดฉากตอนเกจใกล้หมด

สำหรับคอนเทนต์เสริมโดยรวมนั้นจะใกล้เคียงกับของคิริว แต่มิเนะจะมีเมืองให้สำรวจแค่เฉพาะในคามุโร่โจเท่านั้น จะไม่มีโอกินาว่าให้วิ่งเล่นครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นมิเนะจะมีคอนเทนต์เสริมหลัก ๆ สองอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ Kanda’s Damage Control หรือก็คือการตระเวนทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับคันดะ ซึ่งเอาตรง ๆ มันก็คือการวิ่งไล่เคลียร์ซับสตอรี่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของเมือง รวมถึงการวิ่งไปช่วยเหลือผู้คนที่ตกที่นั่งลำบาก

อีกหนึ่งจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะเลยก็คือลานประลองของมิเนะครับ ซึ่งมิเนะจะมีลานประลองสองแบบที่เล่นได้ อย่างแรกคือ Brawler Hell ที่จะเน้นสู้กับศัตรูอันแข็งแกร่งแบบตัวต่อตัว (บางทีมันก็มาแบบรุม) ใกล้เคียงกับคิริว แต่อีกหนึ่งคือ Survival Hell นั้นที่เรียกง่าย ๆ ว่าคือโหมดวิ่งดันเจี้ยนเลยก็ว่าได้

ใน Survival Hell ที่ว่า มิเนะจะต้องเคลียร์ดันภายในเวลาที่กำหนด โดยศัตรูที่โผล่นั้นมีเพียบ แต่ระหว่างทางคุณจะเจอกล่องไอเท็มที่มักจะได้ของเป็นการอัปสกิลตัวละครสำหรับโหมดนี้โดยถาวร บ้างก็เป็นอาวุธเสริมที่ใช้ได้ บ้างก็เป็นตัวละครสนับสนุนที่คุณเลือกมาช่วยเหลือได้ก่อนลงดันแต่ละครั้ง ถ้าคุณเคลียร์ได้ คุณก็ได้เงินและไอเท็มทั้งหมด แต่ถ้าพลาดไอ้ที่เก็บมาก็หายเรียบ เรียกได้ว่าถ้าไหวก็ไปต่อ ถ้าไม่ไหวก็รู้จักถอย วิ่งหาทางออกแล้วมาวิ่งใหม่ครับ  มันคือโหมดเกือบ ๆ จะโรกไลต์ที่เน้นให้คุณวิ่งซ้ำหลาย ๆ รอบเพื่อเก็บของให้ครบครับ

ส่วนของโปรเกรสชันตัวละครของมิเนะ จะคล้ายกับของคิริวแต่จะอัปโดยใช้เงินเพียว ๆ เลยไม่มีค่า Training Points ดังนั้นกิจกรรมอย่างการลงดันนี่ล่ะครับที่จะทำให้คุณได้เงินเพียงพอมาใช้จ่ายและอัปตัวละคร เรียกได้ว่าการเล่นมิเนะนั้นคล้ายกับคิริว แต่ก็มีความแตกต่างมากพอที่ทำให้ทั้งสองคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง


กราฟิก

ในส่วนของกราฟิก ผมมองว่าก็มีคุณภาพใกล้ ๆ กับภาค Infinite Wealth หรือไม่ก็ภาค Pirate Yakuza คือตัวเกมจะค่อนข้างมีโทนสว่างและสีสันจัดจ้านแม้แต่ในคามุโร่โจเองก็ตาม ซึ่งแม้แต่แสงเงาเองก็จะค่อนข้างออกไปทางโทนสว่าง มันเลยให้บรรยากาศที่ดูไม่ค่อยมืดหม่นหรือซึมเซา ซึ่งก็สอดคล้องกับเนื้อหาในส่วนของคิริวที่ภาคนี้ชีวิตไม่ค่อยมีอะไรให้หดหู่ครับ


เสียงประกอบ

สำหรับเสียงประกอบนั้น ผมคิดว่าเพลงประจำตัวตอนสู้บอสหลาย ๆ เพลงก็ยังกลับมาแบบครบถ้วนอยู่ และอาจจะมีการปรับเปลี่ยนปรับปรุงบ้างนิดหน่อย แต่โดยรวมฟังแล้วก็ยังรู้ว่าเป็นเพลงเดิม และสำหรับเสียงเอฟเฟกต์ตอนสู้ก็ยังคงดุดันสะใจครับ ยิ่งตอนใช้ Tiger Drop นี่เสียงหมัดกระแทกร่างคนดังตูมแล้วปลิวเหมือนโดนสิบล้อชนนี่มันสาแก่ใจแท้ ๆ


บั๊กของเกม

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่จะเล่นเกมนี้ เรามีเรื่องที่ต้องแจ้งเตือนก่อนว่าควรเก็บเซฟเมื่อจบบทเอาไว้แยกครับ ในตอนที่รีวิวเราเจอบั๊กในบทที่ 9 ที่ช่วงเวลาของเกมควรเป็นช่วงเช้า และจะมี NPC รออยู่เพื่อดำเนินเรื่องต่อ แต่ว่าเราไปทำเนื้อหาเสริมในจุดอื่น ๆ จนไม่ทันสังเกตว่าอยู่ ๆ เวลาในเกมมันเปลี่ยนเป็นกลางคืนโดยที่ปรับกลับไม่ได้ ก็เลยต้องเสียเวลามาเริ่มเล่นใหม่ ขอให้ระวังจุดนี้กันไว้ครับ โดยเราได้แจ้งผู้พัฒนาให้รับทราบแล้วก็หวังว่าจะแก้ไขได้เร็ว ๆ นี้


จุดที่เสียดาย

การรีเมกครั้งนี้ มีการจัดหมวดหมู่และใส่คอนเทนต์เพิ่มเติมเข้ามาให้เป็นระบบมากขึ้น หลายอย่างมันลื่นไหลขึ้น แต่ในทางกลับกันมันก็มีส่วนที่หายไปจากต้นฉบับเยอะเหมือนกันครับ ยิ่งพวก NPC สอนท่าบางคนที่หายไปเลย แม้แต่ระบบ Revelation ที่ทำให้ได้ท่าใหม่ก็ไม่มี ระบบอัปเกรดอาวุธก็หายไปเพราะโยกมาเป็นสไตล์ต่อสู้ริวกิวแล้ว แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ใส่ลงมาทั้งที่ใน Infinite Wealth ก็มีระบบอัปเกรดอาวุธอยู่แล้วในตัว

ความแปลกอีกอย่างรอบนี้ก็คือบาร์โฮสเตสหายไปเลย ไม่มีทั้งการอิงหน้าตาจากคนจริงหรือจากตัวละครที่ทีมงานปั้นเอง ถือเป็นอะไรที่น่าแปลกใจเหมือนกัน


สรุป

Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties ก็ยังคงเป็นภาคที่สนุกได้มาตรฐานของแฟรนไชส์ครับ เพียงแต่ผมเองก็เริ่มคิดว่าทีมงานอาจต้องลองหาวิธีทำให้ภาคต่อ ๆ ไปสดใหม่ขึ้นเหมือนกัน เพราะปัจจุบันเหมือนทีมงานนั่งดูแอสเซ็ทในมือว่ามีอะไรบ้างแล้วก็ใส่ลงมาเป็น check list ให้ครบ ๆ พอรวมกับบางองค์ประกอบที่หายไปจากต้นฉบับ มันเลยเหมือนภาคนี้พอใส่อะไรเพิ่มมาหนึ่ง แต่ก็ตัดออกไปอีกหนึ่ง มันเลยไปไม่สุด ถึงอย่างนั้น ถ้าคุณเป็นแฟนของแฟรนไชส์นี้ นี่ก็เป็นอีกภาคที่เล่นได้สนุกครับ

The Review

75% ลุยเดือดโอกินาว่า ยากูซ่าสามรีเมก

Yakuza Kiwami 3 & Dark Ties คือภาครีเมกที่ยังคงมาตรฐานความสนุกของแฟรนไชส์ มีสิ่งเพิ่มเติมเข้ามาเยอะ แต่อีกด้านก็มีหลายอย่างที่ขาดหายไป เลยทำให้ไม่รู้สึกเต็มอิ่มอย่างที่ควรจะเป็น ถึงอย่างนั้นนี่ก็เป็นอีกภาคหนึ่งที่แฟน ๆ ควรหามาเล่นครับ

75%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข้ามไปยังทูลบาร์